แกะกราฟ 5 หุ้นซิ่งวิ่งแรง UREKA, OCEAN, SEAOIL, FOCUS, PIMO


ตอนวันหยุด ผมได้ทำการบ้านแกะกราฟหุ้นซิ่งที่วิ่งแรงในรอบเดือนที่ผ่านมา
โดยเอาข้อมูลมาจากเว็บ kaohoon.com หัวข้อ หุ้นเล็กเดือน ต.ค. ราคาพุ่งติดเทอร์โบ!



ก็เลยเอาหุ้นที่ติด 5 อันดับแรกมาแกะกราฟให้ดูกัน เผื่อจะได้จุดร่วมที่เป็นประโยชน์ในการหาเบาะแสหุ้นซิ่งตัวถัดไปครับ ซึ่งหุ้นซิ่ง ก็คือหุ้นชนะตลาดนั่นเองแหละครับ
การได้หุ้นชนะตลาดสักตัว และทนถือจนกว่าจะหมดรอบ (ซึ่งไม่นาน) ก็สามารถทำกำไรได้อย่างดีเลย
แนวทางก็เป็นแบบที่ผมเขียนไว้ในหนังสือ "หุ้นซิ่ง สวิงเทรด" นั่นแหละครับ
คือเล่นหุ้นซิ่งแบบสวิงเทรด ซื้อแล้วถือเฉพาะตอนที่วิ่งแรง แล้วขายเมื่อหมดโมเมนตัม
เอาแค่นี้พอ ไม่ต้องถึงเด้งก้ได้ แต่ขอให้เป็นเนื้อเป็นหนังก็เอาแล้ว
แต่ก่อนผมคิดผิด ซื้อแล้วถือแบบดันทุรัง แทนที่จะได้ผลกำไรที่ดี กลับต้องขายในราคาที่ไม่ควรขาย กำไรหายไปอื้อเลย เดี๋ยวคราวนี้จะเปลี่ยนแผนการขายใหม่ฃ
แต่ต้องหาหุ้นซิ่งตัวใหม่ให้ได้ก่อนนะ


ดูกราฟกันก่อน






เห็นจุดร่วมมั้ยครับ?
เบื้องต้นที่ผมเห็นคล้ายๆ กันก็คือ
๑) ราคาวิ่งเหนือเส้น EMA10
๒) ตอนที่ราคาวิ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่(แท่งเขียวยาว) วอลุ่มเพิ่มสูง
๓) เวลาที่ราคาย่อหรืออกข้าง(แท่งแดง) วอลุ่มลดลง
๔) ราคาเด้งที่เส้น EMA10 เหมือนกัน
๕) แท่งเขียวเด่นกว่าแท่งแดง คือถ้าไม่ต่อเนื่อง ก็ยาวกว่า
๖) ตอนที่ราคาย่อมาหา EMA10 วอลุ่มแห้งแบบ voodoo

ซึ่งจะว่าไปแล้ว มันก็เป็นแบบนี้ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วล่ะครับ
ตอนที่ผมเขียนหนังสือ "หุ้นซิ่ง สวิงเทรด" มีเคสแบบนี้ให้ดูมากมาย
และจนมาถึงตอนนี้ ลักษณะของหุ้นซิ่งก็ไม่เปลี่ยน
ดังนั้นท่านจำไปใช้ได้



ต่อมาลงลึกขึ้นอีกนิด เรื่อง Price Pattern
เอาจากประสบการณ์ของผมเองนะ price pattern ไม่กี่อย่างนี้ ถ้าหากท่านจำได้ เพียงแค่นี้ ก็สามารถทำเงินได้แล้ว ไม่ต้องไปศึกษาท่ายากอะไรให้เสียเวลา
๑) High tight flag หรือ ยืนยันขาขึ้น
๒) VCP หรือ Cup with handle
พวกนี้จะเป็นแบบรวบรัดนะครับ ใช้เวลาไม่นาน บางตัว 4-5 วันก็ครบ พร้อมไปต่อ

ดูกราฟนะ เดี๋ยวผมจะชี้ให้ท่านเห็น





พูดง่ายๆคือ มีไม่กี่อย่างที่เราเห็นซ้ำๆ
๑) วอลุ่มตอนราคาวิ่งขึ้น วอลุ่มพุ่งสูงโดดเด่น แต่พอราคาย่อหรือออกข้าง วอลุ่มลดลงจนแห้ง
กับ ๒) ราคาวิ่งเหนือเส้น EMA10
ดูแค่สองอย่างเป็นก็ใช้งานได้แล้ว นี่คือเบสิคของหุ้นซิ่งเลย


หลักการคือว่า
๑) ท่านต้องหาหุ้นที่ราคาเขียวยาวข้ามกรอบการบีบตัวแคบๆให้ได้ก่อน เพราะนั่นคือสัญญาณจุดพลุเรียกแขก หรือเป็นสัญญาณสตาร์ทเครื่องฟอร์มูล่าวัน

๒) ที่สำคัญคือ แท่งราคาต้องยืนเหนือ EMA10 นะ วอลุ่มต้องสูงกว่าที่ผ่านมา ยิ่งเยอะยิ่งดี

๓) จากนั้นท่านก็ต้องรอดูการพักตัว อย่าเพิ่งไปไล่ตามราคาเขียวๆ เพราะมันอาจจะแค่ไล่ราคาวันเดียวจบได้ ท่านต้องคิดว่าถ้าคนทำราคาจะดันราคาต่อ มันต้องมีพักตัวให้เข้า
คือท่านไม่ต้องคิดจะเอากำไรเป็นเด้งหรอก เสียเวลา ท่ายาก เอาแบบสวิงเทรด 5-20% ขำๆ ก็พอได้อยู่ ถ้าท่านคิดแบบนี้แล้ คือกินกำไรคำเล็กลง สภาพจิตท่านจะไม่ร้อนรน เอาเท่าที่ได้ ไม่ให้ก็ไม่เอา ท่านจะนิ่งขึ้น ซึ่งความนิ่งนี่แหละที่ทำให้ท่านเทรดอย่างมีสติและเป็นต่อ

๔) ตอนพักตัว ที่สวยๆคือ แท่งราคาควรสั้นๆ แล้วแกว่งแคบๆติดต่อกัน ซึ่งท่านไม่ต้องไปซื้อดักให้เปลืองเงิน แต่ให้ลากเส้นพาดจุดสูงสุดเอาไว้เลย ถ้าข้าม วอลุ่มเพิ่มจากเดิมก็เข้า ถ้ามันไปจริง ท่านก็ได้ตังค์ แต่ถ้ามันหลอก ท่านก็ขายออกไปก่อน



ก่อนเทรด ท่านต้องให้ความเสี่ยงมาก่อน
ต้องบอกท่านแบบแมนๆว่า อย่าเชื่อผม แต่จงเชื่อความเสี่ยง
เพราะบทความผมไม่ได้ให้เงินคุณ แต่การคิดถึงความเสี่ยงจะช่วยรักษาเงินของท่านได้

เพราะอะไรรู้มั้ยครับ?
ตลาดหุ้นมีหุ้นห้าร้อยกว่าตัว แต่มีหุ้นวิ่งแรงๆแค่ 4-5 ตัวต่อเดือน
หมายความว่าไง?
หมายความว่า มันมีตัวจริงไม่ถึง 1% แต่มีตัวหลอกถึง 99% ไงล่ะ
ที่ผมชี้โน่นชี้นี่ให้ท่านดูน่ะ มันเป็นการ "เก่งหลังเกมส์" ซึ่งเม่าที่ไหนก็ทำได้ ถ้ามีทักษะในการเขียน

ดังนั้นอย่าเชื่อผม จงเชื่อความเสี่ยง ให้ความเสี่ยงมาก่อน
คือเราไม่รู้อนาคตของราคาหุ้นหรอก เวลาอยู่หน้างาน เราทำการบ้าน เราจะเห็นแค่อดีต
ส่วนอนาคตนั้น "เราคาดเดามัน" ซึ่งมันคนละเรื่องกับ "การเก่งหลังเกมส์" เลย


ความเสี่ยงที่ท่านต้องคิดมีอะไรบ้าง?
๑) ความเสี่ยงเรื่องพื้นฐาน ถ้าเลือกได้ก็ควรเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานการทำกำไรดีก่อน เพราะมันมีคนช่วยพยุงราคาเยอะ โอกาสโดนเทแรงๆก็ยากกว่าหุ้นไร้พื้นฐาน ไล่ราคาหาเรื่องเพิ่มทุน
๒) ความเสี่ยงเรื่องช่องห่างของ bid offer ก็หุ้นต่ำบาทนั่นแหละครับ ยิ่งเข้าไกล้เศษสลีงก็ยิ่งเสี่ยงเยอะ
๓) ความเสี่ยงที่เราคาดไม่ถึง อะไรก็เกิดขึ้นได้ครับ เช่นตลาดล่ม บริษัทเกิดข่าวร้าย มันเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมาย ดังนั้นทำไมการแบ่งเงินซื้อไม่เกิน 20% ของพอร์ตถึงจำเป็นไง ถ้าคุณไป all in แล้วหุ้นตัวนั้นเป็นแบบ GL, BEAUTY ก็ถึงขั้นพอร์ตพังได้



อีกอย่างคือ...ให้ท่านเทรดแบบ "ความน่าจะเป็น" คือ
๑) คิดว่าทรงนี้มันคล้าย
๒) แล้วคิดต่อไปว่า ราคาน่าจะเป็นแบบนี้ (คือวิ่งขึ้น)
๓) แต่มันก็มีโอกาสเป็นแบบนี้ได้เช่นกัน (คือเบรคหลอก หรือวิ่งลง)
๔) แล้วท่านก็วางแผนดักไว้ ว่า
- ถ้าวิ่งขึ้นฉันจะซื้อตรงไหน
- แต่ถ้าวิ่งลง ฉันจะหนีตรงไหน ที่ฉันจะเจ็บตัวน้อยที่สุด

อย่ากลัวตัดขาดทุน เพราะมันเป็นเรื่องปกติของการเทรด ยิ่งตัดไวยิ่งดี
อย่ากลัวโดนตลาดหลอก เพราะนั่นคือ "อีโก้" ซึ่งมันไม่ทำเงิน
เพราะหน้าที่ของนักเทรดอันดับแรกคือ "ป้องกันเงินทุน" ไมม่ใช่รักษาหน้าของตัวเอง

ถ้าไม่ใช่ก็ขายไป การขายหุ้นออกตั้งแต่ราคายังไม่ติดลบเยอะคือการลดความเสี่ยง(ท่านเป็นมืออชีพ)

แต่ถ้าหากท่านไม่กล้าขายปล่อยให้ราคาลบเยอะ แสดงว่าท่านทำตัวเป็นความเสี่ยงเสียเอง(ท่านเป็นมือสมัครเล่น)


ก็ลองเอาไปทำการบ้านต่อกันอีกทีครับ อย่าเชื่อผมมมาก
ผมก็หาเรื่องเขียนไปเรื่อยเปื่อย แบบวณิพก
เผื่อจะมีใครสักคนมาสนับสนุนหนังสือไปสักเล่มสองเล่ม เท่านั้นเอง

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รีวิวหนังสือหุ้น "เทคนิคอล อนาไลซิส" Technical Analysis of the Financial Markets

สรุปหนังสือ The (almost) Complete Guide to Trading

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

วิธีเลือก, ดูแนวโน้ม, Volume และ Price Action ของหุ้น Growth Stocks ตามแนวคิด CANSLIM

เคล็ดการหาหุ้น Demand Passion แรง (วิธีสแกนหุ้นซิ่ง)

EMA20 กับการหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นน้องใหม่ที่กลับตัวจากขาลง