34 คำคม ประโยคทองของ John Neff ที่ผมชอบ


คำคม ประโยคทองของ จอห์น เนฟฟ์
จากหนังสือ ลงทุนแบบ จอห์น เนฟฟ์
โดย เซียว จับอิดนึ้ง : facebook.com/zyoit

มีโอกาสได้เปิดหนังสือ "ลงทุนแบบ จอห์น เนฟฟ์อ่านแบบสแกน คร่าวๆ
ก็พบว่าเป็นหนังสือที่ "ดีมากๆ" เลยทีเดียวครับ โดยจุดแข็งของมัน ดังนี้
๑) เป็นการนำเสนอวิธีคิดของชาวสวนตลาด มองตรงข้ามกับ mass เล่นหุ้นขาลง ว่าเขาหาหุ้นดีที่ตลาดไม่เห็นคุณค่าไม่ให้ราคายังไง (ทำให้นึกถึงวิธีคิดของพี่โจ ลูกอีสานเลย คล้ายกันมาก)
๒) เป็นการมุ่งเน้นลงทุนด้วยวิธีเดียว คือ P/E ต่ำ ที่มีกลยุทธ์หลากหลาย ปรับตัวไปกับแต่ละสถานการณ์ได้อย่างดี และได้กำไร ชนะตลาดได้ตลอด
๓) เป็นการบันทึกการลงทุน ที่ผ่านวัฏจักรตลาด ขาขึ้นรุนแรง ขาลงรุนแรงหลายรอบ มันทำให้เราได้เห็นวิธีการปรับตัว การรับมือกับสถานการณ์ที่ดีสุดและเลวร้ายสุด แบบจอห์น เนฟฟ์ ว่าเขาทำยังไง
๔) หนังสือมีเคสการลงทุนหุ้นสไตล์นี้ที่ประสบความสำเร็จจำนวนมาก
๕) หนังสืออ่านง่ายครับ สไตล์อ่านแล้วฮึกเหิมเหมือน "ตีแตก" มือใหม่อ่านได้สบาย แต่ยิ่งเก๋ายิ่งได้ของ

สรุปคือดีเลยล่ะ ควรอ่าน เห็นว่าตอนนี้ขาดตลาด แต่โรงพิมพ์น่าจะกำลังเร่งผลิตอยู่
ท่านสามารถตามวันเวลาจำหน่ายได้ที่เว็บหรือเพจ investing.in.th นะครับ




เข้าประเด็น "คำคม ประโยคทองของ จอห์น เนฟฟ์" ที่ผมอ่านเจอแล้วโดนใจ มีดังนี้

๑) การจะประสบความสำเร็จต้องอาศัยความอดทนอย่างมาก คุณต้องเต็มใจที่จะหยุดเมื่อสมองของคุณบอกว่าคุณผิด มันไม่ใช่สัญชาตญาณและบ่อยครั้งมันก็ขัดกับสัญชาตญาณ


๒) การใช้วิธีลัดมักนำมาซึ่งความล้มเหลว แต่นักลงทุนส่วนมากเชื่อว่าวิธีทำเงินในตลาดหุ้นคือการใช้วิธีลัดและใช้เวลาสั้นที่สุด อันที่จริงหุ้นเหล่านั้นทำให้นักลงทุนทำกำไรได้มาก แต่ก็ทำให้หลายคนหมดตัวในพริบตาเช่นกัน กำไรง่าย ขาดทุนก็ง่าย


๓) ผมยังจำได้ว่าตัวเองหลงใหลในวิธีการหารายได้จากการที่ไม่ต้องทำงานจริงจัง หรือดูเหมือนไม่ต้องออกแรง คุณเพียงแต่ค้นหาว่าบัตรเข้าชมการแข่งขันเบสบอลเกมไหนที่จะเป็นที่นิยมมากที่สุด แล้วก็ซื้อบัตรก่อนคนอื่นๆ และยิ่งน่าทึ่งกว่านั้นอีกเมื่อคุณซื้อบัตรที่ไม่มีคนสนใจจากนั้นก็สร้างข่าวลือขึ้นซึ่งอาจทำให้บัตรนั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้น


๔) เงินในวงไพ่ก็เหมือนเงินในตลาดหุ้น คือเงินจะเคลื่อนย้ายไปสู่ผู้เชี่ยวชาญหรือคนที่เก่งกว่า ซึ่งในกลุ่มนี้มีผลรวมอยู่ด้วย ผมเคยสังเกตคนที่ได้เงินกลับบ้านมักเป็นคนที่เล่นไพ่สม่ำเสมอ และมีความรู้เรื่องแต้มต่อเป็นอย่างดี พวกเขาจะไม่ยอมทุ่มนอกจากจะรู้ว่าตัวเองเป็นต่อ


๕) สิ่งสำคัญที่จะต้องเข้าใจก็คือราคาหุ้นจะสะท้อนตัวแปร 2 ตัว คือ
1. กำไรต่อหุ้น 
2. ตัวคูณกำไรสุทธิต่อหุ้นซึ่งตลาดจะเป็นตัวกำหนด
ดังนั้นแม้หุ้น 2 ตัวจะมีกำไรต่อหุ้นเท่ากันที่ 2 เหรียญ แต่หากนักลงทุนเห็นว่าบริษัทหนึ่งจะมีอัตราการเติบโตที่มากกว่า ราคาหุ้นตัวนั้นก็จะสูงกว่า ซึ่งเป็นผลจากตัวคุณกำไรสุทธิต่อหุ้นที่สูงกว่า เนื่องจากนักลงทุนคาดหวังกำไรในอนาคตจะสูงขึ้น


๖) หุ้นเติบโต(Growth stocks) - หุ้นประเภทนี้คือบริษัทที่มั่นคงและมีอัตราการเติบโตในอัตราสูง เช่น ธุรกิจที่มีอุปสงค์ของสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ธุรกิจเทคโนโลยีสมัยใหม่ ธุรกิจที่ใช้เทคนิคทางการตลาดระดับสูง ธุรกิจที่มุ่งเน้นวิทยาศาสตร์ หรือธุรกิจที่เน้นการวิจัย
ดังนั้นธุรกิจเหล่านี้จะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าค่าเฉลี่ย และมีแนวโน้มที่ผลประกอบการและเงินปันผลจะเติบโตได้ยาวนาน


๗) บริษัทเล็กๆที่มีรายได้ไม่มากมักถูกขายด้วยข่าวของรายได้ที่ดีในอนาคต และดูเหมือนทฤษฎีของคนโง่กว่ากำลังใช้ได้ผล กล่าวคือคุณสามารถทำกำไรได้เสมอ ไม่ว่าคุณจะซื้อหุ้นตอนที่มันแพงเกินไปแล้ว ก็จะมีคนพร้อมจะจ่ายแพงกว่าเพื่อซื้อหุ้นต่อไปเสมอ


๘) หลักการลงทุนของ Winsor มีดังนี้
1. อัตราส่วนราคาต่อกำไร(P/E)ที่ต่ำ
2. อัตรากำไรเติบโตพื้นฐานมากกว่า 7 เปอร์เซ็นต์
3. มีผลตอบแทนเงินปันผลคงที่(และเพิ่มขึ้นในเกือบทุกกรณี)
4. มีความสัมพันธ์ที่ดีของผลตอบแทนโดยรวมกับราคาที่ซื้อสำหรับค่า P/E นั้น
5. สำหรับหุ้นที่เปลี่ยนแปลงตามสภาวะเศรษฐกิจต้องชดเชยด้วย P/E multiple
6. บริษัทที่มั่นคงแข็งแรงในอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต
7. หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี


๘) ก่อนที่คุณจะฝากเงินลงทุนไว้กับความหวังที่จะร่ำรวยในพริบตา 
ขอให้ระลึกด้วยว่าคุณอาจจะไม่เหลืออะไรเลยหรือหมดตัว


๙) แม้คุณจะรู้ว่าควรซื้ออะไร แต่ถ้าไม่รู้ว่าควรจะขายเมื่อไหร่ก็สามารถทำให้กำไรหดหายไปได้


๑๐) นักลงทุนควรตรวจสอบกำไรและข้อมูลต่างๆ ที่บริษัทประกาศออกมาอย่างสม่ำเสมอ
โดยตรวจสอบจากแหล่งข้อมูลภายนอกที่น่าเชื่อถือหรืออย่างน้อยก็ใช้สามัญสำนึกในการพิจารณา
หากมีความแตกต่างเกิดขึ้นก็พยายามหาคำตอบหรือทำความเข้าใจก่อนลงทุน เพราะเมื่อข้อบกพร่องทางบัญชีปรากฏออกมา กำไรก็จะถูกปรับลดลงอย่างรวดเร็ว และจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อราคาหุ้นของบริษัททันที


๑๑) ราคาหุ้นมักจะซื้อขายบนพื้นฐานของอัตราการเติบโตของกำไรที่คาดการณ์


๑๒) ปันผลที่ดีกว่า อย่างน้อยก็ทำให้คุณมีออเดิร์ฟไว้รับประทานเล่นระหว่างรออาหารจานหลัก


๑๓) Winsor จะเลือกหุ้นด้วยหลักการง่ายๆคือ
หุ้นที่มีอัตราส่วนผลตอบแทนโดยรวม หาร ด้วย P/E  แตกต่างจากค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมหรือของตลาดอย่างชัดเจน
หรืออีกนัยหนึ่งเราชอบหุ้นที่มีอัตราส่วนของผลตอบแทนโดยรวม หารด้วย PE สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดประมาณ 2 ต่อ 1


๑๔) ผลตอบแทนโดยรวม จะเป็นตัวบ่งบอก หรืออธิบายถึง อัตราการเติบโตที่เราคาดหวัง 
ซึ่งก็คือ อัตราการเติบโตของกำไรประจำปี + ผลตอบแทนจากเงินปันผล
หากอัตราการเติบโตไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง ไม่ว่าจะจริงหรือคาดคะเน
นักลงทุนที่มีเหตุผลก็คงจะไม่ซื้อหุ้นนั้น



๑๕) การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ส่วนใหญ่เป็นการประเมินค่าผลการประกอบการของบริษัทเปรียบเทียบกับตัวอ้างอิงของอุตสาหกรรมหรือตลาด หากปัจจัยพื้นฐานนั้นสอดคล้องกับค่าอ้างอิงก็จะยืนยันความน่าสนใจของหุ้น P/E ต่ำนั้น


๑๖) การวิเคราะห์หลักทรัพย์ของผมจะตรวจสอบทั้งกำไรและรายได้จากการขาย ทั้งนี้เพราะ...
1. การเติบโตของกำไรจะเป็นตัวขับเคลื่อน P/E และราคาหุ้น
2. เงินปันผลจะมาจากกำไรสุทธิ
3. การเติบโตของยอดขายจะก่อให้เกิดการเติบโตของกำไร โดยกำไรที่เพิ่มมากขึ้นจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นทุก 1 เหรียญ เรียกว่า "กำไรส่วนเพิ่ม" สามารถเป็นหลักประกันในการลงทุน แต่กำไรไม่สามารถเพิ่มขึ้นไปได้เรื่อยๆโดยไม่มีที่สิ้นสุด ซึ่งแน่นอนว่าบริษัทที่น่าสนใจจะต้องเป็นบริษัทที่มีอัตราการเติบโตของยอดขาย


๑๗) บริษัทมหาชนจะประกาศยอดขายและกำไรทุกไตรมาส ขอให้ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างยอดขายที่เป็นจำนวนเงินกับจำนวนหน่วย ซึ่งในตอนแรกผมชอบจำนวนเงินมากกว่าจำนวนหน่วย สำหรับกำไรจะวัดเป็นจำนวนเงินไม่ใช่จำนวนหน่วย ซึ่งความสัมพันธ์นี้จะสำคัญมาก เพราะจะเกี่ยวโยงถึงราคา ถ้ายอดขายที่เป็นจำนวนเงินเพิ่มมากกว่าจำนวนหน่วยที่ขาย ราคาที่เพิ่มขึ้นจะเป็นตัวเพิ่มศักยภาพของราคาที่เพิ่มขึ้น และมักจะก่อให้เกิดโอกาสที่ยอดขายทั้งที่เป็นจำนวนเงินและจำนวนหน่วยเพิ่มขึ้นตามไปด้วย


๑๘) การลงทุนไม่ใช่ธุรกิจที่ซับซ้อน แต่คนทำให้มันซับซ้อนเอง คุณควรจะเรียนรู้จักสิ่งทั่วไปจนถึงสิ่งที่เป็นตรรกะ เป็นลำดับขั้นตอน และความเป็นเหตุเป็นผล


๑๙) ความคิดเห็นที่เป็นลำดับขั้นตอน ก่อให้เกิดการสังเกตที่เป็นประโยชน์
ซึ่งรวมถึงข้อมูลทั่วไปของบริษัทอุตสาหกรรม หรือทิศทางเศรษฐกิจที่มีผลกระทบต่อบริษัทและอุตสาหกรรม
ตั้งคำถามและหาคำตอบให้กับคำถามเหล่านี้
- อะไรทำให้บริษัทมีชื่อเสียง?
- ธุรกิจมีแนวโน้มเติบโตหรือไม่?
- บริษัทเป็นผู้นำอุตสาหกรรมหรือไม่?
- แนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมเป็นอย่างไร?
- ผู้บริหารมีภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์หรือไม่?


๒๐) หากคุณอยากนอนหลับสนิทในตอนกลางคืน คุณต้องทำการบ้านด้วยตัวคุณเอง 
แต่อย่ารีบร้อน สุดท้ายคุณก็จะสามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แต่ต้องใช้เวลา และหากหุ้นตัวนั้นดีจริงอย่างที่คุณเชื่อ ก็ให้ตั้งราคาซื้อที่ราคาสูงขึ้นประมาณ 25 เซ็นต์ ซึ่งในระยะยาวจะเสี่ยงน้อยกว่า


๒๑) ถ้าคุณทำการบ้านและหาคำตอบที่ถูกต้องได้ คุณก็จะไม่มีทางสิ้นเนื้อประดาตัว


๒๒) การซื้อหุ้นในภาวะกดดัน เป็นเรื่องที่ยิ่งกว่ายาก


๒๓) ตลาดบ้าและไม่มีเหตุผลมาตลอด เนื่องจากนักลงทุนไม่เคยจดจำอดีต


๒๔) ปัจจัยที่ทำให้อุตสาหกรรมน่าสนใจ
ท่านสามารถถาม ฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ของบริษัทนั้นๆ ได้เลย
- อุตสาหกรรมมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลง?
- ต้นทุนเป็นอย่างไร?
- ผู้นำตลาดในอุตสาหกรรมนี้คือใคร?
- คู่แข่งรายใดบ้างที่มีอิทธิพลต่อตลาด?
- กำลังการผลิตของอุตสาหกรรมเมื่อเทียบกับความต้องการสินค้าเป็นอย่างไร?
- การก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่มีความก้าวหน้าอย่างไร?
- ปัจจัยอะไรที่จะมีผลกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร?


๒๕) การตัดสินใจลงทุนที่ยากที่สุดคือ "การตัดสินใจขาย"  คุณอาจจะถูกในขณะที่หุ้นนั้นกำลังเติบโตอย่างมาก แต่หากถือไว้นานเกินไปคุณอาจจะไม่ได้อะไรเลย มีคนจำนวนมากที่ถือหุ้นไว้นานเกินไป เพราะหุ้นเหล่านั้นให้ความมั่นใจกับพวกเขามาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกลุ่มที่เห็นตรงข้ามกับตลาด(นักลงทุนส่วนใหญ่)มีทีท่าว่าจะถูก หากพวกเขาตัดสินใจขายก็จะรู้สึกเสียหน้า


๒๖) นักลงทุนจำนวนมากมักจะซื้อหุ้นตอนที่ราคากำลังปรับตัวเพิ่มขึ้น ด้วยเกรงว่าหากไม่มีหุ้นอยู่ในมือจะพลาดโอกาสในการทำกำไรสูงๆ พวกเขามักจะบอกตัวเองว่า หลังจากวันที่พวกเขาขายแล้วราคาของหุ้นตัวนั้นจะไม่ปรับตัวขึ้นมากนัก คือพวกเขาจะสามารถทำกำไรได้สูงสุด
ซึ่งในทัศนะของผม "ผมคงไม่ฉลาดขนาดนั้น"



(เสริม) ไปเจอสรุปอีกนิดหน่อยจากหนังสือ "สุดยอดนักลงทุนโลก"

๒๗) ถ้าคุณสามารถซื้อหุ้นในขณะที่ปัจจัยลบทั้งหมดเป็นที่รับรู้แล้วและราคาหุ้นก็ตกต่ำ ข่าวดีใดๆ(ที่จะเกิดขึ้น)ก็อาจให้ผลในทางบวกได้อย่างท่วมท้น


๒๘) การตัดสินใจที่ดีคือการเลือกเอาเฉพาะสิ่งที่เป็นโอกาส ส่วนจิตใจที่แข็งแกร่งทำให้คุณสามารถอยู่กับการตัดสินใจนั้นได้ ขณะที่คนอื่นๆตะเกียกตะกายไปอีกทิศทางหนึ่ง สำหรับพวกเราแล้วคนที่น่าเกลียดมักจะสวยงาม


๒๘) สำหรับพวกเราแล้ว, เราควรมุ่งมั่นไปที่จุดแข็งของตัวเอง คือการเอาชนะด้วยการไม่แพ้ นั่นคือพยายามประคองลูกเทนนิสให้อยู่ในเกมให้นานที่สุด และปล่อยให้คู่ต่อสู้พลาดไปเอง



๒๙) หุ้นที่มีค่า PE ต่ำมีพลังหนุนถึงสองทาง
- ทางแรกคือเมื่อตลาดเริ่มตระหนักว่าอุตสาหกรรมถือหุ้นที่ไม่ได้รับความนิยมนั้นก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรและก่อนหน้านี้ก็เป็นตลาดเองที่ตอบสนองกับข่าวร้ายมากเกินไป
- ส่วนพลังหนุนทางที่ 2 คือเมื่อบริษัทรายงานกำไรต่อหุ้นสูงขึ้น



๓๐) ยอดขายควรมีการเติบโตเพื่อให้ผลกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงในระยะยาว ส่วนต่างกำไรที่ดีขึ้นอาจบ่งชี้ว่าบริษัทมีอำนาจการตั้งราคามากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากสถานการณ์แข่งขันในตลาดที่ดีขึ้น


๓๑) กระแสเงินสด(ซึ่งเนฟฟ์นิยามว่าเป็นกำไรสะสมบวกด้วยค่าเสื่อมราคา) ควรมีความแข็งแรง เพราะสิ่งสำคัญสำหรับนักลงทุนคือแผนการลงทุนของบริษัท ควรสามารถจัดหาเงินทุนได้จากภายในบริษัทเอง แทนที่จะต้องพึ่งการกู้ยืมเพิ่มหรือการเพิ่มทุน


๓๑) จุดเริ่มต้นในการหาหุ้นคุณภาพดี PE ต่ำ คือการมองหาจากรายชื่อหุ้นที่ทำจุดต่ำสุดครั้งใหม่ หรือหุ้นที่มีราคาลดลงอย่างมากในช่วงเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมานั่นเอง บริษัทเหล่านี้ส่วนมากถูกคาดการณ์ไว้ต่ำและไม่ควรแม้แต่จะเอามาพิจารณาเสียด้วยซ้ำไป
อย่างไรก็ตามอาจมีสักหนึ่งหรือสองบริษัทที่ควรค่าแก่การตรวจสอบเพิ่มเติม โดยอาจค้นหาจากรายชื่อหุ้นที่ทำผลตอบแทนต่ำสุด 20 ตัวของวันก่อนหน้าก็ได้


๓๒) หวดบอลให้เต็มเหนี่ยว แทนที่จะมานั่งคาดคะเนจุดสูงสุดของตลาดใน 6-18 เดือนข้างหน้า คุณต้องเข้าทำให้ได้ก่อนฝูงชน ผลตอบแทนที่แย่มักเป็นผลมาจากความเชื่อในทางเทคนิคที่พยายามทํานายจุดสูงสุดและจุดต่ำสุดในชาร์ทหุ้น มันเป็นสมมติฐานที่ว่าราคาหุ้นที่ผ่านมาจะบ่งบอกได้ว่าราคาหุ้นจะไปทางไหน


๓๓) อยู่ให้ห่างๆจากตลาดที่เกินปัจจัยพื้นฐาน อย่าพยายามเล่นเกมใครโง่กว่า ด้วยการซื้อหุ้นแพงเกินมูลค่าตามปัจจัยพื้นฐาน และหวังว่าจะขายหุ้นให้กับใครบางคนได้ก่อนที่ราคาจะตกลงมา เพราะมันอาจจะจบลงว่า "คนที่โง่ที่สุดก็คือคุณนั่นเอง"


๓๔) มีเพียงเส้นบางๆคั่นระหว่างการเป็นนักสวนกระแสกับการเป็นคนดื้อด้าน ผมสนุกกับโอกาสในการซื้อหุ้นก็จริง แต่เมื่อฝูงชนเป็นฝ่ายถูกผมก็จะยอมรับ
ในที่สุดแล้วคุณก็ต้องจดจ่อที่ปัจจัยพื้นฐานเพื่อที่จะทำกำไร ...นักสวนกระแสที่ดื้อแบบไม่ยั้งคิดต่างเดินไปสู่หายนะ ต่างจากนักสวนกระแสที่ฉลาดซึ่งเปิดใจกว้างเรียนรู้จากเรื่องราวที่ผ่านมาและรู้จักมีอารมณ์ขัน ในเรื่องของการลงทุนอะไรๆก็อาจจะหลุดโลกไปได้รวมถึงแนวทางของนักสวนกระแสด้วย


7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

วิธีทำเงินจาก $10,000 เป็น $42,000,000,000 ของ Dan Zanger

Manas Arora : ผมรวยเพราะเทรดสไตล์ Mark Minervini

สรุป Trading in The Zone แบบเจาะประเด็นเข้มข้น

เบสิก Swing Trade แบบ Buy on Dip สไตล์ Gil Morales

หุ้นนำตลาด @ 15/2/2019

แนะวิธีดูกราฟหุ้นเบื้องต้น

Bullish Flag : Price pattern เงินล้านของพี่ Dan Zanger