เทรดดีขึ้นแน่ แค่ใช้วอลุ่มช่วย (Volume Improve Trading)


บทความนี้แปลมาจากของฝรั่งชื่อ How to Use Volume to Improve Your Trading

วอลุ่มคืออะไรครับ?
วอลุ่มคือจำนวนสินทรัพย์(หุ้น)ที่ถูกนำมาเทรดในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง มันเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมาก แต่มักถูกมองข้ามเพราะมันเป็นอินดิเคเตอร์ที่ง่ายไป เม่าไม่ชอบ เนื่องจากหาง่ายไปใครๆก็รู้ จึงไร้ค่าสำหรับพวกเขา แต่ท่านเชื่อมั้ยว่าอะไรที่มันเบสิคนี่แหละคือของดี ถ้าท่านรู้จักและเข้าใจมันดีขึ้น นี่คือตัวช่วยทำเงินที่ฟรีแต่ทรงประสิทธิภาพมาก

การจะซื้อหุ้นได้ ก็ต้องมีคนเสนอขายหุ้นในราคาที่เจาะจงนั้นด้วยจำนวนที่ตรงกับความต้องการซื้อด้วย เมื่อมันต้องอาศัยการจับคู่แบบนี้ การเทรดจึงเหมือนเกมระหว่างฝั่งซื้อกับฝั่งขาย เพื่อที่จะให้ตัวเองได้ราคาที่ดีที่สุด จึงทำให้เกิดการเคลื่อนไหวราคาในรูปแบบต่างๆ
ฉะนั้น ถ้าคุณรู้จักนิสัยของวอลุ่มเพิ่มขึ้น มันสามารถช่วยเพิ่มกำไรให้ท่าน และลดความเสี่ยงได้ไม่น้อยเลย

มีแนวทางง่ายๆให้ท่านได้วิเคราะห์วอลุ่มอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น คือ ท่านต้องระบุให้ได้ว่าการเคลื่อนไหวของราคาในขณะนั้นมันแข็งแรงหรืออ่อนแอ?

เพราะถ้าหากท่านเป็นเทรดเดอร์ จังหวะที่ดีสำหรับท่าน คือตอนที่ราคาเคลื่อนที่ด้วยความแข็งแกร่ง โดยที่ไม่มีส่วนไหนเลยที่แสดงออกว่าอ่อนแอ หรือเราควรมองหาจุดเข้าในทิศทางที่ตรงข้ามกับความอ่อนแอ



๑) วอลุ่มบอกความสนใจของคนในตลาดได้
ตอนที่ราคาวิ่งขึ้น วอลุ่มควรเพิ่มขึ้นไปตามด้วย เพราะนักซื้อต้องการหุ้นมากขึ้น จึงสร้างบรรยากาศให้เกิดความคึกคักด้วยการไล่ราคาให้เพิ่มขึ้น

แต่ถ้าหากราคาวิ่งสูงขึ้น มีการไล่ราคา แต่วอลุ่มลดลง มันเป็นการแสดงออกว่าคนในตลาดไม่ได้ให้ความสนใจต่อการขึ้นครั้งนั้นมากนัก ซึ่งมันเป็นสัญญาณว่าราคาหุ้นไกล้ถึงจุดกลับตัวแล้ว (อุปมาเหมือนการประมูล ถ้าราคายังถูกอยู่ คนเสนอราคาเยอะ แต่พอราคาแพงขึ้นคนก็เข้ามาเล่นน้อยลง แสดงว่ามันไปไกลเกินมาตรฐานที่คนต้องการ เดี๋ยวก็ต้องย้อนกลับลงมาหาค่ากลาง)

เรื่องแบบนี้ค่อนข้างทำความเข้าใจยากพอสมควร แต่ถ้าจจะให้อธิบายง่ายๆคือ
๑) ถ้าราคาวิ่งขึ้น + วอลุ่มน้อย = ดูอ่อนแอ = ไปต่อได้ไม่ไกล
๒) ถ้าราคาร่วงลง + วอลุ่มแยะ = สัญญาณแข็งแกร่ง = ไม่ต่อได้เยอะ เนื่องจากพื้นฐานอาจเกิดความเปลี่ยนแปลง

๒) การเคลื่อนไหวที่อ่อนแรง วอลุ่มบอกได้
ทุกประเภทการเคลื่อนไหวของราคา ไม่ว่าจะวิ่งขึ้น หรือวิ่งลง มันต้องมี "ช่วงอ่อนแรง" จากนั้นจะเกิดการเคลื่อนไหวที่รุนแรงซึ่งมาพร้อมวอลุ่มสูง นั่นแหละคือสัญญาณที่บ่งบอกว่าแนวโน้มได้จบลงแล้ว

ในช่วงที่ตลาดทำจุดสูงสุดนั้น มักจะมีคนเข้ามาร่วมวงเป็นจำนวนมาก จึงมักจะเกิดการแกว่งตัวสูงพร้อมกับมีวอลุ่มมหาศาล

ในช่วงที่ตลาดทำจุดต่ำสุดก็เช่นกัน มักจะมีการขายหุ้นออกเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการแกว่งสูงพร้อมกับวอลุ่มมหาศาล

หลังจากที่เกิดวอลุ่มสูงมากๆ มักจะต่อด้วยวอลุ่มที่ลดต่ำลง ซึ่งเราสามารถทำความเข้าใจมันได้อีกในหัวข้อถัดไปจากนี้



๓) สัญญาณที่บ่งบอกว่าตลาดขึ้นมาได้สุดทางแล้ว ถึงจุดสูงสุดแล้ว วอลุ่มช่วยระบุได้
๑) จำนวนหุ้นที่ทำจุดสูงสุดใหม่ในรอบ 52 สัปดาห์ หรือ 52 week high ลดลงไปมาก หรือบางทีก็ไม่มีเลย
มันเป็นสัญญาณบอกว่า ไม่มีเงินเข้ามาซื้อหุ้นมากนัก คนชักมีความกลัวมากกว่ากล้า จึงไม่อยากเสี่ยงซื้อหุ้นให้มากไป

๒) The NYSE advance/decline has peaked and is now declining, even though the S&P and Dow continue higher or have stalled. น่าจะแปลเป็นไทยว่าดัชนีย่อย เริ่มมีการทำจุดสูงสุด แถมมีการกลับตัวจากจุดสูงสุดให้เห็น ทั้งๆที่ดัชนีใหญ่ยั่งวิ่งได้อยู่หรือบางทีก็เริ่มขึ้นแบบอ่อนแรง
แบบนี้มันเริ่มมีแผนซ้อนแผนกันแล้วครับ เขาเรียกว่า divergent หรือเกิดความขัดแย้งกัน มีกลิ่นตุๆเกิดขึ้น ซึ่งมักจะออกมาไม่สวย

๓) ดัชนีหลัก (หรือ SET) มีการทำจุดต่ำสุดใหม่
แบบนี้ก็เป็นการยืนยันว่าการกลับตัวจากการเป็นขาขึ้นมีนัยยะมาก เพราะเมื่อราคามีการทำจุกต่ำสุดใหม่ได้ ก็คือการยืนยันขาลงดีๆนี่เอง

๔) วอลุ่มบอกสัญญาณกระทิงได้
ท่านเชื่อมั้ยว่าวอลุ่มเป็นตัวช่วยที่มีประโยชน์มากในการระบุสัญญาณกระทิง ยกตัวอย่างเช่น
- วอลุ่มลด ในขณะที่ราคาวิ่งขึ้น จากนั้นราคาก็ย่อ ถ้าท่านเห็นแบบนี้ ให้ดูจุดต่ำสุดของการย่อ หากเห็นมันยกโลว์ แถมวอลุ่มในขาย่อนั้นมันน้อยลง แสดงว่าเป็นสัญญาณกระทิง

๕) วอลุ่มบอกสัญญาณการกลับตัวได้
หลังจากที่ราคาทำแนวโน้มอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นขาขึ้น หรือขาลง แล้วจากนั้นแท่งราคาเกิดแท่งสั้น แต่วอลุ่มกลับออกมาสูงปรี๊ด มันเป็นสัญญาณการกลับตัวของแนวโน้ม

๖) วอลุ่มกับการ Breakout และ False breakout
เป็นเรื่องปกติเมื่อราคาเกิดการ breakout ไปจากกรอบการบีบตัว หรือ chart pattern วอลุ่มต้องสูงขึ้นเข้ามาสนับสนุน การเพิ่มขึ้นของวอลุ่มเป็นตัวบ่งบอกว่าการเคลื่อนไหวในครั้งนั้นแข็งแรงมาก ยิ่งเพิ่สูงกว่าเดิมมากยิ่งสื่อว่าแข็งแรง

แต่ถ้าราคา breakout ไปด้วยวอลุ่มที่เพิ่มน้อยกว่าเดิมแบบจุ๋มจิ๋ม สื่อได้ว่ามีคนเล่นไม่กี่คนเอง อาจโยนหุ้นเล่นกันในกลุ่มก๊วนขำๆก็ได้ โอกาสโดนตบให้ราคาร่วงกลับไปที่เดิม กลายเป็น false breakout จึงสูงมาก


๗) อินดิเคเตอร์วอลุ่ม ช่วยยืนยันได้
เป็นผลของการคำนวนสูตรทางคณิตศาสตร์ โดยเอาข้อมูลจากกราฟ มีหลากหลายสูตรตามแต่คนค้นคิดมันขึ้นมา ซึ่งแต่ละตัวก็เหมาะกับสภาพตลาดที่แตกต่างกันออกไป
(ปล. ผมไม่ได้ใช้พวกนี้นะครับ จึงขอเอาคลิปมาให้ท่านดูก็แล้วกัน)

On Balance Volume (OBV)


Chaikin Money Flow


Kling Volume Oscilator



สรุป
วอลุ่มเป็นตัวช่วยที่มีประโยชน์มาก แถมใช้ได้หลากหลายแนวทางอีกต่างหาก ไม่ว่าจะเป็น
- ใช้มันดูความแข็งแรงของตลาด เพื่อเป็นข้อมูลว่าน่าเล่นหรือต้องระวัง
- ใช้วอลุ่มยืนยันการเคลื่อนไหวราคา หรือการกลับตัว เพื่อหาจังหวะซื้อหรือขาย
- อินดิเคเตอร์ก็ช่วยยืนยันให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้น เป็นตัวสนับสนุนให้เชื่อมั่นมากขึ้น
- นั่นคือวอลุ่มช่วยให้เราหาจุดเข้า/ออกได้ง่ายขึ้น (เมื่อเอาไปใช้ประกอบกับการเคลื่อนไหวราคา)

ที่มา investopedia.com/articles/technical/02/010702.asp


7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

Pattern เจ้ามือเก็บของ : 1-2-1-2-1-2 ซิ่ง (เทคนิคการหาหุ้นซิ่ง)

กฎการเทรดขั้นเทพ 30 ข้อ (Best Trading Rules)

แชร์วิธีการหาข่าวหุ้นล่าสุดจาก google

เคล็ดลับ Swing Trade ให้รวยแบบ Hedge Fund

พื้นฐาน 15 ข้อ เพื่อการใช้งานเส้นค่าเฉลี่ยให้คุ้มค่ายิ่งขึ้น (Moving Averages)

รวมคำคม ฮาเซงาวะ คะซุฮิโระ ยอด CEO ญี่ปุ่น

ขายหุ้นเมื่อมีสัญญาณกลับตัว (Exit strategy 102 - Reversal)