บทสัมภาษณ์ David Ryan & Mark Minervini


ทั้งคู่เป็นอาจารย์-ศิษย์กันครับ ตอนที่พี่มาร์คยังเป็นเม่าเคยเข้าสัมมนาของพี่เดวิด พอดีผมเห็นทางเว็บ newtraderu.com เอาบทสัมภาษณ์มาลง มีคำถาม-ตอบบางตอนน่าสนใจ เลยแปลมาเก็บไปไว้ ต้นฉบับคือ Interviewing Mark Minervini & David Ryan ใครเก่งอังกฤษเก่งลองเข้าไปอ่านโดยตรงได้ครับ


สัมภาษณ์ David Ryan
เดวิด คุณมีกิจวัตรประจำวันแบบไหนที่ทำให้คุณมีจิตใจที่นิ่งสงบอันจะทำให้การเทรดทรงประสิทธิภาพ ยกตัวอย่างเช่น ตอนเช้าคุณทำอะไร? สามสิ่งที่คุณต้องเตรียมตัวก่อนตลาดเปิด?
- ช่วงเช้าของผมค่อนข้างต่างจากคนอื่นนะ ผมอ่านไบเบิล มันช่วยตัดอารมณ์ที่นำไปสู่การตัดสินใจที่อ่อนแอได้
(เขาได้ยกตัวอย่างบางประโยคจากไบเบิล) "ความยากจนและน่าอดสูจะมาสู่คนที่ไร้ซึ่งวินัย"
ถ้าคุณไม่นำวินัยมาใช้ในการเทรด คุณก็ไม่มีทางพัฒนา
หลังจากนั้น ผมจะอ่านข่าวเพื่อหาประเด็นที่มันอาจจะส่งผลกระทบต่อหุ้นของผม นอกจากนี้ผมจะมีการตั้งสัญญาณเตือนและสร้างลิสต์หุ้นที่จำเป็นต้องเฝ้าเพราะมันน่าจะมีศักยภาพในการทำเงิน
ผมอยู่ west coast ตลาดจึงเปิดไวมาก การเตรียมตัวของผมจะทำก่อนเปิดบ่าย และตอนเย็นหลังจากที่ผมทำตามลิสต์ได้หมดแล้ว


เดวิด เทคนิคอลหรือพื้นฐาน อะไรสิ่งแรกที่คุณจะใช้วิเคราะห์หุ้น?
- ส่วนใหญ่ผมเริ่มที่เทคนิคอลก่อน อันดับแรกผมดูหุ้นที่ยืนยันขาขึ้นได้แล้ว จากนั้นผมจะค้นต่อเรื่องข้อมูลทางพื้นฐานของมัน ซึ่งหุ้นตัวนั้นต้องมีความแข็งแกร่งทั้งสองด้าน
เพราะขาขึ้นครั้งใหญ่มักจะเกิดจากการมีกำไรโตที่ยิ่งใหญ่ด้วย
หุ้นที่มีสัญญาณซื้อทางเทคนิคและ breakout แต่มีกำไรโตนิดเดียวหรือไม่โต มักจจะวิ่งได้ไม่ไกล


เดวิด คุณดูยังไงว่ากราฟทรงแบบไหนมันเป็นโอกาสทำเงินจริงๆ? เพราะนักเทรดกราฟทุกคนมักจะมี bias เกี่ยวกับมันถ้ามีหุ้นอยู่ในพอร์ตแล้ว คุณพอมีคำแนะนำให้กับพวกเขามั้ยเกี่ยวกับการดูสัญญาณซื้อจากกราฟ?
- คุณต้องวิเคราะห์กราฟอย่างระมัดระวัง เพื่อให้มั่นใจว่ามันมีลักษณะของราคากับวอลุ่มที่ใช่ แนวทางในการเรียนรู้ที่ผมอยากแนะนำก็คือ ดูจากทรงของหุ้นผู้ชนะตัวเก่าๆ ตอนที่ผมเริ่มแรกๆ ก็ใช้เวลาหลายชั่วโมงในแต่ละวันเพื่อดูมันทั้งกราฟ daily chart และ weekly chart พิจารณาดูจนเหมือนจะพยายามให้มันประทับภาพจำลงไปในรอยหยักของสมองไปเลย

ผมใช้เวลาในการศึกษาเรื่องนี้ถึง 18 เดือน เน้นเฉพาะหุ้นผู้ชนะ
- ดูการเคลื่อนไหวราคาของมัน
- ดูนิสัยวอลุ่มในทุกๆการเริ่มวิ่ง
- ดูว่ามันทำฐานราคาแบบไหน
- ในช่วงกลางของการวิ่งมันทำท่ายังไง
- ตรงไหนที่ทำจุดสูงสุด
- แต่ละระยะของการวิ่งมันเป็นยังไง
เน้นดูการเคลื่อนไหวราคาและวอลุ่ม

งานของนักเทรดคือสามารถระบุวัฏจักรของราคาหุ้นได้ ว่าตอนไหนสะสม ไล่ราคา จุดสูงสุด และขาลง คุณต้องดูให้ออก ซึ่งทั้งหมดคุณต้องศึกษาจากหุ้นผู้ชนะในอดีต


เดวิด ตลาดหุ้นเปลี่ยนไปแค่ไหนหลังจากที่คุณลงหนังสือ The Market Wizards?
- มันมีจังหวะแกว่งหลอกมากขึ้น และตลาดเคลื่อนที่ไวขึ้นเนื่องจากการเทรดแบบ high speed และการใช้ algorithms
แต่ผมบอกเลยว่า หุ้นที่จะวิ่งรอบใหญ่ ยังไงก็ยังทำนิสัยเเดิมๆ แบบที่เราเคยเห็น
ตอนที่ผมลง  The Market Wizards นักลงทุนส่วนใหญ่ยังไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้เองเลย ผมต้องทำงานแบบถึกๆ ลากกราฟเองด้วยมือ
แต่ในปัจจุบัน การเล่นสั้นระหว่างวันมันทำได้ และเร็วด้วย โดยเฉพาะปฏิกิริยาที่เกิดหลังจากงบออกในวันนั้นๆ


ทั้งคู่ เดวิด และมาร์ค ต่างเป็นแชมป์ US Investing Championship ด้วยกำไรหลักร้อยเปอร์เซ็นต์ และขาดทุนน้อยนิด 
คุณคิดว่าการแข่งขันกับการเทรดจริงมันเหมือนกันตรงไหน ที่ทำให้สร้างผลงานได้ดีทั้งสองสนามเลย?
- จากที่ผมดูการเทรดของมาร์คแล้ว ผมคิดว่าเราทั้งคู่เข้าถึงการเทรดคล้ายกันๆ ถึงกับเลือกหุ้นตัวเดียวกันและมีจุดซื้อตรงกันอีก แถมยัง cut loss ไวมากถ้าเห็นว่ามันไม่เวิร์ค
ผมว่ามาร์คเขามีวินัยสูงมากในการทำตามกลยุทธ์ของตนเอง
กุญแจสำคัญในการประสบความสำเร็จคือ วินัย ไม่ใช่ระบบที่คุณใช้
การมีกลยุทธ์และมีวินัยกับมัน จะช่วยกำจัดการใช้อารมณ์จากการตัดสินใจซื้อ-ขายได้เป็นอย่างดี


มีส่วนไหนของระบบเทรดที่คุณเปลี่ยนตามการเปลี่ยนแปลงของตลาดโดยรวมมั้ย? ถ้ามี เปลี่ยนไปมากแค่ไหน?
- ผมยังมองหาลักษณะของหุ้นผู้ชนะแบบเดิม แต่จะมีความระมัดระวังมากขึ้นในเรื่องของจุดซื้อ ตอนนี้ผมมีการซื้อตอนย่อด้วย (ก่อนหน้านี้เขาเน้น breakout ท่าเดียว) เพราะในปัจจุบัน,หุ้นจำนวนมากมักจะย่อแรงหลัง breakout ลงมาหาระดับแนวต้านเดิม ก่อนที่จะดีดกลับไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้อีก


อะไรคือความผิดพลาดใหญ่หลวงที่คุณเห็นว่านักลงทุนส่วนใหญ่ทำแล้วไม่สามารถมีกำไรอย่างยั่งยืนได้?
มันคือ วินัย, การโฟกัส, การบริหารวงเงิน หรือนอกจากนี้?
- วินัย, การให้เวลา และ การทำงานหนัก คือกุญแจสำคัญครับ
ผมใช้เวลาในการทำงานหนัก 2 ปี กว่าจะสำเร็จในด้าน CAN-SLIM และผมก็ยังทำงานในบริษัทที่ให้กำเนิดมันด้วย
ก่อนที่คุณจะประสบความสำเร็จได้ คุณต้องทำความผิดพลาดให้มาก เพื่อคุณจะได้ระบบและทัศนคติที่นักลงทุนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง
ถ้าคุณทุ่มเวลาเพื่อศึกษาลักษณะของหุ้นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ + เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง และมีวินัยต่อกลยุทธ์อย่างเคร่งครัด ผมการันตีว่าคุณสามารถประสบความสำเร็จได้แน่


มีคำแนะนำให้กับมือใหม่ หรือคนที่อยากจะเล่นหุ้นบ้างมั้ย?
อะไรที่เป็นหลักการเบื้องต้นที่นักเทรดต้องเข้าใจเป็นเรื่องแรก?
- หลักการเบสิกสุดๆในการประสบความสำเร็จคือ คุณต้องรักในสิ่งที่คุณทำ เพราะการจะประสบความสำเร็จได้นั้นมันไม่ง่ายเลย คุณต้องทุ่มเวลาในการหาหนทางเพื่อจะชนะ คุณต้องมีความต่อเนื่อง ไม่หยุดเดินในขณะที่คนอื่นหมดใจ ซึ่งมันต้องอาศัยความรักในสิ่งที่คุณทำ


สัมภาษณ์ Mark Minervini
มาร์ค ช่วยบอกเราหน่อยได้มั้ยเกี่ยวกับ mindset ของนักเทรดมืออาชีพ อะไรที่ทำให้คุณตื่นเช้าและกระตุ้นให้คุณทำงานได้ทั้งวัน?
- ผมสามารถพูดกับตัวเองได้ แต่ผมเดาว่ามันคงเป็นสิ่งเดียวกันกับที่ไมเคิล จอร์แดน ตื่นขึ้นมาซ้อมทุกวัน มันคือความรักในกีฬา และสำหรับผมก็คือความหลงไหลในการเทรด
คุณรู้จักคนที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในระยะยาวด้วยการทำในสิ่งที่เขาเกลียดบ้างมั้ยล่ะ?


คุณถือหุ้นกี่ตัวกัน แล้วซื้อกี่เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต?
- ผมไม่ชอบถือหุ้นตัวหนึ่งเกิน 25% ของพอร์ต และผมก็ไม่ต้องการถือหุ้นมากกว่า 10-12 ตัว
ผมต้องการเทรดแบบมุ่งเน้นในหุ้นที่ดีที่สุด ไม่ชอบหว่านแหไปทั่ว
ผมต้องการที่จะรู้จักหุ้นของตัวเองอย่างไกล้ชิด ทั้งพื้นฐานและเทคนิคอล และเมื่อมันวิ่งทำกำไรให้ ผมก็พร้อมที่จะซื้อเพิ่มเพื่อให้พอร์ตผมโตขึ้นอย่างมีนัยยะ


คุณคิดว่าการเทรดมันเป็นวิทยาศาสตรหรือคณิตศาสตร์กี่เปอร์เซ็นต์ เป็นศิลปะกี่เปอร์เซ็นต์?
- การเทรดมันคล้ายกับการเล่นโปกเกอร์ คุณต้องรู้จักการคำนวน และคุณก็ต้องมีทักษะด้วย นอกจากนั้นคุณต้องรู้สไตล์ของตัวเองด้วย ไม่ว่าจะเป็นจุดแข็ง จุดอ่อน
นี่คือความสวยงามของการเทรด มันไม่ใช่วิทยาศาสตร์เพียวๆ เพราะถ้าใช่ คอมพิวเตอร์คงทำทุกอย่างแทนเราได้หมดแล้ว(คงไม่มีคนเจ๊งหุ้นถึง 80%) มันคงไม่มีอะไรที่ท้าทายสำหรับเราอีก
อารมณ์ของมนุษย์คือสิ่งที่ทำให้เกิดการแข่งขัน
การเทรดจึงประกอบด้วยการวิเคราะห์เชิงข้อมูลที่มาพร้อมกับเกมการชิงไหวชิงพริบ
ผมว่ามันคือสนามแข่งที่สุดยอดมาก


คุณเริ่มเทรดด้วยเงินเท่าไหร่?
- ในปี 1984 ผมเริ่มด้วยเงิน $1,000+ ต่อมาก็ได้เพิ่มเงินจนเป็น $30,000 จากนั้นผมต้องใช้เวลาในการปั้นพอร์ตให้โตอย่างยั่งยืน แต่เมื่อเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมาการทบต้นก็เริ่มมีผล บัญชีของผมโตขึ้นมากกว่า 3-4,000%


ประโยชน์ของการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดคืออะไร?
การลองผิดลองถูก, อ่านหนังสือหุ้น, พี่เลี้ยง หรือใครสักคน
และคุณมีอะไรอยากแนะนำสำหรับนักเทรดมือใหม่?
- ทักษะของผมพํฒนาได้จากการอ่านหนังสือและลองผิดลองถูกเป็นจำนวนมาก
ในอดีตการหาความรู้ทำได้ยากมากเพราะมีแหล่งเข้าถึงน้อยนิด แต่ในปัจจุบันการเข้าถึงข้อมูลต่างๆมันง่ายมากๆ
การมีพี่เลี้ยงเก่งก็มีส่วนช่วยให้พัฒนาได้ไว


มาร์ค ดูเหมือนว่าคุณชอบการ long มาก 
แล้วคุณเคยเล่นหน้า short บ้างมั้ย?
แล้วมีหลักเกณฑ์พื้นฐานยังไง?
- ใช่ ผมเล่นชอร์ตด้วย โดยผมจะรอจนกว่าตลาดจะส่งสัญญาณแจกจ่าย (distribution) และผมจะชอร์ตหุ้นนำตลาด เมื่อมันยืนยันขาลง


มาร์ค ในหนังสือ Market Wizard คุณบอกว่า "การเป็นคนผิดมันเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่การยังคงไม่ยอมรับความผิดพลาดเป็นสิ่งที่ไม่ควรยอมรับ"
คุณช่วยยกตัวอย่างบทเรียนในอดีตเกี่ยวกับประเด็นนี้หน่อยได้มั้ย?
- มันหมายความว่าทุกคนสามารถทำผิดพลาดได้กันทั้งนั้น เพราะเราเลี่ยงไม่ได้
แต่การไม่ยอมรีบแก้ไขความผิดพลาด หรือลดความเสียหายลง ถือเป็นสิ่งที่คุณควบคุมมันได้
ความเสียหายครั้งใหญ่เกิดจากการปล่อยให้ความเสียหายน้อยๆลุกลามใหญ่โต
คุฯต้องเข้าใจว่าการขาดทุนก้อนใหญ่มันเป็นทางเลือกที่คุณสามารถแสดงความรับผิดชอบในการควบคุมมันได้


มาร์ค จากปีที่คุณประสบความสำเร็จจากการเทรดและเป็นพี่เลี้ยงนักเทรดคนอื่นๆ 
อะไรที่สำคัญสุดสำหรับนักเล่นหุ้นมือใหม่ที่ต้องหลีกเลี่ยง เพื่อที่จะเป็นนักเทรดมืออาชีพ?
- หลีกเลี่ยงการขาดทุน
มันเหมือนผมพูดเรื่องตลกนะ แต่ผมพูดจริง
ขาดทุนด้วยจำนวนเงินที่น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ถ้าคุณผิด
คุณต้องทำให้ดีกว่านักเล่นหุ้น 90% ที่เหลือ
ขอแค่คุณซื้อหุ้นถูกตัวที่กำไรมีศักยภาพวิ่งไปไกลๆ สูงๆ และขาดทุนให้น้อยเมื่อซื้อผิดตัว แค่นี้ก็ทำเงินจากการเทรดได้แล้ว


อะไรคือ โมเมนต์ "อะฮ่า" ในการเทรดของคุณ?
มันเป็นเทคนิคอล หรือ จิตวิทยา?
- มันเป็นตอนที่ผมอ่านหนังสือ How to Trade in Stocks ที่เขียนโดย Jesse Livermore หลายปีก่อน เป็นหนังสือเล่มเล็กที่ทำให้ความคิดผมตกผลึก


อุปสรรคใหญ่หลวงมี่คุณต้องการข้ามมันให้ได้?
- การมีวินัย 100% และยอมรับผิดชอบในการเทรดและผลของมันได้ 100%
การรับผิดชอบไม่ได้การกล่าวโทษ แต่มันเป็นการรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่คุณสามารถควบคุมได้และปลูกฝังความสามารถในการตอบสนองต่อทุกสถานการณ์


คุณใช้อะไรในการแยกแยะนักเทรดที่กำไรแบบโชคช่วยกับกำไรจากความสามารถอย่างแท้จริง มันต่างกันตรงไหน?
- เวลา ช่วยแยกแยะได้
คนเราจะมีโชคในระยะเวลาสั้นๆ
แต่นักเทรดที่มีทักษะจะยืนระยะได้นานกว่า
ดังคำกล่าวที่ว่า “A fool and his money were lucky enough to get together in the first place”
หรือ  “A fool and his money will soon part.” เงินจะอยู่กับคนโง่ได้ไม่นาน


คุณมีเกณฑ์ในการคำนวนเงินเข้าซื้อหุ้นอย่างไร และ initial stop?
- ผมมีหลักง่ายๆ
คือไม่เสี่ยงเกินกว่า 1.25 - 2.50% ในแต่ละการเทรด
ซึ่งมันจะย้อนกลับไปหาการ stop loss ได้เลย ว่าถ้าผมซื้อหุ้นตัวหนึ่ง 25% ของพอร์ต ผมจะให้ระดับตัดขาดทุนที่ไม่เกิน 8-10%


คำถามเดียวกับเดวิดนะ  ถ้าใครสักคนเป็นนักเล่นหุ้นมือใหม่ สิ่งแรกที่คุณอยากแนะนำคืออะไร เอาจากประสบการณ์ของคุณเลย อะไรคือหลักการพื้นฐานสำหรับเทรดเดอร์สักคนในการเริ่มต้นเดินทางจากจุดแรก?
- หาสไตล์ของตัวเองให้เจอ ที่มันเหมาะกับตัวคุณจริงๆ และเข้าใจได้ง่าย จากนั้นก็ทุ่มเทให้เต็มที่
อย่าพยายามรู้ทุกเรื่อง ให้เน้นที่ความเชี่ยวชาญเฉพาะ
ซึ่งมันต้องใช้เวลา กว่าจะเก่งเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ดังนั้นอย่าได้ท้อแท้ระหว่างทาง อย่าหมดกำลังใจถ้ายังไม่ได้กำไรหรือขาดทุนหนัก
ทุกสอ่งที่มีค่า ล้วนแต่ต้องอาศัยเวลาและความพยายามในการสร้างมัน ถ้าคุณไม่ยอมแพ้และล้มเลิกง่ายๆ ในที่สุดก็จะประสบความสำเร็จได้แน่


มีหนังสืออยากแนะนำมั้ย? เล่มไหนที่ควรอ่านเพื่อช่วยให้ได้กำไรอย่างมั่นคงในการเล่นหุ้น?
- แน่นอนครับหนังสือของผมเอง(เข้าทางเลย) เทรดแบบเซียนหุ้น ให้ได้กำไรขั้นเทพ มันเป็นหนังสือที่ผมแชร์ความรู้และประสบการณ์ไปให้ทุกคน


7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

แนะวิธีดูกราฟหุ้นเบื้องต้น

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

สรุป The Rule : Part 1

ฟรีอีบุ๊ค รวมเคส Swing Trade ของ Zyo

จิตวิทยาการเทรด คืออะไร?

วิธีแปลงโชค(กำไรแบบฟลุคๆ) ให้เป็นเครื่องจักรปั๊มเงิน(ระบบเทรดที่ทำเงิน)

การเล่นหุ้น เก็งกำไร อยู่ประเทศไหนก็เสี่ยง