ดอกผลของการทำการบ้าน คือเงินล้านที่รอคุณอยู่

Image
“Tons of homework each night but it pays off with millions in gains when the best stocks setup. Method + homework + patience = huge success” - Dan Zanger พี่แดน แซงเจอร์ บอกว่า.. “การทำการบ้านอย่างหนักทุกคืน จะให้ผลตอบแทนเป็นผลกำไรมหาศาลเป็นล้านๆ เมื่อรวมวิธีการที่พิสูจน์ได้ การบ้าน และความอดทนเข้าด้วยกันแล้ว ก็จะนำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่” . - ทำการบ้าน (Homework): หมายถึงการศึกษาวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลของหุ้นต่างๆ ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการติดตามข่าวสาร การวิเคราะห์ทางเทคนิคหรือปัจจัยพื้นฐาน การสแกนหุ้นที่มีศักยภาพเป็นผู้ชนะในอนาคต การลงรายละเอียดในการวิเคราะห์นี้จะช่วยให้คุณสามารถเข้าใจตลาดและรู้จักจังหวะที่เหมาะสมในการเข้าเทรด . - วิธีการที่พิสูจน์แล้วว่าทำเงินได้จริงและทำซ้ำได้ตลอด (Method): การมีระบบหรือกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการเทรดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้คุณไม่หลงลืมแนวทางที่ได้ผลในอดีตและสามารถปรับใช้ได้เมื่อตลาดมีการเปลี่ยนแปลง . - ความอดทน (Patience): การรอคอยและไม่รีบร้อนถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในนักเทรด ความอดทนช่วยให้คุณสามารถทนต่อความผันผวนของตลาดและรอคอยจังหวะที่ดี...

สรุป หนังสือ The classic guide : Learn to earn


หนังสือ The classic guide : Learn to earn
โดย Peter Lynch & John Rothchild

(เพิ่มเติม) ตอนนี้มีการแปลใหม่พิมพ์ใหม่ นะครับ

ซื้อได้ที่ www.investing.in.th ครับ


ถือเป็นหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนสายพื้นฐานที่อ่านสนุกมาก
ผมชอบการเล่าเรื่องด้วยภาษาง่ายๆ (อาจเป็นเพราะทำมาให้เด็กๆอ่าน) ที่สำคัญคือได้ปูพื้นที่มาของเศรษฐกิจตั้งแต่ประวัติทุนนิยม กระทั่งการเกิดตลาดหุ้นของอเมริกา, ภาวะฟองสบู่และการตกต่ำของเศรษฐกิจ, ที่มาหรือจุดเริ่มต้นเล็กๆของบริษัท consumer ยักษ์ใหญ่ของโลกว่าเกิดได้ยังไง รวมถึงลิสต์บริษัทที่ทำกำไรอย่างน้อย 10 เด้ง ที่แจกแจงผ่านผลงานของผู้ก่อตั้ง เราจะได้เห็นความหลากหลายของไอเดียการคิดและแนวทางการทำธุรกิจให้เติบโตผ่านช่องว่าง อันจะส่งผลให้บริษัทนั้นๆทำกำไรแบบก้าวกระโดด
ผมอ่านแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นกับความรู้ใหม่ๆแบบนี้มากเลย

น่าจะเหมาะสำหรับคนที่เริ่มต้นอยากเรียนรู้ แนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่า เพราะอย่างที่รู้กันว่า ปีเตอร์ ลินช์ ก็ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบของการลงทุนแนวนี้ เมื่อเอาแนวคิดของเขามาเขียนด้วยภาษาง่ายๆ เล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิง ก็ช่วยให้เราเห็นภาพมุมมองวิธีคิดของเขาได้ดีขึ้นเลยครับ

ผมยังคิดเลยว่า เล่มนี้น่าจะเป็น One up on Wall Street ภาคอ่านง่าย

ขอยกตัวอย่าง ประโยคที่ผมชอบ
- ช่วงเศรฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ เป็นเวลาที่เลวร้ายสำหรับทุกบริษัท ทว่าเป็นช่วงที่ดีของโค้ก เพราะแม้คนจะจะมีเงินจับจ่ายใช้สอยน้อยมาก ไม่มีเงินซื้อรองเท้า เสื้อผ้า หรือข้าวของ เครื่องใช้ใหม่ๆ แต่ก็ยังซื้อโค้กเพิ่ม
ในทศวรรษ 1930 นั้น เศรษฐกิจไม่สามารถเลวร้ายไปมากกว่านั้นอีกแล้ว บริษัทส่วนใหญ่มีผลประกอบการเลวร้าย แต่โคคา-โคล่า ก็ยังทำกำไรมากมาย
- นักลงทุนส่วนมากได้เรียนรู้ที่จะสร้างพอร์ตโพลิโอการลงทุนที่ "ปลอดภัย 100% จากภาวะถดถอย" โดยเจาะจงซื้อแต่หุ้นพวก แมคโดนัลด์, โคคา-โคล่า, จอห์นสัน แอด์ จอห์นสัน หรือ "หุ้นที่เติบโตตามการบริโภค(consumer growth)" ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจถดถอย ธุรกิจจะกลายจากแย่เป็นแย่มาก แต่บริษัทที่ขายน้ำอัดลม แฮมเบอร์เกอร์ ยา และสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับชีวิต หรือของราคาถูก จะสามารถผ่านไปได้โดยไม่ได้รับผล
- คนเรามักจะพยายามมองหาสูตรต่างๆที่จะเอาชนะวอลล์สตรีท ทั้งที่เห็นทนโท่ว่า "จงซื้อหุ้นในบริษัทที่แข็งแกร่งและมีอำนาจในการสร้างรายได้ และอย่าปล่อยให้หลุดมือหากไม่มีเหตุผลที่ดีพอเท่านั้น ซึ่งการที่ราคาหุ้นตกลง มันไม่ใช่เหตุผลที่ดี"
- ความจริงแล้ว หากมีใครสามารถทำนายตลาดได้ ชื่อของคนนั้นคงจะต้องปรากฎอยู่ในลิสต์บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดแซงหน้า วอร์เรน บัฟเฟตต์ หรือ บิลล์ เกตส์ ไปแล้ว
- จงหาสิ่งที่คุณสนุกที่จะทำและทุ่มเทกับมัน แล้วเงินก็จะมาเอง

ผมไม่แน่ใจว่าปัจจุบันจะมีขายตามร้านหนังสืออยู่หรือเปล่า แต่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยน่าจะมี (ผมไปเจอที่นิด้า)

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

สรุป 8 Keys to Superperformance with Mark Minervini and David Ryan

VCP (Volatility Contraction Pattern) และรูปแบบที่คล้ายกัน

Oliver Kell: วงจรของการเคลื่อนไหวของราคา (Cycle of Price Action)

Mark Ritchie II มองหุ้นราคาถูก (Low-priced stocks) อย่างไร?

กราฟหุ้น GFPT ล่าสุด

(แปลไทยโดย AI) KRISTJAN KULLAMÄGI @ Market Wizards: The Next Generation

ชมฟรี! คอร์สหุ้น ออนไลน์ 170 คลิป จัดเต็ม ไม่มีกั๊ก Free Full Trading Course by Zyo