เซียว จับอิดนึ้ง เป็นใคร? (About Zyo)


ไหนๆ ก็ทำบล็อก zyo71.com ขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว
ต้องมีหน้า About Me
ผมเลยขอจัดเต็มสตอรี่เกี่ยวกับ "เซียว จับอิดนึ้ง" ที่เป็นนักเล่นหุ้น
มาให้อ่านกันขำๆ

ออกตัวไว้ก่อนว่า "เป็นการยกหางตัวเอง" เสียส่วนใหญ่
หากท่านไม่ว่าง เสียเวลา ก็ขอให้ข้ามไปซะ
เพราะมันไร้สาระทั้งสิ้น


ก็จะขอเริ่มจากชื่อก็แล้วกันครับ
"เซียว จับอิดนึ้ง" เป็นชื่อตัวละครจากหนังสือของ "โก้วเล้ง" ครับ
ตอนนั้นผมอ่านแล้วชอบมาก มโนไปว่าตัวเองเป็นยอดขุนโจรผู้อาภัพรัก
ประทับใจในความเป็น "สุนัขป่าเดียวดาย"
จึงเอามาตั้งเป็นชื่อ facebook account

zyo71 ก็ย่อมาจาก zyo = เซียว, 71= จับอิดนึ้ง นั่นเองครับ

แต่ด้วยความที่ผมไม่ได้โพสต์เรื่องของตัวเองเลย
อัดแต่เรื่องหุ้นล้วนๆติดต่อกันทุกวัน
จึงมีผู้ติดตามเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก
เลยคิดว่าชื่อนี้มันติดอยู่ในใจของผู้อ่านไปแล้ว จึงใช้เป็นนามปากกา อย่างเป็นเรื่องเป็นราว


ดังนั้น เซียว จับอิดนึ้ง ในที่นี้ ไม่ได้เป็นตัวละครในนิยายจีนนะครับ เขาเป็นนักเทรด เป็นนักเขียน ที่ท่านสามารถติดตามเขาได้ที่ facebook.com/zyoit


เรื่องราวส่วนตัว
เผื่อใครอยากรู้จักผมมากขึ้น
ตั้งแต่เด็กเลยก็แล้วกัน

ผมเกิดปี 2519 วันพุธกลางคืน ปีมะโรงครับ
ดังนั้นอย่าแปลกใจที่ผมจะชอบขีดๆขียนๆ
เพราะดวงของผมมาทางนี้แบบเต็มๆเลย
หมอดูเขาว่ามานะ

หมอดูก็ไม่ใช่คนหรอก ดูในเว็บน่ะ
ผมเคยเข้าเว็บดูดวงตัวเอง
เขาบอกว่าคนเกิดวันนี้เวลานี้
๑) "ยิ่งแก่ ยิ่งรวย"
๒) "จะเป็นพ่อค้าก็รวย ไปเป็นนักบวชก็เป็นที่เลื่อมใสศรัทธา"
๓) "มีเงินทองใช้ไม่ขาดมือ"
แค่นั้นแหละครับ ผมไม่เคยเปิดหนังสือดูดวงอีกเลย
เพราะทั้งหมดนี้แหละที่ผมต้องการ
และต้องยึดไว้เป็นเป้าหมายชีวิตให้จงได้


จินตนาการหน้าตาผมในวัยสี่สิบไม่ยากครับ
นึกถึงน้ากล้วย เชิญยิ้ม ไว้เลยครับ
แฝดต่างวัยกันเลยทีเดียว เพียงแต่ผม "ไม่มีผม" อยู่แล้วเท่านั้นเอง

ผมเป็นเด็กบ้านนอกครับ เกิดที่หมู่บ้านเล็กๆไกลความเจริญในจังหวัดศรีสะเกษ ไกลแค่ไหนรู้มั้ยครับ จนป่านนี้ 40 ปีผ่านไป ถนนเข้าสู่หมู่บ้านนผมยังเป็นลูกรัง บางช่วงเคยมีประวัติการราดยางให้เห็น แต่เลอะเลือนมาก หน้าฝนไม่ต้องพูดถึง ทางเป็นหลุมเป็นบ่อ ทรมานโช้ครถเก๋งยิ่งนัก

ตอนเรียนมัธยมต้น จำได้ว่าในหน้าฝน ปั่นจักรยานฝ่าฝนไปเรียนที่ตัวอำเภอ ดินเหนียวของทางลูกรังจะติดล้อเป็นก้อนแล้วไปขัดบังโคลน ให้ต้องคอยแคะออกตลอดทาง เรียกว่าสาหัสเอามากๆ

แต่โชคดีที่ผมเรียนโรงเรียนประจำอำเภอนั้นแค่ปีเดียว จากนั้นก็ย้ายไปอยู่กับพี่อีกอำเภอหนึ่ง ซึ่งที่พักติดกำแพงโรงเรียน จึงสบายขึ้นหน่อย

ผมเป็นคนเพื่อนน้อย ไม่ชอบสุงสิงกับใคร สถานที่โปรดของผมคือ "ห้องสมุดประชาชน" ครับ

อีกสองปี ผมก็ย้ายไปเรียนมัธยมปลายที่จังหวัดอุบลราชธานี ด้วยความฟลุค
ทั้งที่ทำข้อสอบแบบคนเหงื่อแตกเพราะโคตรยาก แต่ดันสอบติด

ย้ายมาพักหอขาวติดโรงเรียน แชร์กับเพื่อน
ตอนนั้นก็เป็นนักเรียนที่จนที่สุดในห้อง ไม่มีเงินเรียนพิเศษ คอยเอาชีทของเพื่อนที่มีเงินมาอ่าน
ผลก็สอบเข้ามหาลัยได้ทั้งกลุ่ม

ผมได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขากำแพงแสน
แต่ปีแรกเขาให้เรียนที่บางเขนก่อน

เข้าไปอยู่หอพักของมหาวิทยาลัย โดนรับน้องสนุกเลย ตอนโดนรับก็เครียดนะ แต่พอจบคอร์สแล้ว กลับรู้สึกดี มันก็กดดันไปอีกแบบ

จบปีหนึ่ง ผมโดนรีไทร์
เกรดเฉลี่ยสองเทอมไม่ถึง 1.50 น่ะสิ ไปสู้วิชาเคมี กับฟิสิกส์ เข้าไป ตัวแรก 5 หน่วย ได้ D dog มาก็ถ่วงเกรดน่ะสิ ตัวอื่นก็ไม่ได้ดีเด่อะไร เกรด D เสียส่วนใหญ่ จึงไปไม่รอด

ใช้เวลาทั้งปีในการอ่านหนังสือเข้าสอบใหม่ ตอนนั้นเรียกว่า Entrance อยู่นะ

ผมพยายามสอบเข้าสาขาวิชาที่ตัวเองอยากเรียนมากคือ สถาปัตย์ และออกแบบผลิตภัณฑ์ แต่ไม่ติด จึงสมัครเรียน คณะวิศวกรรมศาสตร์ ภาคพิเศษ สาขาเครื่องกล ที่สถาบันเดิม

ค่าเทอมแพง แต่ผมกู้ยืม จึงไม่มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย ตอนนั้นนอกจากค่าเทอมแล้ว เขายังให้ค่าใช้จ่ายรายเดือนด้วยนะ 2,500 บาท เหลือเฟือเลย เพราะเราไม่สังคม ไม่เที่ยวอยู่แล้ว

ตอนที่ผมตั้งหลักจะเรียนวิศวะ รอบใหม่ ก็ตั้งใจว่า "ฉันต้องไม่ผิดพลาดเรื่องเดิมๆอีก" ดังนี้

ปัญหา ผมไม่สนใจการเรียน เน้นสอบอย่างเดียว แต่การเรียนมหาวิทยาลัยมันไม่หมูเหมือนการสอบเอ็นน่ะสิ มันเป็นข้อเขียน แถมข้อสอบเก่าก็ไม่มีซ้ำเลย คุณต้องเข้าใจเนื้อหา ถึงจะสอบได้เกรดดีๆ

วิธีแก้ ต่อไปผมจะนั่งหน้าชั้นเลย หักดิบตัวเอง ดูสิถ้ามึงนั่งข้างหน้า ถ้ามึงตั้งใจ จะเรียนคณะนี้จบมั้ย

ผมสู้จนจบครับ
แต่เกรดก็ต่ำตมเหลือเกิน ถ้าจำไม่ผิด 2.10 ผ่านแบบเส้นยาแดงผ่าแปด

จบมาก็ได้งานเลย โรงงานอิเล็กทรอนิกส์ OEM แถวมหาชัย
ที่ได้งานเพราะอะไรรู้มั้ยครับ วิชาเขียนแบบ Pro Engineer

ต้องกราบขอบพระคุณอาจารย์สัจจาทิพย์ ที่ประสาทวิชานี้ให้ครับ ตอนนั้นถ้าใครเรียนกับแกจะเครียดมาก โคตรกดดัน แต่ผมก็เอาตัวรอดแบบถูๆไถๆได้ และก็ไม่คิดว่าการกรอกทักษะนี้ลง resume มันจะทำให้ตรงกับความต้องการของโรงงานนั้นพอดี

แผนกที่ผมเข้าไปทำงานคือ R&D ครับ
มีหน้าที่เขียนแบบชิ้นส่วน ทำ prototype และจ่ายงานให้ไลน์การผลิต

ซึ่งต้องสารภาพตรงๆเลยว่า ผมไม่ปิ๊งงานในโรงงานเลยแม้แต่นิด จึงตั้งเป้าว่า ทำงานครบปี ฉันจะลาออกไปหางานใหม่

ครบปี ผมก็ย้ายที่ ไปทำงานบริษัทเล็กๆ ซึ่งเจ้าของเป็นรุ่นพี่เกษตรฯ
หน้าที่ก็เหมือนเดิม design engineer ทำงานตั้งแต่ ขึ้นรูปต้นแบบในคอมพิวเตอร์ ทำต้นแบบ ติดตั้งทดลอง ติดต่อโรงงานผลิต

และงานใหม่คือ ทำ presentation โบรชัวร์ กล่องสินค้า ใบรับประกัน พูดง่ายๆคือนอกจากทำบัญชี จ่ายเงินเดือน สินค้าของที่นั่นผมมีส่วนร่วมหมด

ความท้าทายที่ผมอยากอวดในตอนนั้นคือ โปรแกรมที่ใช้ออกแบบ มันไม่ใช่ตัวเดิมสิ เพราะตอนนั้นเมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว  พี่เขาใช้ solidwork ซึ่งตอนนั้นไม่มีคู่มือภาษาไทยเลย ผมต้องเข้าเน็ทโหลดคู่มือภาษาอังกฤษมาทำความเข้าใจและใช้งานได้ด้วยตัวเอง แถมสามารถสอนให้พนักงานโรงงานคนอื่นทำได้ด้วย และมันก็เก่งกว่าผมในเวลาต่อมา

ต้องขอบคุณอาจารย์คณะวิศวะ ที่ตอนปี 3 ปี 4 มีการสอบแปล textbook คือเอาตำราภาษาอังกฤษมาแปลทำความเข้าใจเอง แล้วก็เอาไปสอบ ซึ่งผมทำได้ค่อนข้างดี ผมกับภาษาอังกฤษ ไปด้วยกันได้

ผมทำงานที่นั่นเกือบสิบปี ก็ลาออก
เพราะมานั่งคิดดูหลายอย่างแล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการเลย

ผมมีปัญหาทุกครั้งที่ต้องกลับบ้านช่วงเทศกาลวันหยุดยาว ต้องไปหมอชิต นั่งรถเสริมแออัดกลับบ้าน เลยตั้งคำถามว่า ไม่อยากทำงานที่ต้องเข้าแปดโมง ออกสี่โมงเย็น แถมวันหยุดก็หยุดพร้อมกัน

อีกอย่างคือ ผมมีปม
ไม่ค่อยอยากกลับบ้าน
ตอนเด็กครอบครัวเข้มงวดมาก
พอผมปีกกล้าขาแข็ง ก็คิดอย่างเดียว
คือ ต้องไปให้ไกลบ้านที่สุด

ความฝันของผมคือ "เที่ยวรอบโลก" ครับ

ผมเริ่มหางานที่ไม่จำเป็นต้องเข้าออฟฟิส ทำงานที่ไหนก็ได้ ขอแค่มีอินเตอร์เน็ท
และต้องเป็นงานที่ "ทำคนเดียวได้"

ก็พบงานออนไลน์ คุณแค่หาสินค้ามา
นำไปโพสต์ในเว็บ ให้ google ช่วยโฆษณา
ลูกค้าก็จะโทรมาสั่งสินค้าของผมเอง
โดยที่เราไม่ต้องทำอะไรเลย

ตอนแรกก็ใช้ประโยชน์จากเว็บ alibaba หาสินค้าจีน นำเข้ามาขายในไทย
โดยการสร้าง blog ขึ้นมา ทำคลิปลงยูทูป โชว์สินค้า ให้คนสนใจ โทรมาสั่งซื้อ
นี่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้วนะครับ

สินค้าตัวแรกในชีวิตคือ โต๊ะวางโน๊ตบุคพับได้
ทำจากอะลูมิเนียม ขายราคา 990 บาท
แรกๆก็ขายดีมากครับ เพราะบ้านเราไม่เคยมี
แต่จากนั้นไม่กี่เดือน ร้านในห้างพันทิพก็ขนจากจีนมาขายครับ ตัดราคาไปครึ่งเลย
ก็ไปต่อไม่ไหวสิครับ จึงต้องเลิก

จากนั้นก็เอาสินค้ามาขายหลายตัว
แต่ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่
เคยคิดนำเข้า น็อต สกรู มาขาย แต่ก็ต้องแข่งเรื่องราคา เราไม่เก่งดีล ก็เลยเลิกไป

USB ก็เคยลองทำ แต่เห็นราคาแกว่งเหลือเกิน
แกว่งลงนะ คือซื้อปุ๊บขาดทุนปั๊บ ก็ไม่รอด
ในที่สุดก็คิดว่าไม่ไหว จึงเลิกไป

เผื่อบางคนมีคำถาม ติดต่อกับจีนยังไงวะตอนนั้น
คำตอบคือ google translate สิครับ
ผมได้เรียนรู้การเขียนจดหมายขอราคาทางอีเมล์ก็ตอนนั้นแหละ
บางทีถ้าอยากได้ของถูกก็เข้าทาง alibaba.cn ภาษาจีนเพื่อคนจีน ผมก็แปลไทยเป็นจีนแล้วส่งข้อความไปขอให้เสนอราคาก็มี คือถ้าอยากอยู่รอดก็ต้องเอาทุกรูปแบบแหละครับ

จากนั้นผมเอาใหม่
หาคนซื้อสินค้าให้ได้ก่อน แล้วค่อยนำเข้า
โดนคนจีนหลอกให้โอนเงิน
แต่แกล้งส่งของผิดที่ เงินหายไปเกือบแสน
ตอนนั้นผมพบว่า การนำเข้าสินค้ามาขายนั้น มันวุ่นวายมาก ต้องติดต่อกรมศุลกากร ถ้าติดวันหยุดของจีนก็ เสียเวลารอของ ไหนจะความต้องการของลูกค้าที่ด่วนได้
ผมเลยขอไม่ทน บอกลูกค้าว่าเลิกทำ
ก็มีเสียความรู้สึกกันพอสมควร

ต่อมา ก็เอาใหม่ "ออกแบบสินค้าขายเอง" ไปเลย ไม่ต้องง้อใคร
ก็ขายดีเลย เพราะเป็นสินค้าที่เอาไว้แก้ปัญหาในยามวิกฤติ
แต่ปัญหาคือพอมันไม่วิกฤติ ก็ขายไม่ออก
สต็อกบานเบอะเลย เจ๊งไปอีกรอบ

ช่วงนี้ผมใช้เคล็ดในการขายอยู่อย่างหนึ่งคือ "เรียกลูกค้าให้เข้ามาหา"
เพราะผมทำงานคนเดียว จะออกไปเร่หาลูกค้าคงไม่ไหว
จึงใช้ตัวช่วย คือ เว็บไซต์/บล็อก ทำให้ดีๆ google จะหาลูกค้าให้เอง
ซึ่งเราก็ไม่เหนื่อยด้วย

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้โชคก้อนใหญ่
ผมก็ได้มีส่วนเข้าไปร่วมวงกับความเป็นขาขึ้นรอบใหญ่ ของวงการ affiliate marketing
นี่เป็นเหตุการณ์สิบปีที่แล้วนะครับ บอกไว้ก่อน
ตอนนั้น amazon.com , cj.com โดดเด่นมาก คนไทยเข้าไปทำเงินกันมหาศาล

คุณรู้มั้ยว่าใครเป็นหนึ่งในผู้จุดประกาย
การทำเงินออนไลน์แบบนี้
คุณตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์
เจ้าของเว็บ jitta.com นั่นเองครับ
เขาเขียนหนังสือ google make me rich ขึ้นมา และมันเป็นคัมภีร์ทำเงินในยุคนั้นเลย

ช่วงนั้นเว็บ thaiseoboard ฮิตมากๆ
มีคนเข้ามาแชร์ไอเดีย อวดกำไรกันสนุกสนาน
มีชื่อหนึ่งที่ผมจำได้แม่นเลย
John Redtor
เท่มากคนนี้

ขนาดผมเองนะ ทำ amazon กับ cj
ในตอนที่ตลาดนี้เข้าสู่เวฟ 5
ยังทำได้พอสมควรเลย

แต่น่าเสียดาย ที่ความคึกคักนี้อยู่ไม่นาน
พวกเราคนไทย เล่นกันเลยเถิดไปพอสมควร
ความที่เงินมันหาง่ายมาก จึงมีการปั่นสคริปต์ สร้างเว็บขยะขึ้นมามากมาย
แรกๆก็ได้เงินดี แต่พอ amazon รู้แกว ก็เลยแบนซะ
วงแตกกันทั้งประเทศ โดยเฉพาะสายดำกับเทา


เรื่องทุนกู้ยืมก็น่าเอามาอวด
ตอนที่ผมลาออกจากงานนั้น
ผมไม่ได้ใช้หนี้ กยส. เลยเป็นเวลาสามปีติด

จึงโดนดอกเบี้ยทบต้น
สร้างหนี้ก้อนใหม่ให้โตขึ้นเป็นแสน
จากสามแสนกว่าก็เป็นสี่แสนกว่า

ซึ่งตอนนั้ผมก็ได้แต่รับรู้ความเสียหายที่เติบโต
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เรายังกัดก้อนเกลือกิน
แต่ผมก็ไม่หนีแน่ ยังไงก็ต้องจ่าย

ครั้นพอทำเงินออนไลน์ได้
จึงเอาเงินไปโปะเพื่อลดหนี้จนหมด
ผมไม่แคร์เลยเรื่องค่าปรับ เพราะผมตั้งใจแล้วว่า
"ยังไงก็ต้องจ่าย" เพราะ "ถ้าไม่มีเขา ก็ไม่มีเรา"

ซึ่งตอนนี้ผมก็ได้ใช้หนี้กู้ยืมหมดทุกบาท
ปิดสถานะหนี้ไปเรียบร้อยแล้วครับ

เมื่อยังมีเงินเหลือ ผมก็เอามาเข้าเล่นหุ้นครับ
และก็ เจ๊งหุ้น ขาดทุนยับ อย่างที่ท่านรู้ๆกัน

แต่พูดก็พูดเถอะ
ผมไม่ค่อยเสียใจกับความล้มเหลวสักเท่าไหร่
อาจเป็นเพราะผมเจอและเจ็บมาหลายครั้งแล้วก็เป็นได้

ตอนที่โดนรีไทร์ คนอื่นตื่นตระหนก
แต่ผมกลับมึนชา
ยอมรับว่ามันเกิดขึ้น แล้วค่อยๆแก้ไป

แต่ก็สารภาพแมนๆว่า...
"ตอนนั้นไม่อยากกลับบ้านเลย"
เพราะชอบมีคนถามเรื่องการเรียน
เรามีฉนักติดหลังอยู่ ไม่อยากโกหกใคร
แค่ได้ยินคำถาม ก็ปวดใจแล้ว

เพลงของพี่ป้อมที่ว่า "ไม่อยากจะเจอหน้าใคร ไม่มีกะใจพบคน..." มันโดนมาก


ซึ่งท่านเชื่อมั้ยว่า พอวันนี้
ผมโคตรขอบคุณ การโดนรีไทร์ ในครั้งนั้นเลยนะ
คือผมพอใจในปัจจุบันมากเลยไง
ดังนั้นจึงต้องขอบคุณจุดเปลี่ยนในวันนั้น

ผมเชื่อว่า ความล้มเหลวมันทำให้ผมรู้ว่าอะไรควรทำมากที่สุด
สิ่งไหนที่ไม่ควรเสียเวลากับมันเลย

ถ้าผมไม่โดนรีไทร์
ผมในภาคคนที่ไม่ล้มเหลวจะเป็นยังไง?
คิดว่าไม่น่าจะมีวันนี้ ที่ happy ได้ขนาดนี้

ตอนที่ผมเจ๊งหุ้น ก็เหมือนกันครับ
คนอื่นอาจหัวเราะเยาะ ว่าไอ้โง่ แต่ผมเฉยๆ
เพราะผมชอบประโยคที่เขาว่า
"เมื่อประตูบานหนึ่งปิดลง อีกบานก็จะเปิดขึ้น"
คำพูดนี้มันเปลี่ยนชีวิตผมหลายครั้งแล้ว

ตอนอกหัก ก็เป็นประโยคนี้แหละที่ทำให้รู้สึกตัว

ผมน่ะเป็นพวก "หมกมุ่น"
หากได้เลือกทำอะไรแล้ว มักจะต้องไปให้สุด
อย่าให้ได้รักใครเชียว หลงหัวปักหัวปำ
งานก็เช่นกันครับ
ถ้าคิดว่าใช่แล้วล่ะก็ ไม่ลืมหูลืมตา

ผมคิดว่า น่าจะมีความเป็น "ออทิสติก" อยู่นิดๆ

ซึ่ง "ความหมกมุ่น" นี่แหละที่ทำให้เราเจอกัน
ถ้าผมไม่บ้าโพสต์ความรู้หุ้นทุกวัน
ท่านก็ไม่ติดตามผมมามากมายขนาดนี้

ซึ่งผมก็ไม่เคยเบื่อที่จะทำแบบนี้เลยนะ มันคล้ายกับ "ความหลงไหล" เลยล่ะ
ตื่นมาก็อยากทำงาน ตอนนี้แม้ผมจะไม่มีงานประจำ
แต่ผมก็ออกไปนั่งเขียนที่ร้านกาแฟตรงเวลาทุกวัน
โดยที่อยากทำงานนะครับ ไม่ได้อิดออดแต่ประการใด
ซึ่งมันอาจจะกลายเป็นนิสัยไปแล้วก็ได้

ผมมั่นใจว่า "การหมกมุ่น" นี่แหละคือ "จุดแข็ง" ของผม
เพราะถ้าได้สนใจอะไรแล้ว ก็จะไม่วอกแวกเรื่องอื่น
เข้านอนก็นึกถึงเรื่องนั้น
ตื่นมาก็นึกถึงเรื่องเดิม
ทำยังไงให้เราเป็นนักเขียนที่ดีขึ้น
ทำยังไงจะทำให้เราเป็นนักเทรดหุ้นที่รอบคอบขึ้น

ดังนั้นแม้ผมจะขาดทุนหุ้นนะ
ผมก็ไม่ยอมแพ้ จะเอาดีให้จงได้

นอกจากนี้ ก็ยังมีพวกท่านคอยสนับสนุนอยู่ด้วย
ทำให้ผมกล้าเขียนงาน ทำหนังสือขึ้นมาขาย
และเป็นเชื้อจุดประกายให้ผมอยากเอาดีทางด้านการเขียนต่อไป

ต้องขอบคุณทักษะที่ผมได้จากการเป็นเบ๊
เพราะมันทำให้ผมทำงานเองได้ครบลูป
ตั้งแต่เขียนหนังสือ ออกแบบปก ติดต่อโรงพิมพ์ แพ็คของ ส่งของ คนเดียวจบ
ถ้าไม่เคยเจองานแบบนั้นมาก่อน คงยาก

จากสองเล่ม ผมจะเขียนต่อไปอีก
ทั้งเรื่องหุ้น และเรื่องการพัฒนาตัวเอง
เพราะผมเองก็เริ่มจาก ศูนย์ และอยากจะไปให้ถึงร้อยด้วยลำแข้งของตัวเอง

ผมต้องไปให้ถึงร้อยให้ได้
ดังนั้นสิ่งที่ผมเจอะเจอต่อไปนี้ ผมจะเอามาเขียน
เขียนเพื่อบอกเล่า ปัญหาและโอกาสที่ผมประสบ ให้ท่านและคนรุ่นหลังได้ใช้ข้อมูลนี้เป็นประโยชน์ต่อการเทรดและการใช้ชีวิตให้ง่ายขึ้นกว่าเดิม

ตอนนี้ผมเริ่มเห็นโอกาสในการเขียน
ผมคิดว่าตัวเองสามารถไปต่อในสายนี้ได้อีกไกลเลย

แต่แน่นอนว่า ผมก็ยังมุ่งมั่นกับการสร้างความร่ำรวยจากการเล่นหุ้นอยู่

ผมต้องเอาคืนให้ได้ แค้นสิบปี ยังไม่สายแน่
แต่ต้องเริ่มต้นด้วยการวิเคราะห์ความผิดพลาดของตัวเองก่อน แล้วค่อยๆแก้ไปครับ

ผมเชื่อมั่นว่า ถ้าเราเอาจริงสักอย่าง
ในที่สุดมันต้องได้ดี
ขออย่างอมืองอเท้า คุณต้องได้ดีสักวัน
ตอนนี้ผมก็ยังไม่ถึงขั้นร่ำรวยหรอกนะ
เงินก็มีเก็บ มีเหลือใช้ไม่ขาดมือ
มีเพิ่มแรง แต่ก็เหือดลงบางครั้ง
แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นร่ำรวยดั่งใจหวัง

ที่บ้านผมก็เอาเงินไปให้แม่ใช้ประจำ
ส่วนพ่อและพี่ชายก็โทรมาขอเงินเรื่อยๆ
บอกตรงๆว่าหงุดหงิดอยู่บ้าง
แต่ผมก็จะพยายามมองในแง่ดีว่า "ผมต้องไม่หยุดอยู่แค่นี้" ถ้าผมพอใจกับปัจจุบัน นอกจากผมไม่รอดแล้ว คนทางบ้านต้องไม่ไหวเหมือนกัน
เวลาเขาโทรมาขอเงิน ผมจะต้องปวดใจมากกว่านี้
ผมจะใช้ความขาดแคลน เป็นไฟลนก้นไม่ให้เฉื่อยชา

เพราะ ผมต้องไปให้ไกลกว่านี้
ผมต้องรวย ผมต้องสร้างมูลค่าของตัวเองให้รวยขึ้น

ถ้าผมมีฐานะทางการเงินที่ดี
ผมและคนรอบข้างผมก็จะมีความเป็นอยู่ที่สุขสบายมากขึ้น


ความฝันของผมคือ "เที่ยวรอบโลก"
ซึ่งจะทำได้ "ผมต้องรวย" เสียก่อน
แล้วเอาสิ่งที่เราทำ เราเจอ ไปนำบอกต่อ
เพื่อให้เป็นแรงบันดาลใจให้คนที่ตามมาทีหลัง

และที่สำคัญที่เราต้องทำร่วมไปกับการทำเงินคืออะไรครับ?
"สุขภาพ" ไงครับ
คุณต้องดูแลตัวเองให้รอด และได้ใช้เงินในตอนที่สภาพยังดีๆอยู่
ผมออกกำลังกายประจำ 5 วันต่อสัปดาห์ วิ่งวันละ 40 นาที
รักษาน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ ไม่ให้อ้วน
ตั้งใจเอาไว้ว่า อายุ 80 ปียังกระชุ่มกระชวยให้ได้
ผมต้องแก่อย่างแข็งแกร่งแบบผู้เฒ่าเต่า

นอกจากนี้ ผมอยากให้ทุกคนมีความหวัง
มีความฝัน และมีความเป็นตัวของตัวเอง

ผมเชื่ออย่างสุดใจว่า เราไม่ได้เกิดมาเพราะเหตุบังเอิญ เรามีภารกิจที่ยิ่งใหญ่แฝงอยู่
ทุกคนเกิดมาเพื่อยิ่งใหญ่
และผมจะทำให้คุณดู ว่ามันจริง
และผมตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องนี้ออกมาให้เด็กหนุ่มสาวบ้านเราได้อ่าน
ผมจะเขียนเพื่อสร้างโลกให้ดีขึ้นจากตัวหนังสือของผม

ให้สัญญาว่า ถ้าผมเจออะไรดีๆต่อไปในภายภาคหน้า
ผมไม่ลืมที่จะเขียนให้คุณอ่านจนกว่าจะไม่มีแรง


--------(ขอแปะโฆษณาผลงานของผู้เขียนสักนิดนะครับ)------------

สนใจหนังสือผลงานของผู้เขียน ติดต่อเพจ facebook.com/zyobooks ครับ

เล่มดำเป็นเหมือนภาคทฤษฎี พูดในองค์รวม กราฟวีค
เล่มเขียว เป็นงานภาคปฏิบัติ เจาะลึกขึ้น เคสมากขึ้น กราฟรายวันครับ

ปล. ตอนนี้มี Ebook ขายแล้วนะครับ ที่เว็บ mebmarket.com เท่านั้น
คลิกที่ชื่อหนังสือเลยครับ
หุ้นซิ่งสวิงเทรด
หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รีวิวหนังสือหุ้น "เทคนิคอล อนาไลซิส" Technical Analysis of the Financial Markets

สรุปหนังสือ The (almost) Complete Guide to Trading

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

วิธีเลือก, ดูแนวโน้ม, Volume และ Price Action ของหุ้น Growth Stocks ตามแนวคิด CANSLIM

เคล็ดการหาหุ้น Demand Passion แรง (วิธีสแกนหุ้นซิ่ง)

หุ้นจ่อเบรค 14/12/2018

EMA20 กับการหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นน้องใหม่ที่กลับตัวจากขาลง