เซียนหุ้นท่านนี้มองว่า $SNDK ทำตัวคล้าย $QCOM ที่เคยวิ่งได้ถึง 2700%
บทเรียนสำคัญจาก Aksel Kibar: กำไรที่รีบเก็บ…อาจทำให้พอร์ตพังเงียบ ๆ
แนวคิดนี้มาจากมุมมองของ Aksel Kibar นักวิเคราะห์เทคนิคสาย Classical Chart Pattern ที่ศึกษาข้อมูลการเบรกเอาท์จริงต่อเนื่องยาวนานหลายปี
https://x.com/i/status/2024575038427660405
เขาพูดถึง “อันตรายที่ซ่อนอยู่” ของการรีบขายทำกำไรเร็วเกินไป — ซึ่งเป็นกับดักที่นักเทรดมือใหม่แทบทุกคนต้องเจอ
1) ระบบที่ดี ไม่ได้ชนะบ่อย…แต่ชนะใหญ่
หลายคนเข้าใจผิดว่า
“ระบบที่ดีต้องแม่น ต้องชนะบ่อย”
แต่ในความจริง ระบบที่ทำเงินระยะยาวจำนวนมาก มีโครงสร้างแบบนี้:
ขาดทุนเล็ก ๆ หลายครั้ง
กำไรเล็ก ๆ บางครั้ง
และ…กำไรก้อนใหญ่มาก ๆ นาน ๆ ครั้ง
หัวใจของระบบแบบนี้ไม่ใช่ “ความแม่นยำ”
แต่คือ ความไม่สมมาตรของผลตอบแทน (Asymmetric Payoff)
พูดง่าย ๆ คือ
ขาดทุนครั้งละ 1 แต่กำไรครั้งใหญ่ได้ 5, 8 หรือ 10
แค่ชนะไม่กี่ครั้ง พอร์ตโตได้มาก
เคล็ดลึก Let’s profit run: ทนรวยอย่างไร? ถือสั้น-ยาวแค่ไหน? ให้ได้กำไรคุ้มที่สุด
2) การรีบขายกำไร ทำลายความได้เปรียบทางคณิตศาสตร์
ลองจินตนาการแบบนี้:
คุณยังคงตัดขาดทุนที่ -1 เหมือนเดิม
แต่จากเดิมที่เคยได้ +8
ตอนนี้คุณพอใจที่ +2
แม้เปอร์เซ็นต์ชนะจะเพิ่ม
แต่ “ความคุ้มค่าเฉลี่ยต่อไม้ (Expectancy)” ลดลงทันที
นี่คือจุดที่อันตรายมาก
คุณอาจรู้สึกว่า
✅ชนะบ่อยขึ้น
✅มั่นใจขึ้น
✅กราฟพอร์ตดูสวยขึ้น
❌แต่ความได้เปรียบกำลังถูกกัดกินแบบเงียบ ๆ
และวันหนึ่ง ระบบจะพัง…
ไม่ใช่เพราะมันแย่
แต่เพราะเราไปเปลี่ยนมันตามอารมณ์
3) ศัตรูตัวจริง: ความกลัวตามธรรมชาติของมนุษย์
มนุษย์เรา “กลัวความเสี่ยง” โดยธรรมชาติ
เรา:
เจ็บกับการขาดทุนมากกว่าดีใจกับกำไร
โล่งใจเมื่อปิดสถานะได้
กังวลเมื่อเห็นกำไรที่ยังไม่ปิด
พฤติกรรมที่ตามมาคือ:
👎รีบขายตัวที่กำไร
👎ถือรอให้ตัวที่ขาดทุน “กลับมา”
นี่คือสูตรตรงข้ามกับการเทรดแบบ Asymmetric
การปิดกำไรเร็วให้ความรู้สึกปลอดภัย
แต่มันแลกมาด้วยการทำลายระบบระยะยาว
4) ความสบายใจ vs ความอยู่รอด
การรีบเก็บกำไรทำให้รู้สึกว่า:
เราควบคุมได้
เราชนะบ่อย
เรา “เก่ง”
แต่ภายใต้ผิวน้ำ:
👎กำไรใหญ่ที่เป็นตัวขับเคลื่อนพอร์ต ถูกตัดทิ้ง
👎ขาดทุนยังคงเดิม
👎Expectancy ค่อย ๆ หายไป
สุดท้ายพอร์ตจะนิ่ง…แล้วค่อย ๆ ถอย
5) วินัยที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ตัดขาดทุน
หลายคนคิดว่าวินัยคือ “Stop Loss ให้ได้”
แต่วินัยระดับสูงกว่านั้นคือ
การยอมให้กำไรวิ่ง ทั้งที่ใจไม่สบาย
คุณต้องทนได้กับ:
👉การย่อระหว่างทาง
👉ความกลัวว่าจะคืนกำไร
👉ความไม่แน่นอนที่ยังไม่ปิดสถานะ
แต่จำไว้เลยว่า
นี่คือค่าใข้จ่าย สำหรับ "การเติบโตของนักเทรด"
6) บทเรียนจากการศึกษา Breakout
จากการเก็บข้อมูลเบรกเอาท์จริงหลายปี
Kibar พบว่า:
บางครั้งราคาทะลุแนวต้านแล้ว
วิ่งแรงทันทีแบบไม่พัก
เขาเรียกสิ่งนี้ว่า Type 1 Breakout
ลักษณะคือ:
✅ราคาเร่งตัวแรง
✅ไปถึงเป้าหมายเร็ว
✅และมัก “วิ่งเลยเป้า” ต่อ…
ปัญหาคือ
👉เราไม่มีทางรู้ล่วงหน้าว่า
👉เบรกเอาท์ไหนจะเป็น Type 1
ดังนั้นสิ่งที่ต้องมีคือ
✅Leap of Faith — ความกล้ากระโดดทั้งที่ยังไม่แน่ใจ
คุณต้อง:
✅กล้ากดเข้าเมื่อเกิดสัญญาณ
✅ยอมรับ Stop Loss เป็น “ค่าเรียนรู้”
✅ทำใจกับความไม่แน่นอนตั้งแต่ต้น
นี่คือจุดที่คุณ “ทำสันติภาพกับความไม่แน่นอน”
7) วิธีจัดการกำไรแบบมืออาชีพ
เมื่อราคาไปถึงประมาณ 85% ของเป้าโดยไม่ย่อแรง
เขาจะเริ่มมองว่าเป็นโมเมนตัมแข็งแรง
จากนั้น:
✅ไม่ปิดกำไรทันที
✅ใช้ Trailing Stop เช่น ATR-based stop
✅ปล่อยให้ตลาดตัดสินว่าจะไปได้ไกลแค่ไหน
👉นี่คือการยกระดับจาก
“รอถึงเป้า”
ไปสู่
“ปล่อยให้แนวโน้มพาไป”
8) บทสรุปสำหรับนักเทรดมือใหม่
จำไว้ให้ขึ้นใจ:
👉คุณไม่ได้ล้มเหลวเพราะขาดทุน
👉แต่คุณล้มเหลวเพราะตัดกำไรใหญ่ทิ้ง
การอยู่รอดระยะยาว
ไม่ใช่แค่หลีกเลี่ยงการขาดทุน
แต่คือความสามารถในการ
✅“ทนความอึดอัด เพื่อให้กำไรเติบโต”
ในวันที่คุณเริ่ม Let's winner run
แม้ใจยังสั่นอยู่
👉วันนั้นคุณกำลังก้าวจาก
นักเทรดสมัครเล่น
สู่การเป็นนักเทรดมืออาชีพ
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของพอร์ตที่เติบโตจริง ๆ