ดอกผลของการทำการบ้าน คือเงินล้านที่รอคุณอยู่

Image
“Tons of homework each night but it pays off with millions in gains when the best stocks setup. Method + homework + patience = huge success” - Dan Zanger พี่แดน แซงเจอร์ บอกว่า.. “การทำการบ้านอย่างหนักทุกคืน จะให้ผลตอบแทนเป็นผลกำไรมหาศาลเป็นล้านๆ เมื่อรวมวิธีการที่พิสูจน์ได้ การบ้าน และความอดทนเข้าด้วยกันแล้ว ก็จะนำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่” . - ทำการบ้าน (Homework): หมายถึงการศึกษาวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลของหุ้นต่างๆ ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการติดตามข่าวสาร การวิเคราะห์ทางเทคนิคหรือปัจจัยพื้นฐาน การสแกนหุ้นที่มีศักยภาพเป็นผู้ชนะในอนาคต การลงรายละเอียดในการวิเคราะห์นี้จะช่วยให้คุณสามารถเข้าใจตลาดและรู้จักจังหวะที่เหมาะสมในการเข้าเทรด . - วิธีการที่พิสูจน์แล้วว่าทำเงินได้จริงและทำซ้ำได้ตลอด (Method): การมีระบบหรือกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการเทรดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้คุณไม่หลงลืมแนวทางที่ได้ผลในอดีตและสามารถปรับใช้ได้เมื่อตลาดมีการเปลี่ยนแปลง . - ความอดทน (Patience): การรอคอยและไม่รีบร้อนถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในนักเทรด ความอดทนช่วยให้คุณสามารถทนต่อความผันผวนของตลาดและรอคอยจังหวะที่ดี...

รวม 35 บทความ "เล่นหุ้นขาดทุน" - Losing Trade ที่อาจช่วยให้มือใหม่เข้าใจและเพิ่มโอกาสรอดและรวยได้มากขึ้น

 

มีจำหน่ายที่ https://www.mebmarket.com/?action=book_details&book_id=240758 เท่านั้นครับ


รวมบทความ "เล่นหุ้นขาดทุน"




























35) 

20 เรื่องที่นักเล่นหุ้นมือใหม่เข้าใจผิดเกี่ยวกับการขาดทุน

การเล่นหุ้นมีความซับซ้อนและนักเล่นหุ้นมือใหม่มักจะมีความเข้าใจผิดหลายเรื่องเกี่ยวกับการขาดทุน เรามาดูกันว่า 20 เรื่องที่นักเล่นหุ้นมือใหม่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับการขาดทุนมีอะไรบ้าง:

1. คิดว่าการขาดทุนคือความล้มเหลวทั้งหมด: การขาดทุนเป็นส่วนหนึ่งของการลงทุน แม้แต่นักลงทุนมืออาชีพก็ขาดทุนเป็นเรื่องปกติ

2. ไม่ยอมรับความผิดพลาด: นักเล่นหุ้นมือใหม่มักไม่ยอมรับว่าการขาดทุนเกิดจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดของตนเอง

3. คาดหวังผลกำไรอย่างรวดเร็ว: การลงทุนในหุ้นต้องการเวลาในการเจริญเติบโต การคาดหวังผลกำไรในระยะสั้นอาจนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่ดี

4. ขายหุ้นเมื่อขาดทุนอย่างรีบร้อน: นักลงทุนมือใหม่มักขายหุ้นเมื่อขาดทุนโดยไม่ได้วิเคราะห์เหตุผลให้รอบคอบ

5. พยายามทำกำไรจากการแก้แค้น: เมื่อขาดทุน นักลงทุนมือใหม่มักพยายามทำกำไรกลับมาด้วยการลงทุนในหุ้นที่เสี่ยงมากขึ้น

6. ไม่มีแผนการลงทุนที่ชัดเจน: ขาดแผนการลงทุนที่มีเป้าหมายและกลยุทธ์ที่ชัดเจน

7. ไม่กระจายความเสี่ยง: การลงทุนในหุ้นเพียงตัวเดียวหรืออุตสาหกรรมเดียวทำให้มีความเสี่ยงสูง

8. ไม่ศึกษาและวิเคราะห์หุ้นอย่างเพียงพอ: การขาดความรู้และการวิเคราะห์หุ้นที่ดีทำให้เกิดการขาดทุน

9. เชื่อในคำแนะนำของคนอื่นโดยไม่ตรวจสอบ: การฟังคำแนะนำจากผู้อื่นโดยไม่ทำการตรวจสอบด้วยตนเอง

10. ไม่ทำการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน: การละเลยการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานของบริษัททำให้การตัดสินใจผิดพลาด

11. ไม่เข้าใจวัฏจักรของตลาด: ตลาดหุ้นมีวัฏจักรขึ้นลง การเข้าใจวัฏจักรเหล่านี้ช่วยในการตัดสินใจลงทุน

12. ไม่ตั้งเป้าหมายการลงทุน: ไม่มีการตั้งเป้าหมายว่าต้องการลงทุนเพื่ออะไรและควรจะขายเมื่อใด

13. ขาดการติดตามตลาดอย่างต่อเนื่อง: ไม่ติดตามข่าวสารและการเปลี่ยนแปลงของตลาดอย่างต่อเนื่อง

14. เชื่อในข่าวลือ: การเชื่อในข่าวลือและไม่ตรวจสอบข้อมูลที่ได้รับ

15. ไม่จัดการกับความเสี่ยง: ขาดการจัดการความเสี่ยงและการวางแผนสำรอง

16. ขาดการควบคุมอารมณ์: การตัดสินใจโดยใช้อารมณ์มากกว่าการวิเคราะห์ที่มีเหตุผล

17. ลงทุนโดยไม่มีความรู้เพียงพอ: ขาดการศึกษาเกี่ยวกับหุ้นและการลงทุนก่อนที่จะลงมือ

18. ไม่เข้าใจการวิเคราะห์ทางเทคนิค: การขาดความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคทำให้พลาดโอกาสในการทำกำไร

19. มองข้ามความสำคัญของการศึกษาเพิ่มเติม: ไม่สนใจในการเรียนรู้และพัฒนาความรู้ในการลงทุน

20. ไม่ตรวจสอบประวัติการลงทุน: ไม่ทำการตรวจสอบและวิเคราะห์ผลการลงทุนที่ผ่านมาเพื่อปรับปรุงกลยุทธ์

การลงทุนในหุ้นต้องการความรู้และการวิเคราะห์ที่ดี การทำความเข้าใจความผิดพลาดเหล่านี้จะช่วยให้นักลงทุนมือใหม่สามารถปรับปรุงและพัฒนาการลงทุนของตนเองได้ดียิ่งขึ้น

หากท่านอาศัยอยู่ที่จังหวัดสุรินทร์ สามารถเรียนตัวต่อกัวกับผมได้ครับ
สนใจทักไปที่เฟสส่วนตัวของผม https://www.facebook.com/zyoit

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

วิธีทำลายพอร์ต : เปลี่ยนแนวทางจาก Trader เป็น Invester (วีไอจำเป็น)

เบสิก Swing Trade แบบ Buy on Dip สไตล์ Gil Morales

รวมบทความที่เกี่ยวกับ Gap หุ้น & ทฤษฎี Gap หุ้น

ดอกผลของการทำการบ้าน คือเงินล้านที่รอคุณอยู่

ขั้นตอนการทำราคาของ Market Maker

สรุป 8 Keys to Superperformance with Mark Minervini and David Ryan

Oliver Kell: วงจรของการเคลื่อนไหวของราคา (Cycle of Price Action)