The 10X Rule : กฎคูณสิบ

โดย เซียว จับอิดนึ้ง : facebook.com/zyoit


The 10X Rule มีชื่อไทยว่า "ไปไกลกว่าที่คิดไว้ แค่ตั้งเป้าหมายให้ใหญ่กว่าเดิม
ผมคิดว่ามันมีเนื้อหาที่สามารถเอาไปต่อเนื่องจากหนังสือ Mindset ใช้ความคิดเอาชนะโชคชะตา ที่เคยโพสต์ไว้เลย เพราะเมื่อคุณรู้ตัวเองว่ามี mindset แบบพัฒนาได้แล้ว คุณก็มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง เมื่อมีของดีในตัว ทำไมไม่ลองทำในสิ่งที่สุดยอดไปเลยล่ะ?

The 10X Rule หรือ กฎคูณสิบ คือ หลักการหนึ่งเดียวที่ผู้ประสบความสำเร็จระดับแนวหน้า ต่างหยิบยกมาใช้ในด้านต่างๆของชีวิตที่พวกเขาประสบความสำเร็จ

ในเล่มนี้ เขาจะแสดงให้คุณเห็นวิธีการกำหนดเป้าหมายที่ถูกต้อง ประเมินความพยายามที่ต้องใช้อย่างแม่นยำ และวางกรอบความคิดสำหรับโครงการต่างๆ ที่วางแผนไว้อย่างเหมาะสม

กฎคูณสิบ คือวินัย ไม่ใช่การศึกษา พรสวรรค์ ความสามารถ หรือความโชคดี ไม่จำเป็นต้องใช้คุณลักษณะพิเศษ หากทุกคนต้องการใช้กฎคูณสิบ ย่อมหยิบยกมันมาใช้ได้

คนส่วนมากไม่ประสบความสำเร็จ เพราะพวกเขาประเมินต่ำเกินไปว่าต้องลงมือทำมากขนาดไหนเพื่อให้ไปถึงเป้าหมาย

การตั้งเป้าหมายที่ถูกต้อง การประเมินความพยายามที่ต้องใช้การลงมือทำระดับพอดี เป็นสิ่งเดียวที่จะรับประกันความสำเร็จ

อะไรที่จะรับประกันได้ว่าคนๆหนึ่งจะสร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่?
สิ่งนั้นก็คือ "คุณต้องทำกิจกรรมมากกว่าคนอื่น 10 เท่า"

การที่จะไปให้ถึงอีกขั้นของอะไรก็ตามที่คุณทำอยู่ คุณจะต้อง...คิดและลงมือทำด้วยวิธีที่แตกต่างจากที่คุณเคยทำอย่างมาก...
คุณจะก้าวสู่ระดับสูงขึ้นจากสิ่งที่ทำอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มี...
- ความคิดที่ใหญ่ขึ้น
- การลงมือที่เร็วขึ้น
- และแรงขับเคลื่อนที่มากขึ้น
ความคิดและการกระทำเป็นสิ่งที่คุณเป็นคนที่เป็นอยู่ทุกวันนี้


หลักใหญ่ใจความของกฎคุณสิบ คือ..
คุณต้องตั้งเป้าหมายให้ใหญ่กว่าสิ่งที่ต้องการ 10 เท่า และทำมากกว่าสิ่งที่คุณคิดว่าจำเป็นเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย 10 เท่า
ความคิดที่ยิ่งใหญ่ต้องตามมาด้วยการกระทำที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีอะไรธรรมดาสำหรับกฎคูณสิบ
พูดตรงๆง่ายๆคือ คิดมากกว่าคนอื่น 10 เท่า ทำมากกว่าคนอื่น 10 เท่า

คนที่ใช้แนวคิดคูณสิบ คุณจะไม่ทำตามเป้าหมายที่ต้องการเพียงแค่ให้ได้เป้าหมายนั้น
แต่พวกเขาจะต้องควบคุมพื้นที่ หรือองค์การที่ตนอยู่ทั้งหมด จะลงมือทำเรื่องไร้เหตุผลเพื่อให้ได้เป็นผู้ควบคุม

เมื่อคนเราไม่ได้ตั้งเป้าหมายแบบคูณสิบ ความล้มเหลวในการกระทำระดับคูณสิบ เราก็จะตกอยู่ภายใต้ความเชื่อเรื่องปรากฏการณ์ "รวยทางลัด"


เป้าหมายที่คุณตั้ง...
ไม่ว่าจะเป็นอะไร....มันไม่ได้มาง่ายๆหรอกครับ และระหว่างทางก็คงต้องเจอความผิดหวังอย่างเลี่ยงไม่ได้ด้วย
ถ้าอย่างนั้น...ทำไมไม่ตั้งเป้าหมายที่คุณมองว่าคุ้มค่าให้สูงเอาไว้ตั้งแต่แรกเลยล่ะ
ถ้าจะต้องลงมือทำ,ใช้ความพยายาม, พลังงานกับความมานะอดทนอยู่แล้ว...
ทำไมไม่ทุ่มเทมากขึ้นอย่างละ 10 เท่าไปเลย

กฎคูณสิบ มองว่าเป้าหมายไม่มีทางเป็นปัญหาเด็ดขาด เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ หากจัดการด้วยการกระทำที่ถูกต้อง ในจำนวนที่ถูกต้อง พร้อมกับความมานะพยายาม ล้วนเป็นไปได้เสมอ


"ความสำเร็จ" ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆก็เกิดขึ้น
ความสำเร็จเป็นผลจากการกระทำเหมาะสม และไม่ย่อท้อ ผ่านระยะเวลายาวนาน
คนที่สำเร็จได้ จะต้องดำเนินการด้วยทัศนคติที่ถูกต้อง และระดับการกระทำที่ไปในทิศทางเดียวกัน
อาจมีโชคเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย อันนั้นไม่เถียงครับ แต่ใครก็ตามที่บังเอิญโชคดี จะบอกคุณว่า โชคของพวกเขาล้วนแปรผันตามการกระทำของตัวเอง
ยิ่งทำมากก็ยิ่งมีโอกาสที่จะเจอโชคมากขึ้น

นิยามของความสำเร็จ ขึ้นอยู่กับว่าคนๆนั้นอยู่จุดไหนของชีวิต หรือพวกเขาสนใจเรื่องอะไร

สิ่งสำคัญที่สุด ที่คุณควรทราบ เกี่ยวกับความสำเร็จ และรักษามันไว้ ได้แก่
1. ความสำเร็จสำคัญมาก
2. ความสำเร็จคือหน้าที่ของคุณ
3. ไม่มีทางลัดสู่ความสำเร็จ

คุณต้องชนะเกมเท่านั้น การชนะซ้ำแล้วซ้ำเล่าในทุกๆเกมที่คุณเข้าแข่งขัน จะทำให้คุณมั่นใจ ว่าคุณเติบโตกว่านี้ได้ และยังเป็นเครื่องรับประกันว่าคุณ และความคิดของคุณ จะคงอยู่ต่อไปในอนาคต
ความสำเร็จ สำคัญพอๆกับความสำนึกรู้ของคนๆหนึ่ง ความสำเร็จเพิ่มความมั่นใจ จินตนาการ ความรู้สึกมั่นคง และช่วยให้การลงทุนลงแรงมีค่ามีราคามากขึ้น

หากคุณคิดว่าการใช้ชีวิตตามศักยภาพที่แท้จริงของตัวเองไม่ใช่หน้าที่ คุณจะไม่มีทางไปถึงจุดสูงสุดเลย หากคุณไม่คิดว่ามันเป็นคติประจำใจ คุณจะไม่รู้สึกว่าตัวเองจำเป็นต้องทำหรือมีแรงจูงใจเพื่อไปให้ถึงศักยภาพที่แท้จริง

คนเราไม่ค่อยสร้างความสำเร็จโดยถือเป็นหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ เป็นภารกิจชี้เป็นชี้ตาย จำเป็นต้องมี หรือคิดว่าถ้าไม่ทำก็ต้องตายแน่ๆ พวกเขาจะใช้เวลาทั้งชีวิตหาข้ออ้างว่าทำไมจึงไปไม่ถึงความสำเร็จ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อคุณมองความสำเร็จ เป็นแค่ทางเลือกไม่ใช่หน้าที่

จริงๆแล้ว, ไม่ใช่เรื่องเสียหายเลย ที่คุณจะยอมรับว่าอยากได้อะไรแล้วไม่ได้อย่างที่ต้องการ
เพราะในความเป็นจริง, นี่คือสิ่งที่จะช่วยให้คุณไปถึงเป้าหมายได้ในท้ายที่สุด ไม่ว่าจะเจออุปสรรคอะไรระหว่างทาง


โชคดี
โชคเป็นแค่ผลพลอยได้ของคนที่ลงมือลงแรงมากที่สุด เหตุผลที่คนประสบความสำเร็จดูเหมือนโชคดี ก็เพราะความสำเร็จมักเอื้อให้เกิดความสำเร็จยิ่งขึ้นไปอีก
คนเราสร้างโมเมนตัมสุดอัศจรรย์ได้ด้วยการไปให้ถึงเป้าหมาย ซึ่งจะบังคับให้พวกเขากำหนดและไปให้ถึงเป้าหมายที่ดีกว่า

ถ้าคุณไม่มีโอกาสรับรู้สิ่งที่เขาทำ คุณก็จะไม่เห็นหรือได้ยินว่า คนที่ประสบความสำเร็จเคยพยายามและล้มเหลวมานักต่อนัก
เพราะสุดท้ายโลกจะให้ความสนใจเฉพาะตอนที่เขาชนะเท่านั้น

คนโชคดีอาจไม่ใช่คนที่ประสบความสำเร็จ แต่คนที่ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อประสบความสำเร็จ จะได้โชคดีในชีวิต ดังที่มีคำกล่าวว่า "ยิ่งทำงานมากเท่าไหร่ก็ยิ่งโชคดีมากขึ้นเท่านั้น"

ว่ากันว่าคนที่ประสบความสำเร็จมีสนามแม่เหล็กอะไรบางอย่าง มียีน X หรือเวทมนตร์รอบตัวที่คล้ายจะติดตามพวกเขาไป
ทำไมน่ะหรือครับ? ก็เพราะคนที่ประสบความสำเร็จ จะตามหาความสำเร็จ เหมือนเป็นหน้าที่ ภาระ และความรับผิดชอบ


ความสำเร็จ
สมมุติว่ามีโอกาสแห่งความสำเร็จอยู่ใกล้ๆคนสองคน
คุณคิดว่าความสำเร็จจะเกิดกับ
๑) คนที่เชื่อในความสำเร็จเป็นหน้าที่ คนที่ใฝ่หา และคว้ามันไว้
๒) หรือคนที่ตามหาความสำเร็จด้วยทัศนคติแบบ "ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร" ผมคิดว่าคุณทราบคำตอบดีอยู่แล้วล่ะ

คนที่ชื่อว่าความสำเร็จนั้น "เกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน" แสดงว่าเขาคนนั้นไม่เข้าใจว่าบางอย่างต้องลงทุนทางจิตใจมากขนาดไหนเพื่อสร้างทางเดินสู่ความสำเร็จนี้
พวกเขาไม่ได้มองเห็นการลงทุนลงแรง ที่คนเหล่านี้สร้างและได้รับความสำเร็จ ที่พวกเขาสมควรได้รับอย่างยิ่ง

ความสำเร็จ เกิดจากจิตใจและจิตวิญญาณที่หวยหา ไขว่คว้า ตามและการลงทุนลงแรงครั้งแล้วครั้งเล่า จนกว่าจะถึงเส้นชัย

คนที่ประสบความสำเร็จ จะต้องลงทุนลงแรงอย่างมาก
การลงทุนลงแรงอย่างมาก คงเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าคุณไม่มีความรับผิดชอบ และก็คงเป็นไปไม่ได้พอๆกัน ถ้าคุณมัวแต่หาข้ออ้างจนไม่มีเวลาทำอะไรที่มันสร้างสรรค์


ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดกับตนเอง
คุณต้องเข้าใจว่าความสำเร็จ ไม่ใช่ "สิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ"
มันเกิดเพราะ "คุณและสิ่งที่คุณทำ"

การจะได้สิ่งที่คุณต้องการในชีวิตนั้น คุณต้องเปิดใจยอมรับแนวคิดที่ว่า สิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นในโลกของคุณ ไม่ว่าดี ร้าย หรือไม่ดีไม่ร้าย ล้วนเกิดจากคุณทั้งนั้น

หากคุณอยากได้หน้าเวลาชนะ ก็ต้องพร้อมเสียหน้าเวลาแพ้ด้วย
การเพิ่มระดับความรับผิดชอบ จะเพิ่มความสามารถในการหาทางออก และสร้างความสำเร็จให้ตัวเอง

กฎคูณสิบ พูดถึงการลงมือทำอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า การจะทำให้สิ่งดีๆเกิดบ่อยครั้งขึ้น คุณต้องไม่ทำตัวเหมือนเหยื่อเคราะห์ร้าย
สิ่งที่ดีไม่เกิดขึ้นกับเหยื่อเคราะห์ร้ายแน่นอน
สำหรับผู้เคราะห์ร้าย มีปัจจัย 4 อย่าง ที่คงอยู่เสมอ นั่นคือ
1. สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับพวกเขา
2. สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
3. พวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องเสมอ
4. ต้องโทษคนอื่นหรือสิ่งอื่นอยู่ตลอด

แต่คนที่ประสบความสำเร็จจะมีมุมมองตรงข้าม เขาเชื่อว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิต เป็นผลจากการกระทำของคุณเอง ไม่ใช่พลังงานบางอย่างจากภายนอก"
ความคิดแบบนี้ จะกระตุ้นให้คุณมองหาวิธีข้ามผ่านสถานการณ์ไปได้ และควบคุมไม่ให้สิ่งเลวร้ายเกิดขึ้นกับคุณอีกในอนาคต

ลองถามตัวเองดู หลังจากเผชิญเหตุการณ์หรือเรื่องราวไม่น่ายินดีว่า" ฉันจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้เหตุการณ์แบบนี้ไม่มีโอกาสเกิดขึ้น น้อยลงหรือกระทั่งป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีกเลย"

ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณ ไม่ได้เกิดจากโชคและความบังเอิญอย่างเดียวหรอก
แต่คุณมีบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นมันคงไม่เกิดขึ้นกับคุณ
จำไว้ว่าแม้สิ่งเลวร้ายจะเกิดขึ้นกับคุณ แต่มันเกิดขึ้นก็เพราะคุณ(คุณมีส่วนกับมันทั้งสิ้น)

ตัวคุณย่อมมีพรสวรรค์ที่ยังไม่ได้ใช้ ศักยภาพที่ยังไม่ได้ดึงออกมา
ตอนนี้คุณได้รับการปรับความคิดให้โหยหาความยิ่งใหญ่ และตระหนักแล้วว่า "ความสำเร็จไม่มีคำว่าขาดแคลน"
ฉะนั้นได้เวลาเพิ่มระดับความรับผิดชอบ เข้าควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวคุณ และใช้ชีวิตด้วยสติ ที่ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับคุณ แต่สิ่งต่างๆเกิดขึ้นเพราะคุณ
จำไว้นะครับ "อย่างอแงเหมือนเด็กนิสัยเสีย"


การลงมือทำสี่ระดับ
จะต้องลงมือทำมากขนาดไหน จึงจะสร้างความสำเร็จได้?
ทางลัดไม่มีอยู่จริง ยิ่งคุณลงมือทำมากเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จมากเท่านั้น การลงมือทำอย่างมีวินัย ต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ เป็นปัจจัยช่วยสร้างความสำเร็จมากกว่าสิ่งอื่นใดรวมกัน

1. ไม่ทำอะไรเลย
สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณไม่ได้ลงมือทำอะไร ได้แก่ ความเบื่อหน่าย เฉื่อยชา ใจเย็น และไร้จุดหมาย
คนที่อยู่ในกลุ่มนี้จะพบว่าตัวเองใช้เวลาและพลังงานไปกับการหาเหตุผลมาแก้ต่างให้ตัวเอง ซึ่งก็ใช้พลังงานเยอะพอๆกับการลงมือทำระดับอื่นนั่นแหละ

2. หลบเลี่ยง
คนชอบหลบเลี่ยง คือภาพตัวแทนของคนกลัวความสำเร็จ พวกเขาเคยผ่านประสบการณ์ที่ไม่สวย(หรือที่เขามองว่าไม่สวย) จึงตัดสินใจว่าจะไม่ทำอะไรที่อาจทำให้เกิดสิ่งนั้นอีก
พวกเขามักแก้ต่างให้ตนเอง และเชื่อว่าการปฏิบัติในระดับที่พวกเขาทำอยู่นั้น ดีต่อตัวเองที่สุดแล้ว
เมื่อไหร่ที่คุณคิดว่าตัวเองไม่สามารถก้าวหน้า หรือพัฒนาได้ และลงความเห็นว่าคุณแก้ไขอะไรไม่ได้เลย นั่นแหละถือเป็นการหลบเลี่ยง

3. ลงมือทำระดับธรรมดา
การลงมือทำระดับนี้คือที่มาของชนชั้นกลาง เป้าหมายของพวกเขาคือปานกลาง ไม่ว่าจะเป็นชีวิตคู่ที่ดีปานกลาง สุขภาพดีปานกลาง งานปานกลาง และเงินปานกลาง ตราบใดที่ความธรรมดาหรือปานกลางยังคงใช้ได้ พวกเขาก็จะพอใจอยู่แค่นั้น พวกเขาจะไม่ทำให้ตัวเองและผู้อื่นเหนื่อย ตราบใดที่สถานการณ์ยังคงที่และคาดเดาได้

แต่เมื่อคุณลงมือทำแค่ระดับปานกลาง คุณจะยิ่งมีโอกาสได้รับผลกระทบจากปัญหาต่างๆมากขึ้น ซึ่งมันจะต้องเกิดขึ้นแน่ อาทิ สภาวะทางการเงิน หรือเหตุกดดันต่างๆ อาจทำให้การลงมือลงมือทำที่โดยปกติมองว่ายอมรับได้ ปั่นป่วน วุ่นวาย และก่อให้เกิดความเครียด ความไม่มั่นคง และความเจ็บปวดอย่างรุนแรง

ลองคิดดูว่า ถ้าสินค้าหรือบริการที่เราอยากซื้อใช้คำโฆษณาว่า "ธรรมดา" เช่น "สินค้านี้เป็นสินค้าธรรมดา ขายในราคาธรรมดา ใช้แล้วผลที่ได้ก็งั้นๆ" สินค้าแบบนี้จะมีคนซื้อหรือเปล่า์ ไม่มีใครหรอกที่จะเดินมาซื้อสินค้าโหลๆ

การลงมือรัดการลงมือทำระดับธรรมดาเป็นระดับที่อันตรายที่สุด เพราะเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับมากที่สุด การลงมือทำระดับนี้ได้รับอนุญาตจากมหาชน ดังนั้น,คนที่ลงมือทำระดับธรรมดาจึงไม่มีแรงกระตุ้น ที่จะผลักดันตัวเองให้ไปสู่ความสำเร็จ

4. ลงมือทำอย่างหนัก
เมื่อคุณลงมือทำอย่างหนักคุณจะไม่คิดถึงจำนวนชั่วโมงที่คุณทำงาน เมื่อคุณเริ่มดำเนินการในระดับนี้ วิธีคิดของคุณจะเปลี่ยนไป แล้วผลลัพธ์ก็จะเปลี่ยนตาม คุณจะสร้างโอกาสได้มากมาย จนกระทั่งต้องคอยจัดการว่าอันไหนต้องทำก่อนทำทีหลัง
ให้คุณรักษาความมุ่งมั่นที่จะลงมือทำอย่างหนักต่อไป จนกระทั่งวันหนึ่งมันกลายเป็นกิจกรรมที่ไม่แปลกแต่กลายเป็นนิสัยแทน

คนที่ลงมือทำอย่างหนักจนถึงขั้นที่ 4 นี้ มักจะมีคำถามหรือคำเย้าแหย่จากเพื่อนร่วมงานว่า
- ทำไมดึกป่านนี้แล้วยังไม่กลับบ้าน
- ทำไมถึงต้องโทรหาเราวันเสาร์ด้วย
- คุณไม่เคยยอมแพ้เลยใช่ไหม
- ผมอยากให้คนของผมขยันทำงานเหมือนคุณจริงๆ
- บางคนถึงขั้นถามว่า "คุณเสพติดยาอะไร"

การลงมือทำอย่างหนัก หมายถึงการเลือกสิ่งที่อาจจะฟังดูไม่สมเหตุสมผล แล้วทำตามสิ่งที่ตัวเองเลือกในระดับที่มากขึ้น
การลงมือทำระดับนี้อาจเป็นเส้นแบ่งบางๆระหว่างคนบ้ากับคนปกติ เป็นเรื่องที่เยอะเกินกว่าบรรทัดฐานของสังคมที่คนส่วนใหญ่มากเห็นดีเห็นงาม และจะทำให้เกิดปัญหาใหม่เสมอ

แต่จำไว้เถอะครับว่า ถ้าคุณไม่ทำให้เกิดปัญหาใหม่ แสดงว่าคุณยังลงมือทำไม่มากพอ

ไม่มีทางที่จะมีคนมาหาคุณถึงบ้านแล้วทำให้ฝันของคุณเป็นจริง ไม่มีทางที่จะมีคนที่บริษัทแล้วทำให้สินค้าของคุณเป็นที่รู้จักทั่วโลก

หากคุณต้องการจะโดดเด่นในฝูงชน คุณต้องทำงานหนัก
การลงมือทำอย่างหนัก จนเป็นนิสัยจะทำให้คุณเอาชนะการไม่เป็นที่รู้จัก เพิ่มคุณค่าให้กับตลาด และช่วยให้คุณสร้างความสำเร็จในด้านที่คุณเลือก


หมกมุ่น
พจนานุกรมให้ความหมายคำว่า "หมกมุ่น" คือการควบคุมความคิด และความรู้สึก โดยความเชื่อ ความฝัน หรือความปรารถนา ที่แน่วแน่
ความหมกมุ่น เป็นเหมือนไฟ คุณต้องก่อให้มันเป็นกองใหญ่ จนผู้คนทั้งหลายอยากมานั่งชื่นชมอยู่ใกล้ๆ
เมื่อเป็นไฟ คุณต้องหมั่นเติมฟืนเพื่อรักษาความร้อนและความโชติช่วง มิฉะนั้นแล้วมันจะดับลงและกลายเป็นเถ้าถ่าน

หากคุณหมกมุ่นอยู่กับความคิด, วัตถุประสงค์หรือเป้าหมาย มันก็เหมือนคุณมุ่นอยู่กับความคิดที่จะประสบความสำเร็จ

ใครสักคนที่ประสบความสำเร็จมโหฬารในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ล้วนแต่หมกมุ่นอยู่กับเป้าหมายเรื่องนั้น ไม่ว่าเขาจะเป็นศิลปิน, นักดนตรี, นักประดิษฐ์, นักธุรกิจ, ฯลฯ ความยิ่งใหญ่ของบุคคลเหล่านี้ล้วนเกิดจากการจดจ่ออยู่กับเป้าหมาย

ผมขอแนะนำว่า "คุณควรจะหมกมุ่นกับสิ่งที่คุณต้องการ"
ไม่อย่างนั้นคุณจะต้องหมกมุ่นกับการหาข้ออ้าง ว่าทำไมตนจึงไม่ได้ชีวิตที่ต้องการไปชั่วชีวิต

ความหมกมุ่นไม่ใช่ความผิดปกติ
แต่มันคือพรสวรรค์



การเทหมดหน้าตัก
"การเทหมดหน้าตัก" มันคือความพยายามความสร้างสรรค์พลังงาน, ความคิด และความมุ่งมานะของคุณ
การเทหมดหน้าตักในชีวิตจริงไม่เหมือนกับการเล่นโป๊กเกอร์
ในชีวิตจริงนั้น "ชิพ" แห่งการลงมือทำ พลังงาน หรือความพยายามในการทุ่มสุดตัวจะไม่มีวันหมดไป

ชิพมูลค่ามากที่สุดที่คุณมีคือ วิธีคิด, การลงมือทำ, ความมุมานะ และความสร้างสรรค์
คุณสามารถเทหมดหน้าตักด้วยพลังงานกี่ครั้งก็ได้ เท่าที่ต้องการ 
เพราะแม้คุณจะล้มเหลว คุณก็ยังเทหมดหน้าตักต่อไปได้อีกเรื่อยๆ

จำไว้ว่า คุณจะลุกขึ้นแล้ววิ่งต่อใหม่กี่ครั้งก็ได้ไม่จำกัด
จะไม่มีความล้มเหลว ยกเว้นว่าคุณจะเลิกล้มความพยายาม

ไม่มีทางที่คุณจะใช้พลังงานและความสร้างสรรค์จนหมด
เป็นไปไม่ได้ที่คุณจะหมดความคิด

คุณจะไม่มีวันสูญเสียความสามารถในการมีความฝันใหม่ๆ มีพลังงานมากขึ้น
จงคิดให้สร้างสรรค์ มองสถานการณ์หรือเรื่องราวต่างออกไป ใช้กลวิธีใหม่ หรือลงมือทำด้วยความมุ่งมานะ เดี๋ยวก็จะมีความช่วยเหลือใหม่ วันใหม่ โอกาสใหม่เข้ามาอยู่เสมอ

ถ้าเรามีพลังงานสำรองที่คอยเติมกำลังความสร้างสรรค์และความมุ่งมานะอยู่ตลอด
ทำไมจะไม่เทหมดหน้าตักล่ะครับ

เมื่อคุณเริ่มเติมเชื้อไฟ คุณจะรับรู้หรือกระทั่งหมกมุ่นกับความเป็นไปได้ที่อยู่ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว และคุณเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่ดีอีกขั้นหนึ่ง การลงมือของคุณก็จะดำเนินต่อไปด้วยตัวเอง เหมือนล้อรถ-เมื่อหมุนแล้วมันก็จะหมุนไปได้เรื่อยๆ เหมือนมีแรงเฉื่อย

จงลงมือทำต่อไปเรื่อยๆ จนคุณหยุดโมเมนตัมในการเคลื่อนที่ไปข้างหน้าไม่ได้ คุณอาจพบกระทั่งว่าตัวเองลงมือทำได้ทั้งๆที่นอนน้อยและกินอาหารน้อยลง เพราะคุณอยู่ได้ด้วยอะดรีนาลีนที่เกิดจากชัยชนะ

ความสำเร็จอำนวยอวยชัยให้แก่คนที่ใส่ใจกับมันมากที่สุด ความสำเร็จก็เหมือนกับสนามหญ้าหรือสวนหลังบ้าน ที่ไม่ว่าจะเขียวงดงามหรือมีดอกไม้สะพรั่งเพียงใด คุณก็ต้องดูแลมันอยู่เสมอ

ลองสังเกตคนที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ในโลกนี้สิครับ ไม่มีใครเลยที่จะหมดแรง หมดความพยายาม ขาดงาน ความคิด หรือทรัพยากร
พวกเขาสนุกกับของขวัญแห่งความมั่งคั่ง เพราะพวกเขาสร้างความมั่งคั่งให้กิจการของตัวเอง
ดังนั้นแทนที่จะไปอิจฉาว่าร้ายเขา จงชื่นชมและเอาอย่างเขา

ถ้าคุณทำได้อย่างนั้น คุณจะพบว่ายิ่งคุณทุ่มเทให้การกระทำมากเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งมีความคิดสร้างสรรค์ ราวกับว่าจินตนาการของคุณเปิดกว้างแล้ว ความเป็นไปได้มากมายก็พรั่งพรูเข้ามา

จริงๆแล้วความคิดสร้างสรรค์ไม่จำเป็นต้องเลิศเลออะไรมาก แต่ความสามารถในการลงมือทำอย่างหนักที่จะทำให้จินตนาการนั้นเกิดขึ้นต่างหากที่สำคัญ


ความกลัว
ความกลัวไม่ใช่สิ่งเลวร้าย หรือสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง กลับกันมันเป็นสิ่งที่คุณต้องไปหาและอ้าแขนรับ เพราะแท้จริงแล้วความกลัวเป็นสัญญาณบอกว่า คุณกำลังทำสิ่งจำเป็นเพื่อเดินไปยังทิศทางที่ถูกต้อง

ถ้าคุณไม่กลัว นั่นแสดงว่าคุณแค่ทำสิ่งที่ตัวเองสบายใจ และคุณจะได้แต่สิ่งเดิมเดิมๆที่มีอยู่แล้วในตอนนี้
อาจฟังดูแปลกนะครับ ที่คุณ "ควรจะกลัว" กระทั่งผลักตัวเองไปสัมผัสกับความกลัวอีกขั้น

ส่วนใหญ่ความกลัวถูกกระตุ้นจากอารมณ์ ไม่ใช่การคิดอย่างมีเหตุผล
และถ้าให้ผมประเมินแบบถนอมน้ำใจกันหน่อย ผมจะบอกว่าคนเราให้ราคากับอารมณ์มากเกินไป และมักจะโยนความผิดให้อารมณ์ในเวลาที่ตัวเองล้มเหลว

แต่ไม่ว่าคุณจะเห็นด้วยกับผมหรือไม่ในเรื่องอารมณ์นี้ คุณจะต้องตีกรอบความเข้าใจเรื่องความกลัวเสียใหม่ และใช้มันเป็นเหตุผลเพื่อเดินต่อไปข้างหน้า แทนที่จะเป็นข้ออ้างเพื่อหยุดหรือถอย
ใช้ความกลัวที่คนมักหลีกเลี่ยงนี่แหละเป็นไฟเขียวที่บอกว่าคุณควรเดินไปข้างหน้า

กฎคูณสิบดึงให้คุณแยกตัวเองออกจากคนอื่นในตลาด ที่เป็นเช่นนั้นเพราะคุณทำสิ่งที่คนอื่นไม่มีวันทำ
วิธีนี้เป็นวิธีเดียวที่ทำให้คุณแตกต่างและเข้าควบคุมวงการของคุณ

ทุกคนย่อมมีความกลัวในระดับหนึ่งและเนื่องจากในตลาดประกอบด้วยคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับสินค้าและคนด้วยกันเอง ตลาดจึงไปเผชิญกับความกลัวในลักษณะเดียวกันกับคุณและคนอื่นๆ

แต่แทนที่จะให้ความกลัวเป็นตัวบอกว่า คุณต้องวิ่งหนีเหมือนกับที่คนอื่นทำ คุณต้องใช้มันเป็นตัวบอกคุณให้เดินไปข้างหน้า

ความกลัวไม่ได้แค่บอกว่าคุณต้องทำอะไร แต่มันยังบอกหรือว่าต้องทำเมื่อไหร่
เมื่อคุณรู้สึกกลัว นั่นคือสัญญาณที่บอกว่า ณ เวลานั้นแหละคือเวลาลงมือทำ
คนส่วนใหญ่ไม่ทำตามเป้าหมายจนสุดทาง เมื่อเวลาผ่านไประยะหนึ่งนับตั้งแต่เริ่มต้นคิดจนถึงการลงมือทำ แต่ถ้าคุณลบเวลาออกไปจากกระบวนการ คุณจะพร้อมไปต่อทันที
ไม่มีทางเลือกอื่นเลยนอกจากลงมือทำ
ไม่จำเป็นต้องเตรียมตัว ถึงจุดนี้มันสายไปแล้วที่จะเตรียมตัว

การลงมือทำอย่างหนักแบบรวดเร็วและซ้ำไปซ้ำมา จะทำให้คุณดูเป็นคนไร้ความกลัว
ในตลาดคนที่ลงมือทำอะไรก็ตามที่ตัวเองกลัวสุดขีด คือคนที่มีความคืบหน้าในทางที่ตัวเองเลือกมากที่สุด

ปล่อยให้คนอื่นในตลาดยอมจำนนต่อความกลัวไป ส่วนคุณนั้นมีงานต้องทำ

คนที่ประสบความสำเร็จทุกคนที่ผมรู้จัก ล้วนใช้ความกลัวเป็นตัวบอกว่าการกระทำใดให้ผลลัพธ์ดีที่สุด
ผมเองก็ใช้ความกลัวในทุกโอกาสของชีวิต เพื่อเตือนให้ตัวเองรู้ว่าเรากำลังเติบโตและขยับขยาย

ถ้าคุณไม่เจอความกลัว คุณจะไม่กล้าทำอะไรใหม่ๆและไม่เติบโตง่ายๆ แค่นี้เองครับ
ไม่ต้องอาศัยเงินทองหรือโชคช่วยเพื่อสร้างชีวิตที่ดีเลย เพียงแค่กล้าก้าวผ่านความกลัวอย่างรวดเร็วและทรงพลัง

ความกลัวก็เหมือนไฟ มันไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องถอยห่าง แต่คุณต้องใช้มันเติมพลังให้กับการลงมือทำ เพื่อชีวิตของคุณเอง



สนับสนุนโดย เพจ แกะหนังสือขายดี

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รีวิวหนังสือหุ้น "เทคนิคอล อนาไลซิส" Technical Analysis of the Financial Markets

สรุปหนังสือ The (almost) Complete Guide to Trading

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

วิธีเลือก, ดูแนวโน้ม, Volume และ Price Action ของหุ้น Growth Stocks ตามแนวคิด CANSLIM

เคล็ดการหาหุ้น Demand Passion แรง (วิธีสแกนหุ้นซิ่ง)

EMA20 กับการหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นน้องใหม่ที่กลับตัวจากขาลง

แกะกราฟ 5 หุ้นซิ่งวิ่งแรง UREKA, OCEAN, SEAOIL, FOCUS, PIMO