รวมคำคม ฮาเซงาวะ คะซุฮิโระ ยอด CEO ญี่ปุ่น

โดย เซียว จับอิดนึ้ง : facebook.com/zyoit

"ฮาเซงาวะ คะซุฮิโระ" มีชื่อเสียงในด้านของการพลิกฟื้นบริษัทที่มีผลประกอบการย่ำแย่ ให้กลับมามีกำไรและโดดเด่นอีกครั้ง จำนวนถึง 2,000 บริษัท เลยทีเดียวครับ
เขาเป็นนักจดบันทึก ที่เขียนตั้งแต่ยังเป็นพนักงานจนกระทั่งเป็นผู้บริหารระดับสูง รวมแล้วน่าจะราวๆ 200 เล่มได้ สิ่งที่เขาเขียนไว้ได้กลายเป็นเคล็ดลับ สร้าง "จุดเปลี่ยน" ให้คนจำนวนมาก ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูง ยันพนักงานกินเงินเดือน

ผมได้อ่านมาจากหลายแหล่ง เห็นว่าน่าสนใจเลนรวบรวมเอามาแชร์ให้อ่านกันครับ

-คนขยัน เคล็ดลับสำคัญที่สุดเพื่อให้ได้ความสำเร็จมาไว้ในมือ “สิ่งไหนทำได้ ลงมือทำทันที”


- "ผู้รับเงิน" กับ "ผู้สร้างเงิน" คิดแตกต่างกัน
ค่าจ้างของตัวเองต้องกำหนดด้วยตัวเอง
คนที่รับเงิน จะคิดน้อยกว่า คนที่สร้างเงิน

- ถ้ารอให้มีอารมณ์ คงไม่สำเร็จสักอย่าง
ยิ่งไม่มีอารมณ์ ก็ต้องฝืนทำดู แล้วจะเกิดความคึกคัก กระปรี้กะเปร่าขึ้นมาทันที

-มืออาชีพ ต้องมีจุดหมุนที่แข็งแกร่งจึงจะเกิดผลที่ดีได้ ไม่ใช่ทำความพยายามให้น้อยที่สุดแล้วได้ผลสูงสุด


- การจะประสบความสำเร็จทางการเงินได้นั้น
ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเปลี่ยนข้อมูลเป็นเงินได้เก่งแค่ไหน

- อย่าเสียดายเงินและแรงกายที่ใช้ไปเพื่อความรู้และข้อมูล

- คนรวยเจอกัน ย่อมมีข้อมูลสำหรับคนรวย
จงเข้าไปอยู่ในสิ่งแวดล้อม ที่จะมีส่วนพัฒนาตัวเองให้ก้าวหน้าขึ้น

- สร้างความแตกต่างจากคู่แข่งเพียงนิดเดียว ก็รวยแล้ว
ถ้าเจอคู่แข่งที่ขายตัดราคา ถือเป็นโอกาสงามที่จะได้ออกสินค้าที่มีคุณภาพเหนือกว่า ขายในราคาสูงกว่า เพื่อสร้างความแตกต่าง และผลกำไรอย่างสบายๆ

-คนไม่มีโชค! พยายามมองหา “วิธีเรียกโชคดีเข้าหาตัว” แล้ววางความล้มเหลวไว้เบื้องหลัง

-คนทำงานเก่ง การจะเป็นผู้ชนะเรื่องงาน น่าจะเป็น “ความมุ่งมั่น” ทำให้เข้าใกล้ความสมบูรณ์แบบ และยึดมั่นต่อมันจนถึงที่สุด

-คนมากมิตร การทำงานประจำวันอย่างเดียว ทำให้เราไม่อาจได้มาซึ่งขุมกำลังรบ มีมิตรเยอะไว้ดีกว่า

-คนเปลี่ยนยุค ควรทำงานให้หนักขึ้นเพื่อสร้างความต่างจากคนอื่น

-ไม่ใช่พนักงานมืออาชีพ ก็อยู่ไม่ได้ ต้องเป็นคนที่คิดด้วยตัวเอง มีความสุขที่จะทำ ยอมทำงานหนัก และชอบสั่งสมประสบการณ์แห่งความสำเร็จ

-คนจะสร้างผลงานที่ดี มีแนวปฏิบัติแตกต่างเพียงนิด ผลงานจะสะท้อนให้เห็นถึงฝีมือ พัฒนาการ และความก้าวหน้าในแต่ละวัน ต้องมีความพากเพียรอยู่ในจิตวิญญาณเสมอ

-ทำให้คนคิดว่า “มีแต่คุณคนเดียวเท่านั้น” เลิกนิสัยชอบพึ่งพาคนอื่นเสีย แล้วหันมาพึ่งพาตัวเองดีกว่า

-ตัวเองอยู่รอด บริษัทก็อยู่รอด ต้องมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาศักยภาพการทำงาน เพื่อแสดงให้คนอื่นเห็นถึงศักยภาพการทำงานที่ซ่อนอยู่ในตัวให้ได้


-คนที่รู้กลเม็ดการขาย คือคนที่แข็งแกร่ง คนที่ขายสินค้าได้คล่อง ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพที่เลวร้ายเพียงไร ก็คือคนที่ใครๆอยากว่าจ้างด้วยกันทั้งนั้น

- ต้องมีความสามารถพิเศษติดตัวเอาไว้ ทุกคนต้องขัดเกลาตัวเองให้สดใสแวววาว ค่อยๆพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ จากตัวสำรองสู่กุนซือคุมทีมในที่สุด

- คนขยัน เคล็ดลับสำคัญที่สุดเพื่อให้ได้ความสำเร็จมาไว้ในมือ “สิ่งไหนทำได้ ลงมือทำทันที”

- มืออาชีพ ต้องมีจุดหมุนที่แข็งแกร่งจึงจะเกิดผลที่ดีได้ ไม่ใช่ทำความพยายามให้น้อยที่สุดแล้วได้ผลสูงสุด


- ถ้าเราทำอะไรเต็มกำลังแล้ว ต่อให้มีอุปสรรค ย่อมมองเห็นหนทางแก้ไขได้เอง

- โลกในยุคต่อไปนี้ ผมคิดว่าคนที่จะอยู่ไม่รอดมีอยู่ ๔ จำพวก
๑) คนเฉื่อยชา หละหลวม
๒) คนที่ไว้ใจไม่ได้
๓) คนที่ข่มเหงคนอ่อนแอกว่า
๔) คนที่ไม่ทำอะไรด้วยตัวเอง

- ไม่ว่าจะเป็นงานอะไร ก่อนอื่นเราต้องลองทำให้ถึงที่สุด ถ้าไม่มีความตั้งใจอันแรงกล้าเช่นนี้ก็อยู่ไม่ได้ ถ้ายังไม่ทันลงมือทำ เอาแต่คิดว่า "จะเป็นอย่างไร ให้มันเป็นไป" ในสังคมชีวิตจริงเขาถือว่าเป็นการ "ละเลย ไม่ใส่ใจ" โดยเฉพาะช่วงอายุ 20-30 กว่า ยิ่งต้องทำอย่างเต็มกำลัง

- เสาที่โผล่ขึ้นมาจะโดนตอก แต่เสาที่โผล่สูงเกินเอื้อมแล้ว จะรอดพ้นการตอก

- มือสมัครเล่น : ผู้ชชายเนื้อหอมจะทำงานเก่ง
มืออาชีพ : ผู้ชายทำงานเก่งจะเนื้อหอม


- คนที่มีความเด็ดเดี่ยวและมุ่งมั่นสูง จะพลิกความฝันให้กลายเป็นจริงได้และจะเป็นผู้ชนะในทุกสนาม

- ถ้าคนเรามีความเด็ดเดี่ยวว่า "ฉันจะเป็นแบบนี้ให้ได้" สักวันหนึ่งมันจะแปรเปลี่ยนเป็นพลังที่ทำให้ความฝันกลายเป็นความจริงได้นั่นเอง

- "คนเก่ง" จะก้าวหน้าหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าได้สัมผัสและเรียนรู้อะไรมาจาก "ตัวจริง" มากน้อยแค่ไหน

- มือสมัครเล่น : สร้างแรงจูงใจให้ทุกคน
มืออาชีพ : แค่คนกลุ่มหนึ่งกระตือรือร้นก็พอแล้ว

- มือสมัครเล่น : หาความรู้ไว้ตั้งแต่อายุยังน้อย
มืออาชีพ : หาความรู้จากประสบการณ์ในที่ทำงาน

- มือสมัครเล่น : บางครั้งต้องกล้าเสี่ยง
มืออาชีพ : ทำเต็มที่แล้ว จึงไม่กลัวความเสี่ยง

- แม้จะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ผลสุดท้ายก็ต้องหาทางออกจนได้ ผมทำทุกวิถีทางแล้วจึง "ไม่รู้สึกรู้สา" คือไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไร ก็ไม่กลัว

- บริษัทไหนๆก็ย่อมเคยผ่านสถานการณ์ที่ "จำเป็นต้องเสี่ยง" เพื่อความอยู่รอด
ในสถานการณ์เช่นนั้น, บริษัทต้องพยายามคิดหาทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ และเตรียมพร้อมอย่างสุดความสามารถโดยไม่ย่อท้อ
ถ้าเจอสถานการณ์เช่นนั้นอีกในวันหน้าก็จะตัดสินใจได้แบบ "ไม่ต้องกลัวความเสี่ยง"

- มือสมัครเล่น : คิดว่าจะทำงานนี้ได้หรือไม่
มืออาชีพ : คิดว่าจะทำงานนี้ หรือไม่ทำ

- คนที่มีผลงานสม่ำเสมอจะทำงานโดยใช้ความคิดและคาดหวังว่าเมื่อฝ่ายตรงข้ามเห็นงานที่เขาทำแล้วจะพึงพอใจแค่ไหน เขาจึงทำงานเกินเงินเดือนหรือตำแหน่งที่ได้รับ ดังนั้นเขาจึงมีโอกาสที่จะได้ขึ้นเงินเดือนหรือเลื่อนตำแหน่งอยู่เสมอ

- จงทำงานอย่างมีความสุขเพื่อให้ได้รับคำขอบคุณจากคนอื่น

- เงื่อนไขการอยู่รอดของพนักงานหรือองค์กรก็คือ การผลิตสินค้าที่ทำให้ลูกค้าประหลาดใจ ซาบซึ้ง และรู้สึกขอบคุณถึงขนาดคิดว่า "ไม่คิดเลยว่ามันจะดีขนาดนี้" หรือ "ยอมทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ"

- บริษัทขาดทุนที่ผมเห็นส่วนใหญ่นั่นหรือ...
เป็นศูนย์รวมของ "หัวหน้าแผนกที่ไม่เอาไหน"
แต่ว่าสิ่งที่ผมเรียนรู้จากการอบรมพวกเขาคือ...
แค่เปลี่ยนหัวหน้าแผนกที่ใช่ไม่ได้ ให้มีความสามารถ
ผลประกอบการของบริษัทจะเติบโตอย่างรวดเร็วแน่นอน
ต่อให้บริษัทขาดทุนก็จะยืนหยัดเป็นบริษัทที่ทำกำไรได้อีกครั้ง


- สิ่งที่ต้องบอก เวลาไหว้วานใครให้ทำงาน ๓ ประการ
๑) บอกประโยชน์ งานที่ต้องทำมีความหมายอะไร
๒) บอกเส้นตาย อยากให้ทำงานเสร็จเมื่อไร
๓) บอกวิธีทำงาน ต้องใช้ทักษะ ความรู้อะไร หรือแหล่งข้อมูลอะไร

- ไม่มีโมเดลธุรกิจใดที่ประสบความสำเร็จไปตลอดกาล
สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบอยู่เสมอว่าโมเดลธุรกิจล้าสมัยแล้วหรือยัง
และปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจด้วยตัวเองเมื่อจำเป็น

- การขยายวิสัยทัศน์และพิจารณาว่าแวดวงธุรกิจอื่นก็เป็นคู่แข่งที่มีศักยภาพซ่อนอยู่ จะทำให้ไอเดียยใหม่แกะกล่องของคุณเกิดขึ้นมาเอง
ตัวอย่างเช่น วงการโรงเรียนกวดวิชา นอกจากอุตสาหกรรมการศึกษาแล้ว คุณอาจจะได้ไอเดียอะไรบางอย่างจากธุรกิจเกมหรือการ์ตูนที่เด็กๆชื่นชอบก็ได้ ก็นำมาประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน


- ความน่าสนใจของโครงการออกผลิตภัณฑ์ อยู่ที่ประเด็นของ needs (ความต้องการของตลาด) กับ seeds (เทคโนโลยีของบริษัทตัวเอง) มาประสานกันแล้วกลายเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่
แต่ถ้าหาจุดลงตัวไม่ได้ ให้คุฯทำโครงการออกผลิตภัณฑ์โดยเริ่มจาก needs แล้วรอ seeds พัฒนา

- พื้นฐานของมนุษย์(be needs) ๑๐ ระดับ
๑) ความต้องการมั่งคั่ง อยากมีชีวิตที่สะดวกสบาย
๒) ต้องการยกย่อง อยากมีชีวิตที่ได้รับการยอมรับ
๓) ต้องการยกระดับตัวเอง อยากมีชีวิตที่สูงส่ง
๔) ต้องการความรัก อยากมีชีวิตที่ได้รับความรัก
๕) ต้องการสุขภาพดี อยากมีชีวิตที่แข็งแรง
๖) ต้องการเอกลักษณ์ อยากมีชีวิตที่เป็นตัวของตัวเอง
๗) ต้องการความสุขใจ อยากมีชีวิตที่สนุกสนานและป็นสุข
๘) ต้องการความซาบซึ้ง อยากมีชีวิตที่น่าซาบซึ้งใจ
๙) ต้องการความสบาย อยากมีชีวิตที่สบาย ไร้กังวล
๑๐) ต้องการความเข้าใจ อยากมีชีวิตที่มีความสัมพันธ์ราบรื่น แลละอบอุ่นใจ
เวลากุมความต้องการตลาดไม่ได้ การจำ be needs ทั้ง ๑๐ ระดับนี้ให้ขึ้นใจ แล้วค่อยเริ่มนึกไอเดีย ก็เป็นิธีที่มีประสิทธิภาพ


- การย้อนกลับไปทบทวนทั้งเรื่องดีและไม่ดีในวันนี้ ทำให้พรุ่งนี้เป็นวันที่ดี
เพราะเราเรียนรู้อดีต ถึงได้มีอนาคต
โดยสิ่งที่ต้องทบทวนมี ๘ ข้อ นั่นคือ
๑) เรื่องที่ได้เรียนรู้ในวันนี้คืออะไร
๒) วันนี้คิดไอเดียอะไรใหม่ๆได้บ้าง
๓) อะไรเป็นอุปสรรคของงานในวันนี้ สาเหตุคืออะไร
๔) วันนี้ได้ขยับเข้าไกล้เป้าหมายมากขึ้นแค่ไหน
๕) ถ้าให้เพื่อร่วมงาน หรือลูกน้องประเมินเราวันนี้ น่าจะได้กี่คะแนน
๖) วันนี้อารมณ์และความรู้สึกเป็นเช่นไร
๗) เรื่องที่ดีใจและเสียใจคืออะไร
๘) วันนี้สภาพร่างกายเป็นอย่างไร ถ้าไม่พร้อม, สาเหตุคืออะไร

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

สรุปหนังสือ The (almost) Complete Guide to Trading

หุ้นขึ้น วอลุ่มหาย เป็นยังไง? ดี หรือ ไม่ดี?

กฎการเทรด 13 ข้อ หากทำตามแล้วชีวิตดีขึ้น (Inside a Trader's Mind)

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

1-2-3 Price Pattern เบสิคของการ breakout

วิธีเลือก, ดูแนวโน้ม, Volume และ Price Action ของหุ้น Growth Stocks ตามแนวคิด CANSLIM

เคล็ดการหาหุ้น Demand Passion แรง (วิธีสแกนหุ้นซิ่ง)