กว่าจะมาเป็นหนังสือ "หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่"


เดือนนี้ในปีที่แล้ว เป็นช่วงที่ผมทำคลอดน้องดำ, หนังสือ "หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่" ออกมาเป็นของขวัญให้กับสมาชิกได้อ่าน ได้เก็บเป็นของที่ระทึกกัน ก็เลยรู้สึกถึง good old days จึงอยากทำเป็นประวัติ ที่มาการกำเนิดของน้องดำให้แฟนหนังสือทั้งคนเก่าและหน้าใหม่ได้อ่านกันครับ

เริ่มต้นการที่ผมเอง บ้าพลังมากๆ ชอบแปลบทความต่างประเทศ เอากราฟ เอาสูตรสำเร็จทางเทคนิคอลมาแชร์ผ่านหน้า facebook อย่างต่อเนื่องหลายปีติดต่อกัน จนมีสมาชิกติดตามมากขึ้นเรื่อยๆ

จนมีวันหนึ่ง May 14, 2017
ตอนที่ผมเขียนแชร์บทความตามปกติ ก็มีสมาชิกท่านหนึ่ง ชื่อ Krissana Sang
ท่านได้ทักมาว่า อยากให้รวมเล่ม ตอนนั้นผมก็ไม่แน่ใจ ก็เลยถามย้ำว่า จะซื้อกันจริงเหรอ?
สารภาพตอนนั้นผมก็พอจะมีใจกับเรื่องนี้อยู่บ้าง
พอมีคนทักก็เลย เข้าทางโจรสิ
นอกจากจะถามกันเองในคอมเมนต์แล้ว ก็เลยตั้งกระทู้หยั่งเสียงกันเป็นทางการ

แสดงว่า ก็มีคนทักให้รวมเล่มกันมาเรื่อยๆ แต่ผมยังไม่แน่ใจ เลยแค่รับเรื่องไว้ก่อน
กระทั่งเดือน May 2017 นี่เองถึงได้อยากทำ

ผลตอบรับจากโพสต์นั้นคือ
และก็มีมาเรื่อยๆ ไม่ขาดสายครับ
ผมก็เริ่มมั่นใจสิ เพราะมาพอสมควร 
จึงเริ่มทำงาน รวบรวมข้อมูลเพื่อ คัดว่าเรื่องใดน่าเอามาทำบ้าง
ก็ได้ข้อสรุปดังนี้

ผมขอใช้สิทธิ์ในการรวบรวมเนื้อหาที่ตัวเองทำ แทนที่จะเอาบทความมาอัดแล้วทำลวกๆ
ผมขอทำหน้าที่พ่อครัวเอาวัตถุดิบเหล่านั้น ไปปรุงให้ท่านทานง่ายและอร่อยขึ้น
โดยจะขอเน้นแนวทางที่ผมชอบและศึกษาเอามาใช้อย่างจริงจังเท่านั้น
(ผมหักหลังพวกท่านครับ อิอิอิ)


ซึ่งพวกท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร 

ผ่านไปแค่ ๑๐ วันเองครับ ผมทำไปคืบหน้า เกินครึ่งแล้ว โคตรบ้าพลัง


จากนั้นอีกสัปดาห์


สัปดาห์ต่อมาก็ได้สารบัญคร่าวๆ


ให้ดูลิสต์ กันเต็มๆ

เดือนถัดไป ต้นฉบับก็เสร็จครับ
จึงเปิดจอง โดยที่ไม่ต้องโอนเงิน เพราะผมต้องการทราบจำนวนก่อน
ก็มีคนเข้ามาจองกันล้นหลามครับ เกือบสามพันคนเลยทีเดียว
ผมปลื้มมาก มั่นใจว่าการทำหนังสือเล่มแรกในชีวิตไม่ขาดทุนแน่

แต่จากนั้นมันก็มีคน inbox เข้ามาสอบถามเกี่ยวกับหนังสือ
ว่าเป็นงานของเสี่ยยักษ์หรือเปล่า?
ผมก็เอะใจสิ หรือว่าเขาจะมาซื้อหุ้นเราเพราะ ผมอ้างชื่อเสี่ยยักษ์
จึงไปโพสต์แก้ความเข้าใจผิด ว่าแกไม่ได้เขียน ผมนี่แหละเขียน
ถ้าซื้อหนังสือเพราะอยากอ่านงานของเสี่ยยักษ์ ให้เลิกล้มความตั้งใจไปเสีย


แต่ผลปรากฎว่า คนส่วนใหญ่เข้าใจตรงกับที่ผมสื่อครับ
พวกเขายังคงยืนยันว่า อยากได้หนังสือเหมือนเดิม

วันต่อมา ผมก็ร่างสาร ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับหนังสืออีก ใจความดังนี้...
ข้อเท็จจริงและที่มาเกี่ยวกับหนังสือ
มีโอกาสสังเกตข้อความที่คอมเม้นต์และหลังไมค์ ก็พอได้ข้อสรุปคร่าวๆว่า คนที่เข้ามาลงชื่อจอง น่าจะมีอยู่สองกลุ่มใหญ่ คือแฟนๆบทความที่ตามอ่านประจำ กับ หน้าใหม่ที่น่าจะได้ข่าวสารจากกลุ่มแวดวง

กับแฟนขาประจำเนี่ย, ผมไม่ซีเรียส เพราะคุ้นเคยและมีเจตนาต้องการหนังสือกันอยู่แล้ว

แต่นอกเหนือจากกลุ่มนี้, ผมชักเป็นห่วง เพราะมาด้วยเหตุผลที่หลากหลาย 
คือบอกตรงๆว่าผมก็ไม่ต้องการ hard sell ตะบี้ตะบันโฆษณาเพื่อหวังยอดแบบไม่ลืมหูลืมตา เพราะยิ่งยอดเยอะก็ยิ่งวุ่นวาย คืออยากให้คนที่อยากอ่านจริงๆได้เป็นเจ้าของเท่านั้น

จึงอยากบอกความจริงคร่าวๆเกี่ยวกับที่มาที่ไปของหนังสือเล่มนี้เพื่อให้ทุกท่านได้เข้าใจตรงกัน

1) หนังสือเล่มนี้เน้น "ซื้อแพง เพื่อไปขายที่แพงกว่า" เท่านั้น ซื้อตอน breakout เป็นหลัก (ไม่มี buy on dip หรือซื้อที่จุดต่ำสุดไปขายที่จุดสูงสุดแต่อย่างใด)
เทคนิคอล 80% ที่เหลือเป็นจิตวิทยาของ demand , supply และการตีความประโยคทอง, คำคมของไอดอลที่ผมชอบและรับใช้เนื้อหา

2) เนื้อหาที่เขียน ไม่ใช่เรื่องใหม่ มีการอ้างถึงแนวคิดจากไอดอลของผมอย่าง เสี่ยยักษ์, ลิเวอร์มอร์, โอนีล, มิเนอร์วินี, loeb, weinstien, stine, dow และ wyckoff ตลบอบอวลไปหมดทั้งเล่ม

3) ผู้เขียนไม่ได้เป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ ยังเป็นสัมภเวสีในโลกการลงทุนอยู่ พอร์ตหลายท่านส่วนใหญ่โตกว่าผมเยอะ ผมเป็นแค่คนชอบเขียนและสรุปเท่านั้นเอง

4) ไม่มีอินดิเคเตอร์เทพ ใช้แค่ price pattern, เส้นค่าเฉลี่ย, และการมโนและตีความผ่านแนวคิด wyckoff เป็นหลัก ส่วนเรื่องวอลุ่มไม่ค่อยเน้น อีเลียตเวฟแค่แตะๆเสี้ยวเดียว

5) ไม่มีไอเดียประเภทจอกศักดิ์สิทธิ์และสมบูรณ์แบบในเล่มนี้ เพราะทุกแนวคิดจะมีการเบรคหลอกให้เห็นอยู่เสมอ โดยผมจะปิดท้ายให้เป็นอุทาหรณ์(จากประสบการณ์ของตัวเอง)ให้ดูและเฝ้าระวัง คำว่าผิดทางรีบหนี จะปรากฏหลอกหลอนคุณทั้งเล่ม

6) หนังสือเป็นขาวดำทั้งเล่ม แท่งราคาถูกปรับให้มีแค่สองสีคือขาวกับดำเท่านั้น

7) ผู้เขียนมีสไตล์การสื่อสารที่เป็นเอกลักษณ์ คืออธิบายด้วยรูปภาพที่แสนจะยืดเยื้อเย่นเย้อด้วยภาษาเม่าชาวบ้านๆ ถ้าใครยังไม่รู้จัก ก็ขอให้ลองกลับไปอ่านบล็อกเพื่อปรับตัวให้ทันก่อนครับ

8) ล่าสุดหลังจากใช้ indesign แล้ว, ขนาดหนังสือปรับเป็น A5 (ขนาด pocketbook ทั่วไป) นะครับ ไม่หนามาก 315 หน้าเท่านั้น โดยผมตัดส่วนของ top trader ออกไปเพราะเป็นภาคเสริม

จึงเรียนมาเพื่อทราบทั่วกัน
ขอบคุณมากที่อดทนอ่านจนจบโพสต์ love love

 ก็ได้รับการตอบรับที่ดีอีก พวกท่านใจดีมาก ๆ ครับ

แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็มีปัญหาอีก

ใจความทั้งหมดมีดังนี้....
มีปัญหาอยากปรึกษาและชี้แจงครับ
ก่อนอื่นต้องขอบคุณอีกครั้งที่ยังไว้ใจเข้ามาจองกันอุ่นหนาฝาคั่งเหมือนเดิม แสดงว่าที่ผมกังวลใจมันเป็นการคิดไปเอง
๑) A4 หรือ A5?
ด้วยความที่ตัวเองบ้าพลังมาก อันนี่ก็อยากใส่ เรื่องนั้นก็อยากให้อ่าน ไปๆมาๆ จำนวนหน้าบวมไปสามร้อยกว่า 
ก็เพิ่งรู้ไม่นานจากอาจารย์ภัทรฯ ผู้มีประสบการณ์มาก่อน แกทักว่าสามร้อยกว่าหน้า A4 ถ้าแปลงเป็น A5 ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานของ pocket book มันจะบานไปถึง 700 หน้า คือโคตรหนา เรียกว่าน้องๆพจนานุกรมกันเลยทีเดียว
แต่ที่มีหินกว่านั้นคือ ถ้าแปลงจริง ผมกลัวกราฟจะเละมากเลย เพราะถูกบีบให้เล็กลง และอาจต้องปรับภาพใหม่ ซึ่งบอกเลยว่าขี้เกียจสุดๆ กว่าจะคัดและชี้จุดได้ โอโห....หมดพลังไปเยอะ
ดังนั้น, ผมจึงแอบคิดเล่นๆ ถามลอยๆว่า ถ้าทำเป็นเล่มขนาด A4 เลยพวกคุณจะโอเคมั้ย? นี่เป็นการโยนหินถามทางเฉยๆนะ เพราะยังไม่ได้ไปคุยโรงพิมพ์เลย บางทีเขาอาจจะมีทางออกที่ดีกว่านี้ก็ได้
.
ข้อต่อ่ไปนี้อยากชี้แจง
๒) เรื่องพิมพ์สี ที่บางคนเรียกร้อง
คือผมตั้งใจมาตั้งแต่ทำเนื้อหาแล้วว่า อยากให้เป็นขาวดำทั้งเล่ม กราฟก็ปรับเป็นขาวดำ ไม่มีสี ซึงเป็นเจตนาของผมเองที่อยากให้เป็นแบบนี้แต่ต้น คงกลับไปแก้อะไรไม่ได้แล้ว เพราะโดยส่วนตัวผมเองนะ ไม่เคยซีเรียสเรื่องสีเลย ผมเน้นวิธีการสื่อสารมากกว่า ถ้าใครคิดว่านี่เป็นเรื่องใหญ่มาก ต้องขออภัยด้วยครับ
.
๓) จากข้อ ๑ ที่ว่าจำนวนหน้ามันเยอะมาก มันส่งผลให้ผมคาดเดาราคาไม่ถูกว่าจะลงเอยที่เท่าไหร่จริงๆ จึงฟันธงบอกบางท่านที่พยายามเค้นอยากรู้ราคาไม่ได้จริงๆ
ซึ่งก็พยายามแนะว่าถ้าไม่มั่นใจ หรือไม่รู้จักเซียว จับอิดนึ้ง จริงๆ ก็อย่าลงชื่อเลยครับ มันสื่อว่าเราแปลกหน้ากันเอามากๆ
.
๔) เรื่องการโอนเงินและส่งของ
มีหลายท่านอยากโอนเงิน ขอเลขที่บัญชี ใจถึงมากครับ 
เมื่อท่านไว้ใจกันแบบนี้ ผมจะยังไม่ให้ท่านโอน เพราะมันเสี่ยงมากจริงๆ เราไม่รู้จักกันเลยนะครับ แค่ท่านกล้าจองโดยไม่ถามราคานี่ผมก็ซึ้งใจมากแล้วครับ เรื่องความไว้ใจกันนี่ มันซื้อด้วยเงินไม่ได้หรอกนะครับ ดังนั้นอย่าให้เงินมาทำลายมันเลย
จึงขอให้รอก่อน ผมอยากจะหาทางที่ให้ท่านปลอดภัยที่สุดคือได้ของแล้วจ่ายตังค์ จะดีกว่า 
ส่วนเรื่องการส่งของ, ในเมื่อจำนวนจองยังมากอยู่ขนาดนี้ ตัวคนเดียวอย่างผมคงไม่สามารถส่งของให้ท่านได้ทันใจและครบแน่นอน ก็คงต้องพึงพาระบบอะไรสักอย่าง หรือใครมีข้อแนะนำดีๆก็บอกมาได้ครับ

 ซึ่งท่านก็ยอมรับ ตามนั้นอีก

ก็เข้าสู่การจัดรูปเล่มออกแบบปก ก็มีที่มานะครับ

พอเข้าสู่เดือน สิงหาคม 2017 หนังสือก็เข้ากระบวนการพิมพ์ครับ
ผมตั้งใจไว้ว่าหลังวันหยุดวันแม่ จะเริ่มส่งของ

เมื่อเรามั่นใจว่าทำหนังสือแน่แล้ว ผมจ่ายเงินมัดจำให้โรงพิมพ์ 50%
ไม่สามารถบิดพลิ้วกับท่านแล้ว จึงแจ้งให้ท่านโอนเงินได้
คือผมไม่อยากเอาเปรียบท่าน เก็บตังค์ก่อน โดยที่ยังไม่ทำอะไรเลย 
รอให้มันแฟร์ๆก่อน ผมทำแน่ และคุณก็ได้หนังสือแน่ เช่นกัน
บางคนก็ใจร้อน รีบโอน ผิดๆถูกๆ จนผมต้องเตือน
แต่ปัญหาคืออะไรรู้มั้ยครับ?
โอนกันมาเยอะมาก จนผมทำไม่ทัน 


วันที่ 17 สิงหาคม หนังสือก็มาครับ ความโกลาหลก็เกิดขึ้น ณ บัดนั้น 

ผมทำคนเดียวหมดเลยครับ
ตั้งแต่แพ็ค ใส่กล่อง จ่ารายชื่อ ส่งของ
ตัดสินใจเช่าพื้นที่ใต้อพาร์ทเมนต์ ระยะสั้น เพื่อเก็บหนังสือ
โชคดีหน่อยที่อยู่ไกล้ห้างซีคอนสแควร์ เลยขนของขึ้นรถไปส่งของได้ง่ายหน่อย 

แต่ปัญหาก็ยังไม่จบ
ผมเลือกใช้ KERRY ส่งพัสดุ โดยที่ผมส่งให้ฟรีนะครับตอนนั้น
ค่าส่งเริ่มต้นที่ 60 บาท แต่บางแห่งถ้าเป็นที่ KERRY ไปส่งไม่ถึงก็จ่ายเพิ่มครับ สูงสุดโดนไป 150 ผมก็ยอมครับ เรื่องค่าส่งไม่ใช่ปัญหาครับ ผมยินดี เพราะน้ำใจท่านดีต่อผมมาก

และปัญหาที่ว่านั้นคือ KERRY เขาบังคับให้ต้องระบุที่อยู่ให้ชัดเจนที่สุด รหัสไปรษณีต้องเป๊ะ ถนนตำบลต้องมี และที่สำคัญคือเบอร์โทรศัพท์ ต้องมี ติดต่อไม่มีใครรับ ผมก็ซวยอีก ต้องตามกันให้ควั่ก ถึงกับต้องโพสต์ ต้องโทรศัพท์ตามกันทั้งวัน


แถมตอนนั้น ผมก็ยังมีการนัดเจอกับแฟนหนังสือด้วยนะ ก็มีคนโชคร้ายมาหาหลายคนเลยทีเดียว

จากนั้นก็เป็นความวุ่นวายล้วนๆเลยครับ
ตอนนั้นเองที่ผม ทำตัวน่ากลียดออกมาหลายๆอย่าง
ต้องกราบขออภัย ที่ทำให้ท่านเสียความรู้สึกมา ณ ที่นี้


ซึ่งปัญหาใหญ่ที่สุดคือ เว็บที่ผมทำนั้น มัน error ครับ
ก่อนหน้าผมมีแผนง่ายๆ คือ
ซื้อเว็บสำเร็จรูป เพราะอยากให้มันช่วยผ่อนเบาภาระในการรับออร์เดอร์
ให้ท่านเข้าไปสั่งซื้อที่เว็บโอนเงิน ยืนยัน สลิป 
เว็บรับเรื่องให้ ผมแค่เปิดรายชื่อมา จัดส่ง จบ - นี่คือภาพในฝันครับ

แต่ในความจริงแล้ว
- บางคนใช้เว็บไม่เป็น ต้องติดต่อมาทางผม
- บางคนทำไม่ครบวงจร ชื่อตกหล่น
- บางคนทำครบขั้นตอนไปแล้ว ก็ยังมีตกหล่นอีก

วุ่นวายไปหมดครับ ท้งคนทวงหนังสือ ทั้งคนสั่งหนังสือ
เละเลยครับ
ผมก็สติแตกทำตัวน่าเกลียดด้วย

ต้องกราบขอบพระคุณทุกท่านที่อดทนกับความสติแตกของผมในช่วงนั้น

จนผมทนไม่ไหว ยกเลิกการขายหนังสือออนไลน์ชั่วคราว


เพราะมีการตกหล่นเยอะมาก ผมจึงของเคลียร์ออร์เดอร์ที่ตกค้างให้จบ แล้วค่อยนับหนึ่งใหม่
เพราะถ้ายังรับออร์เดอร์ต่อไป มันยิ่งมั่วเป็นลิงแก้แหแน่ๆ
จึงขอหยุดการสั่งซื้อชั่วคราว
ขอโฟกัสที่การเคลียร์ยอดตกหล่นเท่านั้น คนที่สั่งและโอนหน้งสือมาตั้งแต่แรกๆจะต้องได้หนังสือ
ผมเกรงใจพวกท่านมาก อุตส่าห์โอนเงินมาตั้งแต่วันแรก โดยไม่มีปัญหาอะไรเลย
แต่เว็บล่ม ระบบพัง ทำให้ท่านต้องเสียความรู้สึก
จึงอยากเคลียร์ให้ท่านได้หนังสือไวที่สุด

แต่บางท่านก็ไม่ได้ใช้เฟส เข้ามาเพื่อสั่งหนังสือเท่านั้น
ก็ไม่รู้เรื่องอะไร เงียบเฉยไป ผมต้องใช้การโพสต์ เพื่อแจ้งข่าวให้ท่านรู้และเข้ามาแสดงตัว
ขณะเดียวกันก็มีบางคนลักไก่ แอบเข้ามาสั่งหนังสือ ก็โดนผมต่อว่าสิ
คือหนังสือยังเหลือ แต่ผมอยากเคลียร์ปัญหาให้จบไปก่อนแค่นั้นเอง
แต่เขาก็ยังไม่เชื่อ ผมเป็นคนตรงมาก บอกอะไรไม่เชื่อ ต้องซัดกันทันที
แต่บางท่านเขาไม่ได้สั่งหรอก มาทวง ผมก็ปากหมากับเขา จึงโดนสวนเช่นกัน
ก็ต้องขอโทษขอโพยกันยกใหญ่
ผมยังรู้สึกเสียใจอยู่จนถึงวันนี้ ต้องกราบขออภัยท่านอีกครั้งครับ

ทีนี้ ผมรู้ตัวว่าทำคนเดียวไม่ไหวแล้ว จึงติดต่อไปหาน้องแป๋มกับเป้ง รุ่นน้องที่สนิทกัน ให้มาช่วยงาน
โชคดีที่พวกเขาโอเค เพราะสมเพท ความอวดดีของผมเอง


จึงได้กำเนิดเพจ Zyo Books ขึ้นมา และโอนความรับผิดชอบไปให้น้องแป๋มเขาดูให้
ซึ่งเธอก็เป็นมืออาชีพมาก เพราะเคยทำงานประเภทนี้มาก่อน ช่วยเคลียร์ ทีละปะเหลาะ จนหมด

เราก็พยายามเรียกร้องให้คนตกหล่นเข้ามาแจ้งชื่อทุกวัน
เพราะแคร์ท่านจริงๆ อยากให้ท่านรักษาสิทธิ์นี้
ขางคนก็เกรงใจ รอให้เรื่องราวซาๆไปก่อน ให้คนอื่นได้ก่อนก็มี น้ำใจท่านงดงามมาก
ก็มีคนเข้ามาแจ้งเรื่อยๆครับ

พอพวกเราเคลียร์จนไกล้หมดครบทุกคนแล้ว คนแจ้งตกหล่นเริ่มไม่มี
ก็เริ่มต้นขายใหม่อีกครั้ง ในนามของ Zyo Books

เมื่อ Zyo Book รับหน้าที่แทน ผมก็ได้ชีวิตกลับมาอีกครั้งครับ
ยอมรับเข็ดไปจนตลายเลย ไม่ทำอะไรเองขายเองอีกต่อไปแล้ว

ซึ่งพอท่านได้อ่าน ก็มีผลตอบรับมาดีพอสมควรครับ
บางท่านก็เข้ามาช่วยรีวิวให้ บางท่านคอมเมนต์ หรือไม่ก็ส่งข้อความมาขอบคุณ

หลายท่านก็เข้ามาช่วยแก้คำผิดให้ด้วย เพราะผมหละหลวมหลายจุดมากๆ
ขอบคุณทุกท่านมากๆครับ ที่อุตส่าห์สละเวลามารีวิว และแจ้ง feedback ให้รับทราบ


อย่างไรก็ตาม
พอมองย้อนกลับไปจากเวลานี้
ผมก็รู้สึกขอบคุณพวกท่านเหลือเกิน ที่ช่วยสนับสนุนให้ผมมีผลงานออกมา
ถ้าไม่มีแรงใจจากท่านใจวันนั้น ผมก็คงไม่มีวันนี้

มันทำให้ผมมีความตั้งใจกับการเขียนหนังสือมากขึ้นครับ
จนกระทั่งในวันนี้ ผมได้เปลี่ยนอาชีพ จากการเป็นนักเทรดมาเป็นนักเขียนไปแล้ว
ก็ถือว่าเหมาะสมกับนิสัยของผมมากๆเลย
เพราะชอบอ่านเป็นทุทเดิมอยู่แล้ว พอมีความปรารถนาอยากเขียนขึ้นมา ก็ต่อได้เลย
จนวันนี้ ผมก็ยังเขียนไม่หยุด ยาวยังไงก็ยังยาวเหมือนเดิม จนบางคนเริ่มบ่นว่าอ่านไม่ทัน

ซึ่งถ้าไม่มีจุดเปลี่ยนในตอนนั้น ก็คงไม่มีผมในวันนี้
ผม happy มาก ตื่นมาก็เขียนหนังสือ อ่านหนังสือ หาข้อมูลมาแชร์ให้ท่านอ่าน

ทั้งนี้โดยจุดประสงค์ ของการเขียน ก็ไม่ได้จะอวดรู้อะไรหรอกนะครับ
เพียงแต่ต้องการบันทึกเรื่องราวที่ผมเจอระหว่างการเทรด
ซึ่งมันจะพัฒนาไปตามประสบการณ์และเป้าหมายที่ผมตั้งไว้
ก่อนหน้านี้ผมสนใจเรื่อง method จนเขียนหนังสืออกมาได้สองเล่ม


จากนี้ไป ผมกำลังก้าวไปสู่อีกโซนหนึ่งครับ คือ mindset ซึ่งก็ได้เอาบางส่วนมาให้ท่านอ่านกันพอสมควร แต่ละบทก็ยาวเหยียด จนบางท่านอ่านไม่ทันกันเลยทีเดียว

เพราะผมคิดว่า การรู้แค่เทคนิคอลล มันไม่พอ mindset เราต้องได้ด้วย
ไม่งั้น อยู่ไม่รอด ไปได้ไม่ไกล แน่

ผมจึงได้เน้นเรื่องของความเสี่ยง การขาดทุน ที่ผมเจอ เอามาแชร์ให้ท่านได้อ่าน
ก็ยอมเปลืองตัว เอาความล้มเหลวให้ท่านได้อ่านกัน เพื่อเป็นอุธาหรณ์ เตือนใจ
หวังใจสิ่งที่ผมเอามาให้ท่านอ่าน มันจะช่วยให้ท่านมีมุมมองใหม่ๆ ในการเทรดที่รอบด้านมากขึ้น
คือจะไม่พูดแต่เคสประสบความสำเร็จ แต่ควาามล้มเหลว ผมก็ไม่ละเว้น
เอามาแฉ เอามาแชร์ ให้ท่านอ่านกันหมดเปลือก
สมกับปณิธานที่ผมตั้งไว้ว่า "เซียว จับอิดนึ้ง เพื่อนร่วมทางของเม่าผู้มุ่งมั่น" นั่นเองครับ

ผมต้องเป็นนักเทรดที่ประสบความสำเร็จให้ได้
ฝันนี้ ผมยังไม่ทิ้งนะครับ ผมจะบันทึกสิ่งที่ผมผ่านไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงเส้นชัย ไปด้วยกัน


--------------------------------------------
------------------------
----------
ปล. หากท่านที่เป็นสมาชิกใหม่ เพิ่งเข้ามาเห็น
ก็ขอแนะนำรายละเอียดหนังสือและที่ติดต่อสั่งซื้อ (เผื่อท่านสนใจ)
"หุ้นซิ่ง สวิงเทรด" และ "หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่" ครับ

ทำไมใครๆต่างบอกว่าหนังสือทั้งสองเล่มเป็นการปล่อยของแบบไม่กั๊ก?

"หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่" แนะแนวทางการเทรดหุ้นแนวโน้มขาขึ้น ด้วย กราฟวีค ก็จะเน้นการดูแนวโน้มขาขึ้นด้วย price pattern จากนั้นก็รันเทรนด์ด้วยเส้นค่าเฉลี่ย จบลงที่การขายด้วย price pattern เรียกว่าครบวงจรตั้งแต่ซื้อยันขายเลยครับ
อ่านสรุปหนังสือ หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่ ที่ http://zyo71.blogspot.com/2017/09/blog-post_7.html
ส่วน "หุ้นซิ่ง สวิงเทรด" แนะแนวทางการเทรดหุ้นแนวโน้มขาขึ้นด้วยกราฟรายวัน เล่มนี้จะเน้นการดูแท่งเทียน เอามาใช้ในการหาสัญญาณต้นเทรนด์ของขาขึ้น ซื้อหุ้นแบบ buying strength, buy weakness รันเทรนด์ด้วยเส้นค่าเฉลี่ย 5, 10,20,50, 100, 200 วัน ขายหุ้นออกด้วย selling into strength, selling weakness เรียกว่าครบวงจรตั้งแต่ซื้อยันขายเช่นกันครับ
อ่านสรุปหนังสือ หุ้นซิ่ง สวิงเทรด ที่ http://zyo71.blogspot.com/2018/04/ema-swing-trade.html 


สนใจติดต่อสั่งซื้อหนังสือหุ้นทั้งสองเล่ม
ส่งข้อความไปที่เพจ Zyo Books : facebook.com/zyoboooks


ขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนผลงานของเซียว จับอิดนึ้ง ครับ

(Update!!)
Ebook มีขายที่เว็บ mebmarket.com เท่านั้นครับ
รายละเอียด คลิกที่ชื่อหนังสือเลยครับ
----- (ขอบคุณครับ) ----

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

สรุปหนังสือ The (almost) Complete Guide to Trading

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

1-2-3 Price Pattern เบสิคของการ breakout

วิธีเลือก, ดูแนวโน้ม, Volume และ Price Action ของหุ้น Growth Stocks ตามแนวคิด CANSLIM

เคล็ดการหาหุ้น Demand Passion แรง (วิธีสแกนหุ้นซิ่ง)

EMA20 กับการหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นน้องใหม่ที่กลับตัวจากขาลง

แกะกราฟ 5 หุ้นซิ่งวิ่งแรง UREKA, OCEAN, SEAOIL, FOCUS, PIMO