Breakout ที่ออกมาจาก ‘การสะสมพลัง (Contraction)’ ต่างหาก ที่เป็น Breakout คุณภาพสูง

 

สรุปจาก https://x.com/i/status/2008338834828784071


“Breakout ไม่ได้มีพลังเพราะมันทะลุ แต่มีพลังเพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ‘ก่อน’ มันทะลุ”

นักเทรดจำนวนมากแพ้ตลาด ไม่ใช่เพราะดูกราฟไม่เป็น

แต่เพราะเข้าใจผิดว่า แค่เห็น Breakout = มี Edge

ความจริงคือ…

Breakout ที่ออกมาจาก ‘การสะสมพลัง (Contraction)’ ต่างหาก ที่เป็น Breakout คุณภาพสูง


เรื่องราวเบื้องหลังแนวคิดนี้

แนวคิดนี้ไม่ได้มาจากความรู้สึก แต่มาจาก “ข้อมูลจริง”

Toby Crabel ผู้เขียนหนังสือระดับตำนาน Day Trading with Short-Term Price Patterns ศึกษา Opening Range Breakout (ORB) ด้วยสถิติจริง

ผลลัพธ์ชัดเจนมาก:

ORB ที่เกิด หลังช่วง Contraction

👉 ทำกำไรรวมประมาณ 710,000 ดอลลาร์

ORB ที่เกิด หลังช่วง Expansion

👉 ทำกำไรรวมประมาณ 102,000 ดอลลาร์

จำนวนเทรดใกล้เคียงกัน

👉 กลยุทธ์เดียวกัน สัญญาณเดียวกัน แต่ Context ต่างกัน

ผลลัพธ์ต่างกันเกือบ 7 เท่า

นี่คือบทเรียนที่นักเทรดส่วนใหญ่ไม่เคยถูกสอน


Contraction คืออะไร (ในภาษานักเทรดจริง ๆ)

Contraction ไม่ได้แปลว่า “ตลาดเงียบ” อย่างเดียว

แต่มันคือ พลังที่ถูกเก็บไว้

ตลาดมีวัฏจักรธรรมชาติ:

ขยายตัว → หดตัว → ขยายตัว

มีโมเมนตัม → สมดุล → ตัดสินทิศทาง 


ช่วงContraction จะมีลักษณะ:

แท่งเทียนสั้นลง

ช่วงแกว่งแคบลง

Volatility ลดลง

ฝั่งซื้อและขาย “คานกันอยู่”

และจำไว้ให้ดี

👉 ความสมดุลแบบนี้อยู่ได้ไม่นาน


เมื่อราคาตัดสินใจ มันมัก “พุ่ง” ไม่ได้ค่อย ๆ ไหล

ทำไม Breakout หลัง Expansion ถึงล้มเหลวบ่อย

Breakout หลังราคาวิ่งแรงมาแล้ว มักดูสวย แต่โครงสร้างอ่อน

เพราะว่า:

🔋 พลังถูกใช้ไปแล้ว (แท่งใหญ่ ช่วงกว้าง)

🏃‍♂️ คนที่เข้าเหลือแต่สายไล่ราคา

🏦 รายใหญ่เริ่ม “ขายให้” มากกว่า “เข้าซื้อ”

🔄 แรงดึงกลับ (Mean Reversion) สูง

นี่คือเหตุผลที่ Breakout สวย ๆ หลายครั้ง

ทะลุแล้วกลับหัวทันที

จุดแข็งที่แท้จริงของ Contraction: “ความได้เปรียบเชิงอสมมาตร”


Contraction ไม่ได้ทำให้เราทำนายทิศทางแม่นขึ้น

แต่มันทำให้ Risk : Reward ดีขึ้น

เพราะมันให้:

จุดตัดขาดทุนชัด

ต้นทุน Volatility ต่ำ

โอกาสที่ Volatility จะ “ระเบิด” สูง

คุณไม่ได้เดิมพันว่า “ราคาต้องขึ้นหรือลง”

แต่คุณเดิมพันว่า ตลาดกำลังจะขยับแรง

และถ้าคุณเข้าเร็ว

ตลาดจะจ่ายรางวัลให้คุณ

วิธีแยกหุ้น “หดตัว” กับ “ขยายตัว” แบบเป็นขั้นตอน


ขั้นที่ 1: ดูนิสัยการเคลื่อนไหวปกติ

ใช้ Average Daily Range (ADR) 14–20 วัน

เพื่อรู้ว่าหุ้นตัวนี้ “ปกติชอบวิ่งแค่ไหน”


ขั้นที่ 2: ดูการบีบตัวระยะสั้น

ใช้ Bollinger Band Width (BBW) ใน TF intraday

60 นาที ≈ 3 วัน

30 นาที ≈ 1.5 วัน

BBW บอกเราว่า ตอนนี้ ราคาถูกบีบแค่ไหน


ขั้นที่ 3: เปรียบเทียบกัน

✅ Contraction

BBW intraday แคบกว่า ADR รายวัน

→ หุ้นนิ่งผิดปกติ ทั้งที่ปกติวิ่งแรงได้

❌ Expansion

แท่งใหญ่ ช่วงกว้าง

→ พลังถูกใช้ไปแล้ว

👉 ความ “ไม่สมดุล” นี้แหละ คือโอกาส


ขั้นที่ 4: ใช้ Contraction เป็น “ตัวกรอง”

Contraction ไม่ใช่สัญญาณเข้า

แต่มันคือเงื่อนไขก่อนเข้า

Trigger ยังต้องมาจาก:

การหลุดกรอบ

Opening Range Break

Volume ขยายจากการบีบตัว

ทำไมแนวคิดนี้ยังใช้ได้ถึงวันนี้

เพราะมันไม่ใช่สูตร

แต่มันสะท้อน พฤติกรรมมนุษย์และสถาบัน

รายใหญ่ยัง:

สะสมแบบเงียบ ๆ

หยุดรอดู

บีบราคา ก่อนเลือกทิศทาง

Volatility ยังมาเป็นช่วง

และการขยายตัว… ยังตามหลังการบีบตัวเสมอ


บทสรุปสำหรับนักเทรด

Breakout มีให้เห็นทุกวัน

แต่ Breakout จาก Contraction มีคุณค่า

ก่อนกดซื้อหรือขาย ลองถามตัวเองว่า:

ราคากำลังเก็บพลัง หรือใช้พลังไปแล้ว?

นี่คือการเริ่มต้น หรือปลายทาง?

ฉันกำลัง “วางตำแหน่ง” หรือ “ไล่ราคา”?

ถ้าไม่ใช่การออกจาก Contraction

โอกาสชนะจะต่ำลง — ไม่ว่าสัญญาณจะดูสวยแค่ไหน


💡 ความแตกต่างเล็ก ๆ ตรงนี้

คือเส้นแบ่งระหว่าง “คนที่แค่เทรด”

กับ “คนที่มี Edge ในตลาด”

คุณกำลังเดินไปทางไหน… ตลาดรู้คำตอบอยู่แล้วครับ 💙

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

ชมฟรี! คอร์สหุ้น ออนไลน์ 170 คลิป จัดเต็ม ไม่มีกั๊ก Free Full Trading Course by Zyo

กราฟหุ้น GFPT ล่าสุด

อธิบาย Wyckoff Accumulation Phase แบบละเอียดยิบ

(มือใหม่เล่นหุ้น) Wyckoff Logic ของดีที่เม่ามือใหม่เอาไปใช้ได้ง่ายๆ

คำคมเกี่ยวกับเคล็ดวิชาจากหนังเรื่อง กังฟูแพนด้า

ทฤษฏีวัฏจักรตลาดหุ้น (Market Cycle)