Posts

สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร ฉันใด เทรดยังคงขาดทุนอยู่ อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าล้มเหลว

Image
 สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร ฉันใด เทรดยังคงขาดทุนอยู่ อย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าล้มเหลว ว่ากันว่า นักเทรดกว่า 80% ของตลาดหุ้น เป็นผู้แพ้ เชื่อมั้ยว่า นักเทรดชั้นเซียน(โดยเฉพาะ Market wizards) ต่างเคยเป็น ผู้แพ้ (อันเป็นหนึ่งใน 80% นั้นมาก่อน) เขาเคยแพ้ยับเยิน ถึงขั้นหมดตัวมาก่อน . แต่พวกเขาไม่เคย มองว่าตัวเองเป็น "ศพ" เขาแค่ "สะดุดล้มชั่วคราว" เท่านั้น หลายคน พยายาม ล้มลุกคลุกคลาน ครั้งแล้วครั้งเล่า เป็นเวลานับ 10 ปี กว่าจะทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ . ดังนั้น การที่คุณเจ้ามาเทรด 1-2 ปี แล้วยังขาดทุน ถือเป็น "เรื่องปกติ"  เพราะความสำเร็จในอาชีพเทรดนั้น  มันมี learning curve ของมันอยู่ มีช่วงเวลาที่คุณต้อง ๑. เรียนรู้ ว่าตลาดทำงานอย่างไร ๒. เรียนรู้ว่าคุณเป็นคนยังไง จุดอ่อน จุดแข็ง ๓. เรียนรู้ว่าคุณจะทำเงินจากตลาด อย่างไร ๔. เรียนรู้ที่จะ ฯลฯ... การเรียนรู้เหล่านี้ ไม่ได้ใช้เวลาแค่ 1-2 ปี แน่นอน เพราะฉะนั้น หากคุณยังคงแพ้ ยังคงขาดทุน อย่าเพิ่งถอดใจ คุณยังดีไม่พอสำหรับการทำเงิน คุณยังไม่ได้รู้จักตนเอง ฯลฯ .. ผมเอง แม้จะใช้เวลาเทรดมาแล้ว 7 ปี แต่ก็ยังไม่รวย ทว่า

ความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันเป็นสิ่งที่ถูกออกแบบมาก่อน(ที่มันจะสำเร็จ)แล้ว

Image
  ความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันเป็นสิ่งที่ถูกออกแบบมาก่อน(ที่มันจะสำเร็จ)แล้ว ถ้าท่านอยากประสบความสำเร็จเรื่องใด ต้องการบรรลุเป้าหมายใด อย่าได้แค่ฝัน แต่จงวางแผน ว่าจะไปที่ไหน จากนั้นวาง roadmap ว่าจะไปด้วยวิธีใด แล้ว "เริ่มก้าวเดินทาง" เพื่อไปสู่จุดหมายนั้น . ผู้ที่ประสบความสำเร็จ จะไม่รอให้เป้าหมายเดินมาหา แต่เขาจะเดินไปหามัน แค่คุณมีเป้าหมาย แค่คุณวางแผน แค่คุณเริ่มต้นก้าว ไปทีละก้าว ไม่ว่าเป้าหมายจะไกลเพียงใด หากคุณไม่ถอดใจ คุณไปถึงหลักชัยนั้นแน่นอน

วิธีแก้อาการเสพติดหุ้นต่ำบาท

Image
ออกจาก comfort zone ให้รู้ว่ามันมีมากกว่า ได้อ่านเมนท์เพื่อนสมาชิกท่านหนึ่งพูดถึงเรื่องติดหล่มหุ้นต่ำบาท ก็เลยได้เรื่องความอคติของตัวเองมาแฉให้ท่านได้อ่านเป็นอุทาหรณ์อีกโพสต์ . คำว่า comfort zone ในการตีความของผมก็คือ "นิสัยที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อความก้าวหน้าของชีวิต" คล้ายๆ NPL "หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้" ซึ่งจะว่าไป, เรื่องนี้ไม่ใช่อยู่แค่นิสัยในประจำวันหรอกนะ ในหุ้นก็มี บางคนอาจจะเรียกมันว่า bias หรืออคติ, ความเชื่อฝังใจจากสิ่งที่อ่านหรือรับรู้มา . ยกตัวอย่างผมเองนี่, แต่ก่อนเป็นโรคเสพติดหุ้นต่ำห้าบาท ยิ่งต่ำบาทยิ่งซื้อ เพราะมองว่าถูกมาก เพราะจากสลึงไปสิบบาทนั้นมันไม่แพง ลากพรวดเดียวก็ถึงสบายๆ ซื้อแล้วฝันกลางวันทันที อีกไม่นานเราจะรวยสิบเด้ง อย่างที่เคยบอกไปในโพสต์ที่แล้ว ก็ใช้แนวทางนี้คัดหุ้นเล่นมานานหลายปี พอมีเวลาเช็ค performance ตัวเอง ก็พบว่า พอร์ตไม่โตเลย แถมเงินหายไปนับสิบเปอร์เซ็นต์ . พอได้ทำบล็อก ติดตามหุ้นวิ่งดีๆ หลายๆเด้งพบว่า ไอ้ที่วิ่งสวยๆนั้น มันไม่จำเป็นจะต้องต่ำห้าเลยนี่นา TASCO ก็ออกสตาร์ทที่ 80 บาทโน่น(ราคาก่อนแตกพาร์) MALEE เริ่มต

ยิ่งกลัวขาดทุน ยิ่งทำให้ผลการเทรดเลวร้าย

Image
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? ๑. มันส่งผลกระทบถึงความมั่นคงในจิตใจคุณ ความกลัวทำให้เกิดความสั่นคลอนทางใจ จจิตสั่นคลอน ๒. ความกลัวทำให้ขาดความมั่นใจ เมื่อขาดความมั่นใจ มันจะไปลดทอนความสามารถในการตัดสินใจ คุณจะเกิดความลังเลมากกว่าเดิม ไม่รีบเข้าไปเกินไป ก็เข้าช้า หรือไม่กล้าลงมือทั้ง ๆ ที่จังหวะแบบนี้ถ้าตอนปกติคุณเข้าแน่ ๓. ความกลัวจะไปลดทอนความมั่นใจในตนเอง เกิดคำถามกับตนเองว่า - ฉันยังเหมาะกับการเทรดอยู่หรือเปล่า? - กำไรที่หายไป ทำให้ท้อใจ กลัวไม่ได้รับโอกาสใหม่ที่ดีเหมือนเดิม ๔. ความกลัวทำให้คุณตอบโต้แบบแก้แค้น เมื่อกลัวมากเกินไป หาทางออกไม่เจอ กดดันมาก ๆ มนุษย์จะเปลี่ยนมันให้กลายเป็นความแค้น (ความจริงมันคือความปรารถนาที่จะชนะนั่นแหละ เพียงแต่ว่าเราจนตรอกไง)  เมื่อคุณแค้น (แต่ตอนนั้นสภาพตลาดไม่อำนวย ไม่ตรงกับ setup ของคุณเลย แต่คุณมีความแค้น จนตรอก จึงสู้แม้จจะไม่เห็นทางชนะ บ่อยครั้ง คุณจะลงเงินก้อนโตกว่าเดิม เพื่อที่จะพบว่า ยิ่งขาดทุนหนัก ยิ่งวิกฤติ  เปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนตอนที่คุณเมาแล้วซ่ากับนักมวย คุณมีแต่ใจที่สู้ แต่ทักษะไม่มี ไม่ได้เปรีบยอะไรเลย ผลลัพธ์ที่ได้น่ะเหรอ หมอไม่รับเย็บเลยน่ะ

สัญชาติญาณเซียนหุ้น

Image
ทำไมนักเทรดที่ประสบความสำเร็จถึงมีความต่างจากคนส่วนใหญ่ มันไม่ใช่ความรู้ เพราะว่าทุกคนเรียนรู้เท่ากันได้ แ ต่ว่ามันคือสัญชาตญาณที่ตัดสินใจเข้าซื้ออย่างถูกต้อง และก็เห็นสัญญาณการปรับตัวที่ไวกว่าคนทั่วไป เหล่านี้มันไม่ได้เกิดจากการเรียนรู้การอ่านหนังสือ แต่มันเกิดจากการกระทำซ้ำๆ เกิดจากประสบการณ์ที่ผ่านมาอย่างยาวนาน การสะสมความรู้การสะสมความผิดพลาด เรียนรู้จากความผิดพลาด และจดจำความผิดพลาดนั้น มันทำให้สมองเกิดความจดจำในการเคลื่อนไหวของราคานั้น และส่งผลให้มีการตัดสินใจอย่างเฉียบขาด และตรงจังหวะพอดี ซึ่งสิ่งนี้มันต้องอาศัยประสบการณ์ และการคร่ำหวอดเท่านั้น มันจึงทำให้เซียนแตกต่างจากคนทั่วไปที่สำคัญก็คือว่า สัญชาตญาณนั้นไม่ใช่เป็นแค่สัญชาตญาณ เพื่อการเอาชนะเท่านั้นนะครับ แต่มันรวมไปถึงสัญชาตญาณของการจับสัญญาณอันตรายด้วย คือรู้ว่าเมื่อไหร่ที่มันส่งสัญญาณไม่ดีอันตรายจะต้องหนีให้ทันด้วย อย่างที่จอร์จ โซรอสบอกว่า สิ่งที่ทำให้เขารวยมันไม่ใช่ความรู้หรอก แต่มันเป็นสัญชาตญาณที่บอกว่าเมื่อไหร่ที่ตัวเองผิด ตรงนี้แหละครับที่สำคัญ ที่มันเป็นสิ่งที่นักเทรดตัวประกอบไม่สามารถเป็นได้เหมือนกับนักเทรดฮีโร่ได้

ทำไมเทรดแบบ breakout ตั้ง 7 ปี แต่ยังไม่รวย?

Image
ทำไมเทรดแบบ breakout 7 ปี แต่ยังไม่สำเร็จ? อันดับแรกเลย การซื้อแบบ breakout นั้นเป็นเพียงแค่ข้อนตอนหนึ่งในกระบวนการทั้งหมด 1. ทำการบ้าน คัดหุ้นดาวรุ่ง 2. ระบุจุดเข้าซื้อ ตั้ง price alert 3. แบ่งเงินซื้อ 4. เข้าซื้อ 5. ตัดขาดทุน หุ้นผู้แพ้ 6. Let's profit run หุ้นผู้ชนะ 7. Take profit ผมมีรู้เรื่อง price pattern พอใช้งานได้ tecnical มีอยู่ แต่ปัญหาก็คือ จิตใจ psychology ที่ยังไม่ดีพอครับ ๑. น่าจะคิดเยอะเกินไป เรียนเยอะ จึงมั่ว ไร้หลักการ (ความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด) ๒. ยังคงเทรดตามอารมณ์ บ่อยครั้งที่ฐานราคา ไม่สมบูรณ์ ก็ด่วนเข้า บางครั้งก็ไล่ราคา จับจังหวะ ยังไม่ดีพอ ๓. ไม่ได้ใช้การเบรค เพียงอย่างเดียว ใช้หลายวิธี จนไม่สามารถวัดค่าความแม่นยำได้ ๔. ไม่สนใจ ความสัมพันธ์ของ risk reward ที่ดี ๖. Let's profit run ไม่มากพอ ได้หุ้นผู้ชนะน้อยเกิน กำไรน้อยกว่าขาดทุน expectancy ติดลบ หมุนรอบเร็วเกินความสามารถ ๗. เลือกหุ้นไม่เก่ง / ทนรวยไม่เก่ง ๘. ไม่ทำการบ้าน จึงตกรถบ่อย สรุป : ยังไม่ตกผลึก ที่ยังไม่รวย ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญมาก คือในช่วง 4-5 ปีแรกของผม พอร์ตเสียหายเยอะมาก คือ 70% ก

สร้างความสำเร็จในการเทรด จากความผิดพลาด building in failure

Image
- วางแผน ด้วยการคาดหวังต่อ สิ่งที่ดีที่สุด และเลวร้ายที่สุด - ระบบที่ยึดกับเปอร์เซ็นต์ชนะสูงๆ จะไม่ค่อยชอบ เพราะพวกเขาคาดหวังต่อสิ่งที่ดีที่สุด และวางแผนต่อสิ่งที่ดีที่สุด - คิดว่ามันเสี่ยงเกินไป ถ้ามีบางอย่างมันผิดพลาดไป(ดวงแตก) ก็จะเป๋ไปเลย ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่าระบบของเขาเคยชนะ 70-80% แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าเขาถูกแค่ 40-50% ในช่วงที่ยากลำบาก? แล้วช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับเขาคืออะไร เคยคิดมั้ย - เราไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ได้ ไม่ว่าชนะหรือแพ้ - สิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ มีแค่การตัดขาดทุน - ซึ่งคุณสามารถลดความเสียหาย ได้ด้วยการเอาเปอร์เซ็นต์กำไรมาเป็นเงื่อนไขในการบริหารความเสียหายในช่วงเวลาที่ยากลำบาก นี่แหละคือสิ่งที่เขาเรียกว่า building in failure - เป้าหมายคือรักษาอัตราส่วน win loss ratio 2:1 - ตัดขาดทุนไม่เกิน 10% - win loss ratio 3:1 มันทำให้เขาอยู่รอดได้แม้มีอัตราชนะ 50% - หมายความว่า เขาสามารถทำเงินได้เร็วเป็น 3 เท่า จากหุ้นผู้ชนะ ได้มากกว่าตอนที่เสีย - win loss ratio 2:1 เขาสามารถชนะได้แค่ 1ใน 3 ของเวลาทั้งหมด ก็ยังทำเงินได้ แม้จะอยู่ในช่วงเวลาที่ยากลำบาก - win loss ratio 3:1 แม้ชน

จงเลือกเป้าหมาย ตัดสินใจปีนมันขึ้นไป ไม่ถึงไม่เลิก - Mark minervini

Image
There is no elevator to the top of a mountain... you must climb. Stop looking for shortcuts. Pick your mountain and commit to climbing without turning back. I'm still climbing the same mountain I chose more than 30 years ago and I'm still experiencing new vistas. - Mark Minervini ไม่มีลิฟต์พาคุณขึ้นไปบนยอดเขา(เป้ามาย=ความสำเร็จ) คุณต้องลงทุน ลงแรงปีนขึ้นไปด้วยตัวคุณเอง ฉะนั้น หยุดมองหาทางลัด แต่ให้ตัดสินใจเลือกภูเขา(เป้าหมาย)ของคุณ . จากนั้นจงมุ่งมั่นที่จะปีนเขาขึ้นไป ปีนโดยไม่หันหลังกลับ . ....วันนี้ ผมก็ยังคงปีนภูเขาลูกเดิม ลูกที่ผมเลือกเมื่อกว่า 30 ปีก่อน . ถึงแม้จะเป็นภูเขาลูกเดิม แต่ทุกวันผมยังคงได้สัมผัสกับทิวทัศน์ใหม่ ๆ เสมอ

อยากรวยจากการเล่นหุ้น ให้ชีวิตหายใจเข้าออกอยู่กับเป้าหมาย

Image
ถ้าท่านไม่ได้ลงมือกิจกรรมที่จะนำพาท่านไปสู่จุดหมายที่ท่านได้ตั้งเอาไว้ ให้คำมั่นเอาไว้ ตกลงปลงใจแล้วว่าจะทำให้ได้ เพราะถ้าทำได้ มันจะเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนฐานะท่านให้พลิกจากระดับปากกัดตีนถีบไปเป็นระดับมีใช้ทั้งชาติไม่หมด สมมุติว่า เป็นการเล่นหุ้น ท่านมีความปรารถนาที่จะเป็นคนรวยหุ้น เล่นหุ้นแล้วรวย สามารถทำเงินจากการเล่นหุ้น จนมีเงินเป็นร้อยล้านพันล้าน ท่านเชื่อว่ามันเป็นไปได้ เพราะมีตัวอย่างให้เห็นมากมาย พวกเขาเหล่านั้นที่ทำได้, เป็นเศรษฐีพันล้าน, เขาบอกว่า - คุณต้องขยันทำการบ้าน หาหุ้นดี - คุณต้องแก้ไขนิสัยเสีย ที่เป็นอุปสรรคต่อความสำเร็จในการเล่นหุ้นให้ประสบความสำเร็จ - คุณต้องมีการบันทึกการเทรดเพื่อตรวจสอบตัวเอง - คุณต้องมีการสรุปผลงานของตัวเองทุกอาทิตย์เพื่อดูความสามารถ - คุณต้องมีวินัยในการตัดขาดทุน นี่เป็นเบื้องต้นของการประสบความสำเร็จของเหล่าไอดอล ที่เราต้องทำตาม ให้สำเร็จให้จงได้ นอกจากนี้ ยังมีเคล็ดลับ ที่มหาเศรษฐีสร้างตัวจากสองมือ นับเริ่มจาศูนย์เป็นล้าน บอกต่อกันมาก็คือ - มุ่งหวังจะเป็นเลิศในด้านเดียว นั่คือ เลือกฝึฝนเฉพาะงานที่ถ้าทำสำเร็จ บรรลุเป้าหมายได้แล้ว ชีวิตเปลี่ยน ซึ่

เทรดหุ้นมา 8 ปี ผมได้อะไร เสียอะไรไปบ้าง?

Image
ช่วงแรกที่เข้ามาเทรด มีนาคม 2014 ไม่เรียนรู้อะไรเลย เข้ามาก็จัดหนัก ตามตำรา หุ้นตีแตก หุ้นห่านทองคำ ไม่มี position sizing เลย กะรวยทันใด ไวที่สุด พอซื้อตาม พื้นฐาน ไม่เวิร์ค คือ รวยช้า (แต่ได้กำไรนะ) จึงเปลี่ยนไปใช้เทคนิคอล เส้นค่าเฉลี่ย, macd rsi (ที่บอกหุ้นปั่นแรง) แล้วก็ลงไปที่หุ้น turnaround เศษสลึง เพราะยังอยากรวยเร็ว รวยด่วน แต่ก็พัง เพราะ ไม่มี  position sizing,  reward risk,  ความคาดหวังที่ไม่สมจริง, บริหารความเสี่ยง  คือ มองไปด้านบน upside เพียงอย่างเดียว  เสียอะไรไปบ้าง? เสียเวลา (8 ปี ในมุมมองของคนนอก มากไป) เสียเงิน ขาดทุนเป็นล้าน เสียความน่าเชื่อถือ ได้อะไร? ประสบการณ์ หนังสือ 6 เล่ม ได้ passive income เข้าใจธรรมชาติมนุษย์(ธรรมะ) ghost in the shell  สิ่งที่ควบคุมได้/ไม่ได้ มากขึ้น ตลาดเก็งกำไร คือ ธรรมชาติ ได้แฟนคลับ ความเปลี่ยนแปลง การลงทุน หลังจาก 8 ปี กระจายพอร์ต เน้นตั้งรับมากขึ้น 75% ลงทุนในหุ้นปันผล(4%ขึ้น) + กินส่วนต่างราคา (Back to basics) และ ipo  10% สินทรัพย์ดิจิตอล 5% สวิงเทรดหุ้นต่างประเทศ 10% สลากออมสิน (รอหมดอายุ จะเอามาเข้าหุ้น) คำแนะนำนักเล่นหุ้นมือใหม่ ลง

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

วอลุ่ม(โวลุ่มหุ้น)และการยืนยันขาขึ้น (Volume & Up Trend Confirmation)

Volume (โวลุ่ม เทรด ซื้อขายหุ้น) คืออะไร เขาบอกอะไรเราบ้าง?

แท่งเทียนกลับตัว - Reversal Candlesticks

เล่นหุ้น กําไรวันละ 500 เป็นไปได้มั้ย?

แนะวิธีดูกราฟหุ้นเบื้องต้น

ย้อนรอยหุ้น PTT ตั้งแต่ IPO ตามเสี่ยยักษ์