วิธีการอ่านสัญญาณแท่งเทียน (Candlesticks Reading) สำหรับมือใหม่


วันนี้ขอเอาใจนักเล่นหุ้นมือใหม่ ด้วยการเขียนบทความแนะวิธีการอ่านสัญญาณแท่งเทียนเบื้องต้น ว่าเราสามารถตีความข้อมูลที่ตลาดให้มาได้ยังไงถึงจะได้ประโยชน์มากที่สุด โดยบทความนี้ไม่ใช่การวิเคราะห์แท่งเทียนขั้นสูง หรือ อ่านแท่งเทียนขั้นสูง หรอกนะครับ เป็นเนื้อหาแบบพื้นฐานมากๆ ที่ใช้บ่อยจริงๆ

ในแท่งเดียวบรรจุข้อมูลที่เป็นความจริง อยู่ 4 อย่าง คือ ราคาเปิด ราคาปิด ราคา
ต่ำสุด และราคาสูงสุด ซึ่งมีลักษณะ 3 แบบ


การตีความข้อมูล
ราคาปิดจะช่วยให้เราใด้ข้อมูลจากวันและวันถัดไปเท่านั้น ในแง่ของนักลงทุนระยะยาวมักจะบอกว่าบอกว่าราคาปิดให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์น้อยมาก แต่ถ้าเราเป็นนักเก็งกำไรระยะสั้น, การวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้น(ระหว่างวัน) ราคาปิดสามารถแสดงให้เห็นข้อมูลที่สำคัญเช่นกัน

การวิเคราะห์แท่งเทียนคือการดูปฏิสัมพันธ์ระหว่างอุปสงค์และอุปทานนั่นเอง


ราคาสูงสุด แสดงให้เห็นราคาสูงสุดหุ้นสามารถวิ่งไปถึงได้ ก่อนที่แรงขาย(อุปทาน - supply)จะชนะแรงซื้อ(อุปสงค์ - demand)และกดราคาให้ลดต่ำลง
ด้วยวิธีนี้, จุดสูงสุดแสดงให้เห็นถึงแรงต้าน(แนวต้าน)เพราะผู้ขายมีการต่อต้านของการขึ้นของราคาต่อไป

ราคาต่ำสุด แสดงให้เห็นราคาต่ำที่สุดของหุ้นที่มันทำเอาไว้ ก่อนที่ความต้องการซื้อ(ดีมานด์) ซื้อคืนทำให้ราคายกระดับสูงขึ้น ถ้ามีการทิ้งไส้ล่าง-แสดงถึงมีการสนับสนุน(การรับซื้อของ demand) เพราะมันอยู่ในระดับที่เสี่ยงต่ำ จึงทำให้ผู้ซื้อเข้ามาและรับซื้อหุ้นนั้น

ราคาปิด เป็นสิ่งสำคัญที่สุด เป็นชิ้นส่วนของข้อมูลบนชาร์ทราคา ราคาปิดแสดงให้เห็นถึงข้อสรุปที่ตัดสินชี้ขาดสุดท้ายระหว่าง กองกำลังของระทิง (ความต้องการซื้อ - demand) และหมี (ความต้องการขาย - supply)



ถ้าหุ้นปิดที่จุดสูงสุดหรือต่ำสุดเลย(ไม่ทิ้งไส้), แสดงว่าหุ้นนั้นไม่ได้มีระดับการสนับสนุนหรือการต่อต้านเลย อาจเป็นเพราะดีมานด์เอาชนะซัพพลาย(แท่งเขียว)
หรือในทางกลับกัน ซัพพลายก็เอาชนะดีมานด์ไม่ได้(แท่งแดง)

ดังนั้น, ราคาปิดในแต่ละวัน, สัปดาห์, เดือน, ไตรมาส หรือ ปี เป็นข้อมูลสำคัญในการติดสินใจถือต่อ หรือขายออกของนักลงทุนแต่ละ time frame ที่ให้ความสนใจครับ



ท่านดูแท่งเทียนเพื่ออะไร?
วิธีการอ่านกราฟแท่งเทียนเพื่อดูอารมณ์ตลาดในตอนนั้นว่าบรรยากาศเป็นยังไง
ใครชนะ demand หรือ supply
ถ้า demand ชนะ แสดงว่าราคามีโอกาสวิ่งขึ้นไปต่อได้อีก
แต่ถ้า supply ชนะ ราคาก็มีโอกาสร่วงต่อได้อีก
ซึ่งแท่งเทียนสามารถบอกได้ทั้งหมด


๑) อารมณ์
ถ้าเนื้อแท่งเทียนเป็นสีเขียว ก็จะสื่อว่าวันนั้นมีความคึกคัก bullish หรือความกล้า
แต่ถ้าหากเนื้อแท่งเทียนเป็นสีแดงก็หมายความว่าวันนั้นเกิดความกลัว
และหากราคาปิดเท่ากับราคาเปิดหมายถึงความลังเล ไม่แน่ใจ


๒) Demand vs Supply
- ถ้าแท่งเทียนเป็นสีขาวก็จะสื่อว่าวันนั้นความต้องการซื้อ(หรือ demand) มีมากกว่าความต้องการขาย
- แต่ถ้าแท่งเทียนเป็นสีดำ หมายความว่าวันนั้น ความต้องการขาย(หรือ supply) มีมากกว่าความต้องการซื้อ
- ถ้าราคาปิดเท่ากับราคาเปิดสื่อว่าทั้ง demand กับ supply มีกำลังเท่ากัน ไม่มีใครแพ้คนชนะ


๓) ขนาดของแท่งเทียน
บ่งบอกถึงความรุนแรง แท่งสั้นสื่อถึงความทั่วๆไป แต่ยิ่งยาวก็ยิ่งแสดงถึงความรุนแรง เช่น เขียวยาวมากๆ สื่อว่าราคามีความคึกสุดเหวี่ยง เก็งกำไรไล่ซื้อกันอย่างรุนแรง อาจถึง overbought
ส่วนแดงยาวก็สื่อว่าเกิดความกลัวกันอย่างหนักแย่งกันขายหนีตาย และบ่อยครั้งก็จะเข้าสู่เขต oversold

- ยิ่งแท่งยาวก็ยิ่งสื่อว่ามีความแข็งแรง
- เมื่อแท่งเทียนยาวกว่าเดิม สื่อว่า โมเมนตัมเพิ่มขึ้น
- เมื่อแท่งเทียนสั้นลงกว่าเดิม สื่อว่า โมเมนตัมลดลง


๔) ไส้แท่งเทียน 
เป็นที่สิงสถิตของ demand กับ supply ยิ่งยาวมากเมื่อเทียบกับอีกฝั่งหรือเนื้อก็ยิ่งแสดงถึงกำลังที่มากล้น ถ้าอยู่ข้างบน สื่อว่า supply หรือแรงขาย เข้ามาเป็นผู้ควบคุมโซนนั้น
หากอยู่ข้างล่างก็สื่อว่า demand มีกำลังแรงอย่างชัดเจน

ความสัมพันธ์ระหว่างไส้แท่งเทียนกับเนื้อ
- ในช่วงที่ราคามีโมเมนตัม แท่งเทียนมักจะมีไส้ที่สั้นกว่าเนื้อแท่งเทียนอย่างมาก
- แต่เมื่อราคาขึ้นไปถึงช่วงที่เกิดความไม่แน่ใจ มักจะปรากฎแท่งเทียนที่มีไส้ยาวกว่าเนื้อ
เพราะเกิดความต่างของความเห็นระหว่าง demand กับ supply อย่างรุนแรง

ความยาวของไส้
- ยิ่งไส้เทียนยาวมากเท่าไหร่ก็ยิ่งสื่อว่ามีการปฏิเสธการเคลื่อนไหวที่รุนแรงมากเท่านัน้
- เมื่อปรากฎไส้แท่งเทียนที่ยาว ก็บ่งบอกว่าความผันผวนที่เพิ่มขึ้น มันมักจะเป็นสัญญาณเริ่มต้นของขั้นตอนสู่จุดกลับตัว (ถ้าหากก่อนหน้านั้นราคาวิ่งขึ้นมาอย่างยาวนาน หรือหลายสิบเปอร์เซ็นต์) หรือไม่ก็ราคาขึ้น ไปชนแนวรับหรือแนวต้านที่มีนัยยะ

- ไส้แท่งเทียนที่ยาว หากเกิดในฝั่งตรงข้ามของการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่อง สื่อว่าโมเมนตัมกำลังถูกต่อต้าน มันจึงมีโอกาสกลับตัวหรือดีที่สุดคือชะลอตัว

- แต่ถ้าไส้แท่งเทียนบนและล่างยาวเสมอกัน ส่วนเนื้อแคบๆ สื่อว่ากำลังของ demand กับsupply มีเสมอกัน เป็นช่วงที่ต้องรอการตัดสินใจในแท่งต่อไป




การเอาไปใช้งานตามสไตล์ของผม
๑) ใช้แท่งเทียนเพื่อหาโอกาส
เนื่องจากผมชอบซื้อแพง ไปขายแพงกว่า
ดังนั้น จึงมุ่งเน้นไปที่การ breakout เป็นหลัก คือต้องการซื้อแล้วราคาวิ่งทำกำไรให้เลยทันที
แต่ถ้าหากไม่ทำกำไรทันที ต้องยืนในกรอบที่อยากไปต่อ
ถ้าหากทำให้ขาดทุน ต้องไม่เกิน limit loss ที่ตั้งไว้ คือ 7%
หรือต่ำกว่านั้นได้ถ้ามีแนวรับในกรอบการแกว่งแคบๆ

แท่งเทียนที่ผมมองหาคือแท่งสั้นๆ ที่มีการบีบตัวแคบๆ ตามรูปแบบราคาที่คุ้นเคย


จากนั้นก็รอจังหวะที่มันทำแท่งเขียวยาว breakout ฐานราคานั้นไป
ก็คือ ดูแท่งเทียนเขียวยาว ที่ breakout กรอบการพักตัวขึ้นไปได้

แท่งเทียนเขียวยาว คือการบ่งบอกว่า demand ได้เข้ามาในตลาด
มีความต้องการซื้อเข้ามากว้าน รวบรวมหุ้นเอาไว้ เพื่อไปขายในราคาที่แพงขึ้น

แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเกิดแท่งเขียวยาวแล้วราคาต้องวิ่งขึ้นอุตลุดหรอกนะ
มันต้องมีการทดสอบแรงขาย ที่ต่อต้านเป็นระยะๆ
ถ้ามันจะเป็นขาขึ้นจริง ราคาต้องยกไฮยกโลว์แบบนี้


นึกภาพออกมั้ย?
ดูตัวอย่าง


แต่บ่อยครั้ง หุ้นบางตัวก็ขึ้นแบบไม่แข็งแรง
เพราะมีการต่อต้านให้ราคาไม่ไปต่อ จึงยังไม่เป็นขาขึ้นได้เสียที


JKN ถ้าเราดูสิ่งแวดล้อมของแท่งเทียน มันบอกเราได้หมดเลย
(1) เป็นช่วงที่คนกลัวมาก เพราะแท่งแดงติดต่อกัน คนต้องการขายหุ้นออกต่อเนื่อง ช่วงนี้เราก็ไม่ต้องให้ความสนใจมัน เพราะไม่ใช่ทางของเรา ไม่รีบรับมีด
ให้ท่านนึกภาพลูกบอลตกจากที่สูง มันต้องถึงพื้นในไม่ช้า

(2) เป็นช่วงที่ลูกบอลตกถึงพื้นแล้ว มีแท่งเขียววิ่งสวนขึ้น แสดงว่ามี demand เข้า ตอนนี้แหละที่เป็นจังหวะเฝ้าดู ให้ท่านนึกถึงสภาพแวดล้อมเอาไว้หน่อยว่า ในช่วงนี้คนส่วนใหญ่ที่มีหุ้นตัวนี้ ต่างติดดอยกัน ดังนั้น ราคาต้องเจอการต้านขนานใหญ่ อย่าเพิ่งไปยุ่งกับความอลหม่านนี้ ให้รอดูการต่อต้านที่เกิดจากการขายหุ้นของคนติดดอยว่าจะรุนแรงมั้ย?

(3) นี่ไงมีการต่อต้านขึ้นมาแล้ว ท่านก็รอดูว่าการต่อสู้ครั้งนี้จะลงเอยยังไง
คือถ้าเห็นว่าราคาหยุดลง แสดงว่าคนเงินเยอะเข้ามาในตลาดแล้ว เข้ามาซื้อหุ้นแบบใจเย็น เพราะถ้าคิดว่าได้ราคาถูก ก็จต่อราคาไปก่อน สะสมหุ้นราคาถูกไว้จนกว่าจะได้ของครบตามโควต้า

ให้ท่านมาร์คระดับจุดสูงสุดของการเด้งไว้เลย
ตรงนี้แหละที่เป็นแนวต้านสำคัญ ถ้าราคาอยากไปต่อ กลับตัวเป็นขาขึ้น ต้องผ่านให้ได้
ตามสูตรนี้นะ เบสิคของการยืนยันแนวโน้มขายึ้น
ดูเทียบกับ JKN สิ คล้ายกันมั้ย?

(4 ของกราฟ JKN) ราคากำลังฟื้นตัวขึ้นจาก จุดต่ำสุดที่ยกตัวขึ้น
มีแท่งเทียนสีเขียวผุดขึ้นไปทำจุดสูงสุดในกรอบย่อยได้ต่อเนื่อง

(5 ของกราฟ JKN) แต่เห็นมั้ยครับว่า เมื่อราคาขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของการเด้งครั้งแรก
มันไม่ผ่าน แสดงว่า demand ยังไม่แข็งแรง คนทำราคายังไม่ได้หุ้นครบ จึงไม่ไล่ราคาต่อ
เขาก็จะปล่อยให้ราคาร่วงกลับลงมาอยู่ในกรอบต่อ
จนถึงจังหวะที่คิดว่าน่าลองทดสอบแรงขาย ก็จะดันขึ้นไปใหม่
เป็นแบบนี้ไปจนกว่าจะได้เวลาที่เหมาะสม


ทำการบ้านเก็บหุ้นไว้
หน้าที่เราคือทำการบ้านรอเอาไว้เพื่อเก็บหุ้นที่น่าสนใจเอาไว้รอดูการ breakout
เช่น...หุ้นจ่อเบรค เราก็รอแท่งเขียวยาวเพื่อยืนยันการ breakout แท่งเดียว
ดังนั้น แท่งเทียนที่ผมชอบที่สุดคือ "เขียวยาว ที่มัน breakout แนวต้านของฐานราคา" เท่านั้น









๒) ใช้แท่งเทียนเพื่อหาความเสี่ยง
ความเสี่ยงที่ว่านี้คือ "ระดับ stop loss" นั่นเองครับ
โดยก่อนที่เราจะเข้าซื้อ เราต้องหาระดับ stop loss ให้เจอ หรือไม่ก็ต้องมีจุดตัดขาดทุนไว้ในใจอยู่แล้ว
ซึ่งแท่งเทียนคือตัวช่วยในการนี้


ดูตัวอย่าง STA 
ถ้าทำการบ้าน คุณจะได้มันเป็นหุ้นจ่อเบรค โดยลากเส้นกดเป็นกรอบแนวต้านไว้ เพื่อรอดูการเบรค
โดยทันทีคุณก็เห็นระดับ stop loss คือปลายไส้ของแท่งเทียนโดจิ เพราะเป็นจุดกลับตัวจากการย่อ คือถ้าราคาไม่ไปต่อ แถมยังร่วงลงไปหลุดต่ำกว่าปลายไส้โดจิที่ว่านั้น เราต้องขายออกเพื่อตัดขาดทุน

หากท่านวางแผนคำนวน จุดเข้าซื้อไว้ก่อน กับระดับ stop loss ก็จะได้ความเสี่ยงแบบนี้
จุดเข้าซื้อ 17.10 บาท เป็นระดับที่ราคา breakout แนวต้านไปได้
จุด stop loss 16 บาท เป็นระดับต่ำกว่าปลายไส้โดจิ
คำนวนแล้ว ความเสี่ยง 6% 
ท่านยอมรับได้มั้ย? ถ้าได้ ก็เอา ถ้าไม่ได้ก็เลี่ยงไปเล่นตัวใหม่

นี่เป็นแค่หลักการการวิเคราะห์แท่งเทียนเบื้องต้นเท่านั้นนะครับ
ในตลาดหุ้นมันมีความซับซ้อนอีกมาก โดยเฉพาะการลวงหลอก, ความผันผวนของตลาดที่ส่งผลไปถึงอารมณ์ของนักลงทุน ซึ่งจะถูกแสดงออกผ่านการเคลื่อนไหวของราคา โดยพวกนี้เราควบคุมไม่ได้เลย ท่านต้องกลับมาให้ความสำคัญกับหน้าที่ของตัวเอง คือ "ตั้งรับ" เพื่อไม่ให้ตัวเองเสียหายจากความผันผวนจนเกินไป เหลือเงินเอาไว้สู้ในช่วงตลาดดีๆ เล่นง่าย ไว้เยอะที่สุดครับ

แถมคลิป การอ่านแท่งเทียน











7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

Pattern เจ้ามือเก็บของ : 1-2-1-2-1-2 ซิ่ง (เทคนิคการหาหุ้นซิ่ง)

กฎการเทรดขั้นเทพ 30 ข้อ (Best Trading Rules)

แชร์วิธีการหาข่าวหุ้นล่าสุดจาก google

เคล็ดลับ Swing Trade ให้รวยแบบ Hedge Fund

พื้นฐาน 15 ข้อ เพื่อการใช้งานเส้นค่าเฉลี่ยให้คุ้มค่ายิ่งขึ้น (Moving Averages)

รวมคำคม ฮาเซงาวะ คะซุฮิโระ ยอด CEO ญี่ปุ่น

ขายหุ้นเมื่อมีสัญญาณกลับตัว (Exit strategy 102 - Reversal)