ถ้าอยากรวยจากการเทรด ต้องสร้าง edge ที่ไม่ซ้ำใคร แทนการแข่งขัน ในพื้นที่เดียวกับคนส่วนใหญ่

Image
นักเทรดรายย่อยส่วนใหญ่แข่งขันกันในพื้นที่แออัดด้วยการใช้รูปแบบทางเทคนิคอล แบบเดิม ๆ ทำให้พลาดโอกาสในชั้นตลาดอื่นที่คนส่วนใหญ่ไม่สนใจ กลยุทธ์ที่ 1 คือการเทรดตราสารหนี้ที่ซื้อขายในตลาด (เช่น preferred stock หรือ convertible debt) ซึ่งมีพฤติกรรมคล้ายพันธบัตร ราคาขึ้นกับ yield ความเสี่ยงเครดิต และโอกาสได้คืนมูลค่าพาร์ โดยตัวอย่างคือการขายพัทบน STRC หลังเกิดการขายทิ้งหนัก กลยุทธ์ที่ 2 คือพัฒนาความเชี่ยวชาญด้านไบโอเทค เช่น การเข้าใจเฟสของการทดลองทางคลินิก จุดสิ้นสุดหลัก-รอง กระบวนการ FDA และการตีความข้อมูล เพื่อจับจังหวะที่ตลาดตอบสนองเกินจริงต่อข่าว กลยุทธ์ที่ 3 คือการเก็งกำไรจากการควบรวมและซื้อกิจการ (merger arbitrage) โดยวิเคราะห์ประเภทผู้ซื้อ สเปรด ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ และการจัดหาเงินทุน แล้วผสมกับการเข้าออกที่แม่นยำ กลยุทธ์ที่ 4 คือการเล่นตามการปรับสมดุลดัชนีหุ้น ซึ่งกองทุน Passive ถูกบังคับซื้อหรือขายจำนวนมหาศาลเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบดัชนี (เช่น กรณีที่กองทุนทำกำไรได้หลายพันล้านดอลลาร์) กลยุทธ์ที่ 5 คือการเก็งกำไร ADR (American Depositary Receipts) โดยหาความต่างของราคาเทียบกั...

Easy money vs Hard money ต่างกันตรงไหน?

 


คุณเคยประสบกับช่วงเวลาที่คุณทำเงินง่ายๆ
และตามมาด้วยช่วงที่ทุกอย่างหยุดทำงานและคุณค่อย ๆ คืนให้ทั้งหมดหรือไม่?
ถ้าใช่ คุณเคยสงสัยบ้างไหมว่าทำไม?


เราทุกคนเรียนรู้จุดซื้อจากหนังสือและเอกสารฟรี
จุดซื้อ = Setup = Price pattern, price action, Buy signal จากอินดิเคเตอร์
แต่ไม่มีใครสอนถึงความสำคัญของสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมซึ่งจำเป็นสำหรับความเวิร์คของจุดซื้อเหล่านั้น การไม่เรียนรู้เรื่องนี้ทำให้เราเทรดแบบเดิมวันแล้ววันเล่า ส่งผลให้คืนกำไรในอดีตทั้งหมดกลับไป


สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม + จุดซื้อ = Breakout ได้กำไรดี = เงินง่าย ๆ Easy money

สภาพแวดล้อมที่ไม่ดี + จุดซื้อ = Breakout ไม่ได้กำไร = เงินที่ยาก Hard money


7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา