ถ้าคุณรู้สึกไม่แน่ใจเกี่ยวกับสถานะการลงทุนในหุ้นหรือตำแหน่งใดๆ - ให้ออกไปก่อน

“Get out if you become unsure about a position.” - Michael Marcus คำกล่าวนี้หมายถึง ถ้าคุณรู้สึกไม่แน่ใจเกี่ยวกับสถานะการลงทุนในหุ้นหรือตำแหน่งใดๆ ควรจะขายหุ้นหรือปิดตำแหน่งนั้นๆ ทันที การตัดสินใจเช่นนี้เป็นการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการไม่มั่นใจในข้อมูลหรือการวิเคราะห์ของตัวเอง อธิบายเพิ่มเติม - ไม่แน่ใจเกี่ยวกับสถานะ: หมายถึงคุณรู้สึกไม่แน่ใจว่าหุ้นนั้นจะขึ้นหรือลง หรือข้อมูลที่คุณมีอาจไม่เพียงพอที่จะตัดสินใจอย่างมั่นใจ - การขายหรือปิดตำแหน่ง: การออกจากตำแหน่งนั้นเป็นวิธีป้องกันความเสี่ยง เมื่อคุณไม่แน่ใจในการตัดสินใจ การอยู่ในสถานะที่ไม่แน่ใจอาจทำให้เกิดความเสี่ยงและความเสียหายทางการเงิน ข้อคิดสำหรับนักเทรดมือใหม่ 1. ป้องกันความเสี่ยง: การออกจากตำแหน่งเมื่อไม่แน่ใจเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่ดี เพราะจะช่วยลดการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจที่ไม่แน่นอน 2. มีแผนการเทรดที่ชัดเจน: ควรมีแผนการเทรดที่ชัดเจนและปฏิบัติตามแผนนั้นอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีเกณฑ์ในการตัดสินใจที่แน่นอนและมั่นคง 3. การควบคุมอารมณ์: การไม่แน่ใจอาจเกิดจากอารมณ์และความกังวล การออกจากตำแหน่งที่ไม่แน่ใจช่

มูลค่าที่แท้จริงของหุ้น ดูยังไง

การประเมินมูลค่าที่แท้จริงของหุ้น (Intrinsic Value) เป็นการพิจารณามูลค่าที่แท้จริงของหุ้นโดยใช้ข้อมูลทางการเงินและปัจจัยอื่น ๆ เพื่อหามูลค่าที่เหมาะสมที่สุด วิธีการที่นิยมใช้มีหลายวิธี ได้แก่:


1. การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Analysis)

การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานจะใช้ข้อมูลทางการเงิน เช่น งบการเงิน รายได้ กำไร และการเติบโตของบริษัท รวมถึงการวิเคราะห์อุตสาหกรรมและภาวะเศรษฐกิจ มักใช้เครื่องมือดังนี้:


- กำไรต่อหุ้น (Earnings Per Share - EPS): คำนวณจากกำไรสุทธิหารด้วยจำนวนหุ้นที่ออกจำหน่าย

- อัตราส่วนราคาต่อกำไร (Price-to-Earnings Ratio - P/E Ratio): คำนวณจากราคาหุ้นหารด้วยกำไรต่อหุ้น

- อัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (Price-to-Book Ratio - P/B Ratio): คำนวณจากราคาหุ้นหารด้วยมูลค่าทางบัญชีต่อหุ้น

- กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow - FCF): กระแสเงินสดสุทธิที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายการดำเนินงานและการลงทุน


2. การวิเคราะห์ส่วนลดเงินสด (Discounted Cash Flow - DCF)

เป็นการประเมินมูลค่าหุ้นโดยใช้กระแสเงินสดในอนาคตที่คาดว่าจะได้รับ แล้วลดมูลค่ากลับมาที่ปัจจุบันด้วยอัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง


ขั้นตอนการคำนวณ DCF:

  1. ประมาณการกระแสเงินสดในอนาคต

  2. กำหนดอัตราส่วนลด (Discount Rate) หรืออัตราผลตอบแทนที่คาดหวัง

  3. คำนวณมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตโดยใช้สูตร: 

3. การวิเคราะห์เปรียบเทียบตลาด (Comparative Market Analysis)

การวิเคราะห์เปรียบเทียบมูลค่าหุ้นกับบริษัทอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกันหรือมีลักษณะคล้ายกัน โดยใช้อัตราส่วนทางการเงินต่าง ๆ เช่น P/E, P/B, P/Sales


4. การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Analysis)

การพิจารณาปัจจัยที่ไม่สามารถวัดเป็นตัวเลขได้ เช่น ความสามารถในการแข่งขันของบริษัท ความเป็นผู้นำ ความสามารถในการนวัตกรรม และสถานะทางการตลาด


ตัวอย่างการประเมินมูลค่าหุ้น

สมมติว่าต้องการประเมินมูลค่าหุ้นบริษัท ABC โดยใช้วิธี DCF:

1. ประมาณการกระแสเงินสดในอนาคต:

   - ปีที่ 1: 100 ล้านบาท

   - ปีที่ 2: 110 ล้านบาท

   - ปีที่ 3: 120 ล้านบาท

2. กำหนดอัตราส่วนลด: 10%

3. คำนวณมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคต:



อัตราส่วนพื้นฐานในการวิเคราะห์หุ้น

นอกจากนี้ยังมีอัตราส่วนทางการเงินอื่น ๆ ที่ใช้ในการวิเคราะห์หุ้น ได้แก่:

- อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (Debt-to-Equity Ratio - D/E Ratio)

- อัตราส่วนผลตอบแทนจากสินทรัพย์ (Return on Assets - ROA)

- อัตราส่วนผลตอบแทนจากทุน (Return on Equity - ROE)


การประเมินมูลค่าที่แท้จริงของหุ้นจึงเป็นกระบวนการที่ต้องใช้ข้อมูลและการวิเคราะห์หลากหลายด้านเพื่อให้ได้มูลค่าที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

ชมฟรี! คอร์สหุ้น ออนไลน์ 170 คลิป จัดเต็ม ไม่มีกั๊ก Free Full Trading Course by Zyo

อธิบาย Wyckoff Accumulation Phase แบบละเอียดยิบ

VCP (Volatility Contraction Pattern) และรูปแบบที่คล้ายกัน

(มือใหม่เล่นหุ้น) Wyckoff Logic ของดีที่เม่ามือใหม่เอาไปใช้ได้ง่ายๆ

วิธีการอ่านสัญญาณแท่งเทียน (Candlesticks Reading) สำหรับมือใหม่

คำคมเกี่ยวกับเคล็ดวิชาจากหนังเรื่อง กังฟูแพนด้า