(มือใหม่เล่นหุ้น) วิธีทำใจเย็นในขณะเทรด : How to stay Cool & Calm

โดย เซียว จับอิดนึ้ง : facebook.com/zyoit

เจ้าของเรื่องนี้คือลุง Rande Howell ครับ คือผมเสิร์ชไปเจอคลิปเสียงที่แกในยูทูป ก็เห็นว่าน่าสนใจดี
โดยแกมีช่องยูทูปของตัวเอง ก็คือ Rande Howell :  https://www.youtube.com/channel/UCETBN5OuJ_jktX7V0txmbKg
และมีไปทำ webinar ที่ช่อง FXStreet หลายคลิปเลย หากท่านสนใจก็ไปค้นจาก google ได้ครับ เจอเพียบเลย
จากประวัติ แกเป็นนักจิตวิทยาการเทรด (Trader Psychologist) ที่มีประสบการณ์ 15 ปี ในการเป็นนักบำบัดและโค้ชในเรื่องของจิตวิทยาประสิทธิภาพ(performance psychology coach)
การทำงานของเขาเน้นไปที่วิธีการทำลายความกลัว, การจำกัดกรอบคิด, การปรับตัวให้เข้ากับสมองเพื่อการอยู่รอด และการจัดระเบียบตัวเองให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้นในการทำงาน ซึ่งมันสามารถทำได้โดยการเรียนรู้วิธีการจัดการความกลัวทางชีวภาพ (และผลกระทบต่อความคิด) และทำให้เข้าถึงส่วนที่มีอำนาจมากขึ้นของตัวเองที่เปลี่ยนความสามารถของเราสำหรับการปฏิบัติงานในเชิงบวก (เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ต้องซื้อขายในสภาพที่น่ากลัว ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถเปิดโอกาสในการดำเนินการได้ในระดับที่สุดยอดได้) งานของ Rande จึงเป็นการสอนวิธีเปลี่ยนวิธีทำความเข้าใจและทำงานกับชีววิทยาของคน ซึ่งช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการควบคุมอารมณ์ของคุณและทำลายข้อจำกัด (ซึ่งมันสำคัญต่อความสำเร็จในการเทรดมาก) การฝึกการควบคุมด้านอารมณ์ของเขา ยังถูกนำไปใช้เพื่อรักษาผู้ต้องขังที่มีความรุนแรง ทำลายวงจรความรุนแรงในครอบครัว และปลดปล่อยคนทั่วไปจากข้อจำกัดของความคิดที่น่ากลัว
ที่มา https://www.mytradersstateofmind.com/about-us.html


How to Stay Cool, Calm and Collected while Trading
https://www.mytradersstateofmind.com/how-to-stay-cool--calm-and-collected-while-trading.html

ใครอังกฤษเก่ง ก็แนะนำให้ดูคลิปและอ่านต้นฉบับนะครับ เพราะผมเองก็มั่วไม่น้อย

เรียนมาก็เยอะ เข้าคอร์สมาก็แยะ ทำไมถึงยังเทรดขาดทุน?
ผู้คนเชื่อว่าการอ่านหนังสือเยอะ เข้าคอร์สอบรมมากๆ ทำการบ้านหนักๆ จะทำให้เขาเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จได้ เทรดเดอร์ผู้มีความทะเยอทะยานพยายามไล่อ่านหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า Take course เข้าเรียนมากับทุกอาจารย์ด้วยความหวังว่าความรู้เหล่านั้นจะทำให้เขาได้พบสุดยอดวิชาเทรดไม่แพ้ และพวกเขาก็ยังก้มหน้าก้มตาทำการบ้าน backtest ตรวจสอบความถูกต้องวัยแล้ววันเล่า พวกเขาทำงานหนักในเพื่อปกปิดความกลัวอันเกิดจากการมีข้อมูลจำนวนมาก (ยิ่งรู้เยอะก็ยิ่งกลัว)

แทนที่ความรู้ที่ก่ายกองเหล่านั้นจะทำให้พวกเขาได้ประโยชน์ มันกลับทำให้เขาเกิดความสับสนและหยุดชะงักไม่สามารถวิเคราะห์ต่อไปได้ แต่ด้วยความอยากไปต่อ จึงได้ชักนำเอาอารมณ์เข้ามาปนเป จึงได้เทรดด้วยจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความกลัว, ความเร่งรีบ, หรือมั่นใจเกินเหตุ
ไม่ว่านักเทรดคนนั้นจะมีความรู้สะสมมากเพียงใด, มีชั่วโมงในการทำการบ้านมากเพียงไหน พวกเขาจึงละเลยผลกระทบที่เกิดจากอารมณ์ที่อยู่เหนือความสามารถในการเทรดให้มีประสิทธิภาพไป

หากปราศจากความฉลาดทางอารมณ์แล้ว การลงมือทำงานหนักและความรู้ที่อุตส่าห์ร่ำเรียนมาก็จะไร้ค่าไปทันที ปัญหาก็คือนักเทรดละเลยผลกระทบที่อารมณ์ไปมีส่วนทำให้พวกเขาเทรดด้วยจิตใจที่ขุ่นมัว อุปมาเหมือนกับการมีรถแข่ง Formular 1 ที่สมบูรณ์แบบ แต่มีคนขับ(ที่สับสนในบทบาทของตนเอง)เป็นคนบังคับพวงมาลัยเข้าไปแข่งขัน มันจึงกลายเป็นมหกรรมการเสียของไปโดยเปล่าประโยชน์ เช่นเดียวกันกับนักเทรดที่เปี่ยมไปด้วยภูมิรู้ แต่กลับเอาวิทยาการเหล่านั้นไปใช้ไม่ได้แม้แต่นิดเดียว เพราะจำต้องเทรดภายใต้ภาวะกดดัน

อารมณ์และความคิดขณะซื้อขาย
ความสามารถในการดำเนินงานภายใต้ความกดดันจำต้องเกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก เช่นกับเทรดเดอร์ผู้ซึ่งจำต้องเผชิญกับอารมณ์ไม่ว่าจะชอบมันหรือไม่ก็ตาม นักเทรดส่วนใหญ่มักจะทำให้ตัวเองล้มเหลวก่อนหน้าที่จะเทรดด้วยซ้ำไป เพราะเขาให้ความกลัวเป็นผู้ชักจูงจิตใจ

อย่างแรกเลยคือพวกเขาได้เพิกเฉยความกลัว แล้วโฟกัสไปที่ข้อมูล-ข้อมูล และข้อมูลทั้งหมด แต่มันกลับไม่เวิร์ค กระนั้น,เขาก็ยังไม่ลดละ และยิ่งเขาต่อต้านความกลัวมากเท่าไหร่ มันก็ยังไม่หายไปจากใจของพวกเขา

พวกเขายังพยายามจินตนาการถึงความสำเร็จและพิชิตความกลัวนั้น แต่ความหวาดหวั่นกลับกลายแปรไปเป็นความสงสัยซึ่งไปปะปนอยู่ในการตัดสินใจไปแล้ว ในที่สุดมันก็ทำให้พวกเขาละทิ้งความรู้ไปใช้อารมณ์ในการเทรดแทน

นักเทรดได้พลาดการทำความเข้าใจอารมณ์ ที่ความจริงแล้วมันสามารถช่วยให้พวกเขาสามารถจัดการจิตใจในช่วงที่สมรรถภาพการเทรดเกิดความปั่นป่วนได้แท้ๆ
ฉะนั้น อันดับแรกเลย เรามาเริ่มทำความเข้าใจมันด้วยคำถามง่ายๆว่า

"อารมณ์คืออะไร?"
ที่จริงแล้ว สิ่งที่เข้าใจเกี่ยวกับอารมณ์นั้น มันไม่ใช่ทั้งหมด คุณรู้หรือไม่ว่าอารมณ์สามารถให้ข้อมูลสำคัญแก่คุณได้ถ้าหากคุณพัฒนาตัวเองให้สามารถทำงานร่วมกับมันได้ อารมณ์คือการตัวเชื่อมประสานระหว่างตัวเรากับสิ่งแวดล้อม มันไม่ใช่ความรู้สึก, แม้ว่ามันจะมีองค์ประกอบเป็นความรู้สึกก็ตาม มันไม่ใช่เรื่องของจิตวิทยา แต่มันได้เป็นนายใหญ่ของจิตใจเทรดเดอร์กำลังตกอยู่ในความเครียด คุณสามารถสังเกตว่าอารมณ์เกิดขึ้นเมื่อไหร่ด้วยการวัดระดับทางชีวภาพที่เกิดจากการกระทำ-ผ่านการแสดงออกของร่างกายและจิตใจที่ตอบสนองทันที มันเป็นผลมาจากการพยายามปกป้องตัวเองของสิ่งมีชีวิต

อารมณ์เป็นส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการเพื่อความอยู่รอด(ระยะสั้น)ของสิ่งมีชีวิตโดยไม่ต้องคิดถึงวันพรุ่งนี้(ประโยชน์ระยะยาว) อารมณ์มันทำงานของมันอยู่ตลอด ความคิดต่างหากที่เกิดหลังจากอารมณ์ ด้วยเหตุนี้, ในการเทรดของพวกเรา เมื่อสมองคิดว่าการซื้อขายขณะนั้นมีความน่าจะเป็นที่จะเกิดปัญหา มันก็เริ่มส่งสัญญาณให้เราต้องลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อความอยู่รอดในระยะสั้น และตอนนั้นเองที่อารมณ์จะออกมาชักนำการเทรดให้ลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อความอยู่รอดตามสมอง

ความจริงแล้ว, สมองสองข้างของเรา มีหน้าที่ต่างกัน สมองฝั่งซ้ายคือส่วนของความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล ฝั่งขวาคือส่วนของอารมณ์ ที่สำคัญคือคุณไม่มีมีจิตใจที่เป็นเหตุเป็นผลหรอก พวกเราน่ะชอบตัดสินอะไรด้วยการหาเหตุผลเข้าข้างตัวเองทั้งนั้น ในขณะที่สมองฝั่งซ้ายกำลังหาเหตุผลมาอธิบาย แต่ฝั่งขวากลับตัดสินใจไปเรียบร้อยแล้ว จึงเป็นว่าสมองต้องงัดเหตุผลที่สนับสนุนการกระทำตามอารมณ์ในที่สุด

The Trading Mind on Emotions
ในระหว่างการเทรด คุณเคยเกิดอาการแบบนี้บ้างมั้ย?
- ทุกครั้งที่คุณอยู่ภายใต้ภาวะกดดันหรือถูกกระตุ้นและเกิดการ overtrade หรือเทรดเพื่อแก้แค้น
- เกิดอาการ Paralysis by Analysis (เกิดความกลัวหรือวิตกกังวลในใจ จนพยายามใช้การวิเคราะห์และข้อมูลมากเกินไป(overload) เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่เกิดจากความเสี่ยงขาดทุนเป็นจำนวนมาก)
- ล่าสุดคุณก็รีบขายหุ้นออกไวเกินไป และเหลือเงินสดอยู่ในมือมากเกินไป เพราะคุณรู้สึกกลัวมาก ไม่กล้าเทรดต่อ ไม่ยอมทนรวยจนราคาวิ่งไปถึงเป้าหมาย หรือจบแนวโน้ม
- ในทางตรงกันข้าม, คุณเกิดอาการ overconfidence มั่นใจสุดขีด(นี่ก็ใช่อารมณ์) และเกิดความรู้สึกสายใจที่ได้ไล่ซื้อหุ้นร้อนจนกลายเป็น overtrade

ท่านจะสังเกตได้ว่า เคสที่ว่ามานี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ ซึ่งมันไปขัดขวางความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล แม้ต่อมาคุณสามารถชะลออารมณ์เหล่านี้และปรับเปลี่ยนมันให้กลับมาอยู่ในรูปในรอยได้ แต่มันก็จะโผล่มาอีกในการเทรดครั้งต่อไป เพราะอารมณ์มันฝังอยู่ในตัวเรา มันเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรามาแต่ต้น

อย่ากลัวความกดดันหรืออารมณ์ คุณต้องอาศัยมันเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาสภาพจิตใจให้เติบโตไปถึงจุดที่มีเหตุมีผลให้ได้

เพราะถ้าคุณเข้าใจอารมณ์ได้ คุณจะสามารถใช้มันให้เป็นประโยชน์ในเรื่องของการจัดการความน่าจะเป็นของสถานการณ์ได้ ถ้าหากเรารู้เท่าทันอารมณ์ คุณก็สามารถพัฒนากลยุทธ์และทักษะที่มีอารมณ์เป็นส่วนประกอบ ไม่ใช่เป็นตัวขัดขวางอีกต่อไป คุณจะเรียนรู้แนวทางการบริหารจัดการอารมณ์ที่เกิดในระหว่างการเทรดให้อยู่หมัดได้เลย

ส่วนประกอบของอารมณ์
เมื่อนักเทรดมีความเข้าใจอารมณ์ที่ดีขึ้น เขาจะตระหนักรู้ดีว่าอารมณ์ไม่ใช่ทางเลือก เขาต้องเรียนรู้วิธีการจัดการอารมณ์ เพื่อให้แน่ใจว่าจะได้ประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมขณะเทรด

องค์ประกอบของอารมณ์ มีอยู่ ๕ อย่าง หากเราได้รู้จักการทำงานของมัน คุณก็สามารถฝึกฝนตัวเองเพื่อจัดการและควบคุมอารมณ์ที่คอยขัดขวางการเติบโตของธุรกิจเทรดได้ 
ส่วนประกอบของอารมณ์ มีดังนี้

๑) Arousal - ความเร้าทางอารมณ์
มันเป็นองค์ประกอบของอารมณ์ ที่ทำให้คุณรู้สึกกระปรี้กระเปร่า เป็นสัญญาณทางชีวภาพที่เด่นชัด ถ้าคุณรู้จักสัญญาณนี้ ก็จะช่วยให้คุณสามารถจับสังเกตจุดเริ่มต้นของอารมณ์ได้ก่อนที่มันจะไปจับมือกับความคิดเพื่อหาเหตุผลมาสนับสนุนอารมณ์(ซึ่งจะทำให้เราเกิดความไขว้เขวได้) 

ในการเทรดจะมีอารมณ์พื้นฐานอยู่ ๓ อย่างคือ
ความกลัว
ความโกรธ
และความอิ่มอกอิ่มใจ 

ช่วงเริ่มต้นของการเกิดอารมณ์ ร่างกายจะถูกกระตุ้น จึงมีการเพิ่มของอัตราเต้นชีพจร เมื่ออัตราเต้นของชีพจรเพิ่มขึ้นมันเป็นตัวบอกว่าร่างกายเราพร้อมที่จะดำเนินการตามอารมณ์เต็มที่ ไม่เพียงแค่อัตราการเต้นของหัวใจที่เพิ่มขึ้น แต่ลักษณะการหายใจก็เปลี่ยนด้วย เมื่อนักเทรดกำลังเตรียมพร้อมสำหรับการซื้อและขาย พวกเขาจะสูดอากาศเข้าไปในปอดอย่างรวดเร็วและถี่แบบไม่รู้ตัว ตอนนั้นความคิดจะไม่ถูกใช้งาน แต่มันจะมีเพียงเพื่อเตรียมการสำหรับการสู้หรือถอยเท่านั้น 

เมื่อคุณได้เรียนรู้ว่า อัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจถี่ขึ้น มันเป็นส่วนหนึ่งของอารมณ์ที่ช่วยเร่งจิตใจและร่างกายของคุณให้ลงมือทำอะไรสักอย่างเพื่อสนองต่อมัน คุณต้องเรียนรู้ที่จะติดตามตัวเองและขัดขวางกระบวนการนี้ให้ได้ 

วิธีการจัดการก็คือคุณต้องเริ่มที่การหายใจ ถ้าหากตัวเองรู้สึกว่าเลือดลมสูบฉีดและหายใจแรง ก็ต้องรู้ตัวเองว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นแล้ว จงพยายามหายใจให้ยาวขึ้น และควบคุมมันให้มีความสม่ำเสมอ สิ่งนี้จะช่วยให้ร่างกายและอารมณ์รู้สึกสบายขึ้น 

อีกด้านของช่วง Arousal คือความตึงเครียดของร่างกาย เพราะในตอนนั้นร่างกายมันมีการเตรียมตัวสำหรับการต่อสู้เพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กล้ามเนื้อของคุณจะเกิดความเครียดอย่างชัดเจน คุณจะสังเกตเห็นความตึงเครียดนี้ในใบหน้า, คอ, ไหล่, อก, ลำไส้ และขา มันจะเกร็งไปหมด ทั้งนี้เพราะลมหายใจ และความตึงเครียด เป็นส่วนหนึ่งของการปลุกเร้าอารมณ์
การฝึกตัวเองเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อและจัดการกับการหายใจ สามารถช่วยลดความรุนแรงของอารมณ์ลงได้ ซึ่งมันก็จะส่งผลดีต่อคุณ ที่จะไม่เกิดอาการมือลั่นซื้อขายไปตามอารมณ์อีกต่อไป

๒) Feeling - ความรู้สึก
มันคือเคมีของอารมณ์ในร่างกายและสมอง เมื่อใดก็ตามที่คุณมีความรู้สึก มันก็บอกว่าสายเกินไปที่จะจัดการมันด้วยการสูดลมหายใจยาวๆเพื่อลดความตึงเครียดแบบที่เคยทำได้ในช่วง Arousal
คนอาจเคยรู้สึกปวดท้อง รู้สึกไม่สบาย รู้สึกหนัก หรือรู้สึกว่าตัวเองมีความสุขที่สุดในโลก ในขณะเทรดกันบ้างแล้ว

มันเป็นช่วงที่ร่างกายปลดปล่อยพลังงานออกมาแล้ว

ด้วยความที่คุณไม่สามารถหยุดยั้งมันได้ด้วยการหายใจ การออกไปเดินเล่นข้างนอก หรือหยุดพักไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ เป็นแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการจัดการกับอารมณ์ในขั้นตอนนี้ 

เพราะว่าความรู้สึกมันเป็นช่วงที่ร่างกายได้ปลดปล่อยพลังงานออกมา ดังนั้นจำคุณต้องมีการสลายพลังงานนั้น การออกไปเดินเล่น วิ่ง ออกกำลังกาย ทิ้งการเทรดเอาไว้ข้างหลัง จึงเป็นแนวทางการสลายพลังงานที่ดีที่สุด 

เพราะเมื่อคุณรู้สึกถึงอารมณ์ ความรู้สึกมันมีอิทธิพลเหนือการรับรู้และความคิดของคุณแล้ว  จนกว่าคุณจะเผาหลาญมันออกไปจากระบบนั่นแหละ คุณถึงจะได้มีสติและความคิดที่เป็นตรรกะได้ใหม่

ดังนั้นเมื่อคุณรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะทำตามอารมณ์ ก็ให้หยุดการเทรดซะ วางมือ ออกไปทำกิจกรรมที่มันนอกเหนือจากการซื้อขายสักพัก เพื่อตัดความเชื่อมโยงของสมองกับการเทรดออกไป จนกว่าคุณจะมีสติที่ชัดเจนมองอะไรในมุมของตรรกะจึงค่อยกลับมาเทรดใหม่ เพราะเราก็รู้ดีว่าถ้าเราเทรดด้วยอารมณ์เมื่อไหร่ ความยุ่งเหยิงและปัญหาก็จะเกิดขึ้นตามมาอย่างแน่นอน

๓) Motivation - แรงจูงใจ
อารมณ์กำลังบอกคุณให้ทำอะไร? สิ่งนั้นแหละที่เรียกว่าแรงจูงใจทางอารมณ์ โดยอารมณ์จะชักนำให้ร่างกายและจิตใจลงมือทำอะไรสักอย่าง
Fear : อารมณ์กลัวบอกให้คุณหลีกเลี่ยง
Anger: อารมณ์โกรธบอกให้คุณโจมตี
Euphoria: อารมณ์อิ่มเอมใจ (หรือ overconfidence)บอกให้คุณลงมือทันทีโดยไม่สนใจข้อเสีย

คุณต้องพยายามเรียนรู้ที่จะจัดการกับสิ่งที่อารมณ์ปรากฎขึ้นในช่วงที่นักเทรดกำลังบริหารจัดการความเป็นไปได้ของความไม่แน่นอน(อารมณ์ที่เกิดในช่วงที่เรากำลังสับสน ให้ต้องเลือกสักทาง) นี่แหละคือแรงจูงใจให้ลงมือทำ มันจะคอยบอกให้คุณตื่นตัว, มุ่งเน้น และพร้อมลงมือในทุกสถานการณ์ที่ตลาดแสดงออก

๔) Belief - ความเชื่อ
นี่คืออคติและสมมุติฐานที่คุณมีเกี่ยวกับความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอน มันคือ performance beliefs หรือ ความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพ พูดง่ายๆคือ คุณเริ่มตั้งคำถามกับแผนหรือกลยุทธ์การเทรดของตัวเอง เริ่มไม่มั่นใจว่ามันจะยังใช้ดีในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนครั้งนี้หรือเปล่า
มีคนน้อยมากที่เกิดมาพร้อมกับจิตใจที่นิ่งสงบเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ส่วนใหญ่มักจะเป๋และเละเทะในช่วงนี้ โดยเฉพาะนัเทรดมือใหม่ คุณต้องพยายามเรียนรู้ และพยายามจัดระเบียบความเชื่อในช่วงไม่แน่นอนนี้ให้ได้ ถ้าทำได้ดี พอร์ตคุณก็มีโอกาสเติบโตอย่างสม่ำเสมอ

กระบวนการพัฒนาตนเองให้เท่าทันอารมณ์
สิ่งแรกคือคุณต้องทำความเข้าใจธรรมชาติของอารมณ์ที่คุณได้รับในขณะเทรด
อย่าทิ้งหรือข่มอารมณ์ แต่จงปล่อยให้มันมีเสรีภาพในการแสดงออก เมื่อคุณเห็นอารมณ์โผล่เข้ามาในระหว่างการเทรดแล้ว....
ขั้นตอนต่อไปก็คือการฝึกอารมณ์
อย่างแรกคือเรียนรู้ที่จะจัดการความเร้าอารมณ์ จากนั้นก็เรียนรู้ที่จะเปลี่ยนความเชื่อที่คุณกำลังจะเอาไปใช้ร่วมกับการเทรดทุกวันโดยที่คุณไม่รู้ตัว นี่คือจุดที่คุณควบคุมพลังแห่งอารมณ์และจิตใจให้มีส่วนร่วมกับความไม่แน่นอนของการซื้อขายจากมุมมองใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเปลี่ยนจากการตอบรับตามสัญชาตญาณไปสู่การจัดการอารมณ์แบบเชิงรุก

นักเทรดต้องรับผิดชอบในการเป็นนักออกแบบอารมณ์และจิตใจที่เขานำมาใช้ร่วมกับการเทรด นี่คือขั้นตอนที่นักเทรดผู้ทะเยอทะยานไม่สนใจ พวกเขารอให้มีการดปลี่ยนแปลงภายนอกตัว แต่แท้จริแล้ว,การเปลี่ยนแปลงที่ถูกต้องควรมาจากภายในสู่ภายนอก จิตใจของคุณที่มุ่งเน้นที่การควบคุมผลลัพธ์นั้น-มันไม่ได้เตรียมพร้อมสำหรับความท้าทายในการซื้อขายเลย จึงไม่แปลกที่พวกเขาไม่สามารถทำกำไรได้อย่างยั่งยืนหนำซ้ำต้องขาดทุนต่อเนื่องอย่างถอนตัวไม่ขึ้น

ดังนั้น คุณต้องกล้าเปลี่ยนแปลง ถ้าอยากมีผลการเทรดที่ดีขึ้น ด้วยการกำหนดโปรแกรมสมอง / ใจสำหรับการจัดการความน่าจะเป็น (แทนการจัดการเพื่อการอยู่รอด คุณต้องพร้อมและยินดีที่จะต้อนรับอารมณ์และใช้มันเพื่อเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนความคิดจากการให้ความสำคัญกับการเป็นผู้ชนะไปเป็นให้ความสนใจกับกระบวนการ

คำถามคือ: คุณพร้อมและเต็มใจที่จะใช้สิทธิ์ในศักยภาพที่แท้จริงของคุณหรือไม่?


Mastering the Mind that Over-Trades: Teaching Patient Discipline to Your Inner Alpha
https://www.mytradersstateofmind.com/mastering-the-mind-that-over-trades---teaching-patient-discipline-to-your-inner-alpha.html

ความต่างระหว่าง ความปรารถนาที่จะชนะ กับ Mindset เพื่อการทำกำไร
ความปรารถนาของเทรดเดอร์ทุกคน ล้วนพุ่งเป้าไปที่ชัยชนะ ทุกคนอยากได้กำไร ไม่มีแท้แต่คนเดียวที่ต้องการขาดทุน

ตรงนี้แหละที่ "ความปรารถนาที่จะชนะ" กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาที่คอยขัดขาเทรดเดอร์ ซึ่งเราสามารถดูขนาดปัญหาได้จากประวัติการเทรดของพวกเขา(ซึ่งมันมักจะไม่ค่อยตรงกับความปรารถนาของเทรดเดอร์ตคนนั้นเลย)

แม้พวกเขาจะทำใจไม่ให้เชื่อกับผลงานของตัวเอง ว่าการพยายามทำงานอย่างหนักกลับไม่ได้ผลที่ต้องการเลยแม้แต่นิด ทัศนคติปรารถนาชัยของคุณก็ดูเหมือนจะมีปัญหาบางอย่างซ่อนอยู่ในขณะซื้อขายเป็นแน่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ความปรารถนาที่จะชนะ" กับ"ความสามารถในการทำกำไรอย่างสม่ำเสมอ" มันเหมือนจะไปคนละทางกัน(ก็หลักฐานทางบัญชีการเทรดมันฟ้องอย่างนั้น)

ตรรกะดังกล่าวอาจจะทำให้บัญชีคุณมีปัญหา เช่น ขาดทุนหนักแบบไม่ทันตั้งตัว, ขาดทุนทีละนิดแต่ต่อเนื่อง, ขาดทุนกำไรที่เพิ่งได้มารวดเดียว,ฯลฯ
พูดง่ายๆคือ คุณไม่สามารถทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอ ทั้งๆที่ตัวอยากชนะใจจะขาด(สั้นๆคือ-ต้องการชนะ แต่เทรดแพ้)
ฉะนั้น, หากคุณต้องการได้กำไรอย่างสม่ำเสมอ คุณต้องให้ความสำคัญญกับประสิทธิภาพในการซื้อ-ขายของคุณ เพราะมันคือสาเหตุหลักของการติดหล่มครั้งนี้
แต่ในเมื่อมันยังเกิดขึ้นแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้ว่าคุณจะพยายามมากแค่ไหนก็ตาม คุณก็ยังไม่รู้ว่าควรทำยังไงดี?

แนวทางแก้ปัญหานี้ มันต้องเริ่มต้นที่การตระหนักรู้ว่า แท้จริงแล้วคุณไม่สามารถควบคุมตลาด(ให้เคลื่อนไหวตามใจคุณ)ได้
ดังนั้นไม่ว่าคุณจะหาแนวทางใหม่ๆเพื่อเอามาชนะตลาดนั้น มันเป็นเรื่องสุดวิสัย

ยิ่งคุณพยายามมาก แถมแก้ไม่ถูกจุด ไม่รู้ว่าปัญหาที่แท้จริงคืออะไร ก็ยิ่งขาดทุนไม่สิ้นสุด
ความรู้สึกในขณะซื้อขายจริง มันต่างจากสิ่งที่พวกเขาเคยชินมาก แม้จะพยายามมากมายก็คล้ายกับการโยนก้อนกรวดลงมหาสมุทร
ตลาดไม่สนใจคุณแม้แต่นิด
นี่คือเหตุผลว่า การหันกลับมาตรวจสอบบัญชีของตัวเอง จึงจำเป็น และมันอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยน
ผลงานการเทรดของคุณจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับความบกพร่องต่างๆ อันจะเป็นเชื้อให้คุณหาทางฝึกสมองและจิตใจเพื่อรับมือกับความโหดร้ายของตลาด

A New Understanding of Alpha’s Need to Win
เมื่อมีความปรารถนาที่จะชนะอย่างแรงกล้า-จึงพยายามลงมือทำให้เกิดผลและพยายามควบคุมผลลัพธ์-กลายเป็นอคติที่ขัดแย้งต่อความสำเร็จในการเทรดระยะยาว

มันเป็นอย่างนี้ได้ไง?

บรรพบุรุษของเราล้วนมีความจริงจังในการต่อสู้ชนะเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นการล่าเหยื่อมาเป็นอาหาร เผชิญหน้ากับภัยคุกคาม เลือกคู่ครองที่ดีผ่านฐานะทางสังคม - ผู้ชนะจะได้อาหาร,ที่พัก, และขยายเผ่าพันธุ์ของตนได้สะดวก
เมื่อเวลาผ่านไป คุณลักษณะที่ว่ามาทั้งหมดนี้ เรียกว่า Alpha
สิ่งสำคัญของอัลฟ่าก็คือ การดิ้นรนเพื่ออยู่รอด
การดิ้นรนเพื่ออยู่รอด(ไม่ว่าจะมาในรูปแบบของการเป็นนักล่าที่ประสบความสำเร็จ, ผู้พิทักษ์ หรือสถานะสังคมชั้นสูงในกลุ่ม) หมายถึงความสามารถในการแก้ปัญหาให้ลุล่วงได้ และมันก็ได้สืบทอดมายังชนรุ่นหลังกระทั่งปัจจุบันนี้

พูดง่ายๆคือ ถ้าอยากเป็นผู้ชนะ พวกเขาต้องทำงานหนักและควบคุมผลงานให้เป็นไปตามต้องการได้

ซึ่งตัว alpha ลักษณะนี้ มันใช้ไม่ได้ในโลกของการเทรด
ดังนั้น ถ้าอยากกำไรจากตลาดอย่างสม่ำเสมอ คุณต้องเปลี่ยนความหมายของ alpha เสียใหม่

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ ยังยึดติดกับ alpha แบบเดิม (โดยเฉพาะกูรูสอนเทรด)ต่างคนต่างโฆาณาชวนเชื่อว่าตัวเองมีสูตรสำเร็จในการควบคุมผลที่เกิดจากความพยายามอย่างหนัก มันจึงส่งทอดความเชื่อให้กับนักเรียนใช้หลักการนี้ต่อ ซึ่งผลก็รู้กันว่านักเรียนขาดทุน พอขาดทุนก็หาเงินไปเรียนใหม่กับกูรูคนนั้น สรุปคือกูรูรวย แต่พอร์ตของนักเรียนแทบล้มละลาย

แม้แต่นักเทรดที่เรียนรู้ด้วยตัวเองก็ตามที พวกเขามีความพยายาม มีความสามารถในการปลุกเร้าตัวเองให้มุ่งมั่น กระหายชัย มี passion ในการเรียนรู้ แต่ก็ยังติดหล่มเดียวกันนี้

ปัญหาของความปรารถนาที่จะควบคุมและมุ่งมั่นเพื่อชัยชนะ ได้เปิดให้เห็นภาพลวงตาของการควบคุม - ซึ่งไม่ใช่ความสามารถในการควบคุมได้อย่างแท้จริง ถ้าไม่เชื่อก็กลับไปดูบัญชีซื้อขายของพวกเขาดูสิ มันฟ้องชัดว่าความพยายามแบบนี้ไม่ได้ผลเลย-แม้แต่-นิดเดียว

เมื่อพวกเขามีความปรารถนาที่จะชนะ สิ่งที่คิดได้ก็คือ ต้องทำให้มากที่สุด เทรด-เทรด-ซื้อ-ขาย-ซื้อ-ขาย-ซื้อ วันละหลายๆรอบ หากเอาส่วนต่างมาทบต้นแล้วสามารถเป็นเศรษฐีคนต่อไปได้ในเวลาไม่ถึงปี
แต่พวกเขาอยู่ในโลกของจินตนาการนานเกินไป เพราะตลาดไม่มีทางยอมให้คุณได้กำไรทุกตา เมื่อพวกเขาแพ้, สัญชาติญาณของการดิ้นรน ทำให้รีบตั้งป้อมสู้เพื่อเอาคืนทันที แต่แทนที่จะได้ พวกเขากลับสูญเสียมากขึ้นไปอีก เมื่อขาดทุนหนักก็เกิดอารมณ์กลัว
อีกทั้งความปรารถนาที่จะชนะ กลับเป็นตัวผลักดันไม่ให้นักเทรดรีบตัดขาดทุนไปเสียอีก ส่งผลให้ความเสียหายลุกลามใหญ่โตกว่าเดิม บ่อยครั้งก็บานปลายเกินเยียวยา

The New Alpha Rising
ความจริงแล้ว alpha มันใช้ดีในเกือบทุกสาขาอาชีพ ยกเว้นแค่ในตลาดหุ้น ดังนั้นถ้าหากเราต้องการเอามันมาใช้ที่นี่ ก็ต้องมีการปรับปรุง ดัดแปลงให้เหมาะสม
เริ่มต้นคือ เทรดเดอร์ต้องทำตัวเป็น "ผู้แพ้ที่ดี" คือรีบยอมรับว่าตัวเองพลาดแล้วรีบตัดขาดทุนให้เสียหายน้อยที่สุด ดังนั้น alpha ใหม่ที่เหมาะสำหรับการเทรดก็คือ เปลี่ยนจาก "ความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะชนะ" ไปเป็น "ความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะดำเนินการเทรดให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด"

ต่อมาก็คือ การยอมรับว่า alpha ไม่สามารถช่วยให้คุณเอาชนะตลาดได้ หนำซ้ำมันไม่สามารถกำหนดผลลัพธ์การเคลื่อนไหวของตลาดได้ว่าจะต้องไปถึงเป้าแบบเป๊ะๆ ดังนั้นแทนที่จะควบคุมผลลัพธ์ คุณต้องพยายามควบคุมประสิทธิภาพของตนเองแทน
ตอนนี้อัลฟากำลังก้าวไปไกลกว่าการอยู่รอดและเรียนรู้วิธีการพัฒนาจิตใจที่เจริญเติบโตในโลกแห่งความน่าจะเป็นความเสี่ยงและทุน

นอกจากนี้, ระเบียบวินัยและการอดทน ก็เป็นสิ่งที่ต้องเอามาเสริม เพราะเรารู้แล้วว่าการขยันเกินไปก็ใช่จะเป็นผลดีต่อประสิทธิภาพการเทรด มันมีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดการขาดทุน-ล้างแค้น-ขาดทุนเพิ่ม
แต่ถ้าหากเราเอาความรอบคอบเข้ามาอยู่ในสมการด้วย มันก็จะช่วยให้นักเทรดมีการตัดสินใจที่เฉลียวฉลาดมากขึ้น


ให้เลียนแบบพฤติกรรมของเสือ Cougar เอาไว้ มันเป็นนักล่าโดดเดี่ยวที่ปรับตัวให้เหมาะสำหรับป่าในทวีปอเมริกาเหนือ มันไม่ใช่นักวิ่งไล่ล่าเหยื่อ แต่เป็นนักซุ่มโจมตี มันจะอุทิศตัวซุ่มเฝ้ารอเหยื่ออย่างอดทน บนต้นไม้ ในซอกหิน เพื่อรอกวางที่หลงเข้ามาในโซนโจมตี มันรู้จักนิสัยกวางเป็นอย่างดี(เหมือนเทรดเดอร์รู้จักการวิเคราะห์ทางเทคนิค) มันรู้ว่าตัวเองมีความน่าจะเป็นที่จะสำเร็จสูง(ในการไล่ล่า-ถ้าจะทำ) แต่มันกลับเลือกที่จะซุ่มดักรอให้กวางเดินเข้าไปในพุ่มไม้ของมัน เมื่อจังหวะได้ มันก็กระโจนเข้าจับกวาง(โดยที่ไม่มีการไล่ล่า) ซึ่งผลจากนั้นก็สามารถออกมาได้ทั้งสองแบบ คือจับได้อยู่หมัด-กวางกลายเป็นเหยื่อ-เสือชนะ แต่ถ้าหากเสือพลาด-มันก็ปีนขึ้นไปซุ่มที่ใหม่เพื่อรอโอกาสใหม่ต่อไป
เสือไม่บาดเจ็บ แม้จะพลาด ก็ไม่เป็นไร เอาใหม่

คุณสมบัติที่ต้องเพิ่มและพัฒนาก็คือ ความอดทน เมื่อต้องเผชิญกับความไม่แน่อนและความเสี่ยงของการเทรด เราต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมนั้นแทน เพราะสภาพแวดล้อมของการเทรดมันไม่สามารถควบคุมผลได้เลย หากอยากจะได้ประโยชน์จากมันก็ต้องมีทางเดียวคือปรับตัวตาม เมื่อเราสามารถอยู่ในกระแสของตลาดได้แล้ว หากมีความอดทนพอ ก็จะเห็นโอกาสสวยๆที่มีความน่าจะเป็นให้เราชนะ-แล้วเข้าทำเพื่อให้ได้กำไรตามที่ตลาดมอบให้ แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร รีบยอมรับมัน-ตัดขาดทุนให้ไว แล้วกลับไปซุ่มรอจังหวะใหม่แบบนักล่ามืออาชีพ

สรุปคือ เราต้องพัฒนาทักษะของความอดทน เพิ่มความเคร่งครัดต่อวินัย รู้จักรอจนกระทั่งได้จังหวะที่ดีที่สุด แล้วค่อยลงมือทำ ถ้าผิดทางก็รีบถอนตัวออกมาเพื่อไม่ให้เกิดความบาดเจ็บ เพราะเราต้องอาศัยพลังในการโจมตีครั้งใหม่ ซึ่งลักษณะของแผนการณ์ก็ขึ้นอยู่กับสภาพตลาดนั้นจะเป็นไปในทางใด เราก็ต้องปรับตัวตามนั้นเพื่อที่จะเห็นโอกาสที่สอดคล้องกัน

----------------------------------------
-------------------------
(โฆษณา)
หนังสือผลงานของผู้เขียนเองครับ
มีสองเล่ม พี่น้อง ดำ - เขียว


"หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่" (เล่มดำ) แนะแนวทางการเทรดหุ้นแนวโน้มขาขึ้น ด้วย กราฟวีค ก็จะเน้นการดูแนวโน้มขาขึ้นด้วย price pattern จากนั้นก็รันเทรนด์ด้วยเส้นค่าเฉลี่ย จบลงที่การขายด้วย price pattern เรียกว่าครบวงจรตั้งแต่ซื้อยันขายเลยครับ อ่านเล่มเดียวจบ

ส่วน "หุ้นซิ่ง สวิงเทรด" (เล่มเขียว) แนะแนวทางการเทรดหุ้นแนวโน้มขาขึ้นด้วยกราฟรายวัน เล่มนี้จะเน้นการดูแท่งเทียน เอามาใช้ในการหาสัญญาณต้นเทรนด์ของขาขึ้น ซื้อหุ้นแบบ buying strength, buy weakness รันเทรนด์ด้วยเส้นค่าเฉลี่ย 10,20,50, 100, 200 วัน ขายหุ้นออกด้วย selling into strength, selling weakness ครบวงจรเช่นกัน


สนใจติดต่อสั่งซื้อหนังสือหุ้นทั้งสองเล่ม
ส่งข้อความไปที่เพจ Zyo Books : facebook.com/zyoboooks


ขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนผลงานของเซียว จับอิดนึ้ง ครับ

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รีวิวหนังสือหุ้น "เทคนิคอล อนาไลซิส" Technical Analysis of the Financial Markets

สรุปหนังสือ The (almost) Complete Guide to Trading

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

วิธีเลือก, ดูแนวโน้ม, Volume และ Price Action ของหุ้น Growth Stocks ตามแนวคิด CANSLIM

เคล็ดการหาหุ้น Demand Passion แรง (วิธีสแกนหุ้นซิ่ง)

EMA20 กับการหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นน้องใหม่ที่กลับตัวจากขาลง

แกะกราฟ 5 หุ้นซิ่งวิ่งแรง UREKA, OCEAN, SEAOIL, FOCUS, PIMO