Posts

ถ้าคุณรู้สึกไม่แน่ใจเกี่ยวกับสถานะการลงทุนในหุ้นหรือตำแหน่งใดๆ - ให้ออกไปก่อน

“Get out if you become unsure about a position.” - Michael Marcus คำกล่าวนี้หมายถึง ถ้าคุณรู้สึกไม่แน่ใจเกี่ยวกับสถานะการลงทุนในหุ้นหรือตำแหน่งใดๆ ควรจะขายหุ้นหรือปิดตำแหน่งนั้นๆ ทันที การตัดสินใจเช่นนี้เป็นการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการไม่มั่นใจในข้อมูลหรือการวิเคราะห์ของตัวเอง อธิบายเพิ่มเติม - ไม่แน่ใจเกี่ยวกับสถานะ: หมายถึงคุณรู้สึกไม่แน่ใจว่าหุ้นนั้นจะขึ้นหรือลง หรือข้อมูลที่คุณมีอาจไม่เพียงพอที่จะตัดสินใจอย่างมั่นใจ - การขายหรือปิดตำแหน่ง: การออกจากตำแหน่งนั้นเป็นวิธีป้องกันความเสี่ยง เมื่อคุณไม่แน่ใจในการตัดสินใจ การอยู่ในสถานะที่ไม่แน่ใจอาจทำให้เกิดความเสี่ยงและความเสียหายทางการเงิน ข้อคิดสำหรับนักเทรดมือใหม่ 1. ป้องกันความเสี่ยง: การออกจากตำแหน่งเมื่อไม่แน่ใจเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่ดี เพราะจะช่วยลดการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจที่ไม่แน่นอน 2. มีแผนการเทรดที่ชัดเจน: ควรมีแผนการเทรดที่ชัดเจนและปฏิบัติตามแผนนั้นอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีเกณฑ์ในการตัดสินใจที่แน่นอนและมั่นคง 3. การควบคุมอารมณ์: การไม่แน่ใจอาจเกิดจากอารมณ์และความกังวล การออกจากตำแหน่งที่ไม่แน่ใจช่

มีการเทรดแค่ 10%-20% ของทั้งหมด ที่ทำกำไรให้ 80%-90% ของทั้งหมด

Image
ตลอด 48 ปีของผมในฐานะนักเก็งกำไร  นักเทรดมืออาชีพทุกคนที่ผมรู้จัก ปั้นพอร์ตภายใต้หลักการ Pareto นั่นคือมีการเทรดแค่ 10%-20% ของทั้งหมด ที่ทำกำไรให้ 80%-90% ของทั้งหมด -- ปีแล้วปีเล่า มีน้อยนักที่เข้าใจสิ่งนี้ (ไม่ว่าพวกเขาจะอ้างถึง Pareto หรือไม่ก็ตาม) และเขาก็จะประสบความสำเร็จได้ในท้ายที่สุด . ทำไมเป็นเช่นนั้น? เนื่องจาก ๑) ความสามารถในการทำกำไรในระยะยาวในการเก็งกำไรในตลาดนั้นเกี่ยวข้องกับวิธีจัดการกับความสูญเสีย(ตัดขาดทุน)มากกว่าการค้นหาหุ้นผู้ชนะที่วิเศษ(หุ้นกำไรก้อนโต) ๒) ผู้ชนะ(หุ้นกำไรก้อนโต)จะมาหาเฉพาะนักเทรดที่จำกัด Drawdown ได้ดีที่สุดให้ทุนเหลือมากที่สุด (พอร์ตไม่เสียหายหนักเมื่อต้องเจอตลาดที่เลี่ยงการขาดทุนต่อเนื่องไม่ได้) . เป็นเรื่องง่ายที่จะทำเงินจากการเทรด ความท้าทายคือการรักษามันไว้ และต้องรักษาไว้ให้นานพอ จนกว่าจะได้พบโอกาสดี ๆ และต้องรอให้กำไรก้อนงามออกดอกผล . ผมพบว่าโซเชียลมีเดียนั้น มีวัยรุ่นที่เสพฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนเกินขนาดชอบคุยโวเกี่ยวกับการเทรดได้กำไร 5 เท่า, 10 เท่า, 30 เท่า ของพวกเขา - มันน่าขัน เกินกว่าที่จะเป็นไปได้จริง . การอวดรูปถ่ายกับ Lambo โชว์จอคอมพิวเ

Being Right or Making Money ความต่างที่มือใหม่ ไม่เข้าใจ

Image
ทัศนคติการเทรด "Being Right" กับ "Making Money" มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ และสามารถส่งผลต่อผลลัพธ์ของการเทรดได้อย่างชัดเจน ดังนี้: 1. ทัศนคติ "Being Right" (การต้องถูกต้อง) - ลักษณะของทัศนคติ: นักเทรดที่มีทัศนคตินี้มักจะมุ่งเน้นไปที่การพิสูจน์ว่าตัวเองถูกต้องเสมอ พยายามที่จะทำให้การคาดการณ์และการตัดสินใจในการเทรดถูกต้อง - ผลลัพธ์:   - อารมณ์และจิตใจ: นักเทรดอาจรู้สึกเสียใจหรือโกรธเมื่อการเทรดไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ทำให้เกิดความเครียดและความกดดัน   - การจัดการการขาดทุน: การไม่ยอมรับความผิดพลาดอาจทำให้นักเทรดไม่ยอมปิดตำแหน่งที่ขาดทุน และถือครองตำแหน่งนานเกินไป จนกระทั่งขาดทุนหนักขึ้น   - การตัดสินใจที่ไม่เป็นระบบ: การพยายามที่จะพิสูจน์ว่าตนเองถูกต้องอาจทำให้นักเทรดเปลี่ยนกลยุทธ์บ่อยๆ ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่เป็นระบบและไม่สอดคล้องกับแผนการเทรด 2. ทัศนคติ "Making Money" (การทำกำไร) - ลักษณะของทัศนคติ: นักเทรดที่มีทัศนคตินี้มุ่งเน้นไปที่การทำกำไรในระยะยาวมากกว่าการพิสูจน์ว่าตนเองถูกต้อง พวกเขายอมรับความเสี่ยงและเข้าใจว่าการขาดทุนเป็นส่วนหนึ่

ทำไมการซื้อหุ้น 52 week low จึงอันตรายมากสำหรับนักเล่นหุ้นมือใหม่

Image
  การซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ (52 week low) อาจดูน่าสนใจสำหรับนักลงทุนมือใหม่ เพราะพวกเขาอาจมองว่าราคาหุ้นอยู่ในจุดต่ำสุดและมีโอกาสในการทำกำไรจากการฟื้นตัวของราคา แต่การซื้อหุ้นในจุดนี้อาจมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากเหตุผลต่อไปนี้: 1. ปัญหาพื้นฐานของบริษัท: หุ้นที่มีราคาต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์อาจเป็นสัญญาณว่าบริษัทนั้นมีปัญหาทางการเงินหรือปัญหาอื่น ๆ ที่สำคัญ การที่ราคาหุ้นลดลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดไม่ได้แปลว่าหุ้นนั้นจะมีการฟื้นตัวในอนาคตเสมอไป 2. แนวโน้มขาลง: หุ้นที่มีราคาต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์อาจอยู่ในแนวโน้มขาลง ซึ่งหมายความว่าราคาหุ้นอาจยังคงลดลงต่อไป การซื้อในจุดนี้อาจทำให้นักลงทุนประสบปัญหาขาดทุนต่อเนื่อง 3. การจับมีดที่ตกลงมา: การซื้อหุ้นที่มีราคาต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์เป็นการเสี่ยงที่คล้ายกับการพยายามจับมีดที่ตกลงมา ซึ่งมีโอกาสที่นักลงทุนจะเจ็บตัวจากการซื้อหุ้นในจุดที่ยังไม่ถึงจุดต่ำสุดจริง ๆ 4. อารมณ์และจิตวิทยาตลาด: นักลงทุนมือใหม่อาจมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์และจิตวิทยาเมื่อเห็นราคาหุ้นลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาด เช่น การขายหุ้นในจุดที่ต่ำเ

"ไม่คัทเพราะกลัวขาดทุนหนัก สุดท้ายขาดทุนหนักกว่าเดิม" เกิดจากอะไร? มาดูกันครับ

Image
ทักไปเลยที่  https://www.facebook.com/zyoit/   อาการ "ไม่คัทเพราะกลัวขาดทุนหนัก สุดท้ายหนักกว่าเดิม" เป็นพฤติกรรมที่พบนักเล่นหุ้นมือใหม่หลายๆ คน และสามารถอธิบายได้ผ่านหลายเหตุผลทางจิตวิทยา ประสบการณ์ และธรรมชาติของมนุษย์ ดังนี้: 1. Loss Aversion (ความกลัวการสูญเสีย) มนุษย์มักจะกลัวการสูญเสียมากกว่าที่จะได้รับกำไรในจำนวนเดียวกัน ความกลัวการสูญเสียทำให้ผู้คนยอมเสี่ยงที่จะขาดทุนมากขึ้นเพื่อไม่ให้เห็นการขาดทุนจริง ๆ ในปัจจุบัน 2. Confirmation Bias (อคติต่อการยืนยัน) นักลงทุนมักจะมองหาข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อหรือการตัดสินใจของตนเอง และมองข้ามหรือไม่ยอมรับข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเชื่อเหล่านั้น การไม่ยอมคัทขาดทุนอาจเกิดจากการเชื่อว่าหุ้นจะกลับมาฟื้นตัว 3. Overconfidence (ความมั่นใจเกินไป) นักลงทุนมือใหม่อาจมีความมั่นใจในความสามารถของตนเองมากเกินไป ทำให้เชื่อว่าตนเองจะสามารถทนรอจนกว่าหุ้นจะฟื้นตัวกลับมาได้ 4. Sunk Cost Fallacy (ความผิดพลาดในการคิดคำนวณต้นทุนที่จม) มนุษย์มักจะยึดติดกับการลงทุนที่เคยทำมาแล้ว แม้ว่าจะรู้ว่ามันไม่คุ้มค่าอีกต่อไป การไม่คัทขาดทุนเป็นการยึดติดกับต้นทุนที่จ

นักเทรดที่โฟกัสสิ่งที่ควบคุมไม่ได้จะแพ้ซ้ำซาก ถ้าโฟกัสสิ่งที่คุมได้จะกำไรสม่ำเสมอ

Image
 สิ่งที่คุณสามารถควบคุมได้: - เลือกหุ้น หรือ สินทรัพย์ - เงินลงทุน จำนวนขาดทุนต่อการเทรด (การควบคุมความเสี่ยง) - เข้า, ออก และ ไม่เทรด (กระบวนการเทรด) . สิ่งที่คุณไม่สามารถควบคุมได้: - การเคลื่อนไหวของตลาด(ราคาหุ้น) - กำไร . มือใหม่โฟกัสไปที่สิ่งที่พวกเขาไม่สามารถควบคุมได้ จึงประสบกับความขึ้นๆ ลงๆ ของผลการเทรด และมักจะขาดทุนซ้ำซาก เนื่องจากเทรดตามอารมณ์ (ทำเยอะ ได้น้อย) . ขณะที่ นักเทรดได้กำไรสม่ำเสมอจะโฟกัสไปที่สิ่งที่พวกเขาสามารถควบคุมได้เท่านั้น และ ทำแค่สิ่งนี้ให้ดีที่สุดก็พอ (ทำน้อย ได้เยอะ) . . โฟกัสสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ ทำเยอะ ได้น้อย ในการเทรด มีหลายปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ เช่น: - การเคลื่อนไหวของตลาด: ราคาหุ้น, สินค้าโภคภัณฑ์, หรือสกุลเงินสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า โดยปัจจัยที่มีผลอาจมาจากเศรษฐกิจโลก, ข่าวสาร, หรือปัจจัยอื่นๆ - ข่าวสารและเหตุการณ์สำคัญ: ข่าวการเมือง, เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจ, หรือภัยพิบัติธรรมชาติที่ส่งผลกระทบต่อราคาตลาด - พฤติกรรมของเทรดเดอร์คนอื่น: การตัดสินใจและการกระทำของนักลงทุนคนอื่นที่มีผลต่อราคาตลาด เมื่อเราโฟกัสและพยายามคาดการณ์หรือ

เป้าหมาย กับ ระบบ ต้องมาคู่กัน

Image
  เป้าหมายเป็นงานของนักพนัน แต่การมีระบบเพื่อพาไปสู่เป้าหมาย คืองานของนักธุรกิจ ภาพนี้แสดงถึงความสำคัญของการมีทั้ง "เป้าหมาย" และ "ระบบ" ในการบรรลุผลสำเร็จ ในภาพจะมีการเปรียบเทียบสามสถานการณ์ ได้แก่: 1. มีเป้าหมายเพียงอย่างเดียว (Goal Only):     - ในภาพนี้ แสดงให้เห็นคนที่มีเป้าหมายแต่ไม่มีวิธีการหรือระบบที่จะไปถึงเป้าหมายนั้น ซึ่งทำให้เป้าหมายนั้นยากที่จะบรรลุผล 2. มีระบบเพียงอย่างเดียว (System Only):     - ในภาพนี้ แสดงให้เห็นคนที่มีระบบหรือขั้นตอนการทำงานที่ดี แต่ไม่มีเป้าหมายที่จะไปถึง จึงทำให้การทำงานนั้นไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ชัดเจน 3. มีทั้งเป้าหมายและระบบ (Goal + System):     - ในภาพนี้ แสดงให้เห็นคนที่มีทั้งเป้าหมายและระบบที่ดี ซึ่งจะช่วยให้การบรรลุเป้าหมายเป็นไปได้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในบริบทของการเทรด: 1. การมีเป้าหมายเพียงอย่างเดียว (Goal Only):     - นักเทรดที่มีเป้าหมายในการทำกำไร แต่ไม่มีระบบการเทรดที่ชัดเจน อาจจะทำให้การเทรดไม่มีกลยุทธ์ที่ดี ซึ่งอาจนำไปสู่การสูญเสียเงิน 2. การมีระบบเพียงอย่างเดียว (System Only):     - นักเทรดที่มีระบบการเท

Asymmetric leverage + always getting odds on your money = Holy grail

Image
 Asymmetric leverage + always getting odds on your money = Holy grail "ผมสร้างอาชีพและโชคลาภจากการเทรดที่ผิดพลาดบ่อย(False breakout)พอๆ กับการเทรดหุ้นที่ถูกต้อง(Breakout แล้วไปต่อ)  สิ่งสำคัญคือ Asymmetric leverage (นั่นคือ)เก็บกำไรจากผู้ชนะของคุณให้ได้เงินก้อนโตมากกว่าที่คุณตัดขาดทุนให้กับหุ้นผู้แพ้ และทำให้เงินของคุณเติบโตอยู่เสมอ นี่คือ Holy grail!" - Mark Minervini . พี่มาร์คบอกว่าแกได้สร้างอาชีพและความมั่งคั่งจากการเทรดหุ้นโดยการยอมรับว่าตนเองทำผิดพลาดบ่อยครั้งเท่าๆ กับที่ทำถูกต้อง  สิ่งสำคัญที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จคือการใช้ "asymmetric leverage" หมายถึง การทำให้กำไรจากการเทรดที่ประสบความสำเร็จก้อนโตกว่าการตัดขาดทุนจากการเทรดที่ล้มเหลว"  . นี่คือแนวทางที่มือใหม่สามารถเอาไปประยุกต์ใช้ได้: 1. ยอมรับว่าคุณจะผิดพลาด: ในการเทรด คุณจะไม่สามารถทำกำไรได้ทุกครั้ง คุณต้องยอมรับความผิดพลาดและไม่ท้อแท้เมื่อขาดทุน . 2. ใช้กลยุทธ์ที่มี Risk:Reward 1:2 ขึ้นไป: พยายามหากลยุทธ์ที่ทำให้เมื่อคุณชนะ คุณจะได้กำไรมากกว่าตอนที่คุณแพ้ ตัวอย่างเช่น การใช้ stop loss เพื่อลดการขาดท

52 Week Low ท่ายากที่มือใหม่ชอบทำ(ลายตนเอง)

Image
52 Week Low ท่ายากที่มือใหม่ชอบทำ(ลายตนเอง) (หลงผิด ๑) น่าจะไปฟัง เซียนวีไอ ที่ใช้หลักการนี้แล้วได้กำไรมหาศาล แต่ไม่รู้ว่าเซียนเหล่านั้นเขาทำวิจัยหุ้นละเอียดมาก ๆ ก่อนเลือกซื้อแต่ละตัว - ไม่ใช่สักแต่ซื้อไปเรื่อยแบบมือใหม่ . (หลงผิด ๒) จึงมโนไปเองว่า ถ้าซื้อหุ้นขาลงแล้วจะได้กำไร เพราะมีส่วนต่างเยอะ มองโลกในแง่ดีแบบไร้เดียงสา - อยากรวยไว ได้หุ้นพลิกชีวิต . (ไม่รู้เรื่อง) เขาไม่รู้ว่ากำลังเทรดสวนแนวโน้มอยู่ - ซื้อหุ้นหวังให้ขึ้น แต่ดันไปซื้อหุ้นที่กำลังร่วงลงด้วยความรุนแรง อุปมาเหมือน คุณ(ที่อยู่กรุงเทพ)อยากจะไปเชียงใหม่ แต่ดันขับรถออกเส้นพระรามสองไปหัวหิน โดยหวังว่ามันจะพาคุณไปเชียงใหม่ - เสียเวลา เสียพลังงาน . (ท่ายาก ๑) คุณกำลังเล่นเกมสู้กับตลาด - เกมพิสูจน์ว่าตลาดคิดผิด แต่คุณคิดถูก ถ้าคุณเล่นเกมสู้กับตลาด รับประกันแพ้ยับเยินแน่นอน เพราะเมื่อดัชนีบวกต่อเนื่อง แต่หุ้นตัวนั้นยังเป็นขาลงอยู่ คนที่ฉลาดกว่าจะขายออกเพื่อไปซื้อตัวที่ดีกว่าที่วิ่งขึ้น แล้วราคาหุ้ที่คุณถือจะลงแรงต่อได้อีก . (ท่ายาก ๒) ถ้าคุณไม่เก่งจริง ๆ ถ้าไม่เชี่ยวชาญการคำนวนมูลค่าจริง ๆ อย่าซื้อหุ้นขาลง มันเสี่ยงถูกทำลาย มา

โฟกัสกระบวนการจริงจัง - ปล่อยวางผลลัพธ์ : Mindset การเทดรแบบมืออาชีพของพี่ Mark Minervini

Image
"เมื่อคุณกำลังจะทำการซื้อขายและแม้แต่ในระหว่างการซื้อขาย ให้ตัดสินใจราวกับว่านี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในโลก  แต่เมื่อมันจบไปแล้ว - ชนะหรือแพ้ - คุณทำอะไรกับมันไม่ได้แล้ว  ไม่มีคำว่ารู้งี้; "ฉันควรจะ" "ฉันสามารถมีได้" อีกต่อไป Move on เดินหน้า...ต่อไป! The show must go on! . Mindset นี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้คุณมีอิสระในความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ในการเทรดครั้งถัดไป ด้วยความจริงจัง ความรอบคอบ และความหลงใหลเช่นเดียวกับครั้งก่อนๆ  และนั่นคือสิ่งที่ความเป็นมืออาชีพ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับ... ความสม่ำเสมอ" - มาร์ค มิเนอร์วินี ขยายความประโยคทองนี้ ส่วนที่ 1: การตัดสินใจในการเทรด - เมื่อคุณกำลังจะทำการเทรด หรือแม้แต่ขณะที่กำลังทำการเทรด:  คุณควรทำการตัดสินใจอย่างจริงจัง เหมือนกับว่ามันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในโลก - ทำการตัดสินใจด้วยความตั้งใจเต็มที่: ให้ความสำคัญและความรอบคอบในการตัดสินใจแต่ละครั้ง . ส่วนที่ 2: ปล่อยวางและความต่อเนื่อง - แต่เมื่อการเทรดนั้นผ่านไปแล้ว ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้: มันก็ผ่านไปแล้ว - No Monday Morning Quarterbacking: หมายถึงไม่ควรย้อนกลับไปคิ

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

ชมฟรี! คอร์สหุ้น ออนไลน์ 170 คลิป จัดเต็ม ไม่มีกั๊ก Free Full Trading Course by Zyo

อธิบาย Wyckoff Accumulation Phase แบบละเอียดยิบ

VCP (Volatility Contraction Pattern) และรูปแบบที่คล้ายกัน

(มือใหม่เล่นหุ้น) Wyckoff Logic ของดีที่เม่ามือใหม่เอาไปใช้ได้ง่ายๆ

วิธีการอ่านสัญญาณแท่งเทียน (Candlesticks Reading) สำหรับมือใหม่

แชร์วิธีการหารายได้จากการช่วยขาย ebook ที่ mebmarket.com