วิธีเล่นหุ้นด้วยการให้ความเสี่ยงมาก่อน สไตล์พี่ Mark Minervini

Image
จากหนังสือ Think & Trade Like a Champion: The Secrets, Rules & Blunt Truths of a Stock Market Wizard ให้ความเสี่ยงมาก่อน ด้วยการวางแผนไว้ก่อน ๑) ระดับเริ่มขายเพื่อหยุดการขาดทุน เมื่อราคาลงไปหลุดระดับนี้ต้องขายออกอย่างไม่มีข้อยกเว้น ขายออกไปให้หมด เมื่อไม่มีหุ้น หัวของคุณจะโล่ง โดยระดับที่ว่านี้ ไม่จำเป็นต้องขาดทุนตลอดนะ คือตอนที่ราคาวิ่งขึ้น ถ้าคุณมี trailing stop ยกตามไป ก็สามารถขายเพื่อล็อกกำไรออกมาก่อนได้ โดยที่ไม่ต้องรอวัดใจตอนขาดทุน(อันนี้ทำยาก เพราะเราอยากต่อราคา ต่อไปต่อมาโน่นได้ขายตัดขาดทุนทุกที) ๒) เกณฑ์การซื้อคืน หุ้นบางตัวย่อแรงเพราะตลาดตกใจ แต่หลังจากนั้นมันก็พักตัวได้สวย น่าดึงดูดให้ซื้อคืน ซึ่งการสร้างฐานครั้งที่สองมักจะน่าเชื่อถือและแข็งกว่าครั้งแรก(ถ้ายืนได้ เวลาดีดจะไปแรง) เพราะมันได้เขย่าคนใจฝ่อออกไปอีกจำนวนมากนั่นเอง พี่มาร์คแนะนำว่า หลังจากขายอกแล้วก็อย่าทิ้งไปเลย รอดูการสร้างฐานของมัน ถ้ามันทำดีก็ต้องเข้าใหม่อีกครั้ง บางทีแกต้องเข้าๆออกสองสามรอบกว่าจะได้กำไร แต่ต้องทำ (ถ้าหุ้นตัวนั้นมีพื้นฐานดีจริงๆนะ) เพราะนี่คือความเป็นมืออาชีพ ๓) ขายเมื

(แท่งเทียนกลับตัว) Morning Star Candlestick อรุณรุ่งแห่งความหวังใหม่


ขอต่อเนื่องจากบทความที่แล้ว เรื่องแท่งเทียนกลับตัว อีกรูปแบบที่คิดว่าช่วงนี้น่าจะเห็นกันหลายตัว คือ Morning Star เพราะถ้าหาก SET ไม่ยอมลงต่อ แล้วเกิดกลับตัวแรง ราคาหุ้นหลายตัวก็น่าจะมีการฟื้นกลับ เนื่องจากมีแรงซื้อกลับเข้ามาเก็บหุ้นคืนได้ จากที่ผมเฝ้าดูราคาหุ้นเมียบกับการเคลื่อนไหวของ SET ที่มันร่วงแรง หลายครั้ง พอจับเคล็ดได้ว่า เมื่อใดที่ดัชนีร่วงแรงพร้อมกับข่าวที่ยืนยันชัดจากต่างประเทศโดยเฉพาะดาวโจนส์ดิ่งหนัก (แม้ว่าดาวจะเป็นแค่การย่อพักตัวในขาขึ้นก็ตาม) คนทำราคาในหุ้นใหญ่ในบ้านเรา พร้อมทุบให้ราคาดิ่งนรกตามได้ทันที
เมื่อ SET ร่วง หุ้นส่วนใหญ่ แม้ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือลง มันก็จะทำตัวตาม เหมือนแฟชั่นนั่นแหละครับ คนอื่นขาย ฉันก็อดใจขายตามไม่ได้ ไปๆมาๆ ก็เละทั้งกระดาน
ซึ่งมันก็ไม่มีอะไรมา อารมณ์ล้วนๆ ก็ถือเป็นสเน่ห์ของตลาดเก็งกำไรที่เราเลี่ยงไม่ได้




โดยในตลาดจะมีทั้ง หุ้นแข็งแรง กับ หุ้นอ่อนแอ
หุ้นแข็งแรงนั้น มันก็ตกใจตามดัชนีเช่นกันครับ จึงเกิดการร่วงแรง
แต่ถ้าท่านจับตาดูให้ดี หุ้นที่เจ๋งๆ มันจะลงไปถึงระดับที่ยอมรับได้เท่านั้น
คือลงไปถึงแนวรับของกรอบขาขึ้นที่มันสร้างขึ้นมาไว้แล้ว
หากมีร่วงหลุด ก็จะมีคนเข้ามารับและดันราคาให้กลับขึ้นไปยืนสวยๆได้
แบบนี้น่าสนใจ เพราะคนทำราคา หรือ demand ยังเฝ้าหุ้นอยู่ไม่ยอมไปไหน

อีกอย่างเดือนนี้ก็เป็นช่วงทยอยประกาศงบพอดีด้วย หุ้นที่มีแนวโน้มทำผลกำไรได้ดีขึ้น หรือดีแบบน่าตื่นเต้น ก็น่าจะมีคนทำการบ้านเก่งๆ เข้ามาซื้อหุ้นเพื่อดักรอไปขายในตอนงบออกมาดีสุุดๆก็เป็นได้
ดังนั้น การที่จู่ๆราคาหุ้นย่อแรง เพราะข่าวนอก มันอาจจะเป็นโอกาสที่ดีแทนที่จะไปตกใจขายตาม
เพราะถ้าหากมันร่วงแรงตามข่าวแค่วันเดียว ต่อมาก็ไม่มีข่าวเล่น มันก็อาจกลับตัวไปวิ่งตามเดิม ซึ่งมันก็มีโอกาสสร้างรูปแบบราคา Morning Star ก็ได้

หน้าตาของรูปแบบแท่งเทียน Morning Star เป็นแบบนี้ครับ
๑) เริ่มต้นจากแท่งแดงยาว แสดงออกว่ามีแรงขาย หรือ supply ออกมาสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก คนกลัวกันทั้งตลาด สาเหตุก็มาจากสภาพ SET ที่ร่วงแรงเป็นส่วนใหญ่
๒) พอมาอีกวัน ราคาลงต่อครับ แต่ไม่ยาวเหมือนก่อน อาจจะเป็นแท่งสั้นๆ เป็นโดจิ หรือทิ้งไส้ล่างยาวๆมาก ก็ได้ทั้งนั้น ที่มันสื่อว่า
- แรงขายไม่มีกำลัง ไม่มีใครอยากขายอีก
- ถ้ามีแรงขายออกมา แต่ก็น้อยกว่าแรงซื้อ
- หรือบ่งบอกว่าแรงซื้อสามารถซับแรงขายได้หมด
๓) เกิดแท่งเขียวกลับตัวขึ้นไป ข้ามปิดเหนือยอดของแท่งที่ ๒ ได้อย่างเอกฉันท์

เมื่อทรงออกมาเป็นแบบนี้ ตลาดสื่อชัดว่า มันหยุดลงและยูเทิร์นพร้อมวิ่งไปในทิศทางเดิมได้อีก

แถมคลิปเกี่ยวกับ Morning star ให้ดูเสริมจะได้เห็นภาพมากขึ้น









โดยส่วนใหญ่แล้วทรงแบบนี้มักจะเกิดในโซนที่เป็นแนวรับ ไม่ว่าจะเป็นจุดต่ำสุดเดิม เส้นค่าเฉลี่ย เทรนด์ไลน์  fibonacci ก็ได้หมด หรือแม้แต่การหยุดลงและกลับตัวของ SET ก็มีผลต่อการกลับตัวทรงนี้ได้


ดูเคสจริงกันเลย


ดูกราฟ SET นะครับ
แท่ง (1) นั้น ตรงทฤษฎีเป๊ะ
ส่วนแท่ง (2), (3), (4) ในมุมมองของผมก็ว่าเข้าข่ายเหมือนกันครับ








นี่เป็นตัวอย่างคร่าวๆครับ
ลองทำการบ้านกันเองครับ



7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

ชมฟรี! คอร์สหุ้น ออนไลน์ 170 คลิป จัดเต็ม ไม่มีกั๊ก Free Full Trading Course by Zyo

วิธีหา Trend Reversal (จุดกลับตัวของแนวโน้มราคาหุ้น) ด้วย EMA (เส้นค่าเฉลี่ย)

ใช้ EMA200 กับ EMA50 แยกหุ้นว่าช่วงไหนน่าเล่น ช่วงไหนไม่น่าแล

อธิบาย Wyckoff Accumulation Phase แบบละเอียดยิบ

บทสัมภาษณ์ David Ryan & Mark Minervini