ถ้าคุณรู้สึกไม่แน่ใจเกี่ยวกับสถานะการลงทุนในหุ้นหรือตำแหน่งใดๆ - ให้ออกไปก่อน

“Get out if you become unsure about a position.” - Michael Marcus คำกล่าวนี้หมายถึง ถ้าคุณรู้สึกไม่แน่ใจเกี่ยวกับสถานะการลงทุนในหุ้นหรือตำแหน่งใดๆ ควรจะขายหุ้นหรือปิดตำแหน่งนั้นๆ ทันที การตัดสินใจเช่นนี้เป็นการป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากการไม่มั่นใจในข้อมูลหรือการวิเคราะห์ของตัวเอง อธิบายเพิ่มเติม - ไม่แน่ใจเกี่ยวกับสถานะ: หมายถึงคุณรู้สึกไม่แน่ใจว่าหุ้นนั้นจะขึ้นหรือลง หรือข้อมูลที่คุณมีอาจไม่เพียงพอที่จะตัดสินใจอย่างมั่นใจ - การขายหรือปิดตำแหน่ง: การออกจากตำแหน่งนั้นเป็นวิธีป้องกันความเสี่ยง เมื่อคุณไม่แน่ใจในการตัดสินใจ การอยู่ในสถานะที่ไม่แน่ใจอาจทำให้เกิดความเสี่ยงและความเสียหายทางการเงิน ข้อคิดสำหรับนักเทรดมือใหม่ 1. ป้องกันความเสี่ยง: การออกจากตำแหน่งเมื่อไม่แน่ใจเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่ดี เพราะจะช่วยลดการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการตัดสินใจที่ไม่แน่นอน 2. มีแผนการเทรดที่ชัดเจน: ควรมีแผนการเทรดที่ชัดเจนและปฏิบัติตามแผนนั้นอย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีเกณฑ์ในการตัดสินใจที่แน่นอนและมั่นคง 3. การควบคุมอารมณ์: การไม่แน่ใจอาจเกิดจากอารมณ์และความกังวล การออกจากตำแหน่งที่ไม่แน่ใจช่

เทรดแบบทำธุรกิจ (trade like business)


"เมื่อคุณเทรดแบบงานอดิเรก คุณก็จะได้ผลตอบแทนแบบงานอดิเรก"
แผนของปีนี้ ตั้งใจจะหาเงินคืนค่าเทอมให้ได้มากที่สุดเท่าที่ตลาดให้
จากจุดอ่อนปีที่แล้ว พบว่าตัวเองเถียงตลาดไปพอสมควร คือซื้อดัก ไม่ให้ความสำคัญต่อกระแสตลาด และอินดี้ รวมถึงเสียเวลาไปกับการทนถือหุ้น sideway นานไป
จึงอยากจะลองเพิ่มแนวทางการเทรดที่เป็นเชิงรุกมากขึ้น

๑) เกาะกระแสตลาด และเข้าไปร่วมวงในที่ที่คนนิยมเท่านั้น
ยึดคำของเสี่ยยักษ์ที่ว่า ....หุ้นที่เล่นแล้วได้กำไรมากกว่าขาดทุน จะเป็นหุ้นที่กำลังอยู่ในกระแสนิยมของตลาดในช่วงเวลานั้นๆ
…เราต้องพยายามอ่านหลักจิตวิทยาของตลาดว่า คนอื่นเขาคิดอย่างไร..? กับหุ้นตัวที่เราจะเล่น อย่าพยายาม “คิดเอง-เออเอง” คนเดียว “สมมติว่าขณะนั้น SET กำลัง “นิยม” หุ้นกลุ่มไหน เราก็ต้องจับตามองหุ้นกลุ่มนั้น เพราะการ “ฝืนกระแส” จะทำให้เรา “เสี่ยงสูง” ที่จะขาดทุน”...
ดังนั้น จากคำแนะนำ(จากหนังสือกูรูหุ้นพันล้าน) ผมตั้งใจจะเข้าไปตะลุมบอนตามกระแสตลาดให้มากที่สุด แต่ก่อนเคยเกี่ยงราคาหุ้น เกินสิบไม่เอา ตอนนี้หลักร้อยก็ไม่เกี่ยงขอแค่ให้โมเมนตัมมันมา ซื้อแล้วได้เงินทันใจ เอาหมด

หุ้นที่อยู่ในกระแสตลาดเป็นยังไง?
- วิ่งเป็นอุตสาหกรรม ซึ่งเรารู้กันดีอยู่
- เป็นขาขึ้นที่แข็งแรงมาก่อน คือมีโมนเมนตัมหรือถ้าเป็นรถก็ได้เข้าเกียร์ 3 เกียร์ 4 ไว้แล้ว ถ้าหากเราสามารถรอ และเข้าซื้อตอนที่มันผ่อนเกียร์ได้ ก็น่าจะทำให้ได้กำไรทันใจ
- ช่วงที่ผ่อนเกียร์ก็คือ continuation pattern ทั้งหลายนั่นแหละ flag, triangle, cup with handle, ย่อยแรงขาย, vcp ฯลฯ
- หรืออาจจะดักซื้อตอนที่ราคากลับตัวจากการบีบตัวสร้างฐานบริเวณเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นอย่าง EMA5 - 10 และ 20


๒) เล่นหุ้นให้เป็นธุรกิจมากขึ้น
ผลกำไรสุทธิที่เป็นบวก คือหัวใจของการทำธุรกิจ
ผมจะพยายามล็อกกำไรไม่ยอมให้ราคาร่วงกลับลงไปให้ตกใจขายในช่วงที่เหลือเปอร์เซ็นต์จิ๊บจ้อยอีกเป็นอันขาด
เสียดายเวลาที่อุตส่าห์ทนถือ อย่างน้อยๆแม้จะขายหมู แต่ก็ขอให้ได้ผลตอบที่เรียกได้ว่าเป็นการทำธุรกิจที่ดี

แบบไหนที่เรียกว่าธุรกิจที่ดี
- รันกำไรให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
นที่นี้ผมขอตั้งไว้ว่าอย่างน้อยสัก 20% ตามแนวทางพี่มาร์ค พอราคาวิ่งถึงก็พาดดักไว้เลย ว่าอย่างน้อยๆ ควรล็อกให้เป็นของเราเอาไว้ เพราะมันเป็นสิ่งตอบแทนที่เราควรจะได้ นี่ก็ไม่ได้คิดเองนะ เอามาจากพี่มาร์คที่บอกว่า "It is much easier to find 4 or 5 names that go up 20% than it is to find a stock that doubles. In order to achieve a big performance number, I go for rapid compounding of relatively smaller gains. " ลองดูว่าถ้าเราไม่หวังจะได้เด้ง แต่ทบต้นเอา แบบไหนจะให้ผลประกอบการดีกว่ากัน

- stop loss ไม่ควรเกิน 5% หรือน้อยกว่านั้นยิ่งดี
เพราะเราเลี่ยงการขาดทุนไม่ได้แน่ นี่ก็เอามาจากคำของเสี่ยยักษ์ ที่บอกว่า ..."ไม่มีใครที่ซื้อหุ้น “ถูกตัว” หมดทุกครั้ง มันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นอาชีพเราต้องมอง “โอกาส” และ “ความเสี่ยง” อยู่ตลอดเวลา ถ้าลงมาถึงตรงไหน คุณต้องตัดสินใจเด็ดขาด “คนที่พลาดมักจะเป็นคนที่ไม่กล้าตัดสินใจอะไรเด็ดขาด ไม่เด็ดเดี่ยว แล้วชอบอ้างเหตุผลมากลบเกลื่อนความผิดพลาดของตัวเอง…ลองไปคิดดูว่าจริงอย่างที่พูดหรือไม่”...

จากแนวทางการรันกำไรและตัดขาดทุนแบบที่ว่านี้ แม้จะแพ้ 2 ชนะ 1 เราก็ยังจะมีกำไรติดมือ


๓) กล้าซื้อหุ้นตัวเก่าที่กลับมาทำตัวดี
ปีที่แล้ว อีโก้สูงมาก ขายทิ้งไปแล้วก็ไม่ยอมกลับมาซื้อ หุ้นบางตัวก็เลยวิ่งต่อไปอีกหลายสิบเปอร์เซ็นต์เลย เสียโอกาสอย่างยิ่ง
เลยมานั่งคิดให้ดีอีกรอบ ที่เราไม่กล้าซื้อก็เพราะเป้าหมายกำไรของเรามันสูงไง กลัวซื้อไปแล้วไม่ถึงเด้ง ซึ่งคนสมองปกติไม่น่าจะคิดกันแบบนี้ พอหลังจากที่เราลดกำไรให้จับต้องได้และทำไม่ยาก จึงทำให้ความความคาดหวังลดลง จึงทำให้ตัดสินใจเข้าได้ง่ายขึ้น


นี่เป็นไอเดียเบื้องต้นครับ ซึ่งได้ลองทำมาแล้วตั้งแต่เปิดตลาดต้นปี ผลที่ได้ก็น่าพอใจเลยทีเดียว หากเจออะไรน่าสนใจ จะเอามาแชร์กันอีกที




สนใจ เข้าไปซื้อได้ตามลิ้งค์นี้ครับ bit.ly/zyoebook3

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

ชมฟรี! คอร์สหุ้น ออนไลน์ 170 คลิป จัดเต็ม ไม่มีกั๊ก Free Full Trading Course by Zyo

อธิบาย Wyckoff Accumulation Phase แบบละเอียดยิบ

VCP (Volatility Contraction Pattern) และรูปแบบที่คล้ายกัน

(มือใหม่เล่นหุ้น) Wyckoff Logic ของดีที่เม่ามือใหม่เอาไปใช้ได้ง่ายๆ

วิธีการอ่านสัญญาณแท่งเทียน (Candlesticks Reading) สำหรับมือใหม่

คำคมเกี่ยวกับเคล็ดวิชาจากหนังเรื่อง กังฟูแพนด้า