แนวทางการเทรดให้กำไร 100% ใน 5 เดือน ของ MARK RITCHIE II

โดย เซียว จับอิดนึ้ง : facebook.com/zyoit


Mark Ritchie II เป็นหนึ่งใน Momentum Master ครับ ถ้าใครอ่านหนังสือเล่มนี้มาก็คงได้เห็นหน้าค่าตาของแกมาแล้ว ซึ่งจะว่าไป, แนวทางการเทรดของแกไม่ค่อยถูกเอามาเผยแพร่มากนักเมื่อเทียบกับ Master คนอื่นๆ กว่าจะหามาได้ ก็ใช้เวลาพอสมควรเลย

จากหนังสือ Momentum Master เราได้ขอมูลมาว่า แกเกิดมาจากครอบครัวที่เป็นเทรดเดอร์ พ่อ(Mark Ritchie)กับลุงๆแกเป็นนักเทรดที่ประสบความสำเร็จ แม้จะเห็นการเทรดตั้งแต่เด็ก แต่ก็ยังไม่สนใจนะ จนเรียนจบมหาวิทยาลัยจึงได้ไปทำงานกับเทรดเดอร์อดีตผู้ช่วยพ่อเค้า ทำงานประเภทส่งคำสั่งซื้อขาย ดูกราฟ ฯลฯ จึงรู้สึกสนุก พอได้ทำงานเป็นผู้ช่วยแบบเต็มตัว ก็ยิ่งเพลิดเพลิน มีความอยากรู้อยากเห็นมากขึ้นว่าอะไรเป็นตัวการให้ตลาดมันขยับขึ้นลง ทำยังไงถึงจะเป็นเทรดเดอร์ที่ดีได้



ผมชอบ mindset ของแกนะ
Mark Ritchie II บอกว่า แรงบันดาลใจแกคือ ตั้งใจที่จะพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพราะตอนนี้ยังคิดว่าตัวเองยังไม่ถึงจุดสูงสุดทั้งในแง่ของผลตอบแทนและศักยภาพ เขายังไปได้ไกลกว่านี้อีก
โอ้โห..นี่มัน growth mindset ชัดๆเลยครับ
(ที่มา หนังสือ Mindset ใช้ความคิดเอาชนะโชคชะตา)

พัฒนาการของเขาก็น่าสนใจ
ปีแรก ทำผลตอบแทนได้แค่เท่าทุน
จากนั้นก็ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปี 2014 สามารถทำผลตอบแทนได้สูงสุด
เขาเปลี่ยนจากคนที่ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ มาเป็นคนที่มีความเข้าใจความเสี่ยงเป็นอย่างดี นั่นทำให้กำไรและผลตอบแทนเติบโตขึ้นมาได้เรื่อยๆ

ข้อมูลจากเว็บ seekingalpha.com เขาบอกว่า Ritchie เป็นศิษย์เอกของ Minervini พันธุ์แท้เลยครับ เรื่องของก็คือพี่มาร์คเคยประกาศในงานสัมนา 2010 Master Trader Program ไว้ว่า "ถ้าใครก็ตามในห้องนี้สามารถเทรดทำกำไร 100% ภายใน 12 เดือนจากนี้ได้ คนแรกจะเป็นแขกรับเชิญของผม มาที่บ้านผมเลย มานั่งเทรดเคียงข้างทั้งวัน โดยค่าเดินทางทั้งหมดคุณไม่ต้องจ่ายสักบาท" ภายใต้โครงการ Triple-Digit Challenge นั่นแหละครับ

Mark Ritchie II ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมสัมนา ก็รับคำท้า ด้วยการนำเอาแนวทางการคัดหุ้นแบบ SEPA ที่ได้ร่ำเรียน Master Trader Program กับอาจารย์มาร์ค ๒ วันนั่นแหละ ไปใช้คัดหุ้น

ด้วยเงิน $2,500 เหรียญ สามารถเปลี่ยนเป็น $5,000 ภายในเวลาแค่ ๕ เดือนเท่านั้น
ซึ่งเร็วกว่าที่อาจารย์ตั้งไว้เกินครึ่งทาง


อีกสองวันจากนั้น Matt Glascoff ก็ทำได้อีกคนครับ
พี่มาร์คจึงต้องจ่ายเงินเพิ่มอีกเท่าตัวเพื่อรับทั้งสองศิษย์มาเป็นแขก
ถือเป็นการจ่ายเงินด้วยความยินดีมากกว่าจะคิดเป็นอื่นนะ เพราะมันเป็นการสร้างชื่อให้แก+สูตร SEPA ของแกให้น่าเชื่อถือ เรียกแขกได้อีกมหาศาล
ที่มาของรูป
https://seekingalpha.com/instablog/569986-mark-minervini/161566-mark-ritchie-has-won-mark-minervini-s-triple-digit-challenge



มาดูรายละเอียดแนวทางการเทรดทำเงินให้ได้ 100% ภายใน ๕ เดือน
ของ Mark Ritchie II กันครับ
ช่วงเวลาที่เทรด : October 20, 2010 – April 4, 2011
วงเงิน : $2,500
Use of leverage: Yes, as much as standard Reg-T margin would allow for, roughly 2:1
จำนวนหุ้นที่เทรด : 139
Position Sizing: Aprox. 25%
Net reward/risk ratio: 2.42:1
% Trades Profitable: 43%
จากข้อมูลจะเห็นว่าแกก็เทรดชนะไม่เยอะนะครับ ไม่ถึงครึ่งเลย แต่กำไรเท่าตัว แสดงว่าการตัดขาดขาดทุนของแกคมมาก ถ้าไม่วิ่งแกคงขายออกทันทีเป็นแน่

ขอเสริมข้อมูลครับ ช่วงเวลาที่เทรด : October 20, 2010 – April 4, 2011 นั้น ดัชนี Nasdaq เป็นขาขึ้น

ตรงนี้ก็มีส่วนมากนะครับ คือ ดัชนี Nasdaq ในช่วงนั้นมันกลับตัวขึ้นจากการพักฐานพอดีเลย มันเพิ่งเริ่มเป็นขาขึ้นครับ เป็น continuation pattern จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นหุ้นวิ่งแรง คึกสุดขีดในช่วงนั้น

ดัชนีที่แหละครับที่เป็นเจ้ามือรายใหญ่ในการขับเคลื่อนราคาหุ้น
แบบที่ผมกล่าวไว้ในหนังสือเล่มดำ (หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่)

พูดง่ายๆคือ ถ้าอยากได้กำไรเร็ว ต้องเล่นในช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้นเท่านั้น
ยิ่งช่วงที่ตลาดเพิ่งเริ่มฟื้นจากการพักฐานก็ยิ่งดีใหญ่
เพราะตอนนั้นหุ้นที่เป็นขาขึ้นมาก่อนมันอั้นอยู่นานครับ
ถ้าได้หุ้นนำตลาดที่มีพื้นฐานดีตามหลัก SEPA อยู่ในลิสต์ด้วย ก็มีโอกาสได้หุ้นซิ่งสูงครับ

จะว่าไปแล้วแนวทางนี้ เหล่า Momentum master ใช้เหมือนกัน พี่ Dan Zanger ก็ได้ฉายาว่า A Pure Wyckoff Mark Up Trader

พี่มาร์ค, พี่ไรอัน กับปู่โอนีลก็เช่นกัน พวกเขาจับตาดูหุ้นนำตลาดไว้อยู่แล้ว
รอแค่ตลาดยืนยันการกลับตัวเป็นขาขึ้น ก็ซัดกันเลย

ข้อมูลของการเทรด
แกเอามาจากเว็บของพี่มาร์คทั้งหมดเลย ตั้งแต่ไอเดียจาก Master Trader Program ของพี่มาร์คเอง, Minervini Private Access, บล็อกของพี่มาร์ค, ผลประกอบการ, ค่า Relative Strength(น่าจะมาจาก IBD), Trend Template ของพี่มาร์คเองนั่นแหละ

เกณฑ์การเข้าซื้อ
- จะซื้อเมื่อเห็นระดับ stop loss ที่ชัดเจนเท่านั้น ยิ่งน้อยยิ่งดี ควรจะอยู่แถวๆ 5% เท่านั้น
- รูปแบบราคา เอาที่ก่อนหน้านี้มันบีบตัวแคบๆ ตามหลักพี่มาร์ค เช่น cup with handle, power play(high tight flag), 3C(Cup-completion-cheat) ถ้าเห็น Pivot Buy Point ก็เอาได้เช่นกัน



High Tight Flag
ที่มา XO : Smart Money & High Tight Flag : http://zyo71.blogspot.com/2018/05/xo-smart-money-high-tight-flag.html

เกณฑ์ทางพื้นฐาน
พยายามเลือกหุ้นที่มีผลกำไรที่โดดเด่น, แต่บางตัวกราฟก็สวยกว่าพื้นฐานก็มี, แต่ในเบื้องต้นขอเลือกบริษัทที่มีผลประกอบการและยอดขายเติบโตแบบเร่ง ตั้งแต่ 25% ขึ้นไป

เกณฑ์การขายหุ้นทำกำไร
มันเป็นส่วนที่ยากที่สุด มีหลายแบบ ทั้ง selling into strength คือเมื่อราคาวิ่งเกินเป้าที่กำหนดแล้ว หรือราคาวิ่งแรงกว่าที่เคยเป็น(excess phase)
แต่ส่วนมากเขาจะขายหุ้นแบบ selling weakness คือ ขายเมื่อราคาพักตัวแล้วย่อต่อจนหลุดโลว์ที่มีนัยยะของกรอบบน นอกจากนี้ก็ยังใช้เส้นค่าเฉลี่ยในการขายหุ้นออกตามหลักของ Master Trade Program ของพี่มาร์คด้วย
ปล. หลักการขายหุ้นทั้ง Selling into strength กับ Selling weakness ผมได้อธิบายไว้ในหนังสือ "หุ้นซิ่ง สวิงเทรด" อย่างละเอียดแล้วครับ ใครมีก็ลองกลับไปเปิดอ่านดูได้ครับ

เกณฑ์การขายตัดขาดทุน
รีบขายหุ้นออกไปอย่างเร็วเมื่อเห็นมันลงไปหลุดระดับ stop loss ที่ตั้งเอาไว้ล่วงหน้าตามแผน โดยเฉพาะเมื่อเห็นการ breakdown ลงไป ถ้าเห็นหลุดระดับ stop ก็ขายทันที!!

เขาทิ้งท้ายไว้ว่า สิ่งที่เขาได้เรียนรู้จาก Master Trader Program นั้นมันใช้ได้ผล นอกจากนี้เขามันไปผสมกับกับกลยุทธ์ของตัวเอง ในเรื่องของอัตรา win/loss, win rate ฯลฯ
จากนั้นเมื่อเขาทำเงินได้จนเกิดความสบายใจ ก็สามารถทำตามแนวทางของตัวเองอย่างดีเยี่ยม  จึงเริ่มเทรดด้วยเงินมากขึ้นและกล้ามากขึ้น
ด้วย money management, การคัดเลือกหุ้นที่เจาะจงทั้งพื้นฐานและเทคนิคอลตามพี่มาร์คสอนมา ทำให้เขาประสบความสำเร็จและรู้สึกดีอย่างมาก มันเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของชีวิตการเทรดเขาเลย แม้ว่าเขาจะเทรดผิดพลาดอย่างมากมายแต่ก็มีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าตัวเองสามารถทำได้ดีกว่านั้นในภาพรวม จึงตั้งหน้าตั้งตาเดินหน้าต่อไป พร้อมกันนั้นก็เอามันไปฝึกฝนตัวเองให้ได้บทเรียนเพิ่มอีกด้วย

เสริมจากหนังสือ Momentum Master
ก็ไม่เป๊ะตามตำรานะครับ ส่วนใหญ่ผมอ่านแล้วสรุปมาเป็นคำพูด/คำถามของตัวเองอีกที จะได้อรรถรสและตรงกับความต้องการสื่อของตัวเอง

แนวทางการหาหุ้น?
- Bottom up เริ่มจากหาหุ้นรายตัวก่อน เาที่น่าสนใจปเก็บไว้ในลิสต์ การทำแบบนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมว่ากลุ่มไหนกำลังได้รับความนิยม(คือคุณต้องมีพื้นฐานรู้อยู่แล้วว่าหุ้นตัวไหนทำกิจการอะไรด้วย)
ปกติเขาจะมีลิสต์หุ้นที่ผลงานทางธุรกิจดี(พื้นฐานการทำกำไรโดดเด่น)เอาไว้อยู่แล้ว จากนั้นก็เฝ้ากราฟ

ทำการบ้านยังไงในแต่ละวัน?
- ดูกราฟวันละ 300-500 ตัว
- แกะข้อมูลพื้นฐานของหุ้น 5-10 ตัว ว่ามันทำกิจการอะไร ปัจจัยพื้นฐานเป็นยังไง เน้นไปที่การหุ้นหุ้นมีกำไรโตแบบระเบิดระเบ้อ เพราะมันน่าจะเป็นสัญญาณบอกเขาว่ามีบางอย่างกำลังเกิดขึ้น และอาจจะทำให้ราคาวิ่งขึ้นแรงรอบใหญ่ได้ในอนาคตอันไกล้

ซื้อเมื่อไหร่?
- หึ้นต้องอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น แล้วมีการพักตัวอย่างเป็นระเบียบ(มีการสร้างฐานราคานั่นแหละครับ) วอลุ่มลดลงในช่วงสร้างฐานนั้นอย่างชัดเจน
จากนั้นก็จะรอตอน breakout ซื้อเมื่อราคาทะลุไฮเดิม(หรือจุดกลับตัว หรือเทรนด์ไลน์)ของฐานราคาขึ้นไปได้สำเร็จชัดเจนแล้วเท่านั้น

แต่ละตัว ถือมากแค่ไหน?
- ปกติจะไม่ถือหุ้นตัวไหนมากเกินกว่า 25% ของพอร์ต แต่ก็สามารถเพิ่มให้มากกว่านี้ได้ - แต่ต้องมีเงื่อนไขที่ว่า หุ้นตัวนั้นต้องเริ่มมีกำไรให้เขาแล้ว โดยจะทยอยเพิ่มขนาด(ซื้อเพิ่ม)ไปเรื่อยๆ ถ้าหุ้นตัวนั้นยังวิ่งขึ้นไปทำกำไรให้ต่อเนื่อง

ซื้อแล้วราคาไม่ไปต่อทำยังไงดี?
- ถ้าซื้อไปแล้วมันนิ่ง ยังคงพักฐานอยู่ จะขายออกบางส่วน(ลดขนาดลง) แล้วค่อยกลับมาซื้อใหม่เมื่อมันพยายามวิ่งขึ้นอีกครั้ง

ก็เอาเท่านี้นะครับ ยังมีอีกเยอะในหนังสือ Momentum master อยากให้ไปหาซื้อมาอ่านกัน เล่มไม่หนามาก แต่อุดมไปด้วยสารอาหารพัฒนาการเติบโตในเรื่องของมุมมองการเทรด (ของเขาดีจริงๆนะ)
ถ้ายังไม่เชื่อผม ก็ให้อ่านตัวอย่างเนื้อหาจากผู้แปลเองเลย : https://www.sarut-homesite.net/blog-78-momentum-master-sample/


หนังสืออ่านเพิ่มเติม
๑) เทรดแบบเซียนหุ้นให้ได้กำไรขั้นเทพ เล่มนี้เป็น Bible ของผมเลย
๒) Momentum Master ท่านจะได้เห็นรายละเอียดปลีกย่อย ของการตัดสินใจได้มากขึ้น ถ้ามีประสบการณ์มาด้วย ท่านจะยิ่งอ่านสนุก เพราะจะได้เคล็ดดีๆเปิดมุมมองมากมาย

๓) (แถม)หุ้นซิ่ง สวิงเทรด เล่มเขียวของผมเอง เล่มนี้จะช่วยให้คุณเห็นภาพหน้างานได้ดีขึ้น เพราะทั้งสองเล่มจะบอกแค่ภาพรวม เชิงทฤษฎี แต่เล่มสวิงเทรดจะเป็นการยกเคสบ้านเราให้ดูกันอย่างเป็นจริงเป็นจัง (เล่มนี้แค่แนะนำนะครับ ไม่ซื้อไม่เป็นไร ถือเป็น option เผื่อใครอยากได้เห็นภาพที่เจาะลึกหน้างานจริงบ้าง ถ้าเงินเหลือค่อยแบ่งมาซื้อน่ะครับ
แต่สองเล่มบนน่ะ แนะนำให้ซื้อเลย
ซื้อแล้วอ่านด้วยนะ หนังสือจะไม่มีค่าถ้าไม่เคยถูกเปิดอ่านอย่างจริงจัง)


บทความอ่านเพิ่มเติม
๑) ลงทุนแบบ  Techno Fundamentalist
http://zyo71.blogspot.com/2017/07/techno-fundamentalist.html

๒) กว่าจะเป็น Mark Minervini ภาคเทพ
http://zyo71.blogspot.com/2018/04/mark-minervini_6.html

๓) XO : Smart Money & High Tight Flag
http://zyo71.blogspot.com/2018/05/xo-smart-money-high-tight-flag.html

๔) Relative Strength กับ Base นั้น สัมพันธ์กันแบบไหน?
http://zyo71.blogspot.com/2017/03/relative-strength-base.html

๖) เว็บของพี่มาร์ค Minervini Private Access
http://www.minervini.com/

๗) วิธีการเทรดของ Dan Zanger
http://zyo71.blogspot.com/2017/02/dan-zanger.html

๖) สรุปหนังสือ หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่
http://zyo71.blogspot.com/2017/09/blog-post_7.html

๗) สรุปหนังสือ หุ้นซิ่ง สวิงเทรด
http://zyo71.blogspot.com/2018/04/blog-post_26.html

หนังสือหุ้น / หนังสือหุ้นเทคนิค / หนังสือ technical analysis
หนังสือวิเคราะห์กราฟหุ้น / หนังสือกราฟแท่งเทียน

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

สรุปหนังสือ The (almost) Complete Guide to Trading

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

1-2-3 Price Pattern เบสิคของการ breakout

วิธีเลือก, ดูแนวโน้ม, Volume และ Price Action ของหุ้น Growth Stocks ตามแนวคิด CANSLIM

เคล็ดการหาหุ้น Demand Passion แรง (วิธีสแกนหุ้นซิ่ง)

EMA20 กับการหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นน้องใหม่ที่กลับตัวจากขาลง

แกะกราฟ 5 หุ้นซิ่งวิ่งแรง UREKA, OCEAN, SEAOIL, FOCUS, PIMO