Disciplined Trader (1-2) : เล่นหุ้น ล้มละลาย ต้องแก้แบบนี้

โดย เซียว จับอิดนึ้ง : facebook.com/zyoit

-----------(ขอฝากโฆษณาหนังสือของผู้เขียนสักนิดนะครับ)----------
------- (เผื่อมีสมาชิกใหม่ยังไม่ทราบ) -------


เล่มดำ (หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่)เป็นเหมือนภาคทฤษฎี พูดในองค์รวม กราฟวีค
เล่มเขียว(หุ้นซิ่ง สวิงเทรด) เป็นงานภาคปฏิบัติ เจาะลึกขึ้น เคสมากขึ้น กราฟรายวันครับ


ซื้อหนังสือเล่มกระดาษ
ติดต่อเพจ facebook.com/zyobooks เท่านั้นครับ


Ebook มีขายที่เว็บ mebmarket.com เท่านั้นครับ
รายละเอียด คลิกที่ชื่อหนังสือเลยครับ


เล่นหุ้น ล้มละลาย ต้องแก้ไขตาม หนังสือ Disciplined Trader ครับ ขอแนะนำเลย
Disciplined Trader เป็นหนังสือหุ้นที่เขียนโดย Mark Douglas เจ้าของหนังสือ "Trading in the Zone" ที่โด่งดังนั่นแหละครับ นี่เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับการเทรดเล่มแรกของเขา ซึ่งเท่าที่ผมลองอ่านช่วงแรกๆของเล่มก็พบว่าเป็นการเขียนถึงสาเหตุที่ทำให้ตัวเขาขาดทุนหนัก จนตัดสินใจยื่นล้มละลาย แต่ไม่คิดฆ่าตัวตาย เขากลับหันหน้าเผชิญกับมัน เลิกโทษคนอื่น  และตอนนั้นเองที่ทำให้คิดได้ ว่าสมบัติทั้งหลาย(เงิน-บ้าน-รถ-เครดิต) มันเป็นของนอกกาย แต่ตัวเขาก็ยังมีสมอง มีความรู้อยู่เต็มเปี่ยม แถมตอนนี้ยังรู้มากกว่าคนอื่นด้วยว่าวิธีการเทรดแบบไหนที่ไม่ควรทำมันซ้ำ การมีชีวิตตกต่ำอย่างหนักทำให้เขารู้จักตัวเองอย่างแท้จริง สถานการณ์ที่เขาเคยเครียดจนแทบตัดสินใจทำสิ่งที่ไม่ควรนั้น มันก็ไม่ได้เลวร้ายที่สุด เพราะเขาก็ยังมีชีวิตอยู่ และสุขภาพก็ยังดีอยู่ เขายังคิดและลงมือสร้างอะไรใหม่ๆขึ้นมาได้ เมื่อบรรลุทางสว่างแบบนี้ เขาก็พยายามหาแนวทางฟื้นตัวและเอาคืนจากตลาดจนได้
นี่คือเคสที่คนหมดตัวเพราะหุ้นต้องอ่านครับ ขาดทุนหนักก็อย่าเพิ่งคิดสั้นครับ อายุคุณยังน้อย ความท้าทายและความสำเร็จมันเริ่มต้นจากการขาดทุนหนักนี่แหละครับ

นี่เป็นสารบัญครับ



ผู้เขียนทำหนังสือเล่มนี้ในปี 1982 ตอนนั้นก็เห็นว่าทุกมิติของการเทรด การซื้อขายล่วงหน้า มันได้ขยายตัวอย่างรวดเร็วมาก มีคนเข้ามาเทรดเป็นจำนวนมาก มีหนังสือพิมพ์มีการสื่อสารที่ทันสมัย แพร่กระจายในวงกว้างแพร่กระจาย มีใช้คอมพิวเตอร์เทรดได้ ซึ่งสะดวกสบายกว่าก่อนมาก ทุกอย่างดูเหมือนจะช่วยทุ่นแรงให้เทรดเดอร์ทำกำไรได้ง่ายขึ้น แต่ไม่น่าเชื่อ แม้ว่าจะมีการบริการเกี่ยวกับการเทรดที่ทันสมัยมากมาย เทรดเดอร์ 90 เปอร์เซ็นต์ของตลาดก็ยังขาดทุนอยู่

ตอนแรกผม(เซียว) คิดว่าจะแปลแบบสรุป แต่ไปๆมาๆ ก็ไม่สามารถ ด้วยภาษาอังกฤษของผมห่วยมาก จึงขอไล่แปลเท่าที่จะทำได้ เนื้อหาก็มีดังนี้....

ในการซื้อขายล่วงหน้า, กำไรที่เทรดเดอร์คนหนึ่งได้มันก็มาจากอีกคนนึงที่ต้องขาดทุนไป ฉะนั้นหากมีเทรดเดอร์ไม่กี่รายได้กำไรอย่างสม่ำเสมอ ก็จะต้องมีเทรดเดอร์จำนวนมากต้องเสียเงินให้เขา โดยเฉพาะคนที่มีความตั้งใจที่จะทำกำไรให้ได้รายวันหรือกลุ่ม Day Trade ทั้งหลาย คนที่กำไร ร่ำรวยจากการเทรดเป็นอย่างมาก บางส่วนก็เป็นคนส่วนใหญ่รู้จักดีโดยเฉพาะในชิคาโก้ หรือนิวยอร์ก ก็ไม่ต้องแปลกใจว่าทุกคนก็อยากรู้ว่าเขาทำอะไรเขาทำยังไงถึงได้กำไรขนาดนั้น

แน่นอนล่ะ มันต้องมีความแตกต่างระหว่างคนทั้งสองกลุ่มคือ ผู้ชนะมีน้อยแทบนับคนได้ แต่ผู้แพ้มีเป็นจำนวนมากมาย
ความแตกต่างก็คือเทรดเดอร์ที่สามารถสร้างกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะกำไรที่คำนวนเฉลี่ยเป็นรายสัปดาห์ รายเดือน หรือรายปี วิธีการพื้นฐานของเขาคือเทรดด้วยการใช้วินัย

ถ้าถามความสำเร็จของพวกเขามาจากส่วนไหนมากที่สุด เขาก็จะระบุว่าพวกเขาจะไม่ประสบความสำเร็จเลย เขาจะไม่มีความสม่ำเสมอในการสะสมความมั่งคั่งจากการเทรดเลย จนกว่าจะมีการเรียนรู้เกี่ยวกับ วินัยในตนเอง การควบคุมอารมณ์ ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงจิตใจที่ไหลไปตามตลาด

ประการแรก เขาต้องการชี้ให้เห็นว่าการมีวินัยในตนเอง การควบคุมอารมณ์ และเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนความคิดของตนเองหลังจากที่ตั้งความมุ่งมั่นไปแล้ว มันเป็นประเด็นทางจิตวิทยาทั้งหมด ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริการข่าว, บริการให้คำปรึกษา, ตลาดแลกเปลี่ยนใหม่ หรือระบบการเทรด(ที่ใช้คอมพิวเตอร์คำนวน)ทางเทคนิค, พื้นฐานแต่อย่างใด

ประการที่สอง จากประสบการณ์การเทรดของผู้เขียนเอง จากการสังเกตและวิจัย เขาพบว่า เทรดเดอร์ทั้งหมด(ทั้งผู้ชนะและผู้แพ้) ต่างก็มีประสบการณ์ที่เหมือนกัน
ทั้งหมดบอกว่า ในตอนต้นหรือในช่วงเริ่มต้นของอาชีพการเทรด พวกเขาจะประสบกับความสับสน อึดอัด วิตกกังวล และเจ็บปวดจากความล้มเหลว
เทรดเดอร์ไม่กี่คนที่ผ่านช่วงนี้ และสามารถสะสมกำไรจนร่ำรวยได้ คือคนที่เผชิญหน้ากับปัญหาเชิงจิตวิทยาที่ยากเย็น เกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของการเป็นเทรดเดอร์
ซึ่งขั้นตอนในการสำนึกในเรื่องนี้ และการเปลี่ยนแปลงนี้มันใช้เวลาหลายปี แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขา-ก็ยังต้องเรียนรู้อยู่

การควบคุมตนเอง และการควบคุมอารมณ์ ที่เป็นกุญแจสู่ความสำเร็จนั้นไม่ได้มีตั้งแต่เกิด
พวกเขาได้มาจากการเรียนรู้ระหว่างการเทรด ทักษะทางจิตวิทยาเหล่านี้ เป็นผลมาจากกระบวนการเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาดจากการทดลอง (trial and error) ซึ่งเขาต้องเสียค่าใช้จ่ายไปสูงมาก(จ่ายค่าเทอม) และมักจะมาพร้อมกับความเจ็บปวดทางอารมณ์และความทุกข์ทรมานในระหว่างนั้น

ปัญหาใหญ่ที่สุดในกระบวนการ trial and error สำหรับการเทรด คือนักเทรดส่วนใหญ่จะเสียเงินทั้งหมดไปก่อนที่จะผ่านกระบวนการนี้และบางส่วนก็เหลือเงินน้อยมากจนไม่เพียงพอที่จะฟื้นฟูพอร์ตตัวเองให้กลับขึ้นมาหลังจากช่วงเรียนรู้เพื่อประสบความสำเร็จนี้ จึงเหลือเพียงคนไม่กี่ท่านที่ยืนหยัดและเดินต่อทำเงินและร่ำรวยได้

นักเทรดที่ยิ่งใหญ่ทั้งหมดจากอดีตถึงปัจจุบันต่างก็พบว่า มันเป็นเรื่องที่ยากมากในการอธิบายว่าสิ่งที่เขาทำมาได้(เทรดแล้วรวย)นั้นเขาทำมันยังไง และที่สำคัญกว่านั้นคือพัฒนาการของแต่ละย่างก้าวนั้นมันเป็นยังไง ส่วนใหญ่จึงได้แค่แชร์แค่สิ่งที่เขารู้เกี่ยวกับตลาดและพฤติกรรมของมัน แต่ไม่สามารถอธิบายถึงลักษณะพฤติกรรมของเทรดเดอร์ผู้ชนะแต่ละคนได้ ถึงกระนั้นเขาบอกได้แค่ว่าถ้าหากเขาสามารถควบคุมตนเองและควบคุมอารมณ์ได้ คุณก็มีโอกาสประสบความสำเร็จ

ยกตัวอย่างง่ายๆเลยคำที่เขาบอกว่า "รีบตัดขาดทุนให้ไวที่สุด" มันเป็นคำแนะนำที่ดีซึ่งเป็นเหมือนภูมิปัญญาที่เทรดเดอร์ประสบความสำเร็จเขาบอกต่อกันมา แต่คุณจะอธิบายขั้นตอนให้นักเทรดหน้าใหม่เข้าใจได้อย่างไร? เพราะสิ่งแวดล้อมที่เขาเจอมันก็แตกต่างกันแล้ว เช่นถ้าก่อนหน้านี้เขาขาดทุนไปอย่างมาก เขาก็มักจะไม่กล้าตัดขาดทุน เพราะมันเจ็บปวดมามากพอแล้ว การรอให้ตลาดกลับมาคืนทุนก่อนจึงเป็นสิ่งที่เขาต้องการมากกว่า ถ้าคุณคำนึงถึงเงิน ความนับถือของตนเอง การวางเดิมพันของเขา ก็เป็นเรื่องยากที่จะทำให้เขาเข้าใจได้และยอมทำตามอย่างแน่นอน  

ดังนั้นวิธีที่ง่ายที่สุดในการอธิบายถึงการประยุกต์ใช้ภูมิปัญญาโดยที่ไม่ต้องพูดมากก็คือบอกว่า
"ถ้าคุณต้องการเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จคุณต้องเรียนรู้การควบคุมตนเองและอารมณ์ให้ได้"
ซึ่งอาจจะคลุมเครือไปหน่อย แต่เขามี 2 เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังก็คือ

ประการแรก) การควบคุมตนเองและควบคุมอารมณ์มันเป็นนามธรรม ที่พูดแล้วนึกภาพออกทันที (แต่ทำยาก) แต่มันก็เป็นเหมือนแรงบันดาลใจ ที่สามารถช่วยให้พวกเขาเอาไปหาข้อมูลต่อเองได้

ประการที่สอง) นักเทรดที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน (ในอดีต)เขาเริ่มออกเดินเส้นทางนี้โดยไม่มีแผนที่ ไม่มีป้ายบอกทางหรือคำแนะนำอะไรเลย เขาเดินดุ่มสุ่มหาทางไปเรื่อย สำรวจตลาดด้วยวิธีการศึกษาจิตของตัวเองที่แสดงออกต่อผลกระทบจากตลาด พูดง่ายๆคือพวกเขาผ่านมันมาด้วยการเรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเอง ลองผิดลองถูก ซึ่งมันก็ต้องอาศัยความอดทนและเจียมตัว เพราะระหว่างทางนั้นคุณต้องจ่ายค่าเทอมไปมากมายทั้งเงินและความรู้สึก

อีกประเด็นคือพวกเขาบอกว่า เขาไม่สามารถอธิบายอารมณ์หรือความรู้สึกในช่วงระหว่างทาง(ในอดีต) นั้นได้อีกแล้ว เพราะกว่าที่เขาจะถึงวันนี้ได้เขาเจอตลาดมาหลากหลายรูปแบบ ซึ่งมันก็ได้พัฒนาอารมณ์และความรู้สึกของเขาให้เปลี่ยนไปตามตลาดนั้น การอธิบายแนวทาง(ที่ใช้ในอดีต)จึงเป็นเรื่องที่เขาไม่มีความมั่นใจว่ามันจะตรงและเหมาะสมกับสภาพตลาดในปัจจุบันหรือเปล่า

แต่มีอย่างหนึ่งที่เขาบอกว่ามันสำคัญก็คือ "ความมั่นใจในตัวเอง" มั่นใจที่จะยืนหยัดและพร้อมรับมือกับสภาวะตลาดที่จะเกิดขึ้น ซึ่งปฏิกิริยาตอบสนองต่อตลาดก็ต่างกันไปแล้วแต่ความมั่นใจของบุคคลนั้น รวมถึงอารมณ์ทางด้านลบที่เกิดก่อนหน้านั้นด้วย ซึ่งความมั่นใจและความกลัวนั้นใครๆก็มีแต่มันก็จะแตกต่างกันไปในเรื่องของระดับของปฏิกิริยาตอบสนอง ซึ่งมันจะมาจากความสับสน ความเครียดและความกลัว

ความมั่นใจนี้มันสามารถจะเรียนรู้และพัฒนาได้ด้วยการ "ให้ความไว้วางใจตัวเอง" ในการยืนหยัดทำอะไรก็ตามจนกว่าประสบความสำเร็จ โดยที่ไม่ต้องหวาดหวั่น ถ้าเขามีความไว้ใจกับตัวเองพวกเขาก็จะไม่กลัวที่จะเผชิญหน้ากับสภาวะตลาดที่เขาคาดเดาไม่ได้

แต่อย่างไรก็ตาม ในเล่มนี้ผู้เขียนจะเน้นไปที่แนวทางการปรับสภาพจิตและอารมณ์ของเทรดเดอร์ที่ให้เป็นไปตามสภาพตลาด เพราะเขามีความเชื่อว่าตลาดไม่เคยเปลี่ยนหรือเราเปลี่ยนตลาดไม่ได้ แต่เราสามารถปรับอารมณ์และมุมมองให้เหมาะสมกับตลาดนั้นได้

เมื่อเทรดเดอร์ได้ก้าวสู่ช่วงเวลาแห่งการพัฒนาตนเองและเรียนรู้ทักษะใหม่ในช่วง trial and error ไป ถ้าพวกเขาได้มีการจดบันทึกรายละเอียดและขั้นตอนของการเรียนรู้ในช่วงนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากระบวนการนั้นมีลักษณะของความเจ็บปวด วิตกกังวล และไม่พอใจ รายละเอียดนี่แหละ,ถ้าเขาไม่ได้บันทึกและแม้จะบันทึกแต่ไม่ได้เผยแพร่ ก็จะไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาได้ทักษะได้มุมคิดจากช่วงนี้ไปแบบไหนบ้าง มันจึงเป็นเรื่องยากมากที่จะอธิบายให้คนอื่นฟังและเข้าใจถึงรายละเอียดให้กระจ่างในช่วงนี้

ผู้เขียน(Mark Douglas) ได้เล่าถึงประสบการณ์ของตนเองที่เคยเป็นเทรดเดอร์ที่ล้มเหลว เขาเคยขาดทุนจนแทบหมดตัว แล้วกลับมาใหม่ได้

โดยชีวิตการเทรดของเขา มันเริ่มต้นจากการได้กำไร มันทำให้เขามีความฝันอยากจะร่ำรวยจากการเทรด แต่ด้วยความที่ชอบฝันแต่ไม่ทุ่มเท ลงมือเพื่อการศึกษา สร้างทักษะ สำหรับการเทรดที่มีประสิทธิภาพ โปรแกรมการพัฒนาการศึกษา เพื่ออธิบายวิธีการเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ ล้วนต้องการชุดทักษะที่หลากหลายจากทักษะที่จำเป็นสำหรับการเป็นเทรดเดอร์

ซึ่งกระบวนการของการเรียนรู้และแนวทางการเปลี่ยนแปลตัวเอง คือสิ่งที่เขาพบและเอามาทำหนังสือเล่มนี้ ทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงจำเป็นต้องถูกเขียน เราจะเรียนรู้กระบวนการหนึ่งๆด้วยการถูกเลือกหรือไม่กู้ถูกบังคับให้เรียนรู้

เขาเป็นคนที่ถูกบังคับให้เรียนรู้ เพราะเขาเสียบ้าน, รถ, และเกือบทุกอย่างที่เคยเป็นเจ้าของ เสียเพื่อแลกกับการเรียนรู้หนทางที่เขาคิดว่ามันจะเปลี่ยนมุมมองให้เขาทำงานในสภาพแวดล้อมสำหรับการเทดที่มีประสิทธิภาพ เขาบอกว่า การสูญเสียทรัพย์สินทั้งหมดในตอนนั้น มันคือประสบการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนที่สมบูรณ์แบบ ซึ่งประสบการณ์นั้นได้สอนให้เข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติของความกลัวและผลกระทบต่อประสิทธิภาพการเทรดของมัน

ประสบการณ์แบบนี้แหละที่เขาเชื่อว่าเป็นการะตระหนักรู้ที่ถูกบังคับให้เข้าใจ
ประการแรกคือ เขาปฏิเสธไม่ยอมรับข้อมูล ซึ่งในที่สุด ตลาดก็บังคับให้ต้องยอมรับว่ามันเป็นจริง แถมยังบอกหลายอย่างที่มากกว่านั้นเกี่ยวกับตัวเขาที่แม้แต่ตนเองก็ยังคิดไม่ถึง เมื่อได้รับรู้สิ่งเหล่านั้น ความคิดก็เปลี่ยนไปเลย

หมดตัวเพราะหุ้น
ตลาดสอนเขายังไง? มันเกิดในเดือนมีนาคม 1982
ตอนนั้นเขาเป็น accountexecutive with Merrill Lynch Commodities at its Chicago Board of Trade
 office โดยปีก่อนหน้านั้น เขาเพิ่งย้ายจากเขตชานเมือง ซึ่งมีอาชีพที่ประสบความสำเร็จ มาเป็นเทรดเดอร์ที่ Merrill Lynch

เขาได้เช่าอพาร์ทเมนต์ราคาแพง ซื้อรถพอร์ช แถมยังส่งเงินเลี้ยงดูแฟนและลูกสองคนที่บ้านเก่าชานเมืองด้วย ซึ่งเขาต้องบินหรือขับรถกลับไปเยี่ยมทุกสุดสัปดาห์ ด้วยเหตุนี้เขาจึงมีค่าใช้จ่ายอย่างมาก เกิดความกดดันให้ตัวเองต้องประสบความสำเร็จเท่านั้น เพราะเขามีค่าใช้จ่ายมากกว่ารายได้เป็นอย่างมาก ดังนั้นมันจึงต้องเป็นเกมบังคับให้เขาต้องชนะและทำกำไรจากการเทรดก้อนใหญ่ มันจึงกลายเป็นความยากลำบากในการตัดสินใจเมื่อต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น

ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเข้ามาอยู่ในชิคาโก้ ก็ได้เป็นเทรดเดอร์มาแล้ว 2 ปี ซึ่งเขาขาดทุนเงินทั้งก้อนไปถึงสองครั้งด้วยกัน แต่ด้วยการสะสมเงินได้เร็ว จึงทำให้เขาเริ่มใหม่ได้ ก็มีเทรดชนะบ้าง แต่น้อยครั้งมาก แต่ก็ทำให้เขามีกำลังใจที่จะสู้ มีอยู่ครั้งที่เขาเกือบจะทำเงินได้เกือบสามแสนเหรียญ แต่กลับขายหมูออกมาก่อนที่ราคาจะวิ่งรอบใหญ่ มันทำให้เขาเสียใจมาก ตอนนั้นเขาได้เสพติดการเทรดมาก ยิ่งทำให้มีความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จ จากการขายหมูครั้งนั้น ทำให้เขาตัดสินใจซื้อหนังสือทั้งหมดเท่าที่จะหาได้รวมถึงเข้าร่วมสัมนาเท่าที่จะจ่ายได้

มีบางสิ่งที่ระบุในหนังสือที่เขาอ่าน คือมันเป็นเรื่องยากที่จะเรียนรู้แนวทางการเทรดหรือรักษาความสำเร็จ ถ้าคุณอยู่ภายใต้แรงกดดันทางการเงิน พูดง่ายๆคือคุณอย่าไปคาดหวังที่จะเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ ถ้าคุณมีเงินทุนที่จำกัดหรือเทรดด้วยเงินที่คุณไม่อยากสูญเสีย

ซึ่งมันตรงกับสถานะของเขาในตอนนั้นเลย เพราะการมีค่าใช้จ่ายเกินรายได้ จึงบีบคั้นให้เขาเทรดแบบไม่ต้องการขาดทุนแม้แต่เซนต์เดียว นอกจากนั้นมีบ่อยครั้งมากที่การเขาเทรดผิดจังหวะ (คืออยากทำเงินมาก จนลืมดูความเสี่ยง)

เขามาที่ชิคาโก้ ก็เพราะเชื่อว่าจะได้เจอสังคมของเทรดเดอร์ที่เก่งกว่าและได้เรียนรู้จากพวกเขาเหล่านั้น
แต่ก็ต้องช็อค เมื่อพบว่าเจ้าหน้าที่ในที่เขาทำงาน มีแค่คนเดียวที่เคยเทรดและใช้เงินจริง ทั้งยังพบว่าลูกค้าของพวกเขามักจะขาดทุนจนเงินหายอย่างมีนัยยะภายในเวลาแค่ 4 เดือนเท่านั้น
หนำซ้ำเพื่อนเทรดเดอร์ที่คบค้าด้วยก็ไม่มีใครทำเงินได้อย่างยั่งยืนเลย คือทำเงินได้ 2-3 พันเหรียญ ในเวลาชั่วโมงแรกๆ แต่จากนั้นก็ขาดทุนคืนให้กับตลาดไปในเวลาอันสั้น

ทุกคนดูเหมือนจะทุกข์ทรมานจากปัญหาเดิมๆและข้อผิดพลาดซ้ำๆที่ไม่มีใครรู้ว่ามันเป็นปัญหา นี่เป็นธรรมชาติของตลาด ที่ชอบลวงเราให้เราใส่ใจกับความผิดพลาดแค่ประเดี๋ยวประด๋าว เพราะอีกไม่กี่นาที-ชั่วโมงมันจะหยิบยืน(สิ่งที่ดูเหมือน)โอกาสให้เราทำกำไรอย่างต่อเนื่อง
จึงทำให้เราลืมความผิดพลาดครั้งล่าสุด ขอวางความผิดพลาดไว้ก่อนเพื่อลุ้นกับโอกาสรอบใหม่(ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม-ทำแล้วได้กำไรทบต้นลบขาดทุนได้เกลี้ยง)

เมื่อมันเป็นวังวนแบบนี้ จึงทำให้เทรดเดอร์ที่งานหยาบมองว่าความผิดพลาดนั้นเป็นเรื่องปกติไป เมื่อพวกเขาขาดทุนสะสมไปมากๆ ก็คาดหวังต่อกำไรก้อนใหญ่ในอนาคต ทำให้ไม่ยอมขายทำกำไรเมื่อได้ $500 หรือ $700 ซึ่งเขามักจะทำได้เป็นประจำ พวกเขาไม่พอใจกำไรเล็กๆน้อยๆเหล่านั้น เพราะคาดหวังกำไรก้อนใหญ่เพื่อลบล้างการขาดทุนสะสมก่อนหน้านั้น

ในขณะที่ปัญหาทางการเงินก็ลุกลาม เขาก็ไม่ได้รู้สึกตัว เพราะเชื่อมั่นว่าตัวเองจะสามารถทำเงินก้อนใหญ่ได้ ซึ่งมันจะลบล้างปัญหาที่สะสมทั้งหมดได้ในครั้งเดียว

แต่เดือนมีนาคม 1982 ทุกอย่างก็พังทลาย เพียงแปดเดือนที่เขาย้ายมาอยู่ที่ชิคาโกเพื่อตามความฝันเกี่ยวกับอิสรภาพทางการเงิน เขาทหมดตัวเพราะหุ้น เพราะเล่นหุ้นจนล้มละลาย

เล่นหุ้น ล้มละลาย ต้องแก้แบบนี้
Mark Douglas แนะแนวทางไว้ในหนังสือว่า
การสูญเสียในครั้งนี้ ทำให้ความเชื่อมั่นผมหดหายไปเลย ผมไม่มีเครดิตเหลืออยู่อีก (เพราะเขาคิดว่า บ้าน รถ บัตรเครดิต คือตัวตนของเขา) แต่ผมก็ยังไม่ยอมรับ หรือเผชิญหน้ากับหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยซึ่งหน้า การโทษคนอื่น สิ่งแวดล้อม คือสิ่งที่ผมทำในตอนนั้น

การปฏิเสธที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา พิจารณาผลกระทบของความขัดแย้ง กลายเป็นความเครียด กลัวที่จะสูญเสียไปทุกอย่าง แต่ผมก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อปกปิดความกลัวนี้ไว้ในใจ ที่ซึ่งเขาจะไม่รู้สึกกับมันอีก

สาเหตุที่ผมกลัว ก็เพราะว่าผมไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง เนื่องจากรู้สึกว่าความจริงกับความฝันมันขัดแย้งกันเกินไป ฐานะทางการเงินของผมสูญเสียไปอย่างหนัก จนต้องตัดสินใจยื่นล้มละลาย

มีหลายอย่างภายในตัวผมที่เปลี่ยนไปเนื่องจากประสบการณ์นี้ ซึ่งคนเราต้องเผชิญกับการถูกบังคับให้เปลี่ยนในบางช่วงชีวิต การตกต่ำอย่างหนักทำผมได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับตัวเอง

ตอนนั้นเองที่ผมรู้สึกว่าความเครียดเริ่มลดลง มันเป็นความโล่งอก ไม่มีอะไรที่ต้องคาดหวังหรือกลัวมากกว่านี้อีกแล้ว ตอนนี้ผมได้อยู่กับความกลัวที่สุดแล้วและก็ได้รู้ว่ามันไม่ได้เป็นอะไรที่มากกว่าสถานการณ์ที่ผมไม่สามารถรับมือมันได้ มันก็ไม่ได้เลวร้ายที่สุด เพราะผมก็ยังมีชีวิตอยู่ และสุขภาพก็ยังดีอยู่ ผมยังคิดและลงมือสร้างอะไรใหม่ๆขึ้นมาได้

และที่สำคัญคือ ผมเริ่มรู้สึกชื่นชมตัวเอง ชื่นชมที่มีความสามารถในการคิด ซึ่งมันเป็นเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญ

ความรู้สึกชื่นชมนี้เริ่มเติบโตจากภายใน เข้าไปถึงความเข้าใจเกี่ยวกับการระบุตัวตนที่เป็นธรรมชาติ ก่อนหน้านั้นผมเชื่อว่าตัวตนของคนต้องประกอบด้วยทรัพย์สินที่ได้สร้าง-สะสมขึ้นมา แต่เมื่อทุกอย่างมันถูกพัดออกไปจนหมด ผมกลับได้เห็นมิติของตนเองที่ลึกขึ้น

การตระหนักรู้นี้,มันช่วยให้ผมเข้าใจว่าการทำผิดพลาด การขาดทุนใดๆก็ไม่อาจจะลดค่าของตัวเองได้ ผมได้เรียนรู้ว่าคนเราสามารถทำผิดพลาดได้ และอาจจะไม่มีสิ่งใดเป็นความล้มเหลวถ้าหากเราเรียนรู้จากประสบการณ์นั้น

ผมเริ่มรู้ตัวว่า แม้ว่าเงินสำหรับเทรด และทรัพย์สิน ของผมต้องขาดทุนไปหมด แต่ผมก็ยังมีงานอยู่ จึงสามารถมีเงินไว้เทรดได้(แม้จะไม่ใช่เงินของตัวเองก็ตาม) จึงได้ใช้โอกาสนี้ในการศึกษาจิตใจของตัวเองในระหว่างการเทรด ด้วยหลากหลายแนวทาง ที่จะส่งผลกระทบต่อสภาพจิตที่แตกต่างกันไป

ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างใจกับตลาดนั้น ผมพบว่า ตลาดมีหน้าที่นำเสนอโอกาสให้กับเทรดเดอร์ในการทำกำไรด้วยการเคลื่อนไหวของราคา และโอกาสนี้จะเป็นพื้นฐานของการเคลื่อนไหวต่อไป

มันเป็นสภาพแวดล้อมที่เทรดเดอร์รายย่อยมีอิสระในการสร้างผลงานด้วยตัวเอง โอกาสเหล่านี้คือกระจกที่สะท้อนทัศนคติของเทรดเดอร์ สิ่งที่พวกเขาเห็นการเคลื่อนไหว-กับสิ่งที่เขาสามารถทำกับมันได้ ตลาดไม่มีการควบคุม ทุกทางเลือกและพลังที่จะพลิกโฉมทางเลือกเหล่านี้ ให้กลายเป็นประสบการณ์ในใจของเทรดเดอร์แต่ละคนในที่สุด

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมรับรู้ว่าตลาดกำลังเป็นภัยคุกคาม กลัวว่ามันจะพรากบางสิ่งจากผมไป
ความจริงแล้ว ความกลัวมันไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอก(ตลาด)หรอกที่กำลังคุกคามผม แต่มันมาจากการตีความ(จิตใจ)ว่าตลาดแสดงออกในสิ่งที่ผมไม่สามารถคาดการณ์ได้ หรือเคลื่อนไหวในแบบที่ไม่สามารถดึงความสนใจที่ดีที่สุดให้แก่ผม มันเป็นเพียงการขาดความไว้วางใจ ที่ผมมีต่อตัวเองที่จะทำสิ่งที่จำเป็นต้องทำในสิ่งที่ผมกลัวจริงๆ

นอกจากนี้ผมยังพบว่าโครงสร้างของจิตใจมีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงการสูญเสียที่ต้องเป็นค่าใช้จ่ายทั้งหมด(ไม่อยากขายขาดทุน) และไม่พยายามที่จะทำด้วย สิ่งเหล่านี้ผมก็สร้างมันขึ้นมาเอง

ให้คุณคิดแบบนี้ สมองเราไม่มีทางตระหนักถึงปัจจัยทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมนั้นๆได้ในครั้งเดียว เราจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเรา ขณะเดียวกัน เราก็ปัดข้อมูลอื่น(ที่คิดว่าไม่สำคัญ)ออกไปจากการรับรู้ด้วย มันจึงกลายเป็นว่าผมสร้างความเสียหายจากการหลีกเลี่ยงความเสียหายไปเสียเอง

แทนที่ผมจะโฟกัสไปที่ข้อมูลที่ตลาดบ่งบอกถึงศักยภาพของโอกาส ผมดันไปกังวลกับข้อมูลที่ยืนยันถึงสิ่งที่ผมกลัวที่สุด เป็นผลให้มองข้ามโอกาสที่ตลาดมอบให้ไปเสียหมด
วิธีเดียวที่ผมจะได้รับรู้ถึงโอกาสเหล่านี้คือเลี่ยงความสนใจจากปัญหา แล้วโฟกัสไปหาโอกาสที่ตลาดให้ในขณะนี้

ผมจะไม่มีทางรู้ว่าตัวเองได้พลาดโอกาส จนกระทั่งความเชื่อเกี่ยวกับความสูญเสียที่เป็นฝันร้ายได้หดหายไป เมื่อการเปลี่ยนแปลงในมุมมองนี้เกิดขึ้น ผมเริ่มสังเกตลักษณะพฤติกรรมของตลาดและความสัมพันธ์กัน ซึ่งเคยลืมเลือนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

ในบางจุด ผมตระหนักได้ว่า การที่ผมขาดทุนจนสิ้นเนื้อประดาตัวไปแล้ว มันทำให้ผมไม่มีอะไรจะเสีย ต้องกลัวอีกแล้ว ผมได้รับบทเรียนที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งเพื่อที่จะกลายเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ คือการ "ยอมรับ" การสูญเสียโดยไม่มีข้อแม้ ไม่รู้สึกผิด ไม่โกรธ อัปยศ หรือทำร้ายตัวเอง

เมื่อความกลัวของผมได้เหือดหายไป ผมก็ได้เห็นและประสบกับตลาดที่ต่างไป เนื่องจากมุมมองของผมที่เปลี่ยนไป มันเหมือนมีคนรูดม่านที่บังตาของผมออกไป จนถึงตอนนั้นการเทรดของผมได้รับผลกระทบจากความกลัวของผมเสมอ ผมไม่เคยเข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่าการเทรดที่ปราศจากความกลัวมันเป็นยังไง แต่อย่างน้อยที่สุดมันก็ทำได้จริง ซึ่งมันจำเป็นสำหรับความสำเร็จ

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือขอบเขตความกลัวที่ผมสร้างมันไว้นั้นได้ปิดกั้นไม่ให้ผมทำความเข้าใจว่าเหตุใดจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีกฎการเทรดและ money management ที่ต้องกำหนดไว้และต้องทำตาม ครั้นเมื่อผมเลิกกลัวก็เริ่มเห็นประโยชน์ของมัน ยิ่งผมทำตามกฎของตัวเองมากเท่าไหร่ ยิ่งผมนับถือตัวเองมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้ผมมีความสนใจกับการเคลื่อนไหวของตลาดมากขึ้น พยายามศึกษาหาความสัมพันธ์เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ๆเกี่ยวกับตลาด เพื่อที่จะเป็นเทรดเดอร์ที่ดีขึ้น ทัศนคติใหม่ๆเหล่านี้สามารถเปลี่ยนมุมมองของผมให้ไหลไปพร้อมกับตลาดได้ดีขึ้น ยิ่งผมคลายกังวลว่าผมจะเป็นคนถูกหรือผิด-ผมยิ่งเกิดความชัดเจนมากขึ้น ในเรื่องของการซื้อและขายหุ้น การตัดขาดทุนไวเพื่อทำให้จิตใจของผมพร้อมสำหรับโอกาสภายหน้า

ตั้งแต่เดือน June 1982 ผมเริ่มทำเงินได้อย่างสม่ำเสมอให้กับลูกค้าที่ยังไว้ใจในความสามารถของผม แม้ไม่ใช่เงินจำนวนมากสำหรับมาตรฐานของเทรดเดอร์ แต่มันก็คงที่ ผมได้ชัยต่อเนื่องจากวันเป็นสัปดาห์และเป็นเดือน จนกระทั่งเดือน August 1982 ผมคิดที่จะเขียนหนังสือหรือจัดสัมมนาเพื่ออธิบายในสิ่งที่ผมค้นพบ

 ที่ผมเขียนเล่มนี้ก็เพื่อจะบอกท่านว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเทรดคือการจัดระเบียบและระบบทีละขั้นตอนเพื่อเรียนรู้ทักษะทางจิตที่จำเป็น ในการสะสมความมั่งคั่งแบบเทรดเดอร์ โดยความลับของวิธีนี้คือการพยายามเรียนรู้วิธีคิดใหม่ๆ


Disciplined Trader (บทที่ 2)
ค่านิยมที่เกิดจากการเลี้ยงดูจะปลูกฝังความเชื่อของแต่ละบุคคลที่จะก่อให้เกิดวิธีการที่ใช้สำหรับการประสบความสำเร็จ ไม่ใช่การปฏิบัติจริง หรือการกระทำ  และไม่สอดคล้องกับวิธีการที่จำเป็นในการประสบความสำเร็จในสภาพแวดล้อมทางการเทรด

คนที่พยายามทำงานในสภาพแวดล้อมทางการเทรดที่คุ้นเคยและมั่นใจว่าจะได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ-อาจจะพบตัวเองตกอยู่ในสภาพของความขุ่นมัว วิตกกังวล กลัว สงสัยว่ามีอะไรผิดไป หรือคิดว่ามีบางสิ่งผิดพลาดสำหรับเขา

ในผลการเทรดที่ดูเหมือนจะง่ายดาย แต่ในความเป็นจริงแล้วคนส่วนใหญ่จะพบว่ามันยากเย็นสำหรับพวกเขา ความสำเร็จที่ดูเหมือนว่าอยู่ไกล้ๆก็อาจยากเกินเอื้อมถึงได้ แม้จะพยายามมากแค่ไหนก็ตาม ซึ่งความขุ่นมัวนี้จะยังคงดำรงอยู่ไปเรื่อยๆจนกว่าเทรดเดอร์จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่มีอยู่ในระบบการเทรด โดยการเรียนรู้วิธีการคิดแบบใหม่ซึ่งจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดในสภาพแวดล้อมนั้น และมันก็ไม่ใช่สิ่งที่เทรดเดอร์คิดว่ามันเวิร์คบนพื้นฐานของการศึกษาและวัฒนธรรมของเขา

ผมมีวิธีการใหม่ที่จะนำเสนอให้เทรดเดอร์รายย่อยตั้งคำถามบางอย่างเกี่ยวกับความเชื่อของคุณและสำรวจแนวคิดที่ฝังรากลึกในใจเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นไปได้ มันเป็นกระบวนการทำความสะอาดทางจิต
คือคุณต้องละทิ้งความล้มเหลวที่เคยทำออกไปให้หมด เพื่อที่จะสร้างห้องเตรียมไว้สำหรับความสำเร็จในครั้งต่อไป

สิ่งที่นักเทรดจะเผชิญหน้ากับตลาดที่มีสิ่งแวดล้อมซึ่งแตกต่างจากสิ่งที่เขาคุ้นเคย หรือได้รับการฝึกฝนมาจากความเชื่อทางสังคม เช่นตลาดสามารถมีเหตุการณ์ที่เหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา สามารถมีการเคลื่อนไหวที่มีศักยภาพในการทำกำไรเช่นเดียวกันกับทำให้ขาดทุนได้

ไม่เพียงแต่ตลาดสามารถทำลายความรู้สึกของนักเทรดด้วยการบังคับเท่านั้น นักเทรดเองก็ต้องเผชิญหน้ากับช่วงเวลาที่เขาไม่ต้องการยอมรับการเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดความเครียด มีความอยากเอาชนะ อยากเอาคืน เกิดความหวาดกลัวที่จะหมดตัวจนต้องออกจากตลาด

ตลาดยังสามารถหลอกนักลงทุนรายย่อยให้หลงเชื่อว่ามีโอกาสอย่างมหาศาลที่จะเติมเต็มความฝันอันยิ่งใหญ่ของเขาคือมีอิสระทางการเงิน จนทำให้เขาเต็มใจที่จะสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อที่จะให้เป็นเจ้าของโอกาส(หลอกๆ)นั้น

นอกจากนี้หลักการของเวลา,ความพยายามและผลตอบแทนที่เคยทำได้ดีกับงานอื่นๆก็ไม่สามารถใช้ได้ดีกับตลาดหุ้น เช่น งานจำนวนมากที่เพิ่มเงินเดือนตามอายุงาน โดยที่ไม่ได้คำนึงถึงความสามารถ แต่สำหรับนักเทรดแล้วความพยายามจะไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างเวลากับผลตอบแทนเลย พวกเขาสามารถตะลึงกับกำไรที่มาจากโชคในเวลาไม่กี่วินาทีจากการตัดสินใจครั้งเดียว

ตอนแรกคุณอาจจะคิดว่าไม่น่าเชื่อว่าจะสามารถทำเงินได้ในช่วงเวลาแค่ไม่กี่นาทีหรือวินาที แต่ในโลกของการเทรดนั้นมันเป็นไปได้ ถ้านักเทรดบางคนมีความเชื่อว่ากว่าจะได้เงินเขาต้องเอาแรงและเวลาไปแลกเขาก็จะรู้สึกไม่ไว้วางใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อเขาไม่เชื่อจึงทำใจให้ยอมรับกำไรแบบลาภลอยนี้ไม่ได้  ในที่สุดเขาก็จะต้องคืนเงินก้อนนี้กลับไปให้ตลาดในเวลาไม่ช้า

การไม่ปรับตัวให้เข้าใจความต่างระหว่างสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมของตัวเองกับการเทรด มันเป็นการส่งผลให้เกิดความผิดพลาดในการซื้อขายจำนวนมาก เพราะพวกเขาทำใจให้เชื่อไม่ได้

อย่างไรก็ตามวิธีคิดในการทำความเข้าใจพฤติกรรมตลาด มันสามารถหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดดังกล่าวได้  นอกจากนี้มันก็ยังสามารถจัดการปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่มีต่อพฤติกรรม การขาดวินัย ได้ด้วย

ในช่วงที่อารมณ์เปลี่ยนไปตามสถานการณ์ มันต้องการการตัดสินใจที่แยกส่วนซึ่งอาจนำไปสู่ความล้มเหลวได้ เรามีเวลาน้อยมากที่จะเปรียบเทียบเหตุการณ์ปัจจุบันกับประสบการณ์ของตนเองในก่อนหน้านี้ คุณอาจไม่ได้สังเกตเห็นถ้าคุณไม่เคยมีพฤติกรรมที่ฝังใจในอดีต เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันมันเกิดอย่างเร็วมาก ดังนั้นคุณอาจมีการตัดสินใจโดยอัตโนมัติ

ข่าวดีคือมันมีสาเหตุอยู่ไม่กี่ข้อ ที่จะทำให้คุณประสบความล้มเหลว ซึ่งคุณสามารถจดจำมันและเอาไปป้องกันไม่ให้ตัวคุณต้องทำผิดพลาดในแบบนั้น เมื่อมันเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก

ข้อผิดพลาดในการเทรดทั่วไปดังต่อไปนี้  มีสาเหตุจากวิธีคิดฝังรากลึก
1. ไม่ยอมรับการขาดทุน ไม่ขายไม่ขาดทุน
2. ไม่ยอมขายเพื่อตัดขาดทุน แม้จะรู้ตัวว่ามันสามารถทำให้พอร์ตเสียหายไปอย่างมากก็ตาม
3. ไม่เชื่อการตัดสินใจของตลาด มีเจตนาควบคุมให้ตลาดวิ่งไปตามทิศทางที่ตัวเองต้องการ
4. เน้นที่ราคาและมูลค่าของเงินทางการเทรด แทนที่จะโฟกัสไปที่การเคลื่อนไหวตลาดโดยอาศัยพฤติกรรมและโครงสร้าง
5.อยากแก้แค้น ต้องการเอาคืนจากการขาดทุนไวที่สุด
6.ไม่ยอมขายเก็บเงินสด ทั้งๆที่รู้ว่าตลาดเริ่มมีการเปลี่ยนทิศแล้ว
7.ไม่ยอมทำตามระบบของการเทรด
8 วางแผนที่จะขายหรือรู้สึกถึงอะไรสักอย่าง แต่พบว่าตัวเองไม่สามารถขายออกไปได้ในราคาที่ต้องการ จึงไม่ยอมขาย ผลก็คือกลายเป็นขาดทุนหนัก
9. ไม่ทำตามสัญชาตญาณ
10.ใช้รูปแบบของการเทรดที่ชนะแบบตายตัว ทั้งๆที่เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดก็จะคืนเงินที่กำไรให้กับตลาดไปในแค่ 1 ถึง 2 ครั้ง ทำให้ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่อีก

ทักษะที่ต้องการ
เพื่อความยอดเยี่ยมในทุกกิจกรรมไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจิตใจ(การเทรด) หรือกายภาพ เราจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะพิเศษ โดยทักษะเหล่านี้มีความจำเป็นในการใส่ใจ คิดถึงมัน และปฏิบัติต่อเหตุการณ์ในลักษณะที่แตกต่างจากสิ่งที่เราคุ้นเคยหรือสิ่งที่เราถูกสอน

แนวทางในการแก้ปัญหาความผิดพลาด ที่ระบุมาก่อนหน้านี้ได้แก่
1. เรียนรู้การเปลี่ยนแปลงเป้าหมาย เพื่อให้คุณสามารถมุ่งเน้นเชิงบวกกับสิ่งที่คุณต้องการ ไม่ใช่สิ่งที่คุณกลัว
2. จำแนกทักษะที่คุณต้องการในการเทรดได้ และมุ่งเน้นพัฒนาทักษะเหล่านั้น แทนการใช้เงินซึ่งเป็นผลพลอยได้จากทักษะของคุณ
3. เรียนรู้วิธีการปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานของสภาวะตลาดได้ง่ายขึ้น
4. ระบุกับจำนวนความเสี่ยงที่คุณพอใจ เรียนรู้วิธีการขยายความเสี่ยง ในลักษณะที่สอดคล้องกับความสามารถในการรักษามุมมองวัตถุประสงค์ของกิจกรรมทางการเทรด
5. เรียนรู้การลงมือเข้าเทรดทันทีที่รับรู้ถึงโอกาส
6. เรียนรู้ที่จะปล่อยให้ตลาดบอกคุณว่ามันถึงจุดที่เพียงพอแล้ว แทนที่จะกำหนดด้วยตัวเอง
7. เรียนรู้วิธีการจัดโครงสร้างความเชื่อของคุณ เพื่อให้ทันต่อการเคลื่อนไหวของตลาด
8. เรียนรู้การบรรลุและรักษาสภาพของเป้าหมาย
9. เรียนรู้วิธีรับรู้ข้อมูลที่ใช้งานง่ายและจริง จากนั้นก็เรียนรู้วิธีการปฏิบัติตามอย่างสม่ำเสมอ

วิธีการนี้แตกต่างจากระบบเทรดอย่างไร?
ระบบการเทรดให้แนวทางในการกำหนดปริมาณและแบ่งประเภทพฤติกรรมของตลาด เนื่องจากตลาดเกิดจากการรวมกันของพฤติกรรมนักเทรดที่ดูเหมือนไม่มีสิ้นสุด ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำเสนอทั้งโอกาสและความเสี่ยงที่สอดคล้องกัน จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะเข้าใจว่าจิตใจของเราจะถูกครอบงำได้อย่างไร
ระบบการเทรดจะจำกัดขอบเขตของพฤติกรรมการตลาด ทำให้กิจกรรมนี้ง่ายขึ้นสำหรับการควบคุมจิตใจของเรา
ระบบเทรดยังให้ทิศทาง และคำแนะนำกับสิ่งที่ต้องทำในสถานการณ์ตลาดที่กำหนด
หากไม่มีระบบ, เทรดเดอร์อาจรู้สึกราวกับว่าเหมือนตัวเองไม่มีจุดหมาย

เนื่องจากระบบเทรดได้มีการกำหนดโอกาสและข้อเสนอแนะเอาไว้ก่อน ซึ่งอาจนำไปสู่การพัฒนาทักษะ แม้ว่ามันจะมีการกำกับอยู่ในระหว่างทาง ทักษะที่แท้จริงไม่ใช่เพียงแค่ชี้ทาง แต่มันจะต้องเป็นการรับรู้ได้ด้วยตนเองโดยอัตโนมัติ และวิธีการคิดจะควบคุมการเลือกทักษะให้เหมาะสมว่าควรใช้เมื่อใด

ผมไม่มีระบบเทรดในหนังสือเล่มนี้ แต่จะนำเสนอวิธีการเชื่อมโยงระบบเทรดที่มีโครงสร้างทางจิตมากขึ้น หากระบบเทรดให้ความรู้เกี่ยวกับสัญญาณตลาด และแสดงพฤติกรรมเหมาะสมกับสถานการณ์ตลาดที่กำหนดไว้ ก็อยากจะแนะนำดังนี้.....
การมีทักษะที่จำเป็นในการจัดการสภาพแวดล้อมทางจิตของตนอย่างมีสติ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเทรดเดอร์ ซึ่งตระหนักว่าระบบการเทรดไม่ได้ผลก็จะกลายเป็นสถานการณ์ที่ตึงเครียด เมื่อใดก็ตามที่สถานการณ์ตึงเครียดก็ทำให้เกิดความขัดแย้งในใจ

นักเทรดส่วนใหญ่ต่างก็พยายามหาวิธีการที่จะทำให้ตัวเองประสบความสำเร็จด้วยหลากหลายวิธีที่เขาได้เรียนรู้มาหรือได้ทดลองทำด้วยตัวเอง แต่ปัญหาก็คือว่าพวกเขาไม่มีความยืดหยุ่นกับสถานการณ์ของตลาด บ่อยครั้งที่เราต้องใช้ทรัพยากรทางจิตวิทยาที่แตกต่างกันเพื่อให้บรรลุความสำเร็จ

หลายครั้งที่พวกเขาพยายามใช้ระบบคิดที่ประสบความสำเร็จของต่างตลาดมาใช้กับอีกตลาด โดยคิดว่ามันจะประสบความสำเร็จเหมือนกัน เขาไม่ได้ตรวจสอบความเป็นประโยชน์หรือความถูกต้องของระบบในความสัมพันธ์กับเงื่อนไขที่เกิดขึ้นจริงในตลาด มันก็เป็นไปได้ที่พวกเขาจะล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้น

มันเป็นความเชื่อมั่นที่ไม่มีเหตุผลเพราะมันยังไม่มีการปรับใช้ให้ตรงกับสภาพแวดล้อมของการซื้อขายในตลาดนั้นนั้นเลย

ความเชื่อว่าการเทรดเป็นเรื่องง่ายคือเหตุผลที่ทำให้เกิดความคาดหวังไม่สมจริง และอาจเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ต้องการอยู่ในระดับเริ่มต้นของการพัฒนาทักษะ เมื่อไม่มีพื้นฐานพวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะสูญเสียเงินทั้งหมด

การเริ่มต้นด้วยความเชื่อที่ว่าการเทรดเป็นเรื่องง่ายคือกับดักทางจิตวิทยาที่ดึงดูดนักเทรดเกือบทั้งหมด แต่ก็ไม่ยากเกินไปที่จะเข้าใจว่าทำไม

มีองค์ประกอบพื้นฐาน 4 อย่างที่ทำให้เทรดเดอร์เข้าใจกลไกการเทรดให้สำเร็จได้ดีขึ้น

ประการแรก) คือแนวคิดเรื่องของเวลา มันผ่านไปไม่หยุดนิ่งและในที่สุดก็จะหมดไป

ประการที่สอง) คือแนวคิดเกี่ยวกับความพยายามของเรา พลังงานของเรามันมีขอบเขต มันสามารถหมดได้ เราสามารถเหนื่อย และเราสามารถไม่สบายได้ถ้าไม่ได้พักผ่อนอย่างถูกต้อง

ประการที่สาม) คือแนวคิดเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญของเรา จำนวนทักษะที่ได้เรียนรู้ และระดับความสามารถในการใช้ทักษะเหล่านี้ โดยมันต้องใช้เวลาและพลังงานเป็นจำนวนมาก กว่าจะได้รับทักษะและความชี่ยวชาญที่จะเป็นต่อการเทรดให้ได้กำไรอย่างยั่งยืนได้

ดังนั้นอีกหนึ่งในวิธีการ ที่เราจะเรียนรู้ขึ้นอยู่กับความเชื่อของเราเกี่ยวกับงานที่เราทำและระยะเวลาที่เราต้องทำซึ่งนำไปสู่องค์ประกอบที่ 4 ในสมการคือ "รางวัล" มันเป็นการคิดคำนวน ประเมินว่างานนั้นยากหรือง่ายเพียงใด ต่อมาก็เป็นการประเมินว่าต้องใช้ความพยายามมากแค่ไหนเพื่อให้บรรลุ จากนั้นก็คือการให้รางวัลตัวเองเพื่อชดเชยกับเวลาและพลังงงานที่เสียไป ซึ่งเราเป็นผู้กำหนดมันเองทั้งหมด

เมื่อเอาข้อมูลทั้งหมดเข้ามาประมวลด้วยกัน  และใช้มันมองสิ่งแวดล้อมของการเทรด ที่นั่งเฉยๆใช้เมาส์คลิกไม่กี่ทีก็ได้เงิน ทำให้คนอื่นเชื่อได้ว่าการเทรดเป็นเรื่องง่าย

เมื่อคนส่วนใหญ่คิดว่าการเทรดเป็นเรื่องง่าย พวกเขาก็จะลงมือทำเงินจากไอเดียที่เกิดจากการมองเคสเก่าๆ พวกเขาจะเห็นว่าแนวทางที่ง่ายสุดก็คือซื้อจุดต่ำสุดและทนถือไปจนได้กำไร
แม้ว่ามันจะบวกได้แค่ไม่กี่ช่อง แต่มันก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเขาได้กำไรมีความรู้สึกได้รับโชค มันทำให้เขาคิดง่ายๆว่าถ้าได้กำไรแบบนี้ไปต่อเนื่องเป็นระจำ ผลกำไรเหล่านี้อาจจะทำให้เขามีเงินมากพอสำหรับการเดินทางท่องเที่ยว รถในฝัน หรือมีอิสรภาพทางการเงิน
จากนั้นพวกเขาจะเปรียบเทียบระยะเวลาและความยากลำบากที่พวกเขาต้องทำงานตามปกติ เพื่อให้ได้จำนวนเงินเท่ากัน
สิ่งนี้แหละเป็นข้อสรุปที่เขาคิดว่าการเทรดเป็นเรื่องง่าย

ปัญหาคือมันเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับเทรดเดอร์หน้าใหม่ที่จะมีการประเมินความเชี่ยวชาญของตัวเองในระดับที่เหมาะสมที่จำเป็นในการทำงานในสภาพแวดล้อมการเทรด เช่น การเรียนรู้ที่จำกัด สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เมื่อมันเป็นครั้งแรกในชีวิตนักเทรดก็มีอิสระในการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์อย่างไม่มีข้อจำกัด เมื่อดูว่าผลกำไรควรจะหมุนเร็วทำให้นักเทรดหน้าใหม่เหล่านั้นหน้ามืดมองไม่เห็นความจริงของความพยายามและเวลา อันเป็นปัจจัยหนึ่งในการเรียนรู้ที่จะรับรู้โอกาสหรือเรียนรู้วิธีดำเนินการเทรดอย่างลืนไหล
ทั้งสองทักษะเหล่านี้อาจต้องใช้เวลามากในการเรียนรู้ อย่างไรก็ตามเวลาและความพยายามไม่ได้เป็นปัจจัยในความสัมพันธ์กับศักยภาพในการได้รับรางวัล

ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราไม่ได้อยู่ความคาดหวังบนความเป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคนส่วนใหญ่เริ่มต้นอาชีพการเทรดของพวกเขาโดยคิดว่ามันเป็นเรื่องง่าย เพราะแค่ใช้แรงเพียงไม่กี่นาทีก็จะสร้างเงินให้เขาจำนวนมากมายจนทำให้เขามีฝันที่จะเป็นอิสระทางการเงิน

เมื่อไม่ได้คิดถึงเรื่องระยะเวลา พวกเขาอาจไม่มีประสบการณ์ที่ทำให้เขาเจ็บปวดหรือทำให้เกิดความรู้สึกว่าทำผิดพลาดและอัปยศแม้แต่นิดเดียว เมื่อใครสักคนประสบความล้มเหลวโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความคาดหวังของความสำเร็จสูงมาก มันจะสร้างอุปสรรคทางจิต 3 ประการที่สำคัญที่ต้องเอาชนะก่อนที่ความสำเร็จจะเกิดขึ้น
ประการแรก คุณจะต้องเรียนรู้วิธีปลดปล่อยตัวเองจากความรู้สึกขาดแคลน รู้สึกผิด หรืออัปยศ
ประการที่สอง คุณจะต้องเรียนรู้วิธีการระบุและซ่อมแซมสภาพจิตที่เกิดจากประสบการณ์เจ็บปวดทางอารมณ์ เพราะประสบการณ์ที่เจ็บปวดมีศักยภาพในการสร้างความกลัวไม่ให้กล้าเทรดต่อ
สุดท้าย คือ คุณจะต้องยกเลิกนิสัยการซื้อขายที่ไม่เหมาะสม เรียนรู้ทักษะที่เหมาะสมที่จะช่วยให้คุณสามารถเพิ่มพูนความมั่งคั่งได้

พวกเราล้วนเคยอ่านเจอซ้ำๆว่า ถ้าคุณอยากซื้อขายให้ประสบความสำเร็จ คุณต้องเล่นตามแนวโน้ม รีบตัดขาดทุนแต่ปล่อยให้กำไรเติบโต การจัดการเรื่องเงินเป็นกุญแจสำคัญ และอื่นๆอีกมากมาย

ความจริงเหล่านี้เขาพูดกลุ่มเครือเกินไป ทำให้ไม่มีการเชื่อมโยงที่ชัดเจนสำหรับมือใหม่ที่จะเอามันไปประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อพวกเขา

ถ้าคุณยังจำได้ ผมระบุว่า "ความเกลียดการขาดทุน(สูญเสีย) - Loss Aversion" เป็นความผิดพลาดที่เห็นบ่อยมากในการเทรด ถ้าคุณเคยมีประสบการณ์การต่อต้านแบบนั้น คุณคงต้องมีความคิดที่ขัดแย้งว่าฉันจะยอมรับการขาดทุนจำนวนไม่น้อย ในขณะที่ฉันต้องการมากกว่าก็คือทำเงิน และฉันรู้สึกเหมือนล้มเหลวทุกครั้งถ้าหากฉันขาดทุน

ความไร้อำนาจของคุณในสถานการณ์เช่นนั้น และความรู้สึกว่ามันส่งผลกระทบที่ร้ายแรงต่อฐานะการเงินของคุณเป็นสาระสำคัญของการสนทนานี้ แต่ถ้ายกตัวอย่างเช่น หากคุณสามารถเปลี่ยนความหมายของการขาดทุนและสามารถให้คำจำกัดความมันอีกทางหนึ่งได้ คุณจะสามารถลดความเครียด และสามารถปลดปล่อยตัวเองจากความวิตกกังวล โดยการที่คุณสร้างการรับรู้ไหมว่าการเทรดขาดทุนนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ ....เราสามารถแพ้ได้

คนที่ประสบความสำเร็จในการเทรดอย่างมหาศาล เขาได้เรียนรู้ที่จะเลิกล้มความพยายามเอาชนะตลาดหรือขัดขวางให้ตลาดเคลื่อนไหวตามความคิดของเขา

เมื่อถึงจุดหนึ่งในอาชีพการเทรดของพวกเขา ก็ได้เข้าใจถึงผลกระทบทางจิตวิทยาของเหตุการณ์ที่ไม่สิ้นสุด ซึ่งจะเริ่มต้นเมื่อตัดสินใจเข้าร่วมเท่านั้น และจะสิ้นสุดลงเมื่อมีคนพอใจและปฏิบัติตามโดยไม่คำนึงถึงความอยู่รอดของแต่ละบุคคล แต่ในที่สุดพวกเขาก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขทางจิตวิทยาที่ผิดปกติเหล่านี้ โดยการเปลี่ยนมุมมองของเขาแทน
ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว มักจะเป็นการต้องยอมรับในผลของการกระทำของตัวเองและตลาด

ในชีวิตประจำวันของเรา มันง่ายมากที่จะควบคุมสภาพแวดล้อมภายนอกเพื่อตอบสนองความต้องการของเรา  ง่ายกว่าที่เราจะพยายามเปลี่ยนมุมมองทางจิตของเรา การเปลี่ยนตัวเองดูเหมือนจะเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับการแก้ปัญหา
ดังนั้นมันคือเหตุผลว่าทำไมคุณถึงต้องเริ่มต้นภารกิจในการเรียนรู้วิธีเปลี่ยนตัวเองจากภายใน?

คุณต้องการเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดภายในของคุณ แทนที่จะบังคับให้สภาพแวดล้อมทำตัวให้สอดคล้องกับความต้องการของคุณ เพราะตลาดมันใหญ่เกินไปสำหรับคนคนเดียวหรือแม้แต่กลุ่มบุคคลก็ตาม นั่นคือถ้าคนไม่มีอำนาจทางการเงินเพื่อที่จะขับเคลื่อนราคาให้วิ่งไปในตามทิศทางที่คุณต้องการ สิ่งที่คุณสามารถทำได้ง่ายกว่ามาก ก็คือเรียนรู้วิธีที่จะไหลไปตามและปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกอย่างต่อเนื่อง

คนอาจถามว่าทำไมต้องพิจารณาตลาดจากมุมมองทางจิตวิทยา?
คำตอบคือตลาดเป็นที่รวมของการปฏิสัมพันธ์ของผู้คนหลายแสนคน แม้ว่าพวกเขาเหล่านี้จะมาต่างชาติพันธุ์ ความเชื่อทางศาสนา แต่ทั้งหมดมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ "โครงสร้างทางจิตใจที่เป็นมนุษย์" มันจะมีพฤติกรรมในรูปแบบที่สามารถคาดเดาได้อย่างมาก คือ...
เมื่อใดก็ตามที่เกิดความเครียดหรือต้องให้เลือกสักทาง เรามักจะเลือกที่จะปฏิเสธการสูญเสีย  เช่นเดียวกันกับความกลัวการสูญเสียชีวิตจากการถูกโจมตีโดยสัตว์ป่า

ผลของการเคลื่อนตัวของตลาด จึงส่งผลกระทบให้แต่ละคนในรูปแบบที่ต่างกัน ซึ่งนักเทรดในฐานะของปัจเจกบุคคลและประสบการณ์ของพวกเขา จะเป็นตัวตีความการเคลื่อนไหวนั้นตามกระบวนการทางจิตของพวกเขาที่ป้อนข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและปัจจัยทางจิตวิทยาภายใน(ประสบการณ์ในอดีต) ซึ่งจะส่งผลต่อปฏิกริยาตอบโต้ในลักษณะใดลักษณะหนึ่งง
พูดง่ายๆคือ ในราคาเดียวกัน นักเทรดสองคนจะมอง และให้คุณค่าไม่เหมือนกัน

ความหมายที่คุณตีความการเปลี่ยนแปลงของราคา เป็นผลมาจากความเชื่อของคุณในฐานะนักเทรด คุณต้องกำหนดกรอบของขอบเขตด้านบนและขอบเขตด้านล่างที่มีความสัมพันธ์กับความเชื่อเกี่ยวกับอนาคต นี่เป็นหนทางเดียวที่คุณสามารถทำเงินได้ การซื้อที่จุดต่ำสุดและขายเมื่อราคาวิ่งขึ้นไปสูงในอนาคต หรือขายที่ราคาสูงและซื้อคืนที่ราคาต่ำในอนาคต

ตราบที่ราคายังเคลื่อนไหวต่อไป มันจะสร้างโอกาสในการซื้อต่ำขายไปสูง หรือขายสูงและซื้อต่ำ โอกาสเหล่านี้มีให้นักเทรดทั้งหมด คุณสร้างเกมในใจของคุณเอง ซึ่งมันขึ้นอยู่กับความเชื่อและความตั้งใจในการรับรู้รวมถึงกฎของคุณ มันเป็นมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวคุณเอง และความลับคือคุณสามารถจะเลือกได้ว่าคุณจะรับรู้เหตุการณ์อย่างไรได้ แม้ว่าคุณจะไม่รู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่คุณก็ยังเลือกอยู่ดี

จนกว่าคุณจะได้เรียนรู้ทักษะที่เหมาะสมนั่นแหละ ความสำเร็จของคุณในฐานะนักเทรดจะเป็นตัวกำหนดปัจจัยทางจิตวิทยาหลายอย่างที่มักจะเกี่ยวข้องกับตลาดน้อยมาก

มีหลายเหตุผลที่ทำให้นักเทรดไม่ประสบความสำเร็จซึ่งแบ่งออกเป็น 3  หมวดใหญ่ๆ ดังนี้

ขาดทักษะ
นักเทรดส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าสภาพแวดล้อมของการเทรดมีความแตกต่างจากสภาพแวดล้อมอื่นๆ
พวกเขาเชื่อว่าการเทรดจะมีลักษณะบางอย่างที่ควรทำให้ควบคู่ไปกับความเป็นไปได้ในการสร้างรายได้มหาศาลในระยะเวลาสั้นๆ

นักเทรดจะมีความคาดหวังที่เกินจริงเกี่ยวกับความสำเร็จ การยึดมั่นต่อความคาดหวังที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้มักจะไม่สอดคล้องกับทักษะที่เหมาะสมของตัวเขาเอง จึงทำให้เขาเกิดความผิดหวังและความเจ็บปวดเมื่ออะไรอะไรไม่เป็นไปตามความคาดหวัง มันทำให้เกิดความเสียหายทางจิตวิทยาซึ่งจะกลายเป็นความกลัว และความกลัวนี้เองจะทำให้นักเทรดลดทอนความสามารถในการตั้งเป้าหมาย การลงมือทำการเทรด หรือเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติทางพื้นฐานของตลาด

แน่นอนว่าการสร้างรายได้โดยไม่ต้องมีทักษะที่เหมาะสมก็ คืออีกสาเหตุของการล้มเหลว
เมื่อขาดทักษะเหล่านี้นักเทรดจะสูญเสีย คืนกำไรสู่ตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ผลที่ได้คือความผิดหวังและความเจ็บปวดความเสียหายทางจิตวิทยาและความกลัว

คนทั่วไปไม่รู้วิธีการฟื้นฟูความเสียหายทั้งด้านจิตใจและผลที่ตามมา ไม่รู้ว่าจะปลดปล่อยตัวเองจากความกลัวได้อย่างไรเพื่อชดเชย จึงทำให้เราพยายามสร้างกลไกปกปิดความกลัวของเราขึ้นมา
ในสังคมปกติเราสามารถปกปิดมันได้และก็ประสบความสำเร็จได้
แต่อย่างไรก็ตามในตลาดหุ้นนั้นต่างไป ตลาดไม่ได้สนใจสิ่งที่เราปกปิด หากนักลงทุนรู้สึกหวาดกลัวเขาสามารถหลอกตัวเองได้ แต่ผลการเทรดก็จะสะท้อนความรู้สึกที่แท้จริงของเขาอยู่ดี

ความเชื่อที่จำกัดศักยภาพของตนเอง
คนส่วนใหญ่มีความเชื่อที่คัดค้านกับความจำเป็นต่อสำเร็จของพวกเขาในฐานะนักเทรด บางส่วนของความเชื่อเหล่านี้ เป็นสิ่งที่คุณไม่เคยตระหนักถึงเลย ซึ่งมันจะกลายเป็นตัวกำหนดและส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของคุณในฐานะนักเทรด
พูดง่ายๆคือชื่อว่าตัวเองไม่สามารถที่จะเป็นนักเทรดที่ประสบความสำเร็จได้ หรือบางส่วนก็ไม่ชอบคนรวย เกลียดคนมั่งคั่ง
คนจำนวนมากพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความเชื่อเหล่านี้ด้วยการเป็นนักวิเคราะห์ตลาดที่เชี่ยวชาญ แต่ไม่ว่าคุณจะเป็นนักวิเคราะห์ตลาดที่ดีเพียงใด แต่ถ้าหากคุณไม่ปล่อยตัวคุณจากผลกระทบของความเชื่อเหล่านี้ คุณจะไม่ประสบความสำเร็จในขอบเขตที่ความเชื่อจำกัดนี้มีอำนาจเหนือระบบจิตใจของคุณ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดจำนวนมากที่สามารถทำนายการเคลื่อนไหวของตลาดด้วยความถูกต้องผ่านวิธีที่ลึกลับ แต่เขากลับไม่สามารถหารายได้จากการเป็นนักเทรดได้เลย
พวกเขาต่างก็ไม่รู้จักธรรมชาติของความเชื่อและวิธีที่มันส่งผลและกำหนดพฤติกรรมของพวกเขาหรือพวกเขาไม่ต้องการที่จะเผชิญหน้ากับประเด็นต่างๆที่อยู่รอบรอบความเชื่อเหล่านี้ คุณต้องกล้าทำหรือไม่ก็ปล่อยให้มันไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าหากคุณละเลยมัน คุณก็จะเผชิญกับวงจรซ้ำๆของประสบการณ์ที่เป็นลบอีกครั้งจนกว่าคุณจะตัดสินใจเชิญหน้ามัน

การขาดวินัยในตนเอง
หากสภาพแวดล้อมนั้นอยู่ในระดับที่เกินกว่าระดับทักษะของคุณที่สามารถตอบสนองต่อมันอย่างเหมาะสม(โดยไม่ทำอันตรายต่อตัวคุณเอง) คุณจะต้องตั้งกฎและข้อจำกัดบางอย่างเพื่อชี้นำพฤติกรรมของคุณจนกว่าคุณจะได้เรียนรู้ว่าควรจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นได้
ยกตัวอย่างง่ายๆ ตอนที่คุณเป็นเด็ก พ่อแม่จะไม่ยอมให้คุณข้ามถนนเองเพราะกลัวว่าไม่ปลอดภัย จนกว่าที่คุณจะมีอายุถึงวัยที่เหมาะสม หรือเห็นว่าคุณสามารถข้ามได้ต่อหน้าเขาเขาจึงอนุญาตให้คุณข้ามได้ด้วยตัวเอง
ความกลัวของเขากลายเป็นการจำกัดเสรีภาพการเคลื่อนไหวของคุณ โดยไม่คำนึงถึงว่าคุณจะทำเองได้หรือยัง
ปฏิสัมพันธ์ของคนกับสภาพแวดล้อมการเทรดจะทำงานเหมือนกัน ความต่างก็คือไม่มีใครหยุดคุณจากการยืนอยู่กลางถนนเพื่อไม่ให้รถบรรทุกชน แต่คุณจะเป็นคนเดียวที่สามารถหยุดตัวเองได้หลังจากที่คุณถูกชนครั้งหรือสองครั้ง แล้วต่อไปการข้ามถนนอาจจะไม่สะดวกนักแม้ว่ามันจะดูปลอดภัยก็ตาม
การมีวินัยก็หมายถึงการกำหนดเงื่อนไขที่ให้ตัวเองทำในช่วงที่สิ่งแวดล้อมมีความน่าหวาดเสียวเพื่อให้ตัวคุณมีความปลอดภัยจากความไม่น่าไว้ใจนั้น

ผมแปลมาได้แค่บทนี้เท่านั้นครับ ก็ถือว่าเป็นการทำเพื่อเรียกน้ำย่อยก็แล้วกันนะครับ ที่เหลือ คุณก็ไปหามาอ่านเองนะครับ สั่งซื้อออนไลน์ที่ amazon.com ได้ครับ หรือท่านจะลองค้น google ดูก็ได้ครับ อาจเจอชิ้นส่วนของมันก็ได้




((โฆษณา))
 เล่นหุ้นขาดทุน อย่าเพิ่งขาดใจ
ยังมีคนโดนหนักกว่าคุณอีก 
นี่คือความรู้ที่เขาได้จากการขาดทุน
ความรู้หุ้น มูลค่า 1 ล้านบาท
ลองหาอ่านดู เผื่อท่านจะได้เห็นทางออก

มีขายเป็น eBook แล้วที่ mebmarket.com
ดูรายละเอียดที่ bit.ly/zyoebook3

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

10 ยอดกฎการเทรด ที่ทำตามแล้วประสบความสำเร็จแน่

Wyckoff Methods Concept

แชร์ไอเดีย Double Bottom Undercut (Shakeout +3) สำหรับคนชอบ Buy on Dip

แนะวิธีดูกราฟหุ้นเบื้องต้น

6 Stages Of A Trader

Q&A : มือใหม่ ระหว่าง Trading in the Zone กับ ความรู้หุ้น มูลค่า 1 ล้านบาท อ่านเล่มไหนดี?

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave