สรุปหนังสือ Market Wizards - พ่อมดก็เคยเจ๊งหุ้นมาก่อน


มีโอกาสพลิกอ่านหนังสือ Market Wizards อีกรอบ หลังจากที่ดองเอาไว้นาน
คราวนี้ใช้กลยุทธ์อ่านแบบเจาะเฉพาะประเด็นที่สนใจเป็นหลัก
ก็ได้รายละเอียดที่น่าสนใจไม่น้อย จึงอยากเอามาแชร์

จึงตั้งใจจะทำเป็นสรุปหนังสือ แบ่งเป็นหลายส่วน เฉพาะธีมเดียวกัน
จะได้เห็นภาพเป็นกลุ่มก้อนกันง่ายขึ้น

นี่เป็นข้อเสียของหนังสือเล่มหนาๆ
ยิ่งเป็นงานสัมภาษณ์ด้วย ยิ่งจับฉ่าย
ถ้าจับประเด็นไม่ได้ หรือไม่มีจุดโฟกัสอยากรู้ ก็จะทำให้น่าเบื่อได้ง่าย
ทั้งๆที่ด้านในเล่ม มีของดี ขุมทรัพย์ที่รอให้เราค้นพบอีกมากมาย

ยังยืนยันและแนะนำให้ท่านหยิบหนังสือเก่าที่เคยอ่านจบแล้ว หรืออ่านได้นิดหน่อย
เพราะหนาจัด ท้อแท้ จับประเด็นไม่ได้ มาอ่านอีกรอบครับ
ผมมั่นใจเลยว่าเมื่อประสบการณ์และมุมมอง รวมถึงสิ่งที่ท่านโฟกัสเปลี่ยน
ใจความที่ท่านได้จากหนังสือเล่มเดียวกัน จะเปลี่ยนไปด้วย
จนบางครั้งท่านต้องอุทานกับตัวเองว่า "กูเคยอ่านเล่มนี้มาก่อนจริงเหรอวะ?
ทำไมเนื้อหาใหม่สดจังเลย?"

เพราะตอนแรกที่ผมอ่านเล่มนี้ เพราะต้องการ method
หรืออะไรก็ตามที่เป็นเคล็ดลับแบบ holy grail สูตรลับทำเงิน
ก็ไม่ได้อะไรมากมาย
เพราะเล่มนี้จุดเด่นคือ mindset นั่นเอง

พอได้อ่านแบบเจาะ และจับเป็นเด็นที่เป็นจุดร่วม
ก็เห็นประโยชน์ของเล่มนี้ทันที

ประเด็นในโพสต์นี้ ที่ผมอยากเอามาเขียนคือ "การขาดทุน ของ Market Wizard"
คือถ้าท่านคิดว่า การจะเป็นคนรวยหุ้นนั้น ต้อง "เก่งมาตั้งแต่เกิด" นั้น ท่านเข้าใจผิด
นั่นเป็นวิธีคิดของคนที่มี fixed mindset เชื่อกัน
แต่ถ้าหากท่านมี growth mindset ก็ต้องเชื่อว่า "ความสำเร็จสร้างได้" ถ้าพยายามมากพอ

ซึ่ง Market Wizards หลายท่านในเล่มนี้ ไม่ปกปิด ว่าตัวเองนั้นเคยเจ๊งหุ้นมาก่อน
ไม่ได้เจ๊งครั้งเดียวด้วย บางคนต้องเรียกว่า "ดันทุรังจนได้ดี"


เปิดเล่มมาก็เป็นท่านนี้ครับ ไมเคิล มาร์คัส
คนนี้ที่ผมว่า "ขาดทุนซ้ำซาก แต่ก็ดันทุรังจนได้ดี" จริงๆครับ
เพราะแกขาดทุนยับเยิน นับไม่ถ้วน ผมว่าเยอะกว่าเซียนหุ้นทุกคนในเล่มนี้
แกเทรดขาดทุนแล้วขาดทุนอีก ยืมเงินแม่ ยืมเพื่อน ยืมแฟน
เอาเงินไปขาดทุน แล้วยืมใหม่ ไปทำงานก็ประจำแอบเทรด ก็ขาดทุนซ้ำซาก
เป็นวัฏจักรแห่งความตกต่ำ
เรียกว่าคนรอบข้างพอเห็นหน้าต้องเอือมระอากันแน่นอน
แค่เห็นอ้าปากก็อยากหนีไปไกลๆ นำพาเดือดร้อนไปทั่วเลย

สาเหตุที่เขาเทรดได้แย่มากในช่วงแรกเพราะว่าทำทุกอย่างตามอารมณ์
ไม่ได้วิเคราะห์อะไรเลย เชื่อตำรา เชื่อนักวิเคราะห์สุดลิ่มทิ่มประตู
ที่สำคัญคือชอบทุ่มหมดหน้าตัก ประเภท all-in เพราะอยากเอาคืน เทรดแพ้มาเยอะแล้วไง
แต่ตลาดหุ้นก็คือสถานที่พิเศษ  ไม่มีใครสามารถเอาชนะได้
ยิ่งห้าว ยิ่งโดนตบ
แม้จะมีคนมาเตือนถ้าเป็นลูกน้อง ก็จะไล่ออกทันที
แสดงว่ามีอีโก้สูงมาก
ผลก็คือ ขาดทุนแล้ว ขาดทุนเล่า ยืมเงินแล้วยืมเงินอีก

 แต่ในที่สุดเขาก็ประสบความสำเร็จจากการเทรดจนได้นะ


คนต่อมา บรูซ เคิฟเนอร์
หมดตัวเช่นกันครับ ด้วย "การตัดสินใจแบบชั่ววูบ"
แกบอกว่าไม่มีการเทรดแบบใดอีกแล้ว ที่จะมีอัตราการล้มเหลวได้มากเท่ากับ
"การเทรดที่เกิดจากความหุนหันพลันแล่น"
ไม่ว่าจะใช้วิธีการใดเมื่อได้วางกลยุทธ์แล้วเทรดเดอร์ควรจะยึดมั่นกับแผนการเล่นของเขา
และหลีกเลี่ยงการเทรดด้วยอารมณ์ชั่ววูบ

ตอนนั้นเขาสารภาพว่า "ไม่ใส่ใจในเรื่องของความเสี่ยง" เลยแม้แต่นิด
คิดแต่ว่าสิ่งที่เห็นข้างหน้า ที่ได้ยินมาเป็นโอกาสสร้างความร่ำรวยเร็วๆ
แทนที่จะได้เงินดั่งใจหวัง ก็กลายเป็นขาดทุน
เมื่อขาดทุนก็เกิดผลกระทบต่อเนื่อง คือระบบพัง
เมื่อขาดทุน  สิ่งที่กวนใจมากสุดคือการที่สูญเสียกระบวนการคิดแบบมีเหตุผล
แม้ว่าก่อนหน้านั้นจะเคยมีเหตุผลมามาตลอด
แต่พอขาดทุน สติ ทุกอย่าขาดผึง
พอขาดทุนและเรียนรู้จากมัน จึงตระหนักรู้ได้ว่า "ตลาดสามารถเรียกคืนเงินของคุณได้รวดเร็วกว่ากับตอนที่ให้คุณมาเลยทีเดียว" ดังนั้น อย่าเทรดแบบประมาท ใจเร็วอีกต่อไป


โทนี่ ชาลิบา
เริ่มเทรดจากเงิน 50,000 ดอลลาร์ และเพิ่มมันไปเป็น 75,000 ดอลลาร์ได้ภายใน 2 สัปดาห์แรก
เขารู้สึกว่าตัวเองคืออัจฉริยะ
แต่จากนั้นภายใน 6 สัปดาห์เขาก็ขาดทุนไปจนเกือบหมดตัว

เงินตั้งต้น 50,000 ดอลลาร์ได้ลดลงมาเหลือเพียง 15,000 ดอลลาร์
จนรู้สึกแทบอยากจะฆ่าตัวตายไปเลย ถือว่าเป็นจุดต่ำสุดของอาชีพ

รู้สึกเหมือนเป็นคนล้มเหลว เพราะตอนแรกที่เข้ามามีความมั่นใจสูงมาก
เนื่องจากได้ฝึกงานและเก็บเกี่ยวความรู้คำแนะนำต่างๆจากอาจารย์

ที่เขาจิตตกอย่างหนักก็เพราะว่าเงิน 50,000 ดอลลาร์
นั้นมันเป็นเงินที่เขารวบรวมมาจากเพื่อน 4 คน
ดังนั้นเมื่อขาดทุนจึงรู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมาก
แถมหลังจากที่ขาดทุนก็มีเพื่อนโทรมาทวงเงินด้วย เกิดการโวยวายกันใหญ่

ตอนแรกคิดอยากจะไปเปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่น
แต่เมื่อคิดอีกทีก็มองว่าเรายังเหลือเงินอยู่อีกตั้ง 15,000 ดอลลาร์นี่นา
จึงขอลองสู้ใหม่

โดยครั้งนี้เขาไปขอคำแนะนำจากโบรกเกอร์ที่มีประสบการณ์มากกว่า
เขาบอกว่า "นายจำเป็นจะต้องมีวินัย และนายจะต้องทำการบ้านของนาย
ถ้านายทำทั้ง 2 อย่างนี้ให้ได้ นายก็จะสามารถทำเงินได้ที่นี่
นายอาจไม่ได้ร่ำรวยทันที แต่นายจะสามารถทำเงินได้ 300 ดอลลาร์ต่อวัน
และเมื่อสิ้นปีนั่นจะเป็นเงิน 75,000 ดอลลาร์นายจะต้องมองมันแบบนี้"

คำพูดนั้นเองมันเป็นเหมือนเป็นตัวจุดไฟให้ติดขึ้นมาทันที
เขารู้ว่าวิธีที่ค่อยๆเพิ่มเงินขึ้นมาทีละน้อยแบบนี้ก็คือสิ่งที่คุณควรทำ
ไม่ใช่การเอาตัวเองไปเสี่ยงมากมายเพื่อพยายามทำให้ได้กำไรมากๆในครั้งเดียว

และเขาก็ยึดมั่นอย่างเคร่งครัดในเป้าหมาย
ที่จะพยายามทำเงินให้ได้เฉลี่ย 300 ดอลลาร์ต่อวัน
และมันก็ได้ผล โดยกระบวนการนี้มันก็ได้สอนให้เขารู้จัก
การจัดระเบียบ การมีวินัย การทำงานหนัก การทำการบ้าน และใช้มันจนถึงวันนี้


ไบรอัน เกลเบอร์
คนนี้เข้าเทรดเทรดครั้งแรกชนะกำไรงามเลยครับ
แต่หลังจากนั้นแพ้หมดทุกครั้ง
แทนที่จะถอดใจ แกดันรู้สึกว่าความพ่ายแพ้เป็นแรงดึงดูดให้สงสัย
คือเขารู้ว่าตัวเองสามารถทำเงินจากการเทรดได้แน่
แต่ทำไมพยายามแล้วกลับต้องกลับขาดทุนตลอด
และนั่นมันทำให้เขาเกิดความมุ่งมั่นอยากจะเรียนรู้เกี่ยวกับมันให้มากขึ้น
เพื่อให้กลับมาชนะให้ได้


มาร์ค วีนสตีน
การเริ่มต้นในการเทรดของเขานั้นไร้เดียงสามาก
จนแทบจะเหมือนกับเขาเอาเงินไปเผาทิ้ง
หลังจากความล้มเหลวครั้งนั้น เขาถอนตัวออกมาเพื่อทำการศึกษาตลาดอย่างหนัก
และเพื่อหาเงินมาเป็นทุนในการเทรด

สาเหตุของการขาดทุนมาจากการทำตามตามคำแนะนำของนักวิเคราะห์

หลังจากขาดทุนจนแทบหมดตัว
เขาต้องใช้เวลาประมาณ 6-7 เดือนทำงาน 7 วันต่อสัปดาห์
และพยายามปล่อยเช่าอพาร์ทเม้นท์ให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะสามารถทำได้
นอกจากนั้นยังขายหุ้นสหกรณ์ออกไปบางส่วนอีกด้วย

จากการทำงานครั้งนั้นเก็บเงินได้เงินประมาณ 20,000 ดอลลาร์
ชักออกมา 4,000 เหรียญเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต
และนำส่วนที่เหลือไปเปิดบัญชีเทรดครั้งใหม่

และก็สามารถเอาตัวรอด แล้วปั้นพอร์ตได้สำเร็จ


มาร์ตี้ ชวาร์ท
นี่คือเทรดเดอร์คนหนึ่งซึ่งไม่ประสบความสำเร็จเลยเป็นเวลามากกว่า 10 ปี
เขาเสียเงินไปมากจนทำให้เขาต้องอยู่ในสภาวะจนเกือบจะหมดตัวอยู่ตลอด
ทั้งๆที่เขาได้รับเงินเดือนที่สูงอย่างต่อเนื่อง

ถึงกระนั้นในที่สุดเขาก็สามารถที่จะพบจุดเปลี่ยน
และกลายมาเป็นหนึ่งในเทรดเดอร์ที่เก่งที่สุดในโลกได้
ปัจจัยสำคัญเบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงของชวาร์ทมาสู่ความสำเร็จ
ก็คือ "การเปลี่ยนแปลงในทัศนคติ"
เขาพบกับความสำเร็จได้เมื่อ "ความปรารถนาที่จะชนะของเขา
มีพลังเหนือกว่าความปรารถนาของเขาที่จะเป็นฝ่ายถูก"


พอล ทูดอร์ โจนส์
คนนี้เก่งมากครับ เริ่มต้นเทรดปีแรกๆก็กำไรเลย ทำเงินได้มากกว่าล้านดอลลาร์
เทรด 3 ปี ขาดทุนแค่เดือนเดียวเท่านั้น

แม้จะไม่ถึงกับเจ๊ง แต่ตลาดก็สอนมวยเขาจนได้ครับ
เขาเปิดลองสัญญาฝ้ายไป 400 สัญญา
แต่ตลาดไม่วิ่งขึ้นสิ ด้วยความที่มั่นใจในตัวเองมาก จึงเปิดหน้าสู้
ผลคือ บัญชีของเขาขาดทุนไป 60-70% จากการเทรดแค่ครั้งเดียว

จากประสบการณ์นี้แหละที่ทำให้เขาหลุดคำคมออกมาว่า
"อย่าเล่นบทลูกผู้ชายกับตลาดเป็นอันขาด"
และ “Don’t be a hero. Don’t have an ego.
Always question yourself and your ability.
Don’t ever feel that you are very good.
The second you do, you are dead.”

แกยังบอกว่า "จุดแตกหักสำหรับ ผมมันเป็นตอนที่ผมเจ็บปวดจากการขาดทุนหนัก
จนพูดว่า 'ไอ้โง่เอ๊ยทำไมถึงต้องเสี่ยงทุกอย่างลงไปในการเทรดเพียงครั้งเดียวนะ
ทำไมไม่ทำชีวิตของนายให้เป็นการตามหาความสุข แทนที่จะเป็นการตามหาความเจ็บปวดล่ะ
นั่นเป็นตอนที่ผมตัดสินใจเป็นครั้งแรกว่า จะต้องเรียนรู้เรื่องวินัยและการบริหารเงิน
มันคือประสบการณ์แห่งการชำระล้างสำหรับผม' "


จิม โรเจอร์ส
คนนี้ก็เก่งมากเช่นกัน เป็น golden boy ของ Wall street เลยทีเดียว
แต่ถึงกระนั้น ก็เล่นเจ๊งไปตั้งแต่ช่วงแรกๆที่ทำอาชีพนี้

ในปี 1970 เขาได้ข้อสรุปว่าตลาดหุ้นกำลังจะพังลง
จึงเอาเงินของผมทั้งหมดออกมา และซื้อสัญญาพุท
ซึ่งเป็นสัญญาออปชั่นให้มีสิทธิ์ในการขายที่ราคาที่กำหนดไว้ในระยะเวลาที่กำหนด


และก็คาดถูก ตลาดร่วงแรง
ในวันที่ตลาดถึงจุดต่ำสุดก็ขายทำกำไรก็ได้
ทำให้พอร์ตเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า

รู้สึกว่าตัวเองเป็นเทพยดาแล้วครับตอนนั้น

จึงนั่งรอชอร์ต เพราะเห็นว่าตลาดกำลังจะกลับไปพุ่งทะยานขึ้น
และมันก็ขึ้นจริง หลังจากที่รออยู่ 2 เดือนก็เอาเงินที่ผมทำได้ทั้งหมดจากคราวก่อนมาขายชอร์ต
โดยตัดสินใจว่าจะไม่จ่ายค่าพรีเมี่ยมอีกต่อไป และจะขายชอร์ตอย่างเดียว
โดยเลือกเล่นหุ้น 6 บริษัท โดยคาดว่าตลาดจะร่วงลงอีกครั้ง


และในอีก 2 เดือนต่อมาก็หมดตัว
ถูกบังคับให้ซื้อหุ้นคืนไปปิดชอร์ต เพราะราคาหุ้นของบริษัทที่ชอร์ตดักไว้มันขึ้นไปเรื่อยๆ

แกบอกว่า นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างยิ่งในการเป็นคนฉลาดและไม่รวย
เขาฉลาดมากจนต้องหมดตัว เพราะไม่รู้ว่าตลาดสามารถทำอะไรได้บ้าง
กว่าจะรู้ก็เจ๊ง หมดตัวไปเสียแล้ว

แต่ก็ไม่ยอมแพ้นะครับ
ไปยืมเงินพ่อมาเทรดต่อเพื่อเอาคืน
แต่เพราะความที่เก่งอยู่แล้วไง เอาความผิดพลาดมาเป็นบทเรียน จึงกลับมาได้ไว 


คนสุดท้าย พี่เดวิด ไรอัน ของผมเอง
เขาเปิดบัญชี 20,000 เหรียญ ในช่วงต้นที่เข้ามาร่วมงานกับบริษัทของปู่โอนีล
สามารถทำเงินเพิ่มไปเป็น 52,000 เหรียญในปีต่อมา

จากนั้นก็เสียกำไรคืนให้ตลาดไปหมดรวมทั้งเงินต้นอีกด้วย
ทำให้บัญชีเขาเหลือ 16,000 ดอลลาร์เลยทีเดียว
แม้จากนั้นจะพยายามแค่ไหน ก็ขาดทุนได้อีกครับ
จนหมดตัวในที่สุด
นี่ขนาดศิษย์ก้นกุฏิของอาจารย์ปู่โอนีลนะครับ

แน่นอนว่าเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังเป็นคนผิด
เขาเลยนั่งศึกษาข้อผิดพลาดของตัวเอง
ซึ่งเขาพบว่าความร้ายแรงที่สุดของเขาคือเขาไม่รู้จักกาลเทศะ
ก็คือว่าเขาไม่ได้เลือกว่าควรเล่นเวลาไหน แต่ต้องการเล่นหุ้นตลอดเวลา
ไม่ว่าตลาดจะเป็นขาลงเขาก็ยังเล่นเต็มพอร์ท (ซึ่งในช่วงที่ตลาดเป็นขาลงนั้นมั่นใจได้เลยว่าเขาไม่สามารถที่จะกำไรกับหุ้นได้ทุกตัวไหมว่าหุ้นตัวนั้นมันจะมีกราฟสวยพึ่ง Breakout จากฐานราคาก็ตามแต่มันก็มีโอกาสที่จะล้มเหลวมากกว่าไปต่อทำกำไรให้กับเขาอย่างมากมาย)

และข้อผิดพลาดอีกอย่างก็คือ เขาซื้อหุ้นในตอนที่ราคาเลยระดับที่ breakout ขึ้นไปมากแล้ว
คือเขาซื้อตอนที่ราคาสูงขึ้นมาจากฐานราคา 15 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์
ดังนั้นจึงต้องมีความเสี่ยงจากการเทรดนั้นอย่างมากมาย

เมื่อเขารู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อนตรงไหนแล้วความผิดพลาดทั้งหมดถูกบันทึกเอาไว้
เขาจึงหาเงินมาเริ่มต้นใหม่ ด้วยการขายอสังหาบางชิ้นของตนเอง เอาเงินก้อนนั้นมาเพิ่มในบัญชีหุ้น

ที่เขามั่นใจอย่างนั้นเพราะว่านอกจากการเรียนรู้จากความผิดพลาด
แล้วเขาก็ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการเทรดอย่างหนักมาก
และตั้งใจว่าตัวเองจะต้องมีวินัยอย่างเคร่งครัด

เมื่อตัวเองมีปณิธานแบบนั้นแล้ว เขาจึงพิสูจน์ตัวเองด้วยการเข้าร่วมการแข่งขันการลงทุนแห่งอเมริกา (U.S. Investing Championship) ซึ่งเขาชนะด้วยผลตอบแทน 161 เปอร์เซ็นต์
และในปีต่อต่อไปก็ได้ผลตอบแทนมากกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเขาก็ชนะอีก 2 ครั้ง

ตรงนี้แหละที่เป็นตัวพิสูจน์ว่าสิ่งที่เขาได้ตระหนักรู้ถึงความผิดพลาดของตัวเอง
และพยายามที่จะศึกษาอย่างหนักรวมถึงมีวินัยต่อตัวเองอย่างเคร่งครัดเขาถึงทำได้สำเร็จ


ทำไมเทพถึงขาดทุน?
๑) ถัวเฉลี่ยขาดทุน
นี่เป็นต้นตอหลักเลย พอพลาดแล้วไปไหวตัวให้ทัน
อาจเป็นเพราะไร้ประสบการณ์ และมีวิธีคิดที่ผิด
๒) Over trade ครับ สำคัญที่สุดเลย
พอขาดทุน ก็พยายามแก้ตัว ด้วยการซื้อเพิ่ม ซื้อไปซื้อมา พอร์ตขาดทุนบวม
ไม่สนใจความเสี่ยง หลายคนเทรดแบบ all-in เพื่อเอาคืน 
ผลที่ได้ก็คือโดนตลาดอัดซะยับ หมอไม่รับเย็บทุกรายไป
๓) Overconfident มั่นใจหลังจากที่ชนะครั้งใหญ่
คนที่เข้ามาเทรดแล้วชนะทันทีเลย มักจะโดนตลาดตลบหลังในที่สุด
พอล ทูดอร์ โจนส์, เดวิด ไรอัน, จิม โรเจอร์ส พอเทรดชนะแล้วคิดว่าตัวเองเก่ง เผลองัดข้อกับตลาด ก็เลยโดนตลาดเล่นให้รู้สึก แต่พวกเขามักจะกลับตัวได้เร็ว เพราะรู้วิธีทำเงินดีแล้ว ความผิดพลาดก็แค่สะดุด ทำให้เสียความมั่นใจชั่วคราว
๔) มีอีโก้ พยายามเอาชนะตลาดด้วยวิธีเดิมๆ แบบคนวิกลจริต แบบนี้จะแพ้นาน จนกว่าจะรู้ว่าอะไรสำคัญที่สุด ระหว่างอีโก้ กับ ความต้องการทำเงิน
ซึ่งผมและพวกเราน่าจะอยู่ในข้อนี้กันครับ

ดังนั้น บทความนี้ เขียนขึ้นมาเพื่อตอกย้ำว่า "การขาดทุน ไม่ใช่เรื่องผิดสำหรับนักเทรด"
เพราะเซียนหุ้นระดับโลก กว่าจะประสบความสำเร็จได้
ทุกคนต้องผ่านการขาดทุน และเรียนรู้จากมันทั้งนั้น

เกมการเทรด มันต้องมีการจ่ายค่าเทอมเป็นธรรมดา
ขาดทุนไม่ได้หมายความว่าเราโง่ เพียงแต่เราหลงทางท่านั้นเอง
ซึ่งการหลงทาง ก็คือส่วนหนึ่งของการหาทางออกครับ ท่องไว้เลย


แหม..ว่าแล้วก็อดเข้าสู่ช่วงโปรโมทงานเขียนของตัวเองไม่ได้
"ความรู้หุ้นมูลค่า 1 ล้านบาท" เป็นงานเขียนที่ทำมาเพื่อพวกเราครับ
คนที่เทรดแล้วขาดทุน เล่นหุ้นแล้วหมดตัว แนะนำให้อ่านเล่มนี้ครับ

ผมได้ลงรายละเอียดความผิดพลาดที่ทำให้เจ๊งหุ้นหนักๆเอาไว้ทั้งหมด รวมถึงวิธีแก้ไข
เพราะผมเชื่อว่า การขาดทุน คือส่วนหนึ่งของเส้นทางไปสู่ความสำเร็จ

ถ้าหากท่านรู้ว่าท่านควรทำยังไงกับมันต่อไป
ซึ่ง "ความรู้หุ้นมูลค่า 1 ล้านบาท" บอกท่านทั้งหมดครับ

ภูมิใจนำเสนอจริงๆ อยากให้นักเล่นหุ้นทุกคนได้อ่าน
นี่คือหนังสือที่เผยโลกที่แท้จริงของการเทรดแบบหมดเปลือกครับ
ว่ามันไม่ได้สวยงามแบบที่หนังสือรวยหุ้นทั่วไปสร้างภาพ
เพราะถ้าตลาดหุ้นเล่นง่ายจริง ทำไมคนมากกว่า 80% ถึงขาดทุน?

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดทุนหรอกครับ ผมบอกเลย
แต่อยู่ที่การทำความเข้าใจมัน เพื่อหาจุดเปลี่ยน ให้เป็นนักเทรดที่ดีขึ้น
ซึ่ง "ความรู้หุ้นมูลค่า 1 ล้านบาท" ถูกเขียนมาเพื่อสิ่งนี้ครับ

ใครสนใจ ตอนนี้มีขายเป็น eBook ที่ mebmarket.com นะครับ

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

แนะวิธีดูกราฟหุ้นเบื้องต้น

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

Volume Analysis สไตล์ ปู่ William J O'Neil : CANSLIM

แท่งเทียนกลับตัว - Reversal Candlesticks

สรุป How to Trade in Stocks by Jesse Livermore

Money Management แบบ Jesse Livermore

รีวิวหนังสือ "กลยุทธ์เก็งกำไร อย่างเซียนหุ้น"