$AMD กระโดด +12% หลังข่าวจับมือ $META
HBF คือเทคโนโลยีหน่วยความจำแฟลชแบบใหม่ (ใช้ NAND Flash) ที่ออกแบบมาเพื่อให้มีความจุสูงมากและ bandwidth (แบนด์วิดท์) สูง เหมาะสำหรับการทำงาน AI รุ่นถัดไป โดยเฉพาะการทำ inference (การนำโมเดล AI ไปใช้งานจริง) ซึ่งต้องการหน่วยความจำขนาดใหญ่และเร็ว
จุดเด่นสำคัญของ HBF คือ:
มี bandwidth ใกล้เคียงกับ HBM (High Bandwidth Memory ที่ใช้ใน GPU AI ปัจจุบัน) แต่มีความจุสูงกว่ามาก (คาดว่าสูงกว่า 8-16 เท่าในราคาที่ใกล้เคียงกัน)
ช่วยแก้ปัญหา "memory wall" หรือข้อจำกัดด้านความจุหน่วยความจำในระบบ AI ที่ HBM แบบ DRAM เดิมมีราคาแพงและจุน้อย
สามารถ stack (ซ้อนชั้น) ได้คล้าย HBM แต่ใช้เทคโนโลยี NAND ที่ Sandisk ถนัด ผสานกับความเชี่ยวชาญด้าน HBM ของ SK hynix
ทั้งสองบริษัทจะร่วมกัน:
กำหนดสเปกมาตรฐานของ HBF
กำหนดความต้องการทางเทคนิค
สร้าง ecosystem หรือระบบนิเวศเทคโนโลยีเพื่อให้อุตสาหกรรมนำไปใช้ได้กว้างขวาง
แผนงานคร่าว ๆ:
Sandisk คาดว่าจะส่งตัวอย่าง (sample) HBF ครั้งแรกในช่วงครึ่งหลังของปี 2026
อุปกรณ์ AI inference ที่ใช้ HBF คาดว่าจะมีตัวอย่างให้ทดสอบต้นปี 2027
สรุปง่าย ๆ คือ Sandisk กับ SK hynix จับมือกันพัฒนา "แรมแฟลชความเร็วสูง" รูปแบบใหม่ เพื่อรองรับ AI ที่ต้องการข้อมูลมหาศาลในราคาที่ถูกกว่าและจุมากกว่า HBM แบบเดิม ซึ่งน่าจะเป็นก้าวสำคัญในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพระบบ AI ในอนาคตเลยครับ!
ส่งผลต่อผลประกอบการของ $SNDK อย่างไร?
ความร่วมมือระหว่าง Sandisk (SNDK) กับ SK hynix ในการพัฒนาและกำหนดมาตรฐาน High Bandwidth Flash (HBF) มีผลดีต่อผลประกอบการของ Sandisk ในหลายด้าน โดยเฉพาะในระยะกลาง-ยาว (ตั้งแต่ปี 2026-2027 เป็นต้นไป) เพราะช่วยสร้างโอกาสใหม่ในตลาด AI ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
สรุปผลดีหลัก ๆ ดังนี้:
เปิดตลาดใหม่ขนาดใหญ่สำหรับ AI Inference
HBF เป็นเทคโนโลยี NAND Flash ที่ให้ bandwidth สูงใกล้เคียง HBM (High Bandwidth Memory) แต่มีความจุสูงกว่า 8-16 เท่า ในราคาที่ใกล้เคียงกัน ทำให้แก้ปัญหา "memory wall" ในระบบ AI ที่ต้องการหน่วยความจำขนาดใหญ่และเร็วสำหรับการ inference (นำโมเดล AI ไปใช้งานจริง)
→ Sandisk จะได้ส่วนแบ่งจากตลาด AI inference ที่คาดว่าจะเติบโตมหาศาล (ต่างจาก NAND แบบเดิมที่เน้นความจุแต่ bandwidth ต่ำ)
→ นักวิเคราะห์หลายแห่งมองว่า HBF อาจกลายเป็น "layer ใหม่" ในระบบ AI ร่วมกับ HBM ทำให้ Sandisk มี upside จาก demand AI มากขึ้น
ช่วยเพิ่มรายได้และกำไรในอนาคต
Sandisk วางแผนส่งตัวอย่าง HBF ครั้งแรกช่วงครึ่งหลังปี 2026 และอุปกรณ์ AI ที่ใช้ HBF คาดมีให้ทดสอบต้นปี 2027
จากข้อมูลล่าสุด (ต้นปี 2026) Sandisk มีรายได้เติบโตแรงจาก demand NAND ใน data center AI (เช่น เพิ่ม 64% QoQ ในบางไตรมาส) และราคา NAND ที่สูงขึ้นจาก undersupply
HBF จะเป็น catalyst ใหญ่ต่อไป เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ premium (high-margin) ช่วยขับเคลื่อน revenue และ margin ให้สูงขึ้น (CEO Sandisk เคยพูดถึง "sustainable growth, expand margins")
นักวิเคราะห์บางรายคาด EPS ปี 2026 เติบโตแรง (เช่น บางแห่งคาดถึง $39+ ต่อหุ้น) และราคาหุ้น SNDK พุ่งแรงมากตั้งแต่ spin-off (ขึ้นกว่า 1,000-1,500% ในบางช่วง) ส่วนหนึ่งมาจาก hype เรื่อง HBF + AI
เสริมความแข็งแกร่งทางเทคโนโลยีและ ecosystem
การจับมือกับ SK hynix (ผู้นำ HBM) ทำให้ HBF ได้มาตรฐานเร็ว มี ecosystem กว้าง (อาจมี supplier หลายเจ้า ไม่ lock-in) และเพิ่ม credibility
Sandisk ได้ประโยชน์จาก expertise ของ SK hynix ในการ integrate กับ GPU/accelerator ทำให้ HBF เข้าสู่ตลาดเร็วขึ้น (เช่น Nvidia, AMD, Google อาจ validate HBF)
ช่วย Sandisk แตกต่างจากคู่แข่ง (เช่น Samsung, Micron) และลดความเสี่ยง cyclical ของ NAND ทั่วไป
ผลกระทบระยะสั้น vs ระยะยาว
ระยะสั้น (2025-ต้น 2026): ยังไม่เห็นรายได้จาก HBF โดยตรง แต่ collaboration ช่วย boost sentiment หุ้น และ demand NAND ปกติก็ดีจาก AI (ราคา NAND พุ่ง ส่งผลดีต่อ margin)
ระยะยาว (2027+): ถ้า HBF ประสบความสำเร็จจริง จะเป็น driver หลักของ growth รายได้ใหม่ (บางวิเคราะห์มอง HBF อาจใหญ่กว่าตลาด HBM ในอนาคต เพราะจุมาก+ถูกกว่า)
สรุปง่าย ๆ: ความร่วมมือนี้ทำให้ Sandisk ไม่ใช่แค่ "ผู้ผลิต NAND ธรรมดา" อีกต่อไป แต่กลายเป็นผู้เล่นสำคัญใน "AI memory supercycle" ช่วยเพิ่ม revenue, margin และ valuation ในอนาคต โดยเฉพาะถ้า AI inference เติบโตตามคาด แต่ต้องติดตาม timeline การ commercialization เพราะยังอยู่ในขั้นพัฒนา/ทดสอบ (มีความเสี่ยง delay หรือ competition จาก Samsung/Kioxia ด้วย)