ดอกผลของการทำการบ้าน คือเงินล้านที่รอคุณอยู่

Image
“Tons of homework each night but it pays off with millions in gains when the best stocks setup. Method + homework + patience = huge success” - Dan Zanger พี่แดน แซงเจอร์ บอกว่า.. “การทำการบ้านอย่างหนักทุกคืน จะให้ผลตอบแทนเป็นผลกำไรมหาศาลเป็นล้านๆ เมื่อรวมวิธีการที่พิสูจน์ได้ การบ้าน และความอดทนเข้าด้วยกันแล้ว ก็จะนำไปสู่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่” . - ทำการบ้าน (Homework): หมายถึงการศึกษาวิจัย วิเคราะห์ข้อมูลของหุ้นต่างๆ ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการติดตามข่าวสาร การวิเคราะห์ทางเทคนิคหรือปัจจัยพื้นฐาน การสแกนหุ้นที่มีศักยภาพเป็นผู้ชนะในอนาคต การลงรายละเอียดในการวิเคราะห์นี้จะช่วยให้คุณสามารถเข้าใจตลาดและรู้จักจังหวะที่เหมาะสมในการเข้าเทรด . - วิธีการที่พิสูจน์แล้วว่าทำเงินได้จริงและทำซ้ำได้ตลอด (Method): การมีระบบหรือกลยุทธ์ที่ชัดเจนในการเทรดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วยให้คุณไม่หลงลืมแนวทางที่ได้ผลในอดีตและสามารถปรับใช้ได้เมื่อตลาดมีการเปลี่ยนแปลง . - ความอดทน (Patience): การรอคอยและไม่รีบร้อนถือเป็นคุณสมบัติที่สำคัญในนักเทรด ความอดทนช่วยให้คุณสามารถทนต่อความผันผวนของตลาดและรอคอยจังหวะที่ดี...

1 Setup ก็เพียงพอแล้วต่อการทำเงินสม่ำเสมอจากตลาดหุ้น

 


A+ setups คือกุญแจสู่ความสำเร็จในโลกการเทรด

การเทรดนั้นเต็มไปด้วยความท้าทายและความผันผวน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเชื่อว่าเป็นกุญแจสำคัญในการทำให้คุณประสบความสำเร็จ คือการโฟกัสไปที่ A+ setups หรือโอกาสที่มีความเสี่ยงต่ำแต่ผลตอบแทนสูงครับ หลายคนอาจจะคิดว่าการเทรดต้องอาศัยการจับทุกจังหวะของตลาดเพื่อทำกำไร แต่ความจริงแล้ว แค่ 1 โอกาสที่ดี ก็เพียงพอให้คุณเป็นผู้ชนะในสนามการเทรดได้ 

https://mebmarket.com/index.php?action=search_book&type=author_name&search=%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%20%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%87&auto_search_id=&exact_keyword=1&page_no=1


เริ่มต้นโฟกัสกับโอกาสที่เสี่ยงน้อยแต่ผลตอบแทนมาก

สิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ มองหาโอกาสที่เป็น A+ setups โอกาสเหล่านี้คือจุดที่ความเสี่ยงต่ำ แต่มีโอกาสในการทำกำไรสูง คุณไม่จำเป็นต้องเทรดทุกครั้งที่เห็นกราฟเคลื่อนไหว หากคุณรอจนเจอโอกาสที่ดีที่สุด มันจะช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียเงิน และเพิ่มโอกาสในการทำกำไรได้มากขึ้น


ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าคุณเทรดตามแนวรับ-แนวต้าน คุณไม่จำเป็นต้องรีบเข้าเทรดทุกครั้งที่ราคาขยับเข้าหาแนวรับหรือแนวต้าน คุณควรรอให้มีสัญญาณที่ชัดเจน เช่น price action ที่บ่งบอกว่าแนวรับนั้นแข็งแกร่งก่อน แล้วค่อยตัดสินใจเข้าไป มันจะช่วยให้คุณมีความมั่นใจในจังหวะนั้นมากขึ้นและลดความเสี่ยงไปในตัว


หยุดกังวลว่าคุณจะต้องใช้เวลามากในการหาจังหวะที่ดี

หลายครั้งนักเทรดมือใหม่มักรู้สึกว่าตัวเองต้องเทรดบ่อยๆ เพราะกลัวจะพลาดโอกาส แต่จริง ๆ แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ตลาดมีจังหวะขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา การรอให้เจอโอกาสที่ชัดเจนและเหมาะสมกับสไตล์การเทรดของคุณ เป็นวิธีที่ดีกว่าการพยายามจับทุกการเคลื่อนไหวของตลาด


การเทรดที่ดีไม่ใช่เรื่องของปริมาณ แต่เป็นเรื่องของคุณภาพของโอกาสที่คุณเลือกเข้า คุณไม่จำเป็นต้องอยู่หน้าจอตลอดเวลา แค่ใช้เวลาส่วนหนึ่งในการวิเคราะห์และวางแผน พอเจอโอกาสที่เข้ากับกลยุทธ์ที่คุณเตรียมไว้ ก็ลงมือเทรดอย่างมีวินัยครับ


คุณไม่จำเป็นต้องจับทุกการเคลื่อนไหวของตลาด

นักเทรดหลายคนมีความคิดว่า การเทรดที่ประสบความสำเร็จคือการทำกำไรได้ทุกครั้งที่ตลาดขยับ แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิดครับ การพยายามเทรดทุกการเคลื่อนไหวของตลาดไม่ได้หมายความว่าคุณจะทำกำไรได้มากขึ้น ในทางกลับกัน การเข้าออกตลาดบ่อยเกินไปอาจจะทำให้คุณเจอกับความผันผวนที่ไม่คาดคิดและเสียเงินได้มากขึ้น


ในความเป็นจริง คุณแค่ต้องมองหา **โอกาสที่เหมาะสม**  เช่น เจอสัญญาณยืนยันจากเครื่องมือเทคนิคของคุณและตรงกับกลยุทธ์ที่คุณวางไว้ก็เพียงพอแล้ว


1 setup ก็เพียงพอแล้ว

คุณไม่จำเป็นต้องมีหลายๆ กลยุทธ์ หรือเทรดทุกการเคลื่อนไหวของตลาดเพื่อจะประสบความสำเร็จในการเทรดครับ แค่มี setup เดียวที่มั่นใจ ว่าเป็น A+ setup และคุณสามารถบริหารความเสี่ยงได้ดี เท่านั้นก็เพียงพอให้คุณชนะในสนามนี้แล้ว 


โฟกัสไปที่โอกาสที่มีคุณภาพและจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบ แล้วคุณจะพบว่าการเทรดเป็นเรื่องที่มีประสิทธิภาพและสนุกขึ้นมากครับ

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รวมบทความที่เกี่ยวกับ Gap หุ้น & ทฤษฎี Gap หุ้น

เบสิก Swing Trade แบบ Buy on Dip สไตล์ Gil Morales

วิธีทำลายพอร์ต : เปลี่ยนแนวทางจาก Trader เป็น Invester (วีไอจำเป็น)

สรุป 8 Keys to Superperformance with Mark Minervini and David Ryan

VCP (Volatility Contraction Pattern) และรูปแบบที่คล้ายกัน

Oliver Kell: วงจรของการเคลื่อนไหวของราคา (Cycle of Price Action)

Mark Ritchie II มองหุ้นราคาถูก (Low-priced stocks) อย่างไร?