สรุป หนังสือ The classic guide : Learn to earn


หนังสือ The classic guide : Learn to earn
โดย Peter Lynch & John Rothchild

ถือเป็นหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนสายพื้นฐานที่อ่านสนุกมาก
ผมชอบการเล่าเรื่องด้วยภาษาง่ายๆ (อาจเป็นเพราะทำมาให้เด็กๆอ่าน) ที่สำคัญคือได้ปูพื้นที่มาของเศรษฐกิจตั้งแต่ประวัติทุนนิยม กระทั่งการเกิดตลาดหุ้นของอเมริกา, ภาวะฟองสบู่และการตกต่ำของเศรษฐกิจ, ที่มาหรือจุดเริ่มต้นเล็กๆของบริษัท consumer ยักษ์ใหญ่ของโลกว่าเกิดได้ยังไง รวมถึงลิสต์บริษัทที่ทำกำไรอย่างน้อย 10 เด้ง ที่แจกแจงผ่านผลงานของผู้ก่อตั้ง เราจะได้เห็นความหลากหลายของไอเดียการคิดและแนวทางการทำธุรกิจให้เติบโตผ่านช่องว่าง อันจะส่งผลให้บริษัทนั้นๆทำกำไรแบบก้าวกระโดด
ผมอ่านแล้วก็รู้สึกตื่นเต้นกับความรู้ใหม่ๆแบบนี้มากเลย

น่าจะเหมาะสำหรับคนที่เริ่มต้นอยากเรียนรู้ แนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่า เพราะอย่างที่รู้กันว่า ปีเตอร์ ลินช์ ก็ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบของการลงทุนแนวนี้ เมื่อเอาแนวคิดของเขามาเขียนด้วยภาษาง่ายๆ เล่าเรื่องอย่างมีชั้นเชิง ก็ช่วยให้เราเห็นภาพมุมมองวิธีคิดของเขาได้ดีขึ้นเลยครับ

ผมยังคิดเลยว่า เล่มนี้น่าจะเป็น One up on Wall Street ภาคอ่านง่าย

ขอยกตัวอย่าง ประโยคที่ผมชอบ
- ช่วงเศรฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ เป็นเวลาที่เลวร้ายสำหรับทุกบริษัท ทว่าเป็นช่วงที่ดีของโค้ก เพราะแม้คนจะจะมีเงินจับจ่ายใช้สอยน้อยมาก ไม่มีเงินซื้อรองเท้า เสื้อผ้า หรือข้าวของ เครื่องใช้ใหม่ๆ แต่ก็ยังซื้อโค้กเพิ่ม
ในทศวรรษ 1930 นั้น เศรษฐกิจไม่สามารถเลวร้ายไปมากกว่านั้นอีกแล้ว บริษัทส่วนใหญ่มีผลประกอบการเลวร้าย แต่โคคา-โคล่า ก็ยังทำกำไรมากมาย
- นักลงทุนส่วนมากได้เรียนรู้ที่จะสร้างพอร์ตโพลิโอการลงทุนที่ "ปลอดภัย 100% จากภาวะถดถอย" โดยเจาะจงซื้อแต่หุ้นพวก แมคโดนัลด์, โคคา-โคล่า, จอห์นสัน แอด์ จอห์นสัน หรือ "หุ้นที่เติบโตตามการบริโภค(consumer growth)" ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจถดถอย ธุรกิจจะกลายจากแย่เป็นแย่มาก แต่บริษัทที่ขายน้ำอัดลม แฮมเบอร์เกอร์ ยา และสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นสำหรับชีวิต หรือของราคาถูก จะสามารถผ่านไปได้โดยไม่ได้รับผล
- คนเรามักจะพยายามมองหาสูตรต่างๆที่จะเอาชนะวอลล์สตรีท ทั้งที่เห็นทนโท่ว่า "จงซื้อหุ้นในบริษัทที่แข็งแกร่งและมีอำนาจในการสร้างรายได้ และอย่าปล่อยให้หลุดมือหากไม่มีเหตุผลที่ดีพอเท่านั้น ซึ่งการที่ราคาหุ้นตกลง มันไม่ใช่เหตุผลที่ดี"
- ความจริงแล้ว หากมีใครสามารถทำนายตลาดได้ ชื่อของคนนั้นคงจะต้องปรากฎอยู่ในลิสต์บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดแซงหน้า วอร์เรน บัฟเฟตต์ หรือ บิลล์ เกตส์ ไปแล้ว
- จงหาสิ่งที่คุณสนุกที่จะทำและทุ่มเทกับมัน แล้วเงินก็จะมาเอง

ผมไม่แน่ใจว่าปัจจุบันจะมีขายตามร้านหนังสืออยู่หรือเปล่า แต่ห้องสมุดของมหาวิทยาลัยน่าจะมี (ผมไปเจอที่นิด้า)

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

แนะวิธีดูกราฟหุ้นเบื้องต้น

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

อธิบาย Wyckoff Accumulation Phase แบบละเอียดยิบ

RSI กับการ Breakout ของ Pivot Buy Point

สูตรเทรด ด้วยเส้นค่าเฉลี่ย 01 - ตัดเส้นขึ้นซื้อ ตัดลงขาย

ประโยคทองที่ผมชอบ จากหนังสือ Trading in the Zone

สรุป How to Trade in Stocks by Jesse Livermore