“HBM” กับ “DRAM ธรรมดา” ทำไม $MU จึงวิ่งไม่หยุด

 


เรื่องเล่าของ “HBM” กับ “DRAM ธรรมดา”

สรุปจากบทความ https://x.com/i/status/2013011641978232992

ลองนึกภาพว่า DDR5 คือโรงงานผลิตข้าวสาร

ส่วน HBM คือโรงงานเดียวกัน แต่ต้องเอาข้าวสารไปเรียงซ้อนเป็นตึกสูง ๆ แล้วต่อสายไฟนับพันเส้นให้ใช้งานพร้อมกัน 


วัตถุดิบเหมือนกันแต่ ความยาก ความเสี่ยง และต้นทุน ต่างกันคนละโลก

1. จุดตั้งต้นเหมือนกัน แต่ปลายทางไม่เหมือน

ทั้ง HBM และ DDR DRAM ใช้เทคโนโลยีหน่วยความจำพื้นฐานเดียวกัน

ใช้เครื่องจักรหน้าโรงงาน (wafer fab) คล้ายกัน

👉 แต่ HBM ต้องเพิ่มขั้นตอนพิเศษจำนวนมาก


2. ทำไม HBM ถึง “แพงกว่า ยากกว่า และผลิตได้น้อยกว่า”

2.1 ชิปใหญ่กว่า → ใช้ซิลิคอนมากกว่า

HBM ใช้พื้นที่ชิป ใหญ่กว่า DDR5 ประมาณ 35–45%

แปลว่า ต่อหนึ่งแผ่นเวเฟอร์ ผลิต “บิต” ได้น้อยลงทันที

2.2 ต้องเจาะรูทะลุชิป (TSV)

HBM ต้องเจาะรูทะลุชิป เพื่อเชื่อมชิปหลายชั้นเข้าด้วยกัน

ขั้นตอนนี้เพิ่ม:

เครื่องจักรเฉพาะ

วัสดุเฉพาะ

ความเสี่ยงด้าน Yield (ของเสีย)

👉 DDR ธรรมดา ไม่ต้องทำขั้นตอนนี้เลย

2.3 ต้องทำชิปให้บางมาก

ชิป HBM บางแค่ 30–50 ไมครอน

ต้อง:

ติดชิปกับแผ่นรองชั่วคราว

เจียรด้านหลัง

ทำบัมพ์สองด้าน

แล้วค่อยลอกออก

📌 ยิ่งบาง = ยิ่งแตกง่าย = ยิ่งเสียหายง่าย

2.4 ต้อง “ซ้อนชิปหลายชั้น”

HBM หนึ่งก้อน = ชิป 8–16 แผ่นซ้อนกัน

ถ้าชิป เสียแค่แผ่นเดียว → ทั้งก้อนพัง

นี่คือปัญหา “Yield แบบทวีคูณ”


3. การทดสอบยากขึ้นหลายเท่า

DDR ธรรมดา: ทดสอบชิปเดี่ยว → แพ็ก → จบ

HBM:

ทดสอบแต่ละชิป

คัดเฉพาะ “ชิปดีจริง”

เอามาซ้อน

ทดสอบทั้งก้อนอีกครั้ง

👉 เสียทีหลัง = เสียของแพงมาก


4. ยังไม่จบ ต้องไปต่อกับ CoWoS

HBM ใช้เดี่ยว ๆ ไม่ได้

ต้องเอาไปวางคู่กับชิปประมวลผล (GPU/AI)

ต้องใช้ Silicon Interposer (เช่น CoWoS ของ TSMC)

📌 นี่คืออีกหนึ่งคอขวดใหญ่ของอุตสาหกรรม


5. ตัวเลขสำคัญที่สะท้อนความจริง

จำแค่ 5 ตัวนี้พอ 👇

🔹 ใช้เวเฟอร์ มากกว่า ~3 เท่า ต่อบิต (HBM3E vs DDR5)

🔹 Yield ต่ำกว่า 20–30%

🔹 ใช้เวลาผลิต นานกว่า 1.5–2 เดือน

🔹 ชิปใหญ่กว่า 35–45%

🔹 ราคาขายแพงกว่า มากกว่า 4 เท่า


6. บทสรุป

HBM ไม่ใช่ DRAM ธรรมดาที่แรงขึ้น

แต่มันคือ:

“DRAM + TSV + การซ้อน 3 มิติ + Advanced Packaging + Supply Chain ที่คอขวดทุกจุด”

เพราะฉะนั้น

อุปทานเพิ่มช้า

ขยายกำลังการผลิตยาก

ใครทำได้ก่อน → ได้เปรียบมหาศาล 


หุ้นที่เกี่ยวข้องมีตัวไหนบ้าง?

ถ้าคุณเข้าใจว่า HBM = คอขวดของโลก AI

หุ้นที่เกี่ยวข้องจะไม่ใช่แค่ “คนทำแรม” แต่คือ ทั้งห่วงโซ่

ผมจะแบ่งให้เป็นขั้น ๆ เหมือนเดินตามสายการผลิต 


ขั้นที่1 : คน “ทำ HBM โดยตรง” (หัวใจของเรื่อง)

กลุ่มนี้คือผู้ได้ประโยชน์ตรงที่สุด

🔹 Micron ($MU)

ผู้ผลิต DRAM รายใหญ่ของสหรัฐ

เป็นคนออกมายอมรับเองว่า

HBM ใช้ wafer มากกว่า DDR5 ~3 เท่า

เป็นผู้เล่นหลักของ HBM3 / HBM3E

👉 ถ้า HBM ขาดตลาด = MU มีอำนาจต่อรองด้านราคา 


ขั้นที่2 : คน “ใช้ HBM จนขาดไม่ได้”

HBM จะมีค่า ก็ต่อเมื่อมีคนซื้อไปใช้งานหนัก ๆ

🔹 NVIDIA ($NVDA)

ลูกค้า HBM รายใหญ่ที่สุดของโลก

GPU สำหรับ AI ทุกตัวต้องพึ่ง HBM

ถ้า HBM ไม่พอ → ส่งมอบ GPU ไม่ได้

👉 NVDA คือฝั่ง “ดีมานด์” ที่ดันทั้งระบบ

🔹 AMD ($AMD)

ใช้ HBM ใน GPU และ AI accelerator

แม้สเกลเล็กกว่า NVDA แต่ทิศทางเดียวกัน 


ขั้นที่3 : คน “สร้างคอขวดการผลิต” (อาวุธลับ)

กลุ่มนี้สำคัญมาก แต่ตลาดมักมองข้าม

🔹 Applied Materials ($AMAT)

เครื่องจักรทำ TSV, CMP, thin wafer

ทุกขั้นตอนยาก ๆ ของ HBM ต้องใช้ AMAT

👉 HBM ขยาย = โรงงานต้องซื้อเครื่องเพิ่ม

🔹 Lam Research ($LRCX)

เครื่อง Etch ขั้นลึก ($TSV)

HBM = Etch เยอะกว่า DRAM ปกติ

🔹 KLA ($KLAC)

เครื่องตรวจ defect / yield

ยิ่งซ้อนชิปมาก → ยิ่งต้องตรวจละเอียด

👉 “1 defect = กอง HBM พังทั้งก้อน” 


ขั้นที่4 : คน “แพ็กเกจจิ้งระดับโหด”

HBM ไม่ได้จบที่โรงงานแรม

🔹 Amkor ($AMKR)

OSAT รายใหญ่

เกี่ยวข้องกับ advanced packaging และ interposer 


ขั้นที่5 : คน “ได้อานิสงส์จาก CoWoS / Interposer”

ฝั่งนี้อ้อมหน่อย แต่สำคัญ

🔹 Intel ($INTC)

แม้ไม่ใช่ผู้นำ HBM

แต่กำลังดัน advanced packaging / foundry services

เป็น “ตัวเลือกเสริม” ใน ecosystem ระยะยาว


สรุปเป็นภาพเดียว

ถ้าเรียงจาก ตรง HBM → อ้อม HBM

🧠 $MU = คนทำ HBM

🔥 $NVDA / AMD = คนใช้ HBM

🏭 $AMAT / $LRCX / $KLAC = คนขายเครื่องจักรให้ HBM

📦 $AMKR = คนแพ็ก

🧩 $INTC = โครงสร้างพื้นฐานอนาคต

มุมคิดสำคัญสำหรับการเทรด 📌

อย่าถามแค่ว่า

“ใครขายได้เยอะ”

แต่ให้ถามว่า

“ใครอยู่ตรงคอขวดที่ขยายยากที่สุด”

เพราะในเกม HBM

คอขวด = อำนาจ = Margin = ราคาไม่ลงง่าย


บทเรียนสำคัญ

ตลาดไม่ได้แพงเพราะ “กระแส AI” อย่างเดียว

แต่มันแพงเพราะ ฟิสิกส์การผลิตมันยากจริง

ถ้าเราเข้าใจ โครงสร้างต้นทุน + คอขวด

เราจะมองเห็น “คุณค่า” ก่อนราคาจะสะท้อนเต็มที่

และนี่แหละ คือความได้เปรียบของนักเทรดที่คิดเป็นระบบ 

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

ชมฟรี! คอร์สหุ้น ออนไลน์ 170 คลิป จัดเต็ม ไม่มีกั๊ก Free Full Trading Course by Zyo

กราฟหุ้น GFPT ล่าสุด

(มือใหม่เล่นหุ้น) Wyckoff Logic ของดีที่เม่ามือใหม่เอาไปใช้ได้ง่ายๆ

อธิบาย Wyckoff Accumulation Phase แบบละเอียดยิบ

คำคมเกี่ยวกับเคล็ดวิชาจากหนังเรื่อง กังฟูแพนด้า

ทฤษฏีวัฏจักรตลาดหุ้น (Market Cycle)