หนังสือเทคนิคหุ้น

หนังสือเทคนิคหุ้น

หนังสือเทคนิคหุ้น ที่ดี สมควรต้องบอกกลยุทธ์การทำเงินจากการเทรดที่ได้ผลมากที่สุด
ในสภาวะที่ตลาดน่ากลัวที่สุด เป็นเทคนิคทำกำไรหุ้นได้ในทุกสภาวะ หรือเปล่า?

นี่เป็นคำถามที่ดี

แต่บางที ในโลกความจริง มันอาจจะไม่สวยงามตามความปรารถนาของคนทุกคนที่ซื้อหนังสือไปอ่านก็ได้
ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?

-----------(ขอฝากโฆษณาหนังสือของผู้เขียนสักนิดนะครับ)----------
------- (เป็นหนังสือหุ้นเทคนิคอลเล่มล่าสุด ไม่มีขายตามร้านทั่วๆไป) -------

เล่มดำ (หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่)เป็นเหมือนภาคทฤษฎี พูดในองค์รวม กราฟวีค
เล่มเขียว(หุ้นซิ่ง สวิงเทรด) เป็นงานภาคปฏิบัติ เจาะลึกขึ้น เคสมากขึ้น กราฟรายวันครับ


ซื้อหนังสือเล่มกระดาษ
ติดต่อเพจ facebook.com/zyobooks เท่านั้นครับ


Ebook มีขายที่เว็บ mebmarket.com เท่านั้นครับ
รายละเอียด คลิกที่ชื่อหนังสือเลยครับ
----- (ขอบคุณครับ) ----


ตลาดหุ้น เป็นเสมือนเส้นทางที่เหล่านักแสวงโชค หลั่งไหลเข้ามาแข่งขัน ยื้อแย่งก้อนกำไรให้มาเป็นองตัวเอง อย่างไม่มีการประณีประนอมกันทั้งสิ้น

คุณผู้เป็นนักเทรดมือใหม่ ต้องลงเวทีฟัดกับ นักเทรดมือเก๋าที่ผ่านตลาดขาขึ้นขาลงมาอย่างโชกโชน
แล้วคุณจะเอาอาวุธอะไรไปใช้ชนะเขาได้?

ใช้ความรู้จากหนังสือเทคนิคทำกำไรหุ้น เล่มเดียวนี่อ่ะนะ?
บ้าไปหรือเปล่า?
คำว่า "หนังสือเทคนิคหุ้น" น่าจะมาจากความต้องการหาข้อมูลหนังสือที่บอกแนวทางหรือเทคนิคในการทำกำไรจากกราฟหุ้น หรือการลงทุนหุ้นนั่นเอง

ในมุมองของผมแล้ว มันไม่พอ
คุณต้องอ่านเยอะๆ
แต่แค่อ่านเยอะไม่พอ ต้องลงมือทำ ลองผิดลองถูกให้เยอะๆด้วย
เพื่อที่จะได้ประสบการณ์

เพราะเมื่อคุณมีประสบการณ์ ผ่านการลองผิดลองถูกมามากมาย
การเข้าไปบริหารกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นก็เป็นเรื่องง่าย

ใช่แล้วครับ การเทรดคือการบริหารความเสี่ยง
มิใช่ โอกาสแต่อย่างใด

นักเทรดหน้าใหม่ ทุกรายล้วนเข้ามาในตลาดหุ้น ด้วยความหวังต่อโอกาสที่ตลาดมีให้
แต่พวกเขาต้องกลายเป็นคนล้มละลาย โดนถีบออกจากตลาดหุ้นภายในเวลาไม่กี่ปี

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น?
เพราะพวกเขา มองโลกผิดด้านไงครับ

นึกภาพสงครามเอาไว้
ตลาดหุ้นก็ไม่ต่างจากวงครามเลย
ทุกคนต่างมุ่งหวังกำไรกัน
ไม่มีใครอยากขาดทุน แม้-แต่-คน-เดียว

เมื่อไม่มีใครอยากเสียเงินเลย แล้วธรรมชาติจะจัดสรรยังไง?
ก็ต้องคัด คน-ที่-อ่อนแอ-ออก-ไป น่ะซี

ในตลาดหุ้น มีใครบ้างที่อ่อนแอสุด?
คนที่โลกสวย ไร้เดียงสา ไม่มีเจตนาป้องกันตัวเองน่ะสิ
คนที่อ่านหนังสือเทคนิคทำกำไรหุ้นแค่เล่มเดียว แล้วกะจะเอาข้อสอบเก่าไปใช้น่ะสิ

ไม่ใช่ว่าหนังสือเทคนิคหุ้น จะไม่ดีนะครับ
เพียงแต่ว่ามันยังไม่พอ
คุณต้องเอามันไปประยุกต์ใช้ต่อไปให้ได้ด้วย

เหมือนคุณได้ปืนมา แต่ใช้ไม่เป็นนั่นแหละ
ใส่กระสุนยังไง?
ปลดเซฟยังไง?
ลั่นไกรู้แล้ว เห็นบ่อย
เล็งยังไงให้โดนเป้าหมาย?
ถ้าถึงจังหวะที่ต้องลงมือ ทำยังไงให้กล้าลั่นไก?
ฯลฯ
เหล่านี้แหละที่หนังสือไม่สามารบอกท่านได้

สิ่งที่หนังสือเทคนิคหุ้น บอกท่านก็คือ ไอเดียในการหาโอกาสทำเงินจากรูปแบบราคา, อินดิเคเตอร์ หรือแท่งเทียน ตามสูตรที่ได้กล่าวต่อๆกันมา รูปทรงที่เห็นซ้ำๆ อันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต

มันจบไปแล้ว
และบางทีอาจจะไม่เกิดขึ้นอีกก็ได้

ทรงที่ดูเหมือนจะใช่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะต้องวิ่งเหมือนตำรา
ดังนั้น สิ่งที่ท่านจะต้องวางแผน ต่อก็คือ
ถ้าใช่ก็ดีไป
แต่ถ้าไม่ใช่ ท่านต้องมีแนวทางรักษาผลประโยชน์ของตัวเอง

นั่นคือการตั้ง stop loss แล้วปฏิบัติตาม
ซึ่งทั้งคู่ ทำยากมากสำหนับนักเทรดหน้าใหม่

เนื่องจากพวกเขา "มองโลกในแง่ดี" เกินไป
ทำให้ไม่คิดว่าจะต้องขาดทุน
ตำราเทคนิคหุ้น มันบอกมาอย่างนี้
หนังสือหุ้นเทคนิคอล บอกว่าแบบนี้ และทรงมันก็เป๊ะเสียเหลือเกิน
มันต้องเป็นไปตามตำราสิ
ไม่มีเหตุผลที่มันจะวิ่งสวนทางให้ขาดทุนได้
กว่าจะหาเหตุผลเจอ ราคาก็ลงไปขาดทุนเกินทำใจได้ทุกทีสิน่า

แม้ท่านจะตั้ง stop loss เป็นแล้วก็เถอะ มันก็มีสิ่งที่ท่านทำยากกว่าอีก
นั่นก็คือ "ทำใจขายตัดขาดทุน" ได้ยากเสียยิ่งกว่า

เพราะอะไร?
๑) ท่านไม่เชื่อว่าต้องขาดทุน
ตำราบอกว่าว่ามันเป๊ะ แล้วทำไมมันไปตรงเลยล่ะ
คนเขียนมันเลว มันหลอกลวง ทำให้ฉันต้องเสียเงิน

๒) พอท่านโทษคนเขียนจนสาแก่ใจแล้ว
ก็มาดูราคาหุ้น
ปรากฎว่ามันร่วงลงแรง จนเลยจุดขากทุนของตัวเอง ที่ตั้งไว้ไปแล้ว

หรือลงไปถึงพอดี ก็ไม่กล้าตัดขาย
เพราะกลัวขายหมู
กลัวขายแล้วเด้ง

มัวแต่รีๆรอๆ
ราคาก็ร่วงเอา ร่วงเอา
ลึกจนไม่อยากขาย cut loss

เปลี่ยนความคิดใหม่
หาข้อมูลเพิ่ม
เพื่อหาเรื่องถัวเฉลี่ยขาลง

พวกนี้หนังสือเทคนิคหุ้น ไม่เคยบอกไว้เลย
เพราะเขาเตือนท่านตั้งแต่แรกแล้วว่า ต้องมี stop loss
แต่ท่านไม่เชื่อเขาไง ท่านไม่เห็นด้วย

ดังนั้น อย่าเพิ่งไปโทษ หนังสือเทคนิคหุ้น หรือแม้แต่นักวิเคราะห์ กูรู ผู้สอนเทคนิคอล
ให้กลับมาดูตัวเอง และติดตั้งความเชื่อเกี่ยวกับการเทรดเสียใหม่ คือ
๑) ทุกการเทรดมีความเสี่ยง เราต้องรู้จักปกป้องตัวเอง ด้วยการวางแผนล่วงหน้า
๒) สิ่งที่แสดงในหนังสือเทคนิคหุ้น ไม่ได้เป๊ะ 100% เขายกเอาแต่เคสที่ตรงกับสูตรเท่านั้น ยังมีตัวอย่างที่ไม่ตรงตามสูตรอีกมากมาย ดังนั้นต้องระวัง ไม่ปักใจเชื่อ เอาความรู้นั้นเป็นขอมูลเท่านั้น
๓) บังคับตัวเองให้ปฏิบัติตามแผนการเทรดที่วางไว้ให้ได้ นี่คือหัวใจของการเทรดให้ประสบความสำเร็จเลย คนส่วนใหญ่อ่านหนังสือเก่ง จำแม่น หัวไว แต่มาตกม้าตายที่ไม่ยอมทำตามแผนที่วางไว้
แน่นอนว่ามันทำยากมาก คนน้อยมากที่จะทำได้
แต่ถ้าท่านทำมันสำเร็จนะ ท่านจะมีศักยภาพเหนือกว่าคนส่วนใหญ่ทันที

นี่แหละครับคือสิ่งที่คุณต้องเวิร์คต่อจากการอ่านหนังสือเทคนิคหุ้น ถ้าไม่ทำแบบนี้ ไม่ว่าหนังสือเทคนิคการทำกำไรหุ้นจะเทพขนาดไหน มันก็ช่วยให้คุณทำกำไรไม่ได้

--------------------------------------------------------
------------------------------------
---------------------

สนับสนุนโดย หนังสือหุ้นซิ่ง สวิงเทรด กับ หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่
นี่เป็นหนังสือสองเล่มนี้เป็นผลงานที่กลั่นมาจากการศึกษาและรวบรวมแนวคิดของตัวผมเอง 
ก็เป็นหนังสือเทคนิคหุ้นนี่เองแหละครับ 

หุ้นซิ่งสวิงเทรด นี่เพิ่งออกใหม่ ปี 2561 นี่เอง บอกตรงๆเลยว่าเป็นหนังสื่อที่ได้แรงบันดาลใจมาจากพี่มาร์ค มิเนอร์วินี คือแกเป็น swing trader น่ะครับ เล่นกินกำไรคำไม่โตนัก รอบหนึ่งก็ประมาณ 20% แล้วก็ทบต้นเอา ผมก็เลยสงสัยว่าแกทำได้ยังไง ก็ไปแกะบางใจความจากหนังสือ คือแกก็ไม่ได้ออกตัวตรงๆว่าเป็นสวิงเทรดนะ หนังสือของแกเหมือนเล่นหุ้นกินคำใหญ่ แต่พอไปอ่านบทสัมภาษณ์ของพี่มาร์คก็พบว่าแกเล่นสั้นแบบสวิงเทรด ผมเลยเอาเป็นธง ไปค้นเพิ่มถ้าแกเล่นกำไรแค่ 20% จะซื้อตรงไหนขายตรงไหน ก็พาไปเจอไอเดียที่สามารถยืนยันว่าตรงกับแนวทางของแกจนได้ครับ
ใครสนใจเนื้อหาก็อ่านสรุปได้ครับ http://zyo71.blogspot.com/2018/04/blog-post_26.html



หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่ บอกเลยว่า ผมได้ไอเดียจากงานของ เสี่ยยักษ์ หนังสือกูรูหุ้นพันล้าน ก็อ้างเกี่ยวกับ mindset ของแกไปเยอะเลย
จากนั้นก็เป็นของปู่โอนีล เรื่องของหุ้นวิ่งรอบใหญ่ และ Weinstine ในเรื่องของ stage ซึ่งผมว่ามันช่วยอธิบายความเป็นขาขึ้นได้ดีกว่างานขอพี่มาร์คเพราะดูเหมือนแกไม่ได้ลงลึกสักเท่าไหร่บอกแค่ว่ามีที่มาจากนั้น ส่วน Wyckoff ผมก็เอามาอธิบาย cup with handle ในอีกทางหนึ่ง ซึ่งน่าจะช่วยให้ท่านเข้าใจได้ง่ายขึ้น คือถ้าใครอ่านหนังสือ CANSLIM กับของพี่มาร์คไม่เข้าใจ ท่านสามารถเริ่มต้นที่หนังสือหุ้นขาขึ้นรอบใหญ่ก่อนได้ครับ พออ่านจบ ขอให้ท่านกลับไปอ่านสองเล่มนั้นอีกที ผมมั่นใจว่าท่านจะเข้าใจในสิ่งที่ไอดอลทั้งสองท่านสื่อได้ดีขึ้นแน่นอนใครสนใจเนื้อหาก็อ่านสรุปตามลิงค์นี้ได้ครับ  http://zyo71.blogspot.com/2017/09/blog-post_7.html

หน้าตาของหนังสือทั้งสองเล่มก็เป็นแบบนี้นะครับ

ทำไมใครๆต่างบอกว่าหนังสือทั้งสองเล่มเป็นการปล่อยของแบบไม่กั๊ก?

"หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่" แนะแนวทางการเทรดหุ้นแนวโน้มขาขึ้น ด้วย กราฟวีค ก็จะเน้นการดูแนวโน้มขาขึ้นด้วย price pattern จากนั้นก็รันเทรนด์ด้วยเส้นค่าเฉลี่ย จบลงที่การขายด้วย price pattern เรียกว่าครบวงจรตั้งแต่ซื้อยันขายเลยครับ อ่านเล่มเดียวจบ
อ่านสรุปหนังสือ หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่ ที่ http://zyo71.blogspot.com/2017/09/blog-post_7.html

ส่วน "หุ้นซิ่ง สวิงเทรด" แนะแนวทางการเทรดหุ้นแนวโน้มขาขึ้นด้วยกราฟรายวัน เล่มนี้จะเน้นการดูแท่งเทียน เอามาใช้ในการหาสัญญาณต้นเทรนด์ของขาขึ้น ซื้อหุ้นแบบ buying strength, buy weakness รันเทรนด์ระยะสั้นด้วยเส้นค่าเฉลี่ย ขายหุ้นออกด้วย selling into strength, selling weakness เรียกว่าครบวงจรตั้งแต่ซื้อยันขายเลยครับ อ่านเล่มเดียวจบ
อ่านสรุปหนังสือ หุ้นซิ่ง สวิงเทรด ที่ http://zyo71.blogspot.com/2018/04/ema-swing-trade.html

หากท่านสนใจอยากเป็นเจ้าของ ก็ติดต่อไปที่เพจ Zyo Books นะครับ มีขายออนไลน์ที่เดียวเท่านั้น
ส่งข้อความไปสั่งได้ครับ จะมีข้อความแจ้งรายละเอียดราคาและเบอร์บัญชีสำหรับโอนเงินทันที



ซึ่งต้องออกตัวไว้ก่อนว่ามันก็ไม่ใช่หนังสือหุ้นที่ดีที่สุด แต่อย่างน้อยก็กลั่นมาจากความรู้สึกชอบเป็นการส่วนตัว เอาความรู้ที่อ่านมาไปปรับใช้ให้เหมาะสมกับนิสัยของตัวเอง แล้วก็รวบรวมมาเป็นหนังสือทั้งสองเล่มนี้แหละครับ แม้จะไม่เป็นหนังสือเทคนิคหุ้นที่ดีที่สุดแต่ก็เป็นหนังสือที่ผมชอบที่สุดครับ


7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รีวิวหนังสือหุ้น "เทคนิคอล อนาไลซิส" Technical Analysis of the Financial Markets

สรุปหนังสือ The (almost) Complete Guide to Trading

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

วิธีเลือก, ดูแนวโน้ม, Volume และ Price Action ของหุ้น Growth Stocks ตามแนวคิด CANSLIM

เคล็ดการหาหุ้น Demand Passion แรง (วิธีสแกนหุ้นซิ่ง)

หุ้นจ่อเบรค 14/12/2018

EMA20 กับการหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นน้องใหม่ที่กลับตัวจากขาลง