เมื่อหุ้นกลุ่ม Rare Earth ไม่แรงยกกลุ่มอย่างที่คิด เป็นความเสี่ยงหรือโอกาส?


กราฟจาก https://finviz.com/screener.ashx?v=211&f=subtheme_commmetalsrareearth,theme_commoditiesmetals

หุ้นกลุ่ม rare earth ในสหรัฐฯ เช่น USA Rare Earth (USAR) และ MP Materials (MP) เพิ่งได้รับแรงหนุนจากข่าวดีเมื่อรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดี Trump ประกาศลงทุน 1.6 พันล้านดอลลาร์ โดยซื้อหุ้น 10% ใน USAR เพื่อเร่งพัฒนา supply chain ในประเทศ ลดการพึ่งพาจีนที่ครองตลาดกว่า 60-90% ในด้านการขุด การกลั่น และการผลิตแม่เหล็ก  นโยบายนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรม EV, การทหาร, และเทคโนโลยีขั้นสูง 


อย่างไรก็ตาม หุ้นหลายตัวขึ้นไม่สุดสักที ราคาปิดอ่อนแอ และเจอแรงขายทำกำไรบ่อยครั้ง แม้ข่าวจะบวก นี่คือเหตุผลหลักจากข้อมูลตลาดและความเห็นล่าสุด:


1. แรงขายทำกำไร (Profit Taking)
หลังการพุ่งขึ้นระยะสั้นหุ้นอย่าง USAR พุ่งแรงทันทีหลังข่าว เช่น ขึ้น 62% ในช่วง premarket และคงกำไรไว้ราว 38.5% ก่อนเปิดตลาดในวันที่ 26 ม.ค. 2026 แต่ราคาเริ่ม fade ลงอย่างรวดเร็ว เหลือขึ้นแค่ 7.9-20% ในวันเดียวกัน และบางช่วงดรอปกลับใกล้ระดับเดิม 

นักลงทุนขายทำกำไรเพราะมองว่าราคา overreact กับข่าว โดยไม่รอผลกระทบจริง ทำให้ราคาปิดไม่แข็งแกร่ง.

ความเห็นจากตลาดบน X ชี้ว่าภาค rare earth มักเจอ cycle แบบนี้: ขึ้นแรงจาก headlines แล้วถูกทิ้งเพราะ sentiment เปลี่ยนเร็ว นักลงทุน chase "next shiny thing" แทน 


2. การลงทุนเป็นแบบระยะยาว ไม่ใช่ผลกำไรทันที
การสนับสนุนจากรัฐบาลเน้น "supply-chain security" และ "capability building" มากกว่ากำไรระยะสั้น การพัฒนาเหมืองและโรงงานผลิตแม่เหล็กในสหรัฐฯ ต้องใช้เวลา 7-10 ปี มี capex สูง ความเสี่ยงจากใบอนุญาต และต้นทุนแพงกว่าในจีน 20-40% 

USAR เองคาดว่าจะเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์จริงในอีก 4 ปีข้างหน้า ทำให้ไม่มี revenue ใหม่เข้ามาเร็ว ๆ นี้ 

การที่รัฐบาลซื้อหุ้นยังนำไปสู่ dilution (การเจือจางหุ้น) และ conditions จากนโยบาย ทำให้ valuation สูงเกินจริง (เช่น enterprise value ราว 16 พันล้านดอลลาร์) แต่ไม่สะท้อน economics จริง นักลงทุนจึงไม่ถือยาว 


3. อุปสรรคในอุตสาหกรรมและการแข่งขันจากจีน
จีนยังครองตลาดอย่างเหนียวแน่น (mining 60-70%, refining 85-90%) ทำให้ราคา rare earth ผันผวนและต้นทุนในสหรัฐฯ แพงกว่าเพราะ regulations สิ่งแวดล้อมและ nuclear (จาก NRC) ที่เข้มงวด 

ตลาด rare earth ทั้งหมดมีมูลค่าแค่ 3-4 พันล้านดอลลาร์ ไม่ดึงดูด private sector มากนัก ถ้าไม่มีรัฐช่วยก็ยากที่จะแข่ง 

Sentiment ในภาคนี้ต่ำมานาน นักลงทุนมองว่า thesis ยังดี (strategic importance) แต่ fundamentals ช้าและไม่ sexy เท่าภาคอื่น เช่น AI หรือ EV ทำให้ capital ไหลออกไปที่อื่น 


4. ปัจจัย geopolitical ที่ผันผวน
ถ้าความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-จีนลดลง (เช่น การเจรจาหยุด tariffs หรือ export controls) หุ้น rare earth จะดรอปเพราะไม่จำเป็นต้องเร่ง domestic production ด่วน เช่น เมื่อจีนตกลงไม่ weaponize minerals หุ้น miners สหรัฐฯ ตก 8% ทันที เพราะ investor unwind bets ที่เดิมพันกับ chaos 

ในทางกลับกัน ถ้าความขัดแย้งเพิ่ม หุ้นอาจขึ้น แต่ตอนนี้ตลาดมองว่านโยบาย Trump อาจนำไปสู่ peace talks มากกว่า war.


โดยรวม นี่เป็น sector ที่ขับเคลื่อนด้วยนโยบายและ geopolitics มากกว่า fundamentals ระยะสั้น ถ้าคุณสนใจถือยาว ควรดู execution ของโครงการ (เช่น offtake agreements) และติดตามข่าว tariffs จีน-สหรัฐฯ ต่อไป แต่สำหรับ trader ระยะสั้น การ fade rally หลังข่าวใหญ่อาจเป็น pattern ที่เกิดบ่อย. ถ้ามีพัฒนาการใหม่ ราคาอาจ swing อีก.

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

ชมฟรี! คอร์สหุ้น ออนไลน์ 170 คลิป จัดเต็ม ไม่มีกั๊ก Free Full Trading Course by Zyo

กราฟหุ้น GFPT ล่าสุด

One Stop Systems ($OSS) — หุ้นเล็กที่อาจกลายเป็นยักษ์ใหญ่แห่งยุค Edge AI

(มือใหม่เล่นหุ้น) Wyckoff Logic ของดีที่เม่ามือใหม่เอาไปใช้ได้ง่ายๆ

อธิบาย Wyckoff Accumulation Phase แบบละเอียดยิบ

เจาะลึกหุ้น $TE แบบละเอียด