การเคารพความเสี่ยงแบบพี่มาร์ค


"ทุกเช้าก่อนที่ตลาดจะเปิดทำการผมมองเข้าไปในกระจกและพูดกับตัวเอง ว่า 
"มาร์ค..นายยังมีศักยภาพในการทำร้ายตัวเองได้อย่างสาหัสเหมือนเคยนะวันนี้" 
(“Mark, you have the capacity to do serious damage to yourself today.”)
แล้วผมก็ไปทำงาน 
การฝึกแบบนี้เป็นวิธีการกระตุ้นเตือนให้ผมกล้ายอมรับว่าตนเองสามารถทำลายตัวเองได้อย่างไม่น่าเชื่อ และมันยังทำให้ผมจำสี่คำที่สำคัญที่สุดในการเทรดไว้ขึ้นใจก็คือ "เคารพความเสี่ยง!"

พอดีผมเพิ่งได้อ่านหนังสือเล่มใหม่ของพี่มาร์ค คือ Think and trade like a champion และทำสรุปไปให้อ่านในวันก่อน พออ่านต่ออีกก็ได้เจอไอเดียใหม่เกี่ยวกับการเคารพความเสี่ยง ด้วยการวางแผนขายหุ้นออกของแก ซึ่งน่าสนใจไม่น้อย
จึงนึกถึงแฟนหนังสือ อยากเอามาให้ได้อ่านกันเน้นๆ
เผื่อท่านจะได้เอามันไปปรับใช้ให้ระบบรัดกุมขึ้นครับ

ผมเห็นด้วยกับพี่เค้าอย่างสุดใจเลย ว่าหัวใจสำคัญของการเทรด
คือการยอมรับว่าการเทรดมีความเสี่ยงสูง และหาทางรับมือกับมันให้ได้นี่แหละ

ดังประเด็นที่อยากเอามาฝากท่าน มี ๕ เรื่องครับ
๑) การวางแผนเพื่อรับมือกับการเคลื่อนไหวของราคาในอนาคต
๒) ลำดับสำคัญในการขายหุ้น
๓) แนวทางการเคารพความเสี่ยง
๔) แนวทางการตัดขาดทุน เริ่มที่เท่าไหร่ดี
๕) วิธียกจุดขายหุ้น เมื่อราคาวิ่งทำกำไรให้แล้ว เพื่อปิดโอกาสขาดทุน
ลองไล่อ่านเนื้อหาข้างล่างดูครับ ผมได้จัดเรียงตามลำดับแล้วครับ


การที่คุณจะขายหุ้นให้ได้จังหวะดีๆ ต้องมีแผนการเทรด
เพราะการเทรดคือการทำธุรกิจแบบจริงจังเพราะต้องลงเงินจริง ดังนั้นคุณต้องมีแผนประกอบการลงทุนทุกครั้ง แต่ไม่น่าเชื่อว่านักเทรดส่วนใหญ่ไม่มีกันเลย

ส่วนประกอบสำคัญของแผน
- จุดเข้าซื้อที่แม่นยำ
- วิธีจัดการกับควาามเสี่ยงถ้าผิดแผน
- วิธีการล็อกกำไร
- จำนวนเงินที่เข้าซื้อ

ความหวังไม่ใช่แผนหรอกนะ
เมื่อไม่มีแผน คุณก็จะใช้อารมณ์แทน มันจะคอยบอกให้คุณถือเมื่อขาดทุน และกระตุ้นให้ขายเมื่อราคาย่อในขาขึ้นทำให้ต้องขายหมูตัวใหญ่

วางแผนรับมือสิ่งฉุกเฉิน
เป้าหมายของคุณในฐานะผู้เก็งกำไรหุ้น คือการเตรียมพร้อมเพื่อให้การเทรดปราศจากความประหลาดใจ  เมื่อต้องการเช่นนี้คุณต้องพัฒนาวิธีที่สามารถการจัดการเกือบทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การคิดล่วงหน้าว่าอาจมีเหตุการณ์และสถานการณ์ที่น่ากลัวเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพและปกป้องบัญชีเงินทุนของคุณ
การวางแผนเพื่อรับมอกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน คือสิ่งที่มืออาชีพต้องทำกัน
คุณต้องมีแผนรองรับความฉุกเฉินนั้น แม้มันไม่มีทางเกิด ก็ต้องทำเผื่อเอาไว้

คุณควรจะมีแผนฉุกเฉินสำหรับต่อไปนี้:
1. ระดับราคาที่ต้องขายออกเมื่อมีการดิ่งแรง
2. การแสดงออกของราคาที่ส่งสัญญาณว่าได้เวลาซื้อคืน
3. เกณฑ์การขายแบบ selling into strength เพื่อล็อกกำไรที่งดงาม
4. เมื่อไหร่ที่จะ selling into weakness เพื่อปกป้องผลกำไรของคุณ
(ใครไม่รู้แนวทางขายทั้งสองแบบ หาอ่านได้จากหนังสือเล่มเขียวของผมได้ครับ)
5. คุณจะจัดการกับสถานการณ์ที่เป็นภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันได้อย่างไร ในช่วงที่ต้องมีการตัดสินใจเด็ดขาดภายใต้ความกดดัน

เสริม : เพิ่งมีเคสที่สดๆร้อนเลย กับหุ้นที่เป็นขาขึ้นแล้วทิ้งดิ่งแรงๆ คือ KTC, AKR, BEAUTY, GGC
ถ้าคุณไม่มีแผนรองรับไว้ก่อน ก็มีโอกาสขาดทุนหนัก
แต่ถ้าไม่รู้มาก่อนก็ไม่เป็นไร เพราะไม่มีประสบการณ์ก็คาดเดายาก
ดังนั้น ท่านต้องเอาเคสของหุ้นทั้งคู่มา วางเป็น scenario ไว้ตลอดทุกวันว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นท่านจะทำยังไง ขายออกที่ราคาไหน


แผนฉุกเฉินของคุณควรมีองค์ประกอบต่อไปนี้:
๑) ระดับเริ่มขายเพื่อหยุดการขาดทุน
เมื่อราคาลงไปหลุดระดับนี้ต้องขายออกอย่างไม่มีข้อยกเว้น ขายออกไปให้หมด
เมื่อไม่มีหุ้น หัวของคุณจะโล่ง
โดยระดับที่ว่านี้ ไม่จำเป็นต้องขาดทุนตลอดนะ คือตอนที่ราคาวิ่งขึ้น ถ้าคุณมี traling stop ยกตามไป ก็สามารถขายเพื่อล็อกกำไรออกมาก่อนได้ โดยที่ไม่ต้องรอวัดใจตอนขาดทุน(อันนี้ทำยาก เพราะเราอยากต่อราคา ต่อไปต่อมาโน่นได้ขายตัดขาดทุนทุกที)

๒) เกณฑ์การซื้อคืน
หุ้นบางตัวย่อแรงเพราะตลาดตกใจ แต่หลังจากนั้นมันก็พักตัวได้สวย น่าดึงดูดให้ซื้อคืน ซึ่งการสร้างฐานครั้งที่สองมักจะน่าเชื่อถือและแข็งกว่าครั้งแรก(ถ้ายืนได้ เวลาดีดจะไปแรง) เพราะมันได้เขย่าคนใจฝ่อออกไปอีกจำนวนมากนั่นเอง
พี่มาร์คแนะนำว่า หลังจากขายอกแล้วก็อย่าทิ้งไปเลย รอดูการสร้างฐานของมัน ถ้ามันทำดีก็ต้องเข้าใหม่อีกครั้ง บางทีแกต้องเข้าๆออกสองสามรอบกว่าจะได้กำไร แต่ต้องทำ (ถ้าหุ้นตัวนั้นมีพื้นฐานดีจริงๆนะ) เพราะนี่คือความเป็นมืออาชีพ

๓) ขายเมื่อมีกำไร
เมื่อหุ้นที่คุณซื้อมันวิ่งทำกำไรให้คุณอย่างน่าพอใจ อาทิ วิ่งไปได้เท่าตัวจากเปอร์เซ็นต์ stop loss
สมมติว่า คุณตั้งไว้ที่ 7%หากคุณมีกำไรถึง 20% แล้วไม่ควรปล่อยให้กำไรกลายเป็นขาดทุน อย่างน้อยก็ต้องยกระดับตัดขาดทุนมาอยู่ที่จุดคุ้มทุนไว้ก่อน หรือไม่ก็ใช้ trailing stop เป็นตัวช่วยล็อกกำไร คุณอาจรู้สึกโง่เมากที่ต้องขายทำกำไรเล็กน้อยที่ trailing stop เมื่อเทียบกับจุดสูงสุด หรือต้องขายที่ระดับคุ้มทุน
แต่ผมบอกเลยว่าคุณจะรู้สึกแย่กว่านั้นถ้าคุณปล่อยให้ผลกำไรที่ดีกลายเป็นต้องขายตัดขาดทุน

๔) แผนพิบัติภัย ที่อาจกลายเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของคุณ
การวางแผนฉุกเฉิน เกี่ยวข้องกับปัญหาเช่นว่าจะทำอย่างไรถ้า...
- การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตล่มหรือไฟฟ้าขัดข้อง คุณมีแผนสำรองบ้างหรือเปล่า?
- หรือการตอบสนองของคุณจะเป็นอย่างไรถ้าคุณตื่นขึ้นในวันพรุ่งนี้ ตอนเช้าและรู้ว่าสต็อกที่คุณซื้อเมื่อวานนี้มันเปิด gap ลง เนื่องจาก บริษัทนั้นกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบโดยบริษัทหลักทรัพย์ว่ามีปัญหาทุจริต คุณจะทำยังไงกับมันบ้าง?

จัดลำดับความสำคัญในการขาย

a) จำกัดการสูญเสีย(limit loss)  กำหนดเปอร์เซ็นต์ที่คุณต้องขายเพื่อหยุดการสูญเสีย
b) ปกป้องเงินต้นของตัวเอง เมื่อราคาหุ้นปรับขึ้นและคุณมีกำไรที่ดี หลังจากที่คุณซื้อหุ้นไปแล้ว คุณควรเลื่อนจุดขายหุ้นขึ้นไปอยู่ที่จุดคุ้มทุนของคุณ
c) ปกป้องผลกำไรของคุณ อย่าปล่อยให้กำไรดีหลุดมือ ใช้ trailing stop ช่วย

สัญญาณที่น่ากลัวหลังจาก Breakout ว่ามีโอกาสล้มเหลวสูง
1 ราคาเบรกไปด้วยวอลลุ่มที่น้อย
2 จากนั้นราคาร่วงแรงแท่งแดงยาวติดต่อกัน 3 4 วันโดยที่หาแนวรับไม่เจอ (ไม่มีทีท่าจะหยุด)
3 วันที่ราคาร่วงแรงติดต่อกันมากกว่าวันเขียว พูดง่ายๆคือทำนิวโลได้ต่อเนื่อง
4 แท่งเทียนปิดไม่สวยมากกว่าสวย
5 ราคาลงไปปิดต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 20 วัน
6 ราคาลงไปปิดต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 50 วันด้วยวอลลุ่มที่สูงมาก
(รายละเอียดพวกแท่งเทียน เส้นค่าเฉลี่ย ลองกลับไปเปิดอ่านเล่มเขียวกันดูเพิ่มเติมนะ
ผมได้ยกเคสให้ดูเยอะแยะเลย)

เคารพความเสี่ยงก่อนเสมอ
ก่อนเปิดตลาด ต้องเตือนตัวเองให้มีความระมัดระวังไม่ให้ตัวเองขาดทุนหนักเป็นอันขาด
ทำให้เป็นนิสัย พี่มาร์คแกพูดหน้ากระจกทุกวัน
"ทุกเช้าก่อนที่ตลาดจะเปิดทำการผมมองเข้าไปในกระจกและพูดกับตัวเอง ว่า 
"มาร์ค..วันนี้นายมีศักยภาพในการทำร้ายตัวเองได้อย่างสาหัส" 
(“Mark, you have the capacity to do serious damage to yourself today.”)
แล้วผมก็ไปทำงาน 
การฝึกแบบนี้เป็นวิธีการกระตุ้นเตือนให้ผมกล้ายอมรับว่าตนเองสามารถทำลายตัวเองได้อย่างไม่น่าเชื่อ และมันทำให้ผมจำสี่คำที่สำคัญที่สุดในการเทรดไว้ขึ้นใจก็คือ "เคารพความเสี่ยง!"

ระดับการตัดขาดทุนควรไม่เกิน 10%โดยน้อยกว่านั้นได้ยิ่งดี
สิ่งที่คุณควบคุมได้ก่อนการเทรดก็คือ
- ซื้ออะไร
- ซื้อเมื่อไหร่
- ซื้อเท่าไหร่
หลังจากที่คุณซื้อไปแล้วสิ่งที่คุณควบคุมได้ก็คือ
- ต้องขายตอนไหน

มีการตั้งคำถามว่าถ้าคุณซื้อหุ้นไปแล้วราคาร่วงลงไปหลุด stop loss คุณขายโดยขาดทุน 2,500
วันต่อมามันวิ่งกลับขึ้นไปทำ New High คุณรู้สึกอย่างไร?
กับอีกเคสหนึ่งคือราคาร่วงลงไปหลุด stop loss คุณก็ขายขาดทุน 2,500 เหมือนกัน
แล้วจากนั้นมันก็เปิด gap ลงแรงแดงยาว คุณรู้สึกอย่างไร?

ทั้งๆที่คุณขาดทุนเท่ากันแต่คนละอารมณ์กัน
สิ่งที่ถูกต้องก็คือเคารพกฎไว้ก่อนเพราะเราไม่รู้อนาคตว่ามันจะเป็นอย่างไร
เหตุผลที่นักเทรดส่วนใหญ่ไม่กล้าตัดขาดทุนเพราะว่าพวกเขากลัวขายแล้วเด้ง


แนวทางการตัดขาดทุนของพี่มาร์ค
ระดับการตัดขาดทุนของพี่มาร์คอยู่ที่ประมาณ 4 ถึง 7 เปอร์เซ็นต์ไม่ถึง 10 ด้วยซ้ำ
ยกตัวอย่างคือ หลังจากซื้อไปแล้ว ราคาร่วงสวนทางให้ขาดทุน
แกจะเริ่มตัดขาดทุนครึ่งนึงของก้อนที่ซื้อไปแล้ว ที่ - 4% ก่อน
อีกครึ่งถ้าราคาร่วงไปเป็น - 8%  แกก็ขายที่เหลือออก
ทำให้ค่าเฉลี่ยของการตัดทุนของแกอยู่ที่ - 6% เท่านั้น


วิธีการยกจุดตัดขายหุ้นเมื่อราคาวิ่งไปทำกำไรให้แล้ว
สมมุติว่าแกซื้อหุ้นตัวนึงที่ราคา $50 และให้เสี่ยงได้ 5%
นั่นคือ ราคาขายที่ $47.50 หรือหายไป $2.50

เมื่อราคาวิ่งขึ้นไปถึง $57.50 หรือ วิ่งไปแล้ว $7.50 =  3×2.50 สามเท่าของความเสี่ยง
แกจะยกระดับตัดขายหุ้นไปวางที่ $50 ทันที
นั่นหมายความว่าแกปิดโอกาสขาดทุนไปแล้ว

เป็นไอเดียที่ผมคิดว่านาสนใจและนำไปใช้ง่าย อยากให้ท่านเก็บไปใช้ดูครับ
ก็คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อท่านไม่น้อย


- ขอให้ท่านได้กำไรจากการเทรดอย่างยั่งยืนครับ - 

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

สรุปหนังสือ The (almost) Complete Guide to Trading

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

1-2-3 Price Pattern เบสิคของการ breakout

วิธีเลือก, ดูแนวโน้ม, Volume และ Price Action ของหุ้น Growth Stocks ตามแนวคิด CANSLIM

เคล็ดการหาหุ้น Demand Passion แรง (วิธีสแกนหุ้นซิ่ง)

EMA20 กับการหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นน้องใหม่ที่กลับตัวจากขาลง

แกะกราฟ 5 หุ้นซิ่งวิ่งแรง UREKA, OCEAN, SEAOIL, FOCUS, PIMO