Over-Trading คืออะไร จะแก้มันยังไง?

โดย เซียว จับอิดนึ้ง : facebook.com/zyoit



บทความโพสต์นี้ผมเอามาจากงานของลุง Rande Howell แห่งเว็บ www.mytradersstateofmind.com
ความโดดเด่นของแกก็คือ การเอาข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของสมองมาอธิบายกลไกการคิดของเทรดเดอร์ได้อย่างน่าสนใจมากครับ
แกมีหนังสือที่น่าสนใจอยู่เล่ม คือ Mindful Trading: Mastering Your Emotions and the Inner Game

แต่ที่มีมากมายกว่า ก็คือคลิปเสียงที่แกทำในช่องยูทูปของตัวเอง ก็คือ Rande Howell :  https://www.youtube.com/channel/UCETBN5OuJ_jktX7V0txmbKg
และมีไปทำ webinar ที่ช่อง FXStreet หลายคลิปเลย
หากท่านสนใจก็ไปค้นชื่อแกจาก google videos ได้ครับ เจอเพียบ
จากประวัติ แกเป็นนักจิตวิทยาการเทรด (Trader Psychologist) ที่มีประสบการณ์ 15 ปี ในการเป็นนักบำบัดและโค้ชในเรื่องของจิตวิทยาประสิทธิภาพ (performance psychology coach)
การทำงานของเขาเน้นไปที่วิธีการทำลายความกลัว, การจำกัดกรอบคิด, การปรับตัวให้เข้ากับสมองเพื่อการอยู่รอด และการจัดระเบียบตัวเองให้อยู่ในระดับที่สูงขึ้นในการทำงาน ซึ่งสามารถทำได้โดยการเรียนรู้วิธีการจัดการความกลัวทางชีวภาพ (และผลกระทบต่อความคิด) และทำให้เข้าถึงส่วนที่มีอำนาจมากขึ้นของตัวเองที่เปลี่ยนความสามารถของเราสำหรับการปฏิบัติงานในเชิงบวก (เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ต้องซื้อขายในสภาพที่น่ากลัว ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สามารถเปิดโอกาสในการดำเนินการได้ในระดับที่สุดยอดได้) งานของลุง Howell จึงเป็นการสอนวิธีเปลี่ยนวิธีทำความเข้าใจและทำงานกับชีววิทยาของคน ซึ่งช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการควบคุมอารมณ์ของคุณและทำลายข้อจำกัด (ซึ่งมันสำคัญต่อความสำเร็จในการเทรดมาก) การฝึกการควบคุมด้านอารมณ์ของเขา ยังถูกนำไปใช้เพื่อรักษาผู้ต้องขังที่มีความรุนแรง ทำลายวงจรความรุนแรงในครอบครัว และปลดปล่อยคนทั่วไปจากข้อจำกัดของความคิดที่น่ากลัว
ที่มา https://www.mytradersstateofmind.com/about-us.html




Breaking the Habit of Over-Trading
https://www.mytradersstateofmind.com/breaking-the-habit-of-over-trading.html
"ทุกๆวันผมเริ่มต้นด้วยความตั้งใจว่าวันนี้จะต้องมีวินัยในการเทรดตามแผน 
ผมเชื่อจริงๆนะว่าผมจะทำมันได้ในครั้งนี้
มันเริ่มต้นด้วยดี ทุกอย่างดูเหมือนจะเรียบร้อย แต่แล้วบางอย่างก็เกิดขึ้น 
ก่อนที่จะรู้ตัวผมก็ overtrade อีกจนได้
ผลก็คือผมต้องขาดทุนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ปัญหาของมันคือผมไม่รู้ว่ามันเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ ผมไม่สามารถสังเกตเห็นมันได้
แต่เท่าที่จำความได้ ก็คือพอผมเริ่มเทรดนอกเหนือจากแผนของตัวเอง มันก็มักจะจบลงด้วยการ overtrade ผมไม่เข้าใจว่าทำไมผมถึงได้สร้างนิสัยที่ผิดพลาดเดิมๆแบบนี้?"


สาเหตุของการ overtrade
ลักษณาการ overtrade ถ้าไม่ใช่การพยายามเอาคืน(REVENGE TRADING) ก็มีพื้นฐานมาจากอคติในการดำเนินการ ซึ่งนักเทรดเป็นคนทำมันให้เกิดขึ้นเอง มันเป็นพฤติกรรมที่นักเทรดต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่าตัวเองมีความกระหายที่จะประสบความสำเร็จ เขามองการเทรดของเขาในตอนนั้นว่ามันมีโอกาสถูกมากกว่าที่จะเสียหาย แต่สุดท้ายแล้วมันก็จบลงด้วยการขาดทุน
แต่ไม่น่าเชื่อว่ามีนักเทรดน้อยคนนักที่จะสังเกตเห็นการกระทำเช่นนี้ ทั้งๆที่มันเป็นกลยุทธ์การเทรดที่ไม่สมบูรณ์แท้ๆ

ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือว่า ตอนทำการบ้านน่ะเขามีชุดหุ้นจำนวนหนึ่งที่ต้องเฝ้าและรอดูจังหวะเพื่อที่จะแอคชั่น แต่ว่าในระหว่างเฝ้านั้นกลับมีหุ้นบางตัวที่วิ่งอย่างโดดเด่นจนกระตุ้นให้เขารู้สึกว่าเขาน่าจะเข้าไปร่วมวงกับการซิ่งนั้นเพื่อที่จะทำเงินในระยะสั้นระหว่างที่หุ้นใน eatchlist ยังไม่วิ่ง แต่เมื่อเขาหลวมตัวเข้าไปซื้อแล้ว ปรากฏว่ามันเป็นจังหวะสุดท้ายของการเคลื่อนพอดี ซ้ำร้ายหลังจากนั้นมันก็กลับตัวแรงจนเขาต้องตัดใจขายขาดทุนในที่สุด

คงเป็นเพราะว่าพวกเขาคุ้นเคยกับการทำสิ่งนี้และเห็นใครๆก็ทำกันแพร่หลาย จึงไม่คิดว่ามันจะเป็นปัญหา เขาคิดว่าการไล่ราคามันไม่ได้เป็นอันตรายถ้ารู้เท่าทันและวางแผนจุดนี้ไว้ก่อนถ้าหากผิดแผนก็รีบตัดขาดทุนออกมาเขาคิดถูกแต่เขาลืมไปว่าถ้าเขาจำเป็นต้องตัดขาดทุนบ่อยๆการสะสมของยอดขาดทุนนั้นมันก็สามารถสร้างผลกระทบต่อความเสียหายสำหรับพอร์ตของเขาเหมือนกัน

overtrade มันมีต้นต่อมาจากความกลัวที่จะตกรถ เชื่อว่าถ้าตัวเองรีบเข้าซื้อหุ้นตัวนี้ได้ทันก็มีโอกาสเก็บกำไรเล็กๆน้อยจากหุ้นตัวนี้ได้สูง คือพวกเขามองที่กำไรเป็นหลัก แต่ลืมว่าโอกาสขาดทุนก็มีเช่นกัน กลัวพลาดโอกาสได้กำไร แต่ลืมว่ามันก็มีโอกาสขาดทุนพอๆกัน อุปมาเหมือนง้างหมัดเตรียมน็อค แต่แขนอีกข้างก็ลืมตั้งการ์ดป้องกัน มุ่งมั่นอยากน็อคคู่แข่งแต่ตัวเองกลับลืมไปว่าได้ยื่นหน้ารอรับหมัดน็อคของเขาเช่นกัน
การกลัวตกรถนั้นมันเป็นความรู้สึกที่ไม่ได้รับการฝึกฝนไม่ได้ถูกตอกย้ำให้มันฝังเข้าไปในใจของนักเทรดให้เขาเกิดความระแวงและฉุกคิดในเรื่องนี้อยู่ตลอด
ความเสียหายมันเกิดขึ้นเพราะว่าเมื่อเราเป็นนักเทรด, เราก็คือนายพรานผู้ซึ่งควรใช้เวลาส่วนใหญ่ในการซุ่มโจมตีเหยื่อเมื่อถึงจังหวะที่เหมาะสม แต่กลับกลายว่าจู่ๆคุณกลับเปลี่ยนเป้าหมายกระทันหันไปล่าสัตว์ตัวอื่นเพื่อฆ่าเวลา ซึ่งการกระทำลักษณะนี้เอง ที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่คิดว่าไม่สำคัญ ไม่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของเขา


หาเรื่องเทรดแก้เบื่อ
แน่นอนว่าการรอคอยให้หุ้นวิ่งเข้ามาถึงจุดเข้าทำของเราอาจจะสร้างความเบื่อหน่ายสำหรับคนที่คุ้นเคยกับการขยันเทรด หรือในอดีตเขามีความเชื่อว่าการจะได้อะไรต้องลงมือทำอย่างต่อเนื่อง ยิ่งขยันก็ยิ่งได้เยอะ แต่ความจริงแล้วในโลกของการเทรดการขยันซื้อขายอาจจะไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการทำเงินก็ได้
ความเบื่อหน่ายกลายเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้เราลงมือทำเรื่องไร้สาระต่างๆนาๆ ซึ่งมันมักจะเป็นการแกว่งเท้าหาเสี้ยนถ้าเอามาใช้ในการเทรด ความคิดที่มุ่งหวังต่อกำไรเล็กๆง่ายๆระยะสั้นมันฟังดูเหมือนทำง่าย แต่มันแฝงด้วยผลร้ายที่เกิดจากนั้นมากมาย หากนักเทรดคนนั้นมีความหวั่นไหวต่อแรงกระตุ้นด้วยแล้ว ก็รับรองว่าถอดเขาสามารถพังทลายเสียหายได้ในระยะเวลาอันสั้น

มันอาจจะทำให้เรารู้สึกดีเมื่อได้ลงมือทำอะไรสักอย่าง ดีกว่านั่งอยู่เฉยๆปล่อยให้เวลามันผ่านไป แน่นอนว่ามันน่าเบือมาก เมื่อความรู้สึกลบเข้ามาปกคลุมจิตใจ มันก็ชักนำให้คุณเลิกล้มความตั้งใจที่จะทำตามแผนที่วางไว้แต่แรกได้อย่างง่ายดาย
เมื่อความเบื่อมันมาคู่กับความกระหายอยากเทรด อยากทำเงินไวๆ มันก็จะกลายเป็นแรงกระตุ้นให้เราเกิดการ overtrade ในที่สุด


ขยันทำเอาปริมาณ vs ทำน้อยแต่มีประสิทธิภาพ
นอกจากการลงมือทำเพื่อหลีกหนีจากความเบื่อหน่าย ความต้องการทำเงินด่วนมันก็เป็นอีกแรงกระตุ้น หนึ่ง ในใจคุณมักจะมีคำพูดประมาณว่า
 "ทำไมไม่ตามมันไปเลยล่ะ นายสามารถทำกำไรกับมันได้นะ ถ้าไม่ลองทำดูก็ไม่รู้หรอกนะ"

ในโลกของการทำธุรกิจโดยทั่วไปแล้วความขยันทำงานอาจจะทำให้คุณได้ประสิทธิผลได้ผลงานมากขึ้น แต่มันจะใช้ไม่ได้เลยสำหรับในโลกของการเทรด เพราะว่าการเทรดนั้นมันต้องอาศัยความอดทนและความแม่นยำ คือคุณไม่จำเป็นต้องทำเยอะ(ขยันซื้อขาย) แต่ถ้าขอแค่รู้จักรอและลงมือเมื่อโอกาสนั้นมันมีแนวโน้มที่จะทำให้คุณประสบความสำเร็จได้แค่นั้นก็พอ อารมณ์เหมือนคุณเป็นนายพราน ไม่ว่าชอบแกะรอยหรือ ชอบดักรอซุ่มยิง ทั้งคู่ก็สำเร็จเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมตอนนั้น

สาเหตุทางชีวภาพที่อยู่เบื้องหลังของการ overtrade เพราะกลัวตกรถ เนื่องมาจาก ต่อม dopamine และ testosterone ได้หลั่งความรู้สึกสบายออกมา(เป็นความรู้สึกดีหรือมีอำนาจ) ที่ชักนำให้สมองกระตุ้นให้จิตใจเกิดความเชื่อมั่น(เกินไป)ในการเทรด จึงทำการเข้าซื้อขายในแบบที่เอามันส์ ทุกครั้งที่เราเทรดแล้วได้กำไรจากสภาวะไม่แน่นอน สมองในส่วนของการให้รางวัลก็จะฉีดพ่น dopamine ออกมา แม้จะมีปริมาณเล็กน้อย แต่ก็สามารถทำให้เรารู้สึกดีเอามากๆ

ญาติสนิทของ nuro-transmitter dopamine ก็คือ โคเคน! ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกที่เราจะรู้สึกดีแค่ไหนเมื่อได้รับรางวัลจากสมอง ซึ่งมันก็ค่อยๆเรียนรู้และให้คุณได้ตลอดทุกครั้งที่คุณชนะ กว่าคุณจะรู้ตัว มันก็กลายเป็นความเคยชินไปแล้ว และกลายเป็นนิสัยให้คุณกล้าเสี่ยงในภาวะที่ไม่แน่นอนลักษณะนี้ไปอีก

ดังนั้น ในระดับชีวภาพ มีสองสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการ overtrade
ประการแรก คือ อยากเก็งกำไรระยะสั้น(ลงมือทำเยอะได้เยอะ) 
ซึ่งมันกลายเป็นนิสัยที่เกิดจากความรู้สึกดีจากผลของ dopamine เมื่อคุณลงมือทำก็จะได้รางวัลนี้ เมื่อเห็นอะไรที่เหมือนจะเป็นโอกาสคุณก็เลยเกิดอาการ "คัน" อยากเข้าร่วมกับเขาไปเสียทุกที

ประการที่สอง คือ สมองและจิตที่ไม่ได้รับการฝึกของคุณ จะรู้สึกกระวนกระวายใจเมื่อต้องเผชิญกับภาวะของความไม่แน่นอน ทันทีที่เกิดอาการคัน(อยากซื้อหุ้นมาก) ด้วยการที่มีความต้องการ dopamine และความไม่แน่นอนที่รุนแรงขึ้น สมองที่ยังไม่ได้ฝึกของคุณก็ส่งสัญญาณให้กระโจนหนีออกไปจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนนั้นทันที เพื่อที่ตัวเองจะได้ถอยออกมาดูสถานการณ์อยู่รอบนอก


เมื่อความตื่นเต้นของการไล่ล่า พบกับ ความอยากหาอะไรทำแก้เบื่อ
สิ่งกระตุ้นที่แข็งแรงให้เกิดการ overtrade ก็คือความกระหายต่อ testosterone
Testosterone มักจะมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงเสมอ เมื่อสมองไม่ได้รับการฝึกต้องมาเผชิญกับปัญหายุ่งยาก 
ในขณะนั้นสมองของเราจะมีทางเลือกอยู่สองทาง คือพยายามทนอยู่ในสถานการณ์ที่กดดันให้ได้ หรือออกไปทำอะไรสักอย่าง
ถ้าหากสถานการณ์นั้นมันกระตุ้นให้เกิดความตื่นเต้น ให้ลงมือทำ อีกทั้งยังมีแรงจูงใจที่จะหาอะไรทำแก้เบื่อด้วยล่ะก็ สมองประมวลผลโอนเอียงไปทางตัดสินในเชิงลดการตระหนักรู้ถึงความเสี่ยงลง
เมื่อความเสี่ยงมีน้ำหนักน้อยกว่าความต่นเต้นของการไล่ล่า(ลงมือทำอะไรสักอย่าง) ความกระหายก็รุนแรงขึ้นได้อีก
ความไม่สบายใจเกี่ยวกับความกำกวมของสถานการณ์ถูกกดให้มองข้าม
ในที่สุด ความเชื่อมั่นใจการวางแผนเทรดอย่างอดทนของคุณก็ถูกแทนที่ด้วยความเชื่อมั่นใจการไล่ล่า(คือเปลี่ยนตัว และลงมือทำทันที)
ต่อไปก็รู้กันดีว่า การ overtrade ได้กลับมาทำร้ายเขาอีกจนได้

Biology and Beliefs Meet
เคมีของการ overtrade เป็นผลมาจากความเชื่อมั่นที่ว่าตัวนักเทรดเองสามารถเทรดชนะได้ ซึ่งความเชื่อกับความจริงอาจจะไม่ไปในทางเดียวกันก็ได้ บ่อยครั้งที่นักเทรดบอกใครๆหรือแสดงออกถึงความเชื่อมั่น หากมองเผินๆก็คิอว่าเขาเก่ง แต่จริงๆแล้วสิ่งที่จะช่วยยืนยันว่าเขาไม่โม้เกินจริงก็คือผลการเทรดที่ผ่านมาของเขาครับ ตัวเลขในบัญชีไม่เคยโกหกใคร มันสามารถบอกได้ทันทีว่ามาตรฐานของนักเทรดคนนั้นดีหรือเลว

นักเทรดมักจะมีความมั่นใจเกินจริงโดยเฉพาะในช่วงที่ตัวเองต้อเจอกับความเสี่ยง แต่ถ้าดูบัญชีแล้วคุณจะรู้เลยว่าอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ควรทำอะไรเกินตัวเป็นอย่างยิ่ง เพราะยอดเงินและประวัติของการเทรดมันเป็นตัวสะท้อนประสิทธิภาพของนักเทรดคนนั้นได้ดีที่สุด ถ้าหากเขารู้ศักยภาพ(ที่เละเทะ)ของตัวเองดี สิ่งที่ควรทำก็คือให้เวลากับการฝึกสมองและจิตใจให้ตัวเองมีความอดทนมากขึ้น มีการวางแผนการเทรดและมีวินัยต่อมันอย่างจริงจัง พวกนี้จะมีประโยชน์มากกว่าที่จะเสี่ยงแบบโง่ๆทั้งๆที่ตนเองก็มีแผลสดเต็มหลังแบบนั้น

เมื่อเกิดการ overtrade มันจะบังคับให้คุณหวังผลต่อการเทรดครั้งนั้นสูงกว่าปกติ แต่ถ้ามองให้ดี, มันเป็นความย้อนแย้งในตัว เพราะว่าช่วงนั้นสถานการณ์ไม่แน่นอน(เกิดความผันผวน) แต่จิตใจของเทรดเดอร์กลับผลเลิศจากความไม่แน่นอน ผลลัพธ์ที่เขาต้องการ มันก็คือภาพลวงตามากกว่าโอกาสที่จะเป็นจริง ถ้าเขาคิดได้-การให้เวลาในทำความเข้าใจตัวเองและบัญชีผลงาน แล้วเอามันไปเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนเทรด ก็สามารถช่วยลดความห้าวเกินลิมิตของเทรดเดอร์คนนั้นได้

ความเชื่อมั่นผลงานของตัวเองในอดีตของเทรดเดอร์ก็ไม่เป็นผลดีสักเท่าไหร่นัก เพราะว่าทุกการเทรดครั้งใหม่มันไม่ได้เกี่ยวข้องกับประวัติที่ดีเลิศของนักเทรดเลย เขาจำเป็นต้องควบคุมตัวเองให้อยู่ในกรอบของวินัยเหมือนเดิม ถ้าหากคุณมั่นใจเกินไป คุณก็จะ overtrade แล้วมันก็กลายเป็นตัวทำลายล้างกำไรที่คุณเพิ่งภาคภูมิใจไปหมดภายในเวลาไม่นาน

การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ให้เป็นเครื่องสร้างความแตกต่าง
เมื่อเทรดเดอร์ต้องพบว่าตัวเองไร้อำนาจในการควบคุมผลลัพธ์ เคมีในร่างกายก็จะเป็นตัวกระตุ้นให้เริ่ม overtrade และก็จะโดนตลาดถล่มให้เสียหายหนักอย่างเลี่ยงไม่ได้ จากนั้นคุณก็รู้สึกตัว แล้วกลับมาทบทวนตัวเองอีก ดูผลงาน-พบคุณค่าที่แท้จริง รู้แจ้งว่าตลาดคือความไม่แน่นอน และคุณไม่สามารถควบคุมตลาดให้แสดงผลตามที่ต้องการได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เทรดเดอร์ผู้มีพัฒนาการได้ค้นพบ จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้าหากเขาไม่กล้ายอมแพ้ในความพยายามควบคุมผลลัพธ์ของตลาด แล้วกลับมาควบคุมสิ่งเดียวที่เขาสามารถทำได้อย่างเบ็ดเสร็จ นั่นคือควบคุมจิตใจของเขาที่จะเป็นตัวชี้เป็นชี้ตายให้การเทรดของเขาได้ เมื่อพยายามสำเร็จ,ความน่าจะเป็นก็ย้ายมาอยู่ฝั่งเขาอย่างเต็มตัว นี่เป็นข้อได้เปรียบที่นักเทรดส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจมัน เนื่องจากพวกเขายังติดหล่ม,เกิดความขัดแย้งเรื่อง ผลงาน = การกระทำ อยู่เลย จึงคิดว่าหากอยากได้กำไรดีๆเยอะๆ ก็ต้องเทรดให้บ่อย แต่ที่จริงแล้วการเทรดน้อย แต่เน้นเฉพาะตัวที่มีความน่าจะเป็นชนะสูงจริงแล้วลงมือ กลับสามารถให้ผลกำไรที่สูงกว่าอย่างชัดเจน

การกระตุ้นให้เห็นโอกาสแบบฉาบฉวย(ล่อเม่า)และความต้องการหนีความเบื่อหน่ายจากการอยู่เฉยๆ แล้วพยายามลงมือทำตลอดเวลา-กลายเป็นความเชื่อล้าหลังของคนไม่เคยเทรด ซึ่งมันไม่เคยทำให้เทรดเดอร์ได้ประโยชน์จากมันจริงๆแม้แต่ครั้งเดียว




สรุปต้นตอของการ Overtrade
1) ต้องทำให้ยุ่งเข้าไว้ ต้องเทรดตลอดเวลา
คือมองว่าอาชีพการเทรดก็คือการซื้อซื้อขายขายถ้าคุณมาเสร็จแล้วคุณไม่ได้ขายไม่ได้ซื้อเลยอยู่ที่เฉยๆมันก็ไม่ใช่อาชีพนี้ดังนั้นพวกเขาเลยมีความเชื่อผิดผิดว่าเป็นเทรดเดอร์ก็ต้องซื้อซื้อใครขายทุกวัน

2) กระบวนการเทรดมันทำให้เกิดความตื่นเต้น ลุ้นสนุกดี อะดรีนาลีนหลั่งไหล
ถูกกระตุ้นจากสาร dopamine ทำให้มีความสุขในเวลาที่ได้ทำเรื่องตื่นเต้นโดยเฉพาะได้ลุ้นในขณะที่ทำการเทรด ซึ่งมันก็เป็นอารมณ์เดียวกับพวกเสพติดการพนันเขาก็ได้รับการล่อลวงจากสารเคมีนี้เช่นกัน ทำให้พวกเขาอยู่เฉยๆไม่ได้หยุดไม่ได้ต้องทำต่อเนื่องและมากขึ้นเพื่อที่จะได้รับสารนี้ให้เขามีความสุขต่อไปอีก แต่ในทางตรงกันข้ามข้อเสียของมันก็คือว่ามันจะทำให้คุณสูญเสียความรอบคอบในการเทรดขาดความยั้งคิดและไม่ได้สนใจในเรื่องของการจัดการเงินทุนอีกเลยคุณแค่อยากเทรดอยากสนุกไม่อยากพลาดเท่านั้นเองที่เหลือจะเป็นอะไรคุณก็ไม่สนใจแล้ว

3) ต้องเทรดเพราะอยากได้ผลงาน
คิดว่าการเทรดเป็นประจำตลอดเวลามันจะทำให้เขาได้งานมากขึ้นแต่ความจริงแล้วกำไรที่สวยๆก็มักจะมาจากการอยู่ที่เฉยๆซะมากกว่า มันมาจากความเชื่อของประสบการณ์เก่าด้วยแหละถ้าหากเขาเคยทำงานประจำมาก่อนก็จะรู้ว่าถ้าตอกบัตรเข้าไปแล้วก็ต้องหาอะไรทำอ่ะถ้าไม่ทำอะไรอยู่ที่เฉยๆมีโอกาสจะโดนไล่ออกสูงเพราะไม่มีงานออกมาดังนั้นเขาเรียกเอาความเชื่อนี้มาใช้กับการเทรดด้วยซึ่งมันคนละเรื่องกันเลยการเทรดถ้าไม่ละเอียดไม่รอบคอบพอยิ่งทำเยอะก็ยิ่งเสียหายเยอะ

4) ต้องการควบคุมผลลัทธ์
อยากสร้างเป้าทำให้ได้ตามเป้าต้องการควบคุมทุกอย่างให้มันได้ตามความต้องการของตัวเอง มีความเชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถทำอะไรก็ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วการเทรดเราไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์มันได้เลยเพราะเราไม่ใช่ตลาดเราเป็นแค่ตัวจ้อยเท่านั้นเอง

5) เชื่อว่าถ้ามาทำอาชีพเทรดเดอร์แล้วก็ต้องซื้อขาย
ถ้ามาเป็นเทรดเดอร์แล้วไม่ซื้อไม่ขาย วันๆไม่ทำอะไรมันก็ไม่สมควรเป็นเทรดเดอร์สิ เดี๋ยวคนอื่นจะว่าเอาว่าเราว่างเกินไปหรือเปล่า เป็นอาชีพสบายเกินไปไหม แล้วจะมีอะไรกิน?
มันเลยบังคับให้เขาต้องพยายามหาหุ้นซื้อเข้าไปเข้ามาเพื่อให้ตัวเองดูไม่ว่าง 1 เกินไป

6) กลัวตกรถ (FOMO)
นี่สำคัญเลยส่วนใหญ่มักจะเป็นแบบนี้กันเยอะก็คือว่าโดนล่อลวงด้วยแท่งเขียว โดนล่อลวงด้วยการงับซื้ออย่างต่อเนื่องและโดดเด่น มันก็ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะตาม เพราะอารมณ์ไม่เหมือนแฟชั่นนะครับอะไรก็ตามที่มีคนทำให้เยอะมันก็ดึงดูดทำให้เรานิอยากทำกับเขาบ้างก็เลยเป็นอาการอยู่ดีๆต้องทำอะไรที่มันไม่จำเป็นก็คือนั่นแหละวุทธเนตร
คุณจะเห็นอะไรเป็นโอกาสไปหมดเปิดกราฟ do any จังหวะตรงนี้ใช่แน่ๆมันเป็นพระที่ถูกต้องนะเนี่ยอะไรประมาณเนี้ย Volume เข้ามาตีตัดขึ้นหรือบานเบอะเลยเห็นโอกาสทำกำไเยอะไปหมด

7) อยากหารายได้เป็นค่ากับข้าว

8) มีความปรารถนาที่จะทำเงินอย่างรวดเร็ว
อยากรวยไวก็เลยต้องทำเยอะๆพยายามทำการบ้านและหาโอกาสเยอะๆเพื่อที่จะซื้อแล้วขายเอากำไรทบต้นสมมุติวันนี้ทำได้ 10000 บาทก็คุณไม่ได้เลยว่าถ้าเดือนหนึ่งมี 20 วันทำเงินได้เป็นแสนเลย 20,0001 ปีก็ได้หลายล้านนี่แหละคืออารมณ์ของการมีความปรารถนาที่จะรวยเร็วเมื่ออยากรวยมากๆก็ต้องพยายามหาหุ้นมาเล่นให้ได้ทุกวันพอเล่นไปมีตัวใหม่ดีกว่าก็ขายเอาเป็นตัวใหม่หรือไม่ก็ซื้อเพิ่มซื้ออะไรมากมายใครมันว่าเขาวุ่นวายมีหุ้นเยอะซึ่งไปครั้งมันก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

9) อยากหาอะไรทําแก้เบื่อ
นี่เป็นอีกหนึ่งสาเหตุหลักที่นักเทรดทั่วโลกเป็นกันก็คืออยู่เฉยไม่ได้มันรู้สึกคันจะต้องหาหุ้นมาเล่นให้ได้คือมีเงินเหลือเยอะไงพอเยอรมันอยากจะซื้อเล่นๆขำๆเพื่อแก้เบื่อแต่ด้วยความที่บางทีก็แม่ทำการบ้านอะไรดีมากมายกลายเป็นเศษหุ้นไปซะงั้น

วิธีการแก้ไขก็คือคุณต้องรู้สึกตัวและถอยออกมาพิจารณาตัวเองและทบทวนสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ว่ามันเหมาะสมหรือไม่

-------------------------------------------

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

10 ยอดกฎการเทรด ที่ทำตามแล้วประสบความสำเร็จแน่

Wyckoff Methods Concept

แชร์ไอเดีย Double Bottom Undercut (Shakeout +3) สำหรับคนชอบ Buy on Dip

แนะวิธีดูกราฟหุ้นเบื้องต้น

6 Stages Of A Trader

Q&A : มือใหม่ ระหว่าง Trading in the Zone กับ ความรู้หุ้น มูลค่า 1 ล้านบาท อ่านเล่มไหนดี?

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave