ห่วงโซ่อุปทาน Photonics ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
สรุปให้เข้าใจง่ายแบบ “เล่าเป็นภาพ” ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำของห่วงโซ่อุปทาน Photonics
จาก https://x.com/i/status/2025323778474164601
ภาพใหญ่ก่อนเริ่ม
โลก AI กำลังดันความต้องการ “การส่งข้อมูลด้วยแสง” ให้พุ่งสูง
โครงสร้างทั้งหมดนี้คือเบื้องหลังของบริษัทอย่าง
AXT Inc.
Lumentum Holdings
Coherent Corp.
Corning Inc.
POET Technologies
ถ้าเข้าใจ “แต่ละชั้นของห่วงโซ่” คุณจะรู้ทันทีว่าใครได้ประโยชน์เมื่อดีมานด์ AI พุ่ง
The Photonics Supply Chain: จากเหมือง indium สู่ดาต้าเซ็นเตอร์
Step 0: จุดเริ่มต้นที่คนไม่ค่อยพูดถึง – Indium
ทุกอย่างเริ่มจากโลหะชื่อ Indium
ไม่มีเหมืองเฉพาะ
เป็นของพลอยได้จากการถลุงสังกะสี
ถ้าโรงถลุงไม่ลงทุนระบบดักจับ → supply หายทันที
นี่คือ “คอขวดแรก” ของระบบ
ถ้า Indium ขาด → ทั้งห่วงโซ่สะดุด
นักลงทุนที่มองลึก จะเริ่มดู upstream เสมอ
Step 1: Substrate – แผ่นฐานของทุกอย่าง (InP Wafer)
Indium ถูกผสมกับฟอสฟอรัส กลายเป็น Indium Phosphide (InP)
จุดเด่น:
เปลี่ยนไฟฟ้าเป็นแสงได้โดยตรง
Silicon ทำแบบนี้ไม่ได้
จากนั้นทำเป็น “wafer” แผ่นกลมบาง ๆ
ปัญหา:
เปราะ
แพง
ขนาดยังเล็ก (เพิ่งขยับไป 6 นิ้ว ในขณะที่ silicon ใช้ 12 นิ้ว)
นี่คือเหตุผลที่การขยายกำลังผลิตทำได้ยากมาก
Step 2: Epitaxy – ศิลปะระดับนาโน
เอา wafer เปล่า ๆ ไป “ปลูกชั้นวัสดุ” บางระดับนาโนเมตร
ความแม่นยำระดับ:
เส้นผมคน ≈ 80,000 นาโนเมตร
ชั้นที่ปลูกบางแค่ไม่กี่นาโนเมตร
ผิดนิดเดียว = ทิ้งทั้งแผ่น
โรงงานที่ทำขั้นตอนนี้ได้มีน้อยมาก
นี่คือ “คอขวดเงียบ” ที่ตลาดไม่ค่อยพูดถึง
Step 3: Wafer Fabrication – แกะสลักทางเดินแสง
ใช้เทคนิคคล้ายการผลิตชิป:
สร้าง waveguide (ทางเดินแสง)
สร้าง laser cavity
สร้างสวิตช์ควบคุม
สำคัญมาก: ทำใน fab ปกติไม่ได้
ต้องเป็น photonics fab โดยเฉพาะ
สร้างทีใช้เวลาหลายปี
Capacity ขยายช้า = รายได้โตแรงเมื่อ demand พุ่ง
Step 4: Dicing & Yield – ตัวเลขลับที่กำไรซ่อนอยู่
ตัด wafer ออกเป็น chip
ไม่ใช่ทุกตัวจะผ่านการทดสอบ
เปอร์เซ็นต์ที่ผ่าน = Yield
Yield ต่ำ → ต้นทุนต่อชิ้นสูง
Yield สูง → กำไรดีขึ้นแบบก้าวกระโดด
เวลาคุณดูงบ:
Gross margin ดีขึ้นเรื่อย ๆ ?
นั่นอาจสะท้อน yield ที่ดีขึ้น
นักเทรดที่เข้าใจจุดนี้ จะอ่านงบ “ลึกกว่า headline”
Step 5: Component Assembly – งานประกอบระดับไมครอน
Laser chip ต้อง:
จัดตำแหน่งเข้ากับไฟเบอร์ (คลาดได้แค่เสี้ยวไมครอน)
รวมกับ detector และ modulator
ซีลแบบ hermetic ป้องกันความชื้น
ดาต้าเซ็นเตอร์ร้อนมาก
ถ้าซีลไม่ดี → เสื่อมเร็ว
แพ็กเกจแบบนี้มี supplier ไม่กี่ราย
และมักกลายเป็น bottleneck ตอนดีมานด์พุ่ง
Step 6: Transceiver Module – สินค้าขายจริง
ประกอบรวมกับ:
DSP chip (แปลสัญญาณแสง)
แผงวงจร
ตัว housing
กลายเป็น “pluggable transceiver”
ชิ้นนี้คือของที่ขายเข้าดาต้าเซ็นเตอร์
ทุกชิ้นต้องผ่านการทดสอบ
ขั้นตอน test ช้าและแพง
นี่คือข้อจำกัดที่หลายคนมองข้ามเวลา forecast รายได้
Step 7: เข้า Data Center
สุดท้ายมันเสียบเข้า network switch
ภายในดาต้าเซ็นเตอร์
และทั้งหมดนี้จะไม่มีค่าอะไรเลยถ้าไม่มีไฟเบอร์คุณภาพสูง
จุดนี้บริษัทอย่าง Corning โดดเด่นมาก เพราะเขาทำใยแก้ว ultra-pure
มุมมองนักลงทุน: ทำไมเรื่องนี้สำคัญ
เมื่อ AI โต:
ต้องการ bandwidth สูงขึ้น
ต้องใช้ optical interconnect มากขึ้น
ต้องใช้ laser มากขึ้น
ต้องใช้ InP มากขึ้น
แต่นี่ไม่ใช่อุตสาหกรรมที่ขยายกำลังผลิตได้เร็ว
มันมี bottleneck ซ่อนอยู่ทุกชั้น
และนั่นคือที่มาของ:
Margin expansion
Pricing power
Supply constraint cycle
บทเรียนสำหรับนักเทรด
อย่ามองแค่ยอดขายปลายน้ำ
เข้าใจห่วงโซ่ทั้งหมด
หา “คอขวด” ให้เจอ
ดูว่าใครควบคุมคอขวดนั้น
คนที่เข้าใจ supply chain จะไม่ตกใจเวลา earnings ผันผวน
เขาจะรู้ว่า cycle อยู่ตรงไหน
ตลาดให้รางวัลกับคนที่เข้าใจโครงสร้าง
ไม่ใช่แค่ตามข่าว
