หา Trend Reversal ด้วย EMA

โดย Zyo : facebook.com/zyoit
สนับสนุนโดย ร้าน Zyobooks : facebook.com/zyobooks
หนังสือหุ้นขาขึ้นรอบใหญ่ : facebook.com/bigmovebook


Trend Reversal หรือการกลับตัวของแนวโน้ม ถือเป็นโซนซื้อที่นักลงทุนชอบมาก
เพราะได้หุ้นในต้นเทรนด์ ที่ไม่ต้องรอนาน ซื้อแล้วมีโอกาสได้กำไรทันที หากพื้นฐานดี ยิ่งถือนานกำไรของกิจการเติบโต นักลงทุนคนนั้นก็จะทำเงินจากหุ้นตัวนั้นได้เป็นเด้งๆ

ผมเองก็เคยลองผิดลองถูกมาหลายสูตรตามหนังสือเทคนิคอลที่เขาบอกต่อๆกันมา เช่น
- หา bullish divergence แล้วเข้าซื้อ ก็พบว่าไม่ค่อยเวิร์ค เพราะมันสามารถลงต่อได้อีก แม้จะ divergence หลายครั้งแล้วก็ตาม
- ใช้ fibonacci วัดระยะหาจุดหยุดลง ก็ไม่ค่อยได้ผล เพราะความที่ไม่ค่อยเข้าใจอย่างถ่องแท้
- หา Selling Climax นี่ก็ไม่เป๊ะ คือบ่อยมากที่มันลงไม่สุดช่นกัน
- ดู EMA Golden cross ก็มักจะเข้าช้าไปแทบทุกครั้ง

ไม่ได้ว่าสูตรที่ว่ามามันไม่ดีนะ
แต่อาจจะเป็นเพราะแนวคิดเหล่านั้นมันซับซ้อนเกินที่สมองขี้เลื่อยอย่างผมสามารถเข้าใจได้กระมัง จึงเอาไปประยุกต์ใช้จริงและเหมาะกับจริตของตัวเองได้




เลยค้นต่อ
ก็ไปพบหลักการเบสิคของการกลับตัวของแนวโน้มอย่างง่ายๆ

คือราคามันจะลงไปเรื่อยๆจนกระทั่งมันเปลี่ยนใจ อยากกลับตัว
หลังจากคิดได้ ก็หยุดลงต่อ  เริ่มจากการไม่ยอมทำนิวโลว์ก่อน เพื่อบอกโลกว่า "ฉันจะไม่ลงไปอีกแล้วนะ"
เพื่อยืนยันเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ มันก็ใช้กำลังที่มีอยู่ ผลักดันพาตัวเองพุ่งขึ้นไปอย่างสุดแรง จนข้ามจุดสูงสุดเดิมที่เพิ่งทำไว้ได้ เพื่อเอาชนะ และยืนยันด้วยการกระทำ
และมันก็ทำได้
เมื่อราคาขึ้นมาแรงแบบนั้น "เจ้าถิ่น" ผู้สิงสถิตอยู่ในตลาดก็ชักไม่สบายใจ เพราะชินกับการที่ราคาลงมาโดยตลอด เมื่อเกิดการเปลี่ยนทิศกระทันหันก็เกิดความต่อต้าน จึงกระหน่ำขายออกมาเพื่อแสดงความไม่พอใจ อยากให้ราคาลงต่อเหมือนเคย
แต่ด้วยความอยากขึ้นของราคามันมีความมุ่งมั่นมาก ตัดสินใจรับซื้อหุ้นที่ถูกเทขายทั้งหมด จนเกลี้ยง แล้วก็ใช้พลังที่สะสมอยู่ดันตัวเองขึ้นไปทำนิวไฮได้อีกเรื่อยๆ
ในที่สุดราคาก็เปลี่ยนแนวโน้มจากขาลงเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน

นี่คือแนวคิดแบบคร่าวๆ ในทางทฤษฎี


ในโลกจริงจะมีทรงแบบนี้มั้ย?
TFG มีการกลับตัวที่คล้าย เพราะรุนแรงและบ้าพลัง


GLOBAL เด้งแรง และก็ย่อแรง แต่ไม่นิวโลว์


แต่จะว่าก็ว่าเถอะนะ ในทางความเป็นจริงแล้วหุ้นส่วนใหญ่ มันไม่ฉึบฉับ ปุ๊บปั๊ป เป็นสเต็บสวยงามแบบนั้น
คุณดูการลากเส้นเทรนด์ไลน์สิ มันโคตรอาร์ตเลย การที่ผมลากเส้น ผมชี้จุดอะไรย้อนหลังมันก็ดูง่ายไปหมดแหละ เพราะเป็นความเก่งหลังเกมส์

หากคุณอยู่หน้างานจริงๆ ก็จะรู้ซึ้งว่าไม่มีอะไรง่ายขนาดนี้หรอก
เพราะเราเดาอนาคตไม่ได้
คุณอาจจะจะลากแบบนี้ คือลากดักแล้วเจอ breakout แบบเด้งเพื่อลงต่อ

ซึ่งมันจะทำให้คุณเสียเวลาชีวิตกับมันมาก เพราะคุณจะต้องเข้าๆ ออกๆ ในหุ้นตัวเดียวหลายครั้ง โดยไม่ได้ผลตอบแทนที่ดีเลย เพราะมันทำท่าหยุดลง เด้งขึ้นนิดหน่อยแบบให้ความหวัง แล้วมันก็ไม่ยอมไปต่อ ทะลึงพรวดลงไปทำนิวโลว์ได้อีกอย่างหน้าตาเฉย

จากประสบการณ์, หุ้นที่ฟื้นตัวจากขาลง ส่วนมากจะออกข้างเพื่อซับแรงขาย แบบ AQUA


คือมันมีการกลับตัวจากขาลงจริง แต่ก็ไม่ได้ไปต่อ หากแต่ sideway ออกไปอย่างยาวนาน โดยไม่ยอมไปต่อ ถ้าเจอแบบนี้ก็ต้องแกร่ว อย่างไม่รู้อนาคต

พอเจอทรงแบบนี้เข้า ตัวเองก็พอจะได้ข้อสรุปว่า ช่วง 1-2-3 นั้นน่ะ ไม่ควรสั้นจู๋แบบนั้น
น่าจะมีรายละเอียดของการค่อยๆเปลี่ยนแปลงอย่างมีขั้นตอน

อุปมา, ถ้ามองในมุมของสังคมมนุษย์ คือการจะเปลี่ยนแปลงอะไรที่มันเป็นแบบพลิกกลับหน้ามือเป็นหลังมือ นั้น ก็เหมือนการ "ปฏิวัติ" นั่นแหละครับ มันต้องเกิดแบบปุบปับ กลับตัวเลย ผลก็คือเกิดความขัดแย้ง ระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วย กับต่อต้าน ทะเลาะกันเครียดตาย ต่อสู้อย่างรุนแรง และมีสิทธิ์จบไม่สวย
แต่ถ้าหากมีการคุยกันปรับความเข้าใจ แม้จะใช้เวลานานกว่า แต่ก็ไม่ต้องเจอแรงปะทะมากนัก

มาถึงจุดนี้...ผมมองว่าเป็นแนวคิดที่ว่าไปข้างบนนั้น "ดี" นะ แต่ยังไม่พอใจ





เลยค้นต่อ...จนมาคลิกเอากับ รูปข้างล่างนี้ อันเป็นแนวคิดของพี่สแตน เวนสเตน(Stan Weinstein) ที่ระบุจุดกลับตัว ของแนวโน้ม โดยใช้ เส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ ร่วมกับ การเคลื่อนที่ของราคาในรูปแบบที่มันยกไฮยกโลว์ขึ้นจน breakout กรอบสะสมของฐานราคา
โดยให้จุดที่ราคา  breakout กรอบสะสม เป็นโซนซื้อ A
และให้จุดซื้อที่ 2 คือตอนที่ราคาย่อลงมาหาช่วงราคาที่เพิ่ง breakout (โซนที่เราได้ซื้อไปแล้วตรงช่วง A) เมื่อราคาย่อลงมาแล้วเริ่มเด้งกลับขึ้นไป ให้เป็นจุดซื้อ B


แนวคิดนี้ จะว่าไปก็คล้ายกับอันแรกแหละ เพียงแต่เขามีการระบุช่วงสร้างฐานเข้ามาเพิ่มเติมด้วย
แบบนี้ก็น่าจะเป็นไปได้ตามความเป็นจริงมากกว่า
ดูๆไป ก็ออกจะคล้าย GLOBAL อยู่นะ

แต่กระนั้น...สูตรนี้ ก็ไม่ได้ข้อมูลอะไรเกี่ยวกับช่วงสร้างฐานมากนัก

สรุปคือ....ดีขึ้น แต่ยังดีไม่ที่สุด เพราะ อยากรู้รายละเอียดในส่วน "สร้างฐาน" ให้มากกว่าเดิม
ที่ผมสนใจการสร้างฐานก็เพราะมองว่าหุ้นทั่วไปจะใช้เวลาในช่วงนี้นานมาก
ถ้าเราสามารถทำความเข้าใจและอ่านพฤติกรรมออกก็น่าจะช่วยให้เรา รู้ทันมากขึ้น

ก็มาลงเอยที่ Wyckoff Accumulation ที่สาธยายขั้นตอนการสร้างฐานได้ละเอียดยิบ


ความจริงแล้ว แนวคิดนี้ก็มีการตีความหลายแบบนะ เพราะราคาหุ้นแต่ละตัวก็มีความอินดี้กันทั้งนั้น
จึงมีคนทำอีกแนว ในรูปแบบที่ราคายกไฮยกโลว์ทันที ไม่สะสม
ดูๆแล้ว คล้ายรูปแรกสุดมั้ย?

ส่วนรายละเอียดแบบถึงกึ๋น ให้ไปดูที่ลิงค์นี้นะ

จบทฤษฎีไปแล้ว มาดูวิธีการใช้งานจริงกัน
ผมอยากให้เราโฟกัสที่เส้น Creek  ที่ทำไว้ในทฤษฎีนะ หากันเจอมั้ย?
โดยผมจะเอามาเทียบกับของจริงก็คือ EMA100 และ EMA200
เส้นค่าเฉลี่ย 2 เส้นนี้แหละที่เป็นตัวแบ่งเทรนด์

ดูตัวอย่างกันเลย
BCH  เห็นกันนะ ว่ามันโดน EMA100 และ EMA200 กดดันให้ลงโดยตลอด
แต่พอข้ามได้แล้วก็ยกไฮยกโลว์ขึ้นไปเรื่อยๆ พอย่อก็หยุดลงบนเส้น และ EMA100


สรุปแบบง่ายๆจากตัวอย่างข้างต้นก็คือ
แนวโน้ม ขาลง EMA100 และ EMA200 อยู่เหนือแท่งราคา กดดันราคาให้ลงต่อไปเรื่อยๆ
ช่วงเปลี่ยนผ่าน มันต้องมีการเทสต์และต้องข้ามเส้นต้านทั้งคู่ให้ได้
แนวโน้มขาขึ้น EMA100 และ EMA200 จะเป็นตัวรองรับราคา อุ้มชูยกยอให้มันขึ้นต่อไปเรื่อยๆ
ปล. หุ้นบางตัวก็มีการเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับ EMA50 บางทีคุณต้องเช็คกับเส้นนี้ด้วย

ตัวอย่างต่อมา
STPI ค่อยๆขึ้นทีละ step แบบ sideway up พยายามดันตัวขึ้นไปยืนเหมือเส้นค่าเฉลี่ยทีละเส้นอย่างใจเย็น หน้าที่ของคนที่ชอบหุ้นตัวนี้ก็คือ รอดูมัน breakout กรอบสะสมล่าสุดขึ้นไป



ดูการกลับตัวของ MALEE ในช่วงต้นเทรนด์สิ คือยกกรอบราคาขึ้นไปพักตัวสะสมในเวลาไม่นาน
จากนั้นก็ breakout กรอบสะสม ขึ้นไปสะสมกรอบที่สูงกว่า แล้วก็ breakout สะสม ยกไฮยกโลว์ วนไป

แต่ดูความสัมพันธ์ก่อนการกลับตัวสิ ช่วงแรกๆ ราคาโดน EMA100 & 200 กดดันค้ำหัวอยู่
พอมันมีพลังแกร่งกล้าก็พาตัวเองข้ามเส้นทั้งสองได้ แล้ว EMA100 & 200 ก็เปลี่ยนสถานะจากศัตรู ก็กลายเป็นมิตรแท้คอยอุ้มชูราคา โดยให้ตัวเองเป็นฐานแทน

ช่วงที่ราคากลับทิศทางแนวโน้มตามแนวทางนี้จะเป็นไปอย่างระมัดระวัง และทุลักทุเล
คล้ายๆกับเด็กที่เพิ่งรู้จักปีนขึ้นที่สูง ต้องใช้ความพยายามและต่อสู้เอามากๆ

แต่เมื่อปีนขึ้นไปได้แล้ว ก็จะไม่ทุลักทุเลแบบเดิมอีก
หนำซ้ำยังใช้เบาะโซฟาเป็นที่กระโดดเล่นสนุกได้อีกต่างหาก

นี่คือรูปแบบที่ราคาหุ้น เคารพเส้นค่าเฉลี่ย EMA100 กับ EMA 200 เพราะตลาดใช้เป็นแนวต้าน กว่าจะผ่านได้ก็ต้องพยายาม ชนแล้วชนอีก พอข้ามได้ก็ย่ำอยู่บนเส้นจนแน่น แล้วจึงค่อย ยกกรอบราคาขึ้น
ซึ่งหุ้นเกินครึ่งจะเป็นอย่างนี้

ก็หมายความว่ายังมีอีกสไตล์ที่แตกต่างออกไป...
อีกแบบคือ เขาไม่สนใจเส้น EMA ใดๆทั้งสิ้น ข้ามขึ้น ทะลุลงอย่างไม่เห็นหัว
GLOBAL เป็นตัวอย่างที่ดี

ตอนที่เป็นขางมันก็ยังวิ่งอยู่ใต้ EMA100 กับ EMA 200 และก็โดนกดดันมาก่อน แต่ว่าตอนที่มันกลับตัวนั้นน่ะ แกกระชากพรวดขึ้นไปแบบ panic buy วอลุ่มกระฉูดต่อเนื่องเลย จากนั้นก็วิ่งขึ้นต่อด้วยโมเมนตัม แต่ก็ตามสูตรนั่นแหละ เมื่อราคาขึ้นด้วยรายย่อย วอลุ่มน้อย อ่อนแรง ก็จะโดนเทขายทำกำไรกันขนานใหญ่จากคนเล่นรอบสั้น กทุบให้ราคาลงหนักมาก จนแทบจะถึงจุดเริ่มต้นเอาทีเดียว
แต่เคราะห์ดีที่หุ้นของคนอยากขาย ขายหน้าตักไปเสียก่อน ราคาลงไม่ถึงโลว์เก่า

ก็กลายเป็น higher low สิ
อ่านถึงตอนนี้ คุณนึกถึงอะไรมั้ย คุ้นๆมั้ย?

ใช่ครับแนวทาง อีเลียตเวฟ แบบมาตรฐาน นั่นเอง

ถ้าเรามีความรู้เรื่องเวฟ การย่อของมันไม่ทำนิวโลว์ แบบนี้เข้าสูตรอีเลียตเวฟ เป๊ะ
ก็จะไม่พลาดหุ้นดาวรุ่งพวกนี้

ขึ้นเวฟ 1 แรง ย่อก็หนักหน่วง แต่ไม่นิวโลว์
ถ้าได้เห็นมันเด้งขึ้นมายืนเหนือ EMA200 แล้วเด้งต่อทำนิวไฮได้อีกล่ะก็ ต้องตาม

อีกตัวคือ STA นี่ก็สวยนะ ถ้าใครตาไว หรือเฝ้าอยู่ก็น่าจะได้ต้นทุนที่ดี


SIRI เป็นตัวอย่างของการกลับตัวจากเวฟ 2 ขึ้นมาเป็นเวฟ 3
ตัวนี้ผมเปลี่ยนจาก EMA100 เป็น EMA50 นะ เพราะเส้นนี้มันมีนัยยะมากกว่า




อีกข้อสังเกตุนะ อยากให้คุณโฟกัสกัน
คือหุ้นที่มันจะไปต่อแบบ bullish น่ะ มันจะไม่ยอมย่อลึก
หากพักตัวก็จะออกข้างที่ระดับราคาบริเวณยอดของแท่งเขียวยาว วอลุ่มก็จะลดลงไปเรื่อยๆแบบชัดเจน
จากนั้นมันก็ดีดเด้งไปทำนิวไฮต่อเลย แถมวอลุ่มก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะ อาจไม่มากเท่าเดิม แต่ก็สูงแบบเห็นชัด
จากรูปเห็นเลยว่า มันยังสร้างฐานสะสมอยู่ ราคาจึงถูกไล่แบบขึ้นแบบไม่สุด เขียวยาววันเดียวก็ย่อลงไป 3-4 วัน จากนั้นค่อยดีดเด้งแรงจึงค่อยย่อลงไปเขย่าอีก
ใครเข้าช่วงนี้ก็ต้องอึดอัด เพราะว่ามันยังอยู่ในช่วงสร้างฐานไง
ดังนั้นถ้าใครไม่อยากรอนานก็ คอยดูตอนที่มันยืนยันขาขึ้นแบบชัดเจนก่อน คือ
ย่อตื้น เด้งนิวไฮพร้อมวอลุ่ม จากนั้นก็ย่อไม่ลงไปเล่นในกรอบเดิมอีก

เท่านี้ก็ได้ให้ตัวอย่างวิธีสังเกตุ การกลับตัวของแนวโน้ม (Trend Reversal) แบบมวยวัดของผมไปแล้ว

แต่ก็อยากบอกกันก่อน ว่ามันเป็นแค่ทางเลือกของไอเดียเท่านั้นนะ
ทุกแนวคิดมันไม่เป๊ะ อิงไปทางโน้นบ้าง นี้บ้าง
แต่หากเรารู้หลักคิดของแนวทางอื่นบ้าง ก็จะช่วยให้เรากรองหุ้นดาวรุ่งที่หลากแนว
แนวคิดโดยการใช้ EMA ก็ไม่ได้แม่นไปทุกตัวหรอก ได้บางส่วนเท่านั้น
ดังนั้น อย่าจำกัดมุมมองของตัวเอง




อีกอย่างที่อยากชวนคิดต่อ....
คืออย่ามองข้ามพื้นฐานการทำกิจการของหุ้นนั้น
เพราะการที่หุ้นจะวิ่งไกลๆได้ ผมคิดว่าแรงส่งที่สำคัญที่สุด อันจะช่วยให้หุ้นวิ่งแรงๆไกลๆและมั่นคงได้
ก็คือ "ความสามารถในการทำกำไร" ที่เพิ่มขึ้นอย่าง Surprise นักลงทุนทุกกลุ่ม
อย่างที่ MALEE เป็นตัวอย่างที่ยอดเยื่ยมสุด ดังนั้นเราจึงควรมีข้อมูลเกี่ยวกับพื้นฐานไว้ประกอบด้วยถึงจะครบสูตร
คือ เทคนิคอล จะช่วยให้เราได้จุดซื้อที่ใช่และไม่ต้องรอนาน แต่ข้อมูลพื้นฐานในด้านควาสามารถในการทำกำไร จะช่วยให้เราอดทนถือไปได้กำไรหลายเด้ง

ก็ลองเอาแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ดูครับ แม้มันจะดูง่ายๆ แต่เป็นแนวทางที่น่าสนใจไม่น้อยเลยล่ะ

-----------(ขอฝากโฆษณาหนังสือของผู้เขียนสักนิดนะครับ)----------
------- (เผื่อมีสมาชิกใหม่ยังไม่ทราบ) -------

เล่มดำ (หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่)เป็นเหมือนภาคทฤษฎี พูดในองค์รวม กราฟวีค
เล่มเขียว(หุ้นซิ่ง สวิงเทรด) เป็นงานภาคปฏิบัติ เจาะลึกขึ้น เคสมากขึ้น กราฟรายวันครับ


ซื้อหนังสือเล่มกระดาษ
ติดต่อเพจ facebook.com/zyobooks เท่านั้นครับ


Ebook มีขายที่เว็บ mebmarket.com เท่านั้นครับ
รายละเอียด คลิกที่ชื่อหนังสือเลยครับ

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

สรุปหนังสือ The (almost) Complete Guide to Trading

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

1-2-3 Price Pattern เบสิคของการ breakout

วิธีเลือก, ดูแนวโน้ม, Volume และ Price Action ของหุ้น Growth Stocks ตามแนวคิด CANSLIM

เคล็ดการหาหุ้น Demand Passion แรง (วิธีสแกนหุ้นซิ่ง)

EMA20 กับการหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นน้องใหม่ที่กลับตัวจากขาลง

แกะกราฟ 5 หุ้นซิ่งวิ่งแรง UREKA, OCEAN, SEAOIL, FOCUS, PIMO