8 วิธีพัฒนาจิตวิทยาการเทรด trading psychology ให้ยอดเยี่ยม

Image
8 วิธีพัฒนาจิตวิทยาการเทรดให้ยอดเยี่ยม 1. สร้าง mindset การเทรดที่ถูกต้อง Mindset ที่ถูกต้อง คืออะไร? มี 2 เรื่อง คือ ตลาด กับ ตัวคุณเอง - ตลาด มันไม่ใช่ลูกไล่ของคุณ ตลาดใหญ่กว่าคุณ คุณไม่สามารถควบคุมตลาดได้ มันมีอิสระของมัน  ตลาดเคลื่อนไหวแบบสุ่ม (random) คาดเดาให้แม่น 100% ได้ยาก - คุณ ตัวนักเทรดเอง คุณคือศัตรูตัวร้ายที่สุด ในการเทรด คุณคือจุดอ่อนของกระบวนการเทรด ความผิดพลาดส่วนใหญ่ในการเทรด ล้วนเกิดจากตัวนักเทรดเอง 2. วางแผนเพื่อความสำเร็จ คุณต้องมีเป้าหมายในการเเทรด ว่าต้องการกำไรขั้นต่ำเท่าไหร่ แล้วจะหาหุ้นที่เป็นผู้ชนะได้อย่างไร ทำไมมันถึงมีศักยภาพที่จะชนะได้ ซื้อตรงไหนที่ได้เปรียบ เสี่ยงต่ำ จะ take profit ตรงไหน 3. วางแผนรับมือกับความล้มเหลว เพราะว่าตลาดหุ้นนั้น มันเคลื่อนไหวแบบสุ่ม random คุณควบคุมไม่ได้ อะไรจึงเกิดขึ้นได้ แม้คุณจะทำการบ้านมาดีแค่ไหนก็ตาม หุ้นตัวที่คุณเชื่อมั่นอาจหักหลังคุณได้ สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ "เตรียมตัวรับมือกับการหักหลัง"  ด้วยการ ตั้งระดับตัดขาดทึน ที่พิสูจน์ว่าคุณคิดผิด ควรอยู่ในลิมิตของความสูญเสียที่คุณยอมรับได้ และตัดขาดยได้โดยไม่มีอารมณ์ 4

สรุป หนังสือ The classic guide : Learn to earn


หนังสือ The classic guide : Learn to earn
โดย Peter Lynch & John Rothchild

(เพิ่มเติม) ตอนนี้มีการแปลใหม่พิมพ์ใหม่ นะครับ

ซื้อได้ที่ www.investing.in.th ครับ


ถือเป็นหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนสายพื้นฐานที่อ่านสนุกมาก
ผมชอบการเล่าเรื่องด้วยภาษาง่ายๆ (อาจเป็นเพราะทำมาให้เด็กๆอ่าน) ที่สำคัญคือได้ปูพื้นที่มาของเศรษฐกิจตั้งแต่ประวัติทุนนิยม กระทั่งการเกิดตลาดหุ้นของอเมริกา, ภาวะฟองสบู่และการตกต่ำของเศรษฐกิจ, ที่มาหรือจุดเริ่มต้นเล็กๆของบริษัท consumer ยักษ์ใหญ่ของโลกว่าเกิดได้ยังไง รวมถึงลิสต์บริษัทที่ทำกำไรอย่างน้อย 10 เด้ง ที่แจกแจงผ่านผลงานของผู้ก่อตั้ง เราจะได้เห็นความหลากหลายของไอเดียการคิดและแนวทางการทำธุรกิจให้เติบโตผ่านช่องว่าง อันจะส่งผลให้บริษัทนั้นๆทำกำไรแบบก้าวกระโดด
ผมอ่านแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นกับความรู้ใหม่ๆแบบนี้มากเลย

น่าจะเหมาะสำหรับคนที่เริ่มต้นอยากเรียนรู้ แนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่า เพราะอย่างที่รู้กันว่า ปีเตอร์ ลินช์ ก็ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบของการลงทุนแนวนี้ เมื่อเอาแนวคิดของเขามาเขียนด้วยภาษาง่ายๆ เล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิง ก็ช่วยให้เราเห็นภาพมุมมองวิธีคิดของเขาได้ดีขึ้นเลยครับ

ผมยังคิดเลยว่า เล่มนี้น่าจะเป็น One up on Wall Street ภาคอ่านง่าย

ขอยกตัวอย่าง ประโยคที่ผมชอบ
- ช่วงเศรฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ เป็นเวลาที่เลวร้ายสำหรับทุกบริษัท ทว่าเป็นช่วงที่ดีของโค้ก เพราะแม้คนจะจะมีเงินจับจ่ายใช้สอยน้อยมาก ไม่มีเงินซื้อรองเท้า เสื้อผ้า หรือข้าวของ เครื่องใช้ใหม่ๆ แต่ก็ยังซื้อโค้กเพิ่ม
ในทศวรรษ 1930 นั้น เศรษฐกิจไม่สามารถเลวร้ายไปมากกว่านั้นอีกแล้ว บริษัทส่วนใหญ่มีผลประกอบการเลวร้าย แต่โคคา-โคล่า ก็ยังทำกำไรมากมาย
- นักลงทุนส่วนมากได้เรียนรู้ที่จะสร้างพอร์ตโพลิโอการลงทุนที่ "ปลอดภัย 100% จากภาวะถดถอย" โดยเจาะจงซื้อแต่หุ้นพวก แมคโดนัลด์, โคคา-โคล่า, จอห์นสัน แอด์ จอห์นสัน หรือ "หุ้นที่เติบโตตามการบริโภค(consumer growth)" ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจถดถอย ธุรกิจจะกลายจากแย่เป็นแย่มาก แต่บริษัทที่ขายน้ำอัดลม แฮมเบอร์เกอร์ ยา และสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับชีวิต หรือของราคาถูก จะสามารถผ่านไปได้โดยไม่ได้รับผล
- คนเรามักจะพยายามมองหาสูตรต่างๆที่จะเอาชนะวอลล์สตรีท ทั้งที่เห็นทนโท่ว่า "จงซื้อหุ้นในบริษัทที่แข็งแกร่งและมีอำนาจในการสร้างรายได้ และอย่าปล่อยให้หลุดมือหากไม่มีเหตุผลที่ดีพอเท่านั้น ซึ่งการที่ราคาหุ้นตกลง มันไม่ใช่เหตุผลที่ดี"
- ความจริงแล้ว หากมีใครสามารถทำนายตลาดได้ ชื่อของคนนั้นคงจะต้องปรากฎอยู่ในลิสต์บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดแซงหน้า วอร์เรน บัฟเฟตต์ หรือ บิลล์ เกตส์ ไปแล้ว
- จงหาสิ่งที่คุณสนุกที่จะทำและทุ่มเทกับมัน แล้วเงินก็จะมาเอง

ผมไม่แน่ใจว่าปัจจุบันจะมีขายตามร้านหนังสืออยู่หรือเปล่า แต่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยน่าจะมี (ผมไปเจอที่นิด้า)

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

ชมฟรี! คอร์สหุ้น ออนไลน์ 170 คลิป จัดเต็ม ไม่มีกั๊ก Free Full Trading Course by Zyo

วิธีหา Trend Reversal (จุดกลับตัวของแนวโน้มราคาหุ้น) ด้วย EMA (เส้นค่าเฉลี่ย)

ใช้ EMA200 กับ EMA50 แยกหุ้นว่าช่วงไหนน่าเล่น ช่วงไหนไม่น่าแล

อธิบาย Wyckoff Accumulation Phase แบบละเอียดยิบ

บทสัมภาษณ์ David Ryan & Mark Minervini