ถ้าอยากรวยจากการเทรด ต้องสร้าง edge ที่ไม่ซ้ำใคร แทนการแข่งขัน ในพื้นที่เดียวกับคนส่วนใหญ่

Image
นักเทรดรายย่อยส่วนใหญ่แข่งขันกันในพื้นที่แออัดด้วยการใช้รูปแบบทางเทคนิคอล แบบเดิม ๆ ทำให้พลาดโอกาสในชั้นตลาดอื่นที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจ กลยุทธ์ที่ 1 คือการเทรดตราสารหนี้ที่ซื้อขายในตลาด (เช่น preferred stock หรือ convertible debt) ซึ่งมีพฤติกรรมคล้ายพันธบัตร ราคาขึ้นกับ yield ความเสี่ยงเครดิต และโอกาสได้คืนมูลค่าพาร์ โดยตัวอย่างคือการขายพัทบน STRC หลังเกิดการขายทิ้งหนัก กลยุทธ์ที่ 2 คือพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านไบโอเทค เช่น การเข้าใจเฟสของการทดลองทางคลินิก จุดสิ้นสุดหลัก-รอง กระบวนการ FDA และการตีความข้อมูล เพื่อจับจังหวะที่ตลาดตอบสนองเกินจริงต่อข่าว กลยุทธ์ที่ 3 คือการเก็งกำไรจากการควบรวมและซื้อกิจการ (merger arbitrage) โดยวิเคราะห์ประเภทผู้ซื้อ สเปรด ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ และการจัดหาเงินทุน แล้วผสมกับการเข้าออกที่แม่นยำ กลยุทธ์ที่ 4 คือการเล่นตามการปรับสมดุลดัชนีหุ้น ซึ่งกองทุน Passive ถูกบังคับซื้อหรือขายจำนวนมหาศาลเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบดัชนี (เช่น กรณีที่กองทุนทำกำไรได้หลายพันล้านดอลลาร์) กลยุทธ์ที่ 5 คือการเก็งกำไร ADR (American Depositary Receipts) โดยหาความต่างของราคาเทียบกั...

Stop Loss ไม่ใช่แค่เรื่องของ กี่เปอร์เซ็นต์ หรือ ตัดยังไง ตัดแบบไหน แต่ควรเป็นเรื่องของ "ทำไมต้องตัดขาดทุน"


ตัดขาดทุน ไม่ใช่แค่เรื่องของ กี่เปอร์เซ็นต์ หรือ ตัดยังไง ตัดแบบไหน

แต่ควรเป็นเรื่องของ "ทำไมต้องตัดขาดทุน" 

เพราะ 

๑) เราเทรดตามความเชื่อส่วนตัว/อคติเฉพาะตัว

ถ้าคุณเทรดด้วยความเชื่อว่า การเทรดช่วยให้คุณรวยไว มีสูตรสำเร็จ คุณจะตัดขาดทุนได้ยาก เพราะเจตนาสวนทางกัน


๒) ถ้าอยากตัดขาดทุนได้ง่าย ต้องเปลี่ยนความเชื่อใหม่ ว่า

- คุณคิดผิดได้ตลอด และ อะไรก็เกิดขึ้นได้ในตลาดหุ้น

- รู้ไวและยอมรับได้ไว ว่าเมื่อไหร่ที่คิดผิด

- หุ้นทุกตัวน่าระแวงหมด

- หุ้นที่วิ่งขึ้น = หุ้นดี

- หุ้นที่วิ่งลง = หุ้นแย่ (ไม่เกี่ยวกับพื้นฐาน)


๓) Position Sizing คือเคล็ดลับ

- มีเงินเดิมพันเยอะในผู้ชนะ น้อยมากในผู้แพ้

- ตัวอย่างง่าย ๆ คุณมีหุ้น A เป็นผู้แพ้ ติดลบ7% 

กับหุ้น B เป็นผู้ชนะ บวก 5% 

ถ้าดูแค่เปอร์เซ็นต์ จะเป็นว่าแทบไม่ต่างกัน

แต่ถ้าคุณ position sizing เป็น โดยให้หุ้นผู้แพ้ยังคงมีเงินเดิมพันแค่ 1,000 บาท แต่ผู้ชนะมีเงินเดิมพัน 50,000 บาท 

ความต่างชัดเลย เพราะหุ้น A คุณเสียแค่ 70 บาท

หุ้น B คุณได้กำไรแล้ว 500 บาท

ตัดขาดทุนเสียเงิน 70 บาท ง่ายกว่า 7,000 บาทแน่นอน

การรู้จักบริหารเงินทุน คือ ตัวเปลี่ยนเกม


๔) แต่ทั้งนี้ กว่าที่คุณจะบริหารเงินทุนได้แบบนี้ คุณต้อง

- แยกแยะผู้แพ้กับผู้ชนะได้ดี

- รอคอยเก่ง อดทนได้นาน โดยเฉพาะกับหุ้นผู้ชนะ

- กล้ากำจัดหุ้นอ่อนแอ อ่อนแอก็แพ้ไป ถ้าดีพอก็พร้อมให้รางวัล

- ถ้าคุณมี "ฝูงหุ้นผู้ชนะ" ที่ค้ำพอร์ตอยู่มากพอ คุณจะตัดขาดทุนผู้แพ้ได้ง่ายมาก และมีแต้มต่อในการให้รางวัลและตัดขาดทุน

- ผู้ชนะคือหุ้นนำตลาด ไม่ใช่ laggard

- คุณไม่ควรเชื่อใจหุ้นตัวใดตัวหนึ่งตั้งแต่แรก ด้วยการทุ่มเงินก้อนโตเต็มโควตาตั้งแต่ไม้แรก = ประมาทมาก

- คุณคือนักบริหาร ไม่ใช่ นักพนัน

- คุณต้องบริหารหุ้น ไม่ใช่เป็นทาสของหุ้น

- Copy trade ไม่มีทางยั่งยืนเท่า Copy Why


๕) ผู้ชนะสนใจวิธีคิด ส่วนผู้แพ้สนใจวิธีทำ

Forex with Why

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

ดอกผลของการทำการบ้าน คือเงินล้านที่รอคุณอยู่

ขั้นตอนการทำราคาของ Market Maker

วิธีทำลายพอร์ต : เปลี่ยนแนวทางจาก Trader เป็น Invester (วีไอจำเป็น)

เบสิก Swing Trade แบบ Buy on Dip สไตล์ Gil Morales

ชมฟรี! คอร์สหุ้น ออนไลน์ 170 คลิป จัดเต็ม ไม่มีกั๊ก Free Full Trading Course by Zyo

กราฟหุ้น GFPT ล่าสุด

(มือใหม่เล่นหุ้น) Wyckoff Logic ของดีที่เม่ามือใหม่เอาไปใช้ได้ง่ายๆ