รู้จริง รวยจริง อย่างเซียนหุ้น (ภาค Mindset)


หนังสือเรื่องรู้จริงรวยจริงอย่างเซียนหุ้น
โดย จิม โรเจอร์ส

เท่าที่ผมอ่านดูอย่างผ่านๆนะครับ เนื่องจากเขาเป็นคนชอบท่องเที่ยวและซอกแซกตลาดมืด
จึงมีมุมมองทางด้านภาพใหญ่ของแต่ละประเทศว่ามันมีความสัมพันธ์อย่างกันยังไง
 ประเทศไหนจะยิ่งใหญ่ ประเทศไหนจะเสื่อมถอย
ซึ่งเขาบอกว่าต่อไปเอเชียจะเป็นภูมิภาคที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งนำโดยประเทศจีน
แล้วตอนนี้เขาก็ย้ายมาอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์แล้ว

- ใครที่สนใจเรื่องการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ ผมว่าคนนี้ให้ข้อมูลได้อย่างน่าสนใจมากๆเลย
- ใครชอบชอร์ต ก็น่าอ่าน เพราะเขาเซียน
- ความสัมพัทธ์ระหว่างประเทศ ก็มีมุมมองที่น่าสนใจ
ฯลฯ

มีหลายประโยคหลายตอนที่ผมอ่านแล้วประทับใจเลยขอคัดเอามาไว้ในที่นี้สักเล็กน้อย

๑) มีสองสิ่งเท่านั้นที่ไม่มีที่สิ้นสุด นั่นคือจักรวาลและความโง่ของมนุษย์
และผมก็ไม่แน่ใจนักเกี่ยวกับสิ่งแรก
- ไอน์สไตน์

๒) วิธีการของผมคือผมต้องศึกษาให้มากที่สุดเท่าที่จำเป็น
จนกระทั่งผมเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่องนั้นๆ และศึกษาต่อไปอีกเพื่อความมั่นใจ
นี่เป็นวิธีการของผมในการเรียนรู้ทุกเรื่อง


๓) ที่วอลสตรีท, เป็นครั้งแรกในชีวิตคือการได้พบว่าเหตุการณ์ต่างๆบนโลกนี้ถูกขับเคลื่อนโดยตลาด
และเป็นไปโดยคาดการณ์ได้เสียด้วย
ผมได้เรียนรู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกัน
ผมได้เรียนรู้ว่าการปฏิวัติที่ชิลีจะส่งผลต่อราคาทองแดง และนำไปสู่ค่าไฟฟ้า และราคาบ้าน และนำไปสู่ราคาของทุกสิ่งทุกอย่างทั่วโลก มันส่งกระทบต่อทุกคน
ผมได้เรียนรู้อีกว่า ถ้าคุณคาดได้ว่าจะเกิดการปฏิวัติที่ชิลี คุณจะหาเงินได้มากโขเลยทีเดียว

๔) คุณต้องรู้จักตัวเองให้ดีขึ้น ถ้าคุณต้องการประสบความสำเร็จในเรื่องใดเรื่องหนึ่งในชีวิต
คุณจะต้องเรียนรู้ที่จะคิดให้ลึกขึ้นในระดับที่ลึกซึ้งถ้าคุณต้องการเข้าใจความจริง


วิชาปรัชญาสอนให้คุณคิดเป็น
๕) การเรียนปรัชญาฝึกให้ผมคิดด้วยตัวเองและคิดนอกกรอบที่คนอื่นวางไว้
มันสอนให้ผมพิจารณาสิ่งต่างๆเอง พิจารณาทุกแนวความคิดและทุกข้อเท็จจริง
มันสอนให้ผมคิดถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปข้างหน้า ให้เห็นว่าอะไรขาดไป

๖) วิชาปรัชญาสอนให้คุณคิดเป็น และด้วยเหตุนี้ยังสอนให้คุณสงสัยเป็นด้วย


ทำในสิ่งที่รัก 7 วันต่อสัปดาห์ ยังถือว่าน้อยไป
๗) ความสวยงามและความน่าตื่นเต้นของวอลสตรีท อยู่ตรงที่สิ่งต่างๆมันเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
คุณจะต้องคาดเดาเหตุการณ์ต่างๆที่จะเกิดขึ้นให้ได้
มันเป็นงานที่ไม่มีวันจบสิ้น มันเหมือนกับการแก้ปัญหา 4 มิติ ซึ่งมีทั้งด้านปริมาตรและเวลา

๘) ที่วอลสตรีท, ผมรักทุกนาทีของมัน ผมอยู่ในสิ่งแวดล้อมของผม และผมทำงานตลอดเวลา
บางครั้งก็ 7 วันต่อสัปดาห์ ผมจำได้ว่าบางครั้งผมฝันอยากให้ตลาดหุ้นเปิดในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์
ผมรักมันขนาดนั้น
ผมจำได้ถึงการไปเยี่ยมบริษัท 10 บริษัทใน 10 เมืองภายในอาทิตย์เดียว
ไม่มีคำว่าใช้เวลามากไปสำหรับงานนี้

๙) ชีวิตการแต่งงานแต่ละครั้งของผมกินเวลาสั้นๆ เพราะความสนใจของผมมันมุ่งมั่นไปที่งาน
แต่ผมก็ไม่เคยเป็นคนที่เหมาะกับการมีคู่มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

๑๐) การทำงานหนักเป็นสิ่งที่คู่กับวอลสตรีท
แต่คนที่ประสบความสำเร็จมีน้อยมาก
คนส่วนใหญ่มักทำเงินได้มากมายในปีตลาดกระทิง แต่การทำเงินให้มากในภาวะปกตินั้นยากกว่า
การทำเงินในช่วงตลาดหมีนั้นยิ่งยากเข้าไปอีก

๑๑) คุณจะต้องค้นคว้าด้วยตัวเองในทุกเรื่อง คุณไม่สามารถเชื่อคำของใครในเรื่องใดๆได้เลย
ร้อยคนเดินเข้าไปในห้องหนึ่งและฟังข้อมูลชุดเดียวกันในเวลาเดียวกัน
แต่คนแค่ 3-4 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่จะออกมาแล้วตัดสินใจได้ถูกต้อง

๑๒) โดยหลักการแล้วเฮ็ดจ์ฟันด์ จะทำกำไรได้ตลอดเวลาทั้งในปีที่ดีและปีที่แย่เพราะว่าพวกเขาสามารถเล่นขาลงได้ และนั่นเป็นเหตุผลในการมีค่าธรรมเนียมเป็นรางวัลจูงใจ
ถ้าคุณจัดการได้ดีคุณจะทำเงินได้มหาศาล
ถ้าคุณทำกำไรไม่ได้เลยนักลงทุนก็ไม่ต้องจ่ายเงินให้คุณเลย
แต่เมื่อใดที่คุณทำกำไรได้มากนักลงทุนก็ยินดีจะจ่ายรางวัลให้ร้อยละ 20 ให้คุณ
เพราะว่าพวกเขาก็ทำเงินได้มากไปด้วยเช่นกัน

ทำงานที่ใช่ ไปให้สุด เดี๋ยวเงินจะตามมา
๑๓) ต่อไปนี้คือคำแนะนำที่ผมให้กับทุกคน เป็นคำแนะนำที่ผมจะให้กับลูกๆของผม
ก่อนที่คุณจะถามว่าคุณจะได้เงินเท่าไหร่ในการทำงาน
อย่างแรกคุณจะต้องตัดสินใจก่อนว่านี่เป็นงานที่ใช่หรือเปล่า?
และนี่เป็นที่ที่ใช่หรือเปล่า?
เพราะถ้ามันเป็นที่ที่ใช่ และคุณได้ทำงานที่ใช่ เงินก็จะมาหาคุณเอง
ผมยืนยันกับคุณได้เลยว่าเงินจะตามหาคุณ
เงินควรจะเป็นเรื่องเล็กที่สุดสำหรับคุณ

นักขายชอร์ต
๑๔) คนส่วนมากซื้อหุ้นที่ประมาณ 10 และขายมันที่ประมาณ 25 ดอลลาร์
พวกเขาซื้อและขายเพื่อทำกำไร
แต่การขายชอร์ตเป็นกระบวนการย้อนกลับ ซึ่งกำไรถูกสร้างขึ้น
คุณขายหุ้นที่ 25 แล้วค่อยซื้อคืนที่ 10 ดอลลาร์
ที่นี้คุณจะขายได้อย่างไรถ้าคุณไม่มีมันอยู่แต่แรก
คุณจะต้องยืมหุ้นจากคนอื่นมาก่อน
ผมไปที่ JP Morgan และยืมหุ้นจากพวกเขามา 100 หุ้น
และขายมันที่ 25 ดอลลาร์ซึ่งเป็นราคาตลาดในปัจจุบัน

๑๕) ผมขายมันเพราะผมคิดว่าราคามันจะลง ดังนั้นเมื่อราคามันอยู่ที่ 10 ดอลล่าร์
ผมก็ซื้อหุ้นมา 100 หุ้นและเอาไปคืนให้ JP Morgan
ทางธนาคารก็จะได้หุ้น 100 หุ้นคืนผมรับได้กำไรและโลกก็ดำเนินต่อไป

๑๖) จริงๆแล้วการขายชอร์ตเป็นส่วนที่ขาดเสียไม่ได้ในตลาด
มันเพิ่มสภาพคล่องและเสถียรภาพให้ตลาด
ตลาดต้องการทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
ถ้าไม่มีผู้ขายราคาก็จะพุ่งทะลุเพดานถ้าไม่มีผู้ซื้อราคาก็ดิ่งเหว

๑๗) คนขายชอร์ตเป็นคนลดความร้อนแรงของกระแสบ้าคลั่งลง

๑๘) สมมุติว่าคนขายชอร์ตคาดผิด
เขาก็ต้องรับผิดชอบกับการขายช็อตนั้น
พวกเขาก็จะถูกขับออกจากตลาดไปเองและหุ้นก็จะขึ้นไปจุดที่มันจะไปได้อยู่ดี

๑๙) แต่สมมติว่าคนขายชอร์ตคาตถูก
และคนขายช๊อตมีประวัติที่ดีกว่าคนอื่นๆใน Wall Street
หุ้นก็จะดิ่งลงสู่หายนะ ทุกคนก็จะแตกตื่นและแย่งกันหนีตาย ทุกคนจะรีบขายให้เร็วที่สุด
เมื่อหุ้นมันดิ่งพสุธา มันก็ย่อมไม่มีคนซื้อ
แต่ก็จะมีคนซื้อกลุ่มนึงแสดงตัวออกมา นั่นคือคนขายชอร์ต
พวกเขาต้องซื้อหุ้นกลับ พวกเขาต้องหาหุ้นมาคืนตามที่ยืมเอาไว้พวกเขาต้องปิดสถานะช็อตนั้น
ดังนั้นหุ้นจึงไม่ดิ่งลงไปจนถึงจุดที่มันควรจะเป็น
หุ้นตัวที่น่าจะลงไปเหลือ 3 ดอลลาร์ก็อาจจะลงไปจนถึงแค่ 8 ดอลลาร์

๒๐) ดังนั้นคนขายชอร์ตจึงเป็นผลดีต่อตลาด
เพราะพวกเขาช่วยให้คุณไว้จากการซื้อหุ้นแย่ๆ ในราคา 110 ดอลลาร์
ถ้าคุณซื้อมันตอนแพงที่สุดคุณก็จะได้ซื้อแค่ 90 ดอลลาร์แทน
และเมื่อคุณทิ้งหุ้น คุณก็จะขายทิ้งได้ในราคา 8 ดอลลาร์ แทนที่จะเป็น 3 ดอลล่าร์
เพราะมีคนขายชอร์ต

๒๑) การขายชอร์ตไม่เหมาะกับผู้เล่นทั่วไปในวอลสตรีท
มันต้องใช้ความรู้ที่มากขึ้น ต้องมีการทำการบ้านอย่างจริงจังขึ้น
คนที่มีข้อมูลพอ ถึงควรเล่น

หุ้นที่คุณซื้อ 10 ดอลลาร์สามารถลงไปได้ต่ำสุดที่ศูนย์เท่านั้น
คุณขาดทุนได้มากที่สุดแค่ 100 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
แต่ถ้าคุณขายช็อร์ตที่ 10 ดอลลาร์
ความสูญเสียของคุณโดยทฤษฎีแล้วไม่มีข้อจำกัด หุ้นอาจจะดีดไปที่ 10, 20, 30, 40, 50 หรืออาจจะไปถึง 1000 ดอลล่าร์
การขายชอร์ตจะทำร้ายคุณได้อย่างสาหัสและอย่างรวดเร็ว ถ้าคุณพลาด

ขาดทุน หมดตัว!!
๒๒) ผมเล่นเจ๊งไปตั้งแต่ช่วงแรกๆที่ผมทำอาชีพนี้
ในปี 1970 ผมได้ข้อสรุปว่าตลาดหุ้นกำลังจะพังลง
ผมจึงเอาเงินของผมทั้งหมดออกมา และซื้อสัญญาพุท
ซึ่งเป็นสัญญาออปชั่นให้ผมมีสิทธิ์ในการขายที่ราคาที่กำหนดไว้ในระยะเวลาที่กำหนด

และผมก็คาดถูก ตลาดร่วงแรง
ในวันที่ตลาดถึงจุดต่ำสุดผมก็ใครสัญญา put Option หรือคุณจะเรียกว่าผมขายทำกำไรก็ได้
และเงินของผมก็เพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่า

จากนั้นสิ่งที่ผมจะทำต่อไปคือนั่งรอ เพราะตลาดกำลังจะกลับไปพุ่งทะยานขึ้น
และมันก็ขึ้นจริง
หลังจากที่รออยู่ 2 เดือนผมก็เอาเงินที่ผมทำได้ทั้งหมดจากคราวก่อนมาขายชอร์ต
ผมตัดสินใจว่าผมจะไม่จ่ายค่าพรีเมี่ยมอีกต่อไป และผมจะขาย็อร์ตอย่างเดียว
ผมเลือกเล่นหุ้น 6 บริษัท โดยคาดว่าตลาดจะร่วงลงอีกครั้ง

และในอีก 2 เดือนต่อมาผมก็หมดตัว
ผมถูกบังคับให้ซื้อหุ้นคืนไปปิดชอร์ตขณะที่ราคาหุ้นของบริษัทที่ผมซื้อไว้มันขึ้นไปเรื่อยๆ
ผมต้องทำอย่างนั้น เพราะผมไม่มีเงินอยู่ในบัญชีของโบรกเกอร์มากพอที่จะรออยู่จนราคาเริ่มตก

นี่เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนอย่างยิ่งในการเป็นคนฉลาดและไม่รวย
ผมฉลาดมากจนต้องหมดตัว ผมไม่รู้ว่าตลาดสามารถทำอะไรได้บ้าง


ล้มเหลว แต่ไม่ล้มเลิก
๒๓) แต่มันเป็นประสบการณ์ที่มีค่ามาก
มันสอนให้ผมรู้ว่าผมรู้เรื่องตลาดน้อยแค่ไหน
และมันสอนให้ผมรู้จักตัวผมดีขึ้นอีกมาก

๒๔) ผมได้บอกกับนักศึกษาที่ผมสอนไว้ว่า ไม่ต้องกังวลว่าจะล้มเหลว
ไม่ต้องกังวลว่าคุณจะทำผิดพลาด
ในชีวิตนี้มันเป็นเรื่องดีที่จะเสียเงิน ที่จะหมดตัวสักครั้ง หรือสองครั้งก็ยิ่งดี
แต่ให้รีบทำเสียแต่เนิ่นๆ ถ้าคุณจะทำอย่างนั้น
มันดีกว่าถ้าคุณเจ๊งด้วยเงิน 20,000 ดอลล่าร์ แทนที่จะเป็นเงิน 20 ล้านดอลลาร์
ทำแต่เนิ่นๆ เพราะมันไม่ทำให้โลกของคุณแตกสลายลงหรอก


เรียนรู้จากความล้มเหลว คือวิถีของผู้ชนะ
๒๕) การสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างเป็นประสบการณ์ที่มีประโยชน์
เพราะมันสอนให้คุณรู้ว่า คุณยังไม่รู้อะไรอีกมาก
ถ้าคุณฟื้นขึ้นมาได้จากความล้มเหลวสักครั้งสองครั้ง
คุณจะมีโอกาสสูงในการประสบความสำเร็จมากขึ้นในระยะยาว

๒๖) หนึ่งในความผิดพลาดที่เห็นได้ชัดของผม ในการขายชอร์ตหุ้นกับ 6 บริษัทดังกล่าว
คือผมคิดว่าทุกคนรู้อย่างที่ผมรู้
ผมเข้าทำเร็วเกินไป
ตั้งแต่นั้นมาผมจึงได้เรียนรู้ที่จะรอหรืออย่างน้อยก็พยายามรอ
แต่ความบ้าคลั่งอาจจะยกระดับไปถึงขั้นที่คุณนึกไม่ถึงเลยทีเดียว
และผมได้ค้นพบแล้วว่าผมไม่เก่งนักในการคาดคะเนถึงเวลาที่ทุกคนจะตระหนักว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันบ้า


ลงทุนกับตัวเอง
๒๗) ผู้คนต่างถามผมอยู่เสมอว่าลงทุนในอะไรดี
ซึ่งผมก็ตอบเหมือนกันทุกครั้ง ผมบอกว่า อย่าฟังผม อย่าฟังใครทั้งนั้น
ทางเดียวที่คุณจะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จคือ การลงทุนในสิ่งที่คุณมีความรู้ในเรื่องนั้นดี
ทุกคนมีสิ่งที่ตนรู้ดีทั้งนั้นมันอาจจะเป็นรถ แฟชั่น หรืออะไรก็ตาม

คุณต้องรู้ดีในเรื่องอะไรสักเรื่อง
ถ้าคุณไม่รู้ว่าคุณรู้เรื่องอะไรดี ให้ลองถอยออกมามองดูชีวิตประจำวันของคุณ
เมื่อคุณนั่งรอตรวจกับหมอ คุณหยิบนิตยสารอะไรขึ้นมาอ่าน
ถ้าคุณเปิดโทรทัศน์ คุณดูรายการประเภทไหน
แล้วคุณจะรู้ในไม่ช้าว่าคุณสนใจเรื่องอะไรกันแน่และความรู้ของคุณมีอยู่ในเรื่องใด

ตอนนี้คุณก็พร้อมที่จะเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จแล้ว
ถ้าคุณมีความสนใจในเรื่องรถยนต์ให้คุณอ่านทุกอย่างที่คุณหาได้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมรถยนต์
คุณจะรู้ว่าเมื่อไหร่บางสิ่งที่จะเกิดขึ้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแง่ดีขนาดใหญ่จะเกิดขึ้น
จากนั้นให้ตามเรื่องนั้นต่อ อ่านเรื่องที่คุณค้นพบให้มากขึ้น เพ่งพินิจในสิ่งที่คุณรู้
และเมื่อคุณเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่กำลังจะมา ก่อนที่ผมจะเห็นนานทีเดียว
นานกว่าคนอื่นในวอลสตรีทจะเห็น
เพราะรถยนต์เป็นความชื่นชอบของคุณ เป็นเรื่องที่คุณนั่งอ่านอยู่ตลอดเวลา

เมื่ออะไรดีๆกำลังเกิดขึ้น คุณจะรู้ว่านี่เป็นเวลาที่ต้องซื้อ
คุณจะรู้เช่นกันว่าเมื่อไหร่คุณควรจะขาย เพราะคุณเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อสองสามปีก่อน ที่คุณสังเกตพบนั้นกำลังจะหวนกลับทิศ

๒๘) กลยุทธ์พื้นฐานคืออยู่กับสิ่งที่คุณรู้แล้วขยายความรู้คุณออกไป

แค่คุณเลือกอยู่กับสิ่งที่คุณรู้
แล้วขยายขอบเขตออกไป
คุณก็จะประสบความสำเร็จอย่างล้นเหลือ

๒๙) บางครั้งการไม่ทำอะไรเลยเป็นทางเลือกที่ฉลาดที่สุด
ความจริงแล้วนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จที่สุด เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในการไม่ทำอะไรเลย
อย่าสับสนว่าการเคลื่อนไหวเป็นเรื่องเดียวกับการทำงาน
จงรู้ว่าเมื่อไหร่ควรนั่งรอ คุณซื้อหุ้นนั้นมา 10 ปี แล้วและคุณจะไม่ทำอะไรเลยในช่วง 10 ปีนั้น
คุณไม่ทำอะไรนอกจากเฝ้าดูว่าอะไรเกิดขึ้น ไม่ทำอะไรนอกจากเฝ้ารอความเปลี่ยนแปลง
นั่นเป็นวิธีที่คุณทำเงิน

๓๐) คุณควรรอจนคุณเห็นสิ่งที่คุณแน่ใจสุดๆ โดยอาศัยคลังความรู้ที่คุณมี
และสิ่งนั้นก็ถูกมาก จนการซื้อนั้นมันปลอดภัยพอๆกับการเดินไปมุมห้องแล้วหยิบเงินขึ้นมา
นั่นเป็นสิ่งที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จทำกัน
เขาไม่ค่อยเปลี่ยนการลงทุนไปมานัก

๓๑) ถ้าคุณต้องการทำเงินได้มากๆ จงอย่ากระจายการลงทุน
โบรกเกอร์สนับสนุนแนวคิดที่ว่าทุกคนควรจะกระจายการลงทุน
แต่ด้วยสาเหตุหลักคือพวกเขาต้องการปกป้องตัวเอง
ถ้าคุณซื้อหุ้นที่ต่างกัน 10 ตัว สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นคือหุ้นบางตัวไปได้ดี
คุณจะไม่หมดตัวแต่คุณก็จะทำเงินได้ไม่มากนัก แม้ว่าคุณจะลงทุนได้ดีแม้ว่ามีหุ้น 7 ตัวที่ขึ้นและมีแค่ 3 ตัวที่ตก มันก็ดีแต่มันก็ไม่ทำให้คุณรวยขึ้นมาได้

๓๒) ทางเดียวที่คุณจะรวยคือ ค้นให้พบว่าหุ้นตัวไหนดี เน้นไปที่หุ้นตัวนั้น
และลงทรัพยากรทั้งหมดของคุณไปที่นั้น
แต่คุณต้องดูให้แน่ใจมากๆว่าคุณเลือกถูกเพราะมันเป็นทางที่ทำให้คุณหมดตัวเร็วที่สุดเช่นกัน

ถ้าคุณต้องการรวย จงหาสิ่งที่ใช่สักสองสามอย่างแล้วลงทุนในนั้น

สนับสนุนโดย เพจ แกะหนังสือขายดี

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รีวิวหนังสือหุ้น "เทคนิคอล อนาไลซิส" Technical Analysis of the Financial Markets

สรุปหนังสือ The (almost) Complete Guide to Trading

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

วิธีเลือก, ดูแนวโน้ม, Volume และ Price Action ของหุ้น Growth Stocks ตามแนวคิด CANSLIM

เคล็ดการหาหุ้น Demand Passion แรง (วิธีสแกนหุ้นซิ่ง)

EMA20 กับการหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นน้องใหม่ที่กลับตัวจากขาลง

แกะกราฟ 5 หุ้นซิ่งวิ่งแรง UREKA, OCEAN, SEAOIL, FOCUS, PIMO