(แปลมั่ว) MARK MINERVINI : Stock Around the Clock


บทความนี้ผมแปลจากบท MARK MINERVINI : Stock Around the Clock
หนังสือชื่อ Stock Market Wizards

จะว่าไปแล้ว, ผมเคยสะดุดที่คำว่า Market Wizards ที่เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ Trade Like a Stock Market Wizard หรือชื่อไทยว่า เทรดแบบเซียนหุ้น ให้ได้กำไรขั้นเทพ มานานแล้ว
พยายามค้นว่า อีตา Jack D . Schwager ไปสัมภาษณ์พี่มาร์คตอนไหน
พยายามหาชื่อพี่มาร์คจากหนังสือ Market Wizards ทั้งสองเล่มก็ไม่เจอ

ก็เพิ่งรู้วันนี้นี่เองว่าแกเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือชื่อ Stock Market Wizards นี่เอง
หน้าตาหนังสือเป็นแบบนี้นะ ซึ่งบ้านเรายังไม่มีแปลเป็นไทย


ก็ไล่เปิดดูต้นฉบับภาษาอังกฤษก็พบว่ามีอยู่ 10 หน้า
คิดว่าไม่มากเท่าไหร่ เลยจะลองพยายามแปลมาให้ท่านได้อ่านกันสักตั้ง

ต้องออกตัวก่อนว่า ใจความไม่เป๊ะตามต้นฉบับหรอกนะ
เพราะผมไม่ได้แม่นเรื่องการแปลตามตัว
ถ้าบางประโยคผมแปลไม่ออกก็จะพยายามเดาสิ่งแวดล้อมเอา
ว่าน่าจะหมายถึงประเด็นประมาณนี้
บางคำถามผมก็รวบมาไว้ในคำตอบเดียว และบังอาจเปลี่ยนมันอีกต่างหาก

พอแปลเสร็จนะ ผมบอกเลยว่า ท่านต้องอ่าน โดยเฉพาะแฟนคลับของพี่มาร์ค
เพราะบทความนี้มันบอกว่า กว่าที่เขาจะเป็นเทพ
แกผ่านอะไรมาบ้าง อะไรทำให้พี่เค้าเป็นแบบนี้
และกิจวัตรประจำวันของเขาเป็นยังไง

บอกเลยว่า กำไรที่แกได้รับ มันเหมาะสมกับสิ่งที่ได้ทำครับ
คำว่า "ยอดมนุษย์" ไม่ถือว่าเป็นคำยกย่องที่เกินเลย

เหมือนเคยครับ ใครเก่งภาษาอังกฤษ แนะนำให้หาต้นฉบับอังกฤษมาอ่านจะดีกว่า



ใจความที่ผมพอจะแปลได้ มีดังนี้ครับ
(Jack D . Schwager เกริ่น) ถ้ามองเผินๆ สิ่งที่ Mark Minervini พูดบางอย่าง มันเหมือนว่าเขาเป็นคนอวดดี เพราะเขาคิดว่าเจ๋งกว่าตลาด ทั้งๆที่จริงแล้วเขามีความเคารพต่อตลาด และยอมรับว่าผิดพลาดจากการเทรดทั้งหมดเกิดจากปรัชญาของตนทั้งสิ้น
แต่ทั้งนี้, เขาก็ยังยืนยันตรงไปตรงมากว่า เขาดีกว่าคนทั่วไป

ในช่วง 5 ปีแรกของการเข้ามาเทรด เขายังจับต้นชนปลายไม่ถูก จึงขาดทุนจนหมดตัว
แต่ด้วยควาที่เขามีความสุขในการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมาก
จึงทำให้คนที่เรียนจบแค่ชั้นมัธยม(อย่างเขา)
เอาชนะคนที่จบปริญญาเอก(ที่พยายามออกแบบระบบเทรดที่ซับซ้อนเพื่อชนะตลาด)
แบบมวยคนละชั้น

หลังจากที่ออกจากโรงเรียน มิเนอร์วินี หาเงินเลี้ยงตัวเองด้วยกรเป็นมือกลอง ซึ่งเขาไม่ค่อยอยากจะเล่าถึงเรื่องนี้มากนัก แม้จะพยายามขอร้องแค่ไหนก็ตาม
แค่เพียงบอกสั้นๆว่าเคยเป็นมือกลองให้วงดนตรีหลายวง, นักดนตรีรับจ้างในห้องอัด, และเคยปรากฎในมิวสิควิดีโอของ MTV, และยังเป็นเจ้าของห้องอัดเสียงด้วย


มิเนอร์วินีให้ความสนใจตลาดหุ้นตั้งแต่ช่วงต้นปี 1980 ในตอนที่ยังวัยรุ่น

หลังจากที่คิดจะเทรดแบบขำๆ ก็กลายเป็นความหลงไหล จึงผันตัวเองมาเป็น full time trader ตัดสินใจขายสตูดิโออัดเสียงเพื่อเอาเงินมาเทรดหุ้น

และก็หมดตัวจากนั้นไม่นาน
เขาบอกว่าสาเหตุมาจากการเชื่อฟังคนอื่น(โบรกเกอร์) ผลการเทรดของเขาขึ้นอยู่กับคำแนะนำของคนอื่น จึงได้ขาดทุนหมดตัว

พอคิดได้หลังจากที่หมดตัว จึงเริ่มต้นโปรแกรมการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ค้นคว้า อย่างเข้มข้น

หลังจากที่ใช้เวลาในการเรียนรู้ วิจัย และมีประสบการณ์ในตลาดหุ้น หมดตัวอีกหลายครั้ง มิเนอร์วินีก็สามารถพัฒนากลยุทธ์การเทรดที่ได้มาตรฐาน โดยเขาแบ่งพอร์ตหุ้นไปหลายก้อนเพื่อทดสอบระบบที่ได้ศักษามาเพื่อหากลยุทธ์ที่ดีที่สุด

ช่วงกลางปี 1994 จึงเกิดความมั่นใจ เจอแนวทางที่ใช่ เชื่อว่าแนวทางการเทรดนั้นดีพอที่จะทำเงินจากตลาดได้แน่นอนแล้ว จึงได้รวบรวมเงินก้อนใหญ่เพื่อเทรดแบบจัดหนักตามกลยุทธเดียว

และห้าปีจากนั้น กำไรของเขาก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด

ผลตอบแทนทบต้นเฉลี่ยประจำปีของเขาในช่วงดังกล่าว สูงถึง 220% รวมถึงการทำได้ 155% จนได้เป็นแชมป์ US Investing Championship ปี 1997

แม้ว่าเขาจะสามารถทำกำไรได้สูงมาก แต่ขณะเดียวกันความเสี่ยงที่เกิดจากเทรดของเขากลับต่ำมาก บางไตรมาสแทบจะเสียไม่เกิด 1%

ปี 2000, มิเนอรวินีเปิด hedge fund ของตนเอง ชื่อ the Quantech Fund, LP โดยใช้หลักการคัดเลือกหุ้นตามแนวทางของเขาเอง

(ช่วงสอบถาม)
อะไรคือตัวกระตุ้นให้คุณอยากซื้อหุ้นสักตัว?
- เริ่มจากการสแกนเพื่อหาหุ้นที่มีลักษณะคล้ายในอดีต ที่หากเข้าสูตรแบบนี้แล้วมันจะมีโอกาสวิ่งแรง ผมใช้คอนเซ็ปจากหนังสือชื่อ Superperformance Stocks ที่เขียนโดย Richard Love


จุดร่วมของหุ้นที่จะซิ่งแรงมีอะไรบ้าง?
- พวกมันมักจะโนเนม กว่า 80% ของทั้งหมด เพิ่งเข้าตลาดมาไม่ถึง 10 ปี แต่ผมจะเลี่ยงหุ้นราคาต่ำกว่า $12 ส่วนใหญ่จะซื้อตั้งแต่ $20 ขึ้น
ปรัชญาพื้นฐานของผมคือ สร้างพอร์ตของคุณด้วยหุ้นที่ดีที่สุดที่ตลาดนำเสนอให้ และตัดขาดทุนให้เร็วที่สุดเมื่อรู้ว่าคิดผิด


มีคุณสมบัติอื่นๆของหุ้นผู้ชนะอีกบ้างมั้ย?
- มีสิ่งหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อคือ หุ้นซิ่งมักจะถูกซื้อขายด้วย PE  ที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยก่อนที่มันจะเป็นผู้ชนะ
นักลงทุนส่วนใหญ่มักจะไม่กล้าซื้อหุ้น PE สูงๆ เขาชอบตัวที่อัตราส่วนต่ำๆ หลีกเลี่ยงตัวที่สูงเกินไป ทำให้เขาพลาดตัวที่วิ่งดีกว่าตลาดไปในที่สุด

การเทรดไม่ใช่วิทยาศาสตร์เพียว มีคนพยายามคิดสูตรเพื่อชนะตลาด แต่ผมบอกเลยว่าวิทยาศาสตร์อาจช่วยเพิ่มความน่าจะเป็น แต่คุณต้องเพิ่มศิลปะการเทรดเข้ามาด้วย ซึ่งแนวทางการชนะตลาดมีหลากหลายมาก คุณต้องพัฒนากลยุทธ์ที่เหมาะกับตัวคุณเองให้ได้ ไม่ต้องรู้ว่าผมใช้สูตรอะไรหรอก คุณต้องหาให้ได้ว่าแบบไหนมันเหมาะกับนิสัยของคุณ ไม่ต้องลอก แต่ขอให้รู้แค่ว่าปรัชญาการเทรดของผมคืออะไร, หลักการ, เทคนิคบริหารเงินทุน แล้วเอาไปปรับใช้ลองใช้ให้เหมาะกับตัวคุณ แบบนี้ถึงจะเข้าท่า และมีประโยชน์มากกว่า



ทำไมคุณถึงมองว่านักเทรดทั่วไปเสียเวลากับการเลือกหุ้นมากไป?
- ผมคิดว่านักเทรดทั่วไปใช้เวลาในการค้นหากลยุทธ์ในการเข้าซื้อมากเกินไป แต่ไม่ให้ให้เวลาเรื่อการบริหารเงินทุนมากพอ
สมมุติว่าคุณเอารายชื่อหุ้นที่มีค่า Relative strength สูงกว่าค่าเฉลี่ยสองร้อยตัว มากางไว้ แล้วปาเป้าวันละสามดอกเพื่อเลือกหุ้นเล่น โดยตั้งเกณฑ์ว่าถ้าราคาหุ้นทำให้คุณขาดทุน 10% จะขายออกทันที ผมบอกเลยว่าคุณมีโอกาสทำเงินได้ เพราะคุณได้เข้าไปอยู่ในกลุ่มของหุ้นที่มีโอกาสชนะยิ่งใหญ่ ในขณะเดียวกันก็สามารถลดการขาดทุนหนักของตัวเองได้ด้วย

นี่เป็นตัวอย่างที่ผมยกมาให้ดูแบบสุดขีดไปหน่อย
แต่พูดง่ายๆคือ ถ้าคุณเทรดแบบไม่มีกลยุทธ์ ในพอร์ตของคุณจะเต็มไปด้วยหุ้นที่ขาดทุนถึง 90%
ดังนั้น ให้คุณคิดใหม่ คือ ให้เลือกซื้อเฉพาะหุ้นที่มีโอกาสในการวิ่งขึ้นดีๆ ไกลๆ มันจะทำให้คุณมีโอกาสกำไรมากกว่า ถ้าซื้อแล้วมันไม่วิ่ง แต่ร่วงให้คุณขาดทุน 10% ก็ขายออก เอาไปเข้าหุ้นที่มีศักยภาพดีในการวิ่งขึ้นดีๆ ไกลๆ ตัวใหม่


หลักการดู Relative Strength ของคุณคืออะไร?
- แนวทางการใช้ค่านี้ของผมคือ ผมจะมองหาหุ้นที่สามารถยืนดีกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดโดยรวมในช่วงที่ตลาดพักฐาน และมันจะเป็นตัวแรกๆที่ดีดขึ้นแรงหลังจากที่ตลาดฟื้นตัวกลับเป็นขาขึ้น พวกนี้คือ "หุ้นนำตลาด"


ครั้งแรกๆที่คุณเล่นหุ้น แนวทางการเลือกเป็นยังไง?
- ผมไม่มีหลักการอะไรเลย แค่ซื้อหุ้นที่เพิ่งทำจุดต่ำสุดใหม่ และซื้อตามคำแนะนำของโบรกเกอร์

มันเป็นประสบการณ์ที่เลวร้ายที่สุดของผม
ในช่วงปี 1980 โบรกเกอร์แนะให้ผมซื้อหุ้นที่ราคาต่ำกว่า $20 จากนั้นมันก็ร่วงลงไป 4-5 จุด กังวลสิ จึงโทรไปขอคำปรึกษาจากโบรกเกอร์ เขาบอกว่าอย่าได้กังวล เพราะหุ้นตัวนั้นได้ลงไปอยู่ในช่วงลดราคา เป็นโอกาสที่ดีที่สุด เพราะบริษัทเพิ่งได้พัฒนายาต้าน AIDS ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงพิจารณาของ PDA ให้ซื้อเพิ่มเพราะได้ราคาถูกลง
แต่ราคาหุ้นกลับร่วงลงแรงได้อีก แต่ผมก็ถัวจนหมดเงินไปแล้วตามคำแนะนำ ตอนจบของเรื่องนี้คือราคาหุ้นลงไปต่ำกว่า $1 ผมหมดตัวจากมัน


ผมเสียเงินให้กับหุ้นตัวเดียว 3-40,000 เหรียญ ซึ่งมันเป็นครึ่งหนึ่งของพอร์ตเลย
ที่แย่กว่านั้นคือ มันเป็นเงินที่ผมยืมเขามา

มันทำให้ผมรู้สึกจิตตกเป็นอย่างมาก ผมร้องให้แบบที่ไม่คยร้องหนักขนาดนั้นมาก่อน มันเป็นความเจ็บปวดที่สุดในชีวิต
แต่ถึงกระนั้น ผมก็ยังไม่หมดศรัทธาต่อตลาดหุ้น เพราะเชื่อว่าตลาดหุ้นให้โอกาสทำเงินกับผมทุกวัน เพียงแค่ว่าผมต้องทำการบ้านให้หนักขึ้นเพื่อระบุโอกาสนั้นให้ได้
นอกจากนี้ผมจะไม่ยอมเทรดตามความเห็นของคนอื่นอีก ถ้าผมเทรดตามแนวทางของตัวเอง ผมจะประสบความสำเร็จได้ในที่สุด


อะไรทำให้คุณยังคงเชื่อมั่นต่อตลาด? 
มันเป็นบุคลิกของผมเอง ที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ โดยส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดคือผมมี passion กับเกมการเทรด
ผมคิดว่านักเทรดส่วนใหญ่สามารถประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นได้ถ้าเขามีความพยายามและให้เวลากับมันมากพอ
แต่ถ้าคุณอยากเป็นนักเทรดที่เก่งที่สุด คุณต้องมี passion กับมัน
 คุณต้องรักการเทรด
ไมเคิล จอร์แดน ไม่ได้เป็นสุดยอดนักบาสเพราะเขาอยากเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้าหรอกนะ แวนโก๊ะห์ก็ไม่ได้อยากเป็นจิตรกรเพราะอยากให้งานขายได้ในราคา 50 ล้านเหรียญหรอก


คุณกำลังบอกว่า ความหลงไปลในตลาดหุ้นชักนำให้คุณเห็นโอกาสจากการเทรด?
- เริ่มต้นผมถูกดึงดูดให้สนใจตลาดหุ้นเพราะเงิน แต่เมื่อได้เข้ามาเทรดจริง กลายเป็นว่าเงินเป็นเรื่องรอง


แล้วอะไรเป็นเรื่องใหญ่?
- ความท้าทายที่สุดของผมคือ การเป็นผู้ชนะ ผมอยากเป็นอันดับหนึ่งของอะไรสักอย่าง ผมอยากเป็นนักเทรดระดับสุดยอดของโลก ถ้าคุณสามารถเป็นคนระดับสุดยอดได้ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินอีกต่อไป เพราะมันจะบินเข้ามาหาคุณทางหน้าต่างแบบง่ายๆ




สิ่งที่คุณได้เรียนรู้จากการขาดทุนหนัก คืออะไรบ้าง?
- ผมได้รู้ว่าไม่มีใครสามารถทำร้ายผมได้ นอกจากตัวผมเอง
โบรกเกอร์ของผมยังคงได้ค่าคอมฯแต่ผมหมดตัว
ตอนนี้ผมเชื่อหมดใจว่าการขาดทุนหมดตัวคือหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่สามารถเกิดขึ้นกับนักเล่นหุ้นมือใหม่


ดีที่สุด? ยังไง?
- เพราะมันได้สอนให้ผมเคารพตลาดหุ้น ไม่มีอะไรที่จะทำให้คุณได้เรียนรู้มากเท่าการหมดตัวอีกแล้ว



นี่คงเป็นเหตุผลเบื้องหลังที่ทำให้คุณไม่สนับสนุนการเทรดเงินจำลอง?
- แน่นอน เพราะถ้าคุณเป็นนักเทรดมือใหม่ คุณต้องลงเงินจริงให้ไวที่สุด แต่ก็ต้องเสียน้อยที่สุดซึ่งมันก็ต้องมากพอที่จะทำให้คุณรู้สึกเจ็บปวดถ้าขาดทุนได้ ไม่เช่นนั้นคุณจะหลอกตัวเอง

ประโยชน์ที่ได้จากการลงเงินจริงคือ คุณจะรู้จักว่าการกดดันทางอารมณ์คืออะไร เหมือนการชกลมกับการขึ้นเวทีต่อยจริงกับมืออาชีพ คุณจะได้รู้ว่าการโดนต่อยให้จุกและร่วงเป็นยังไง ความเจ็บปวดจากการขาดทุนมันสร้างนักเทรดที่ดีได้


คุณย้ายฝั่งจากผู้แพ้มาเป็นผู้ชนะได้ยังไง?
- ผมเปลี่ยนจุดโฟกัสจากการคอยนับครั้งที่ชนะ ไปเป็นนับยอดเงินที่ได้กำไรเมื่อเทียบกับยอดเงินที่แพ้ (เหมือนคำคมของโซรอส ที่ว่า “สิ่งสำคัญไม่ใช่ว่าคุณถูกหรือผิด แต่สิ่งสำคัญก็คือ คุณกำไรเท่าไรเมื่อคุณถูก และคุณขาดทุนเท่าไรเมื่อคุณผิด”)
แม้ว่าผมจะเทรดชนะกับแพ้อย่างละครึ่ง แต่ถ้าตอนที่ผมกำไรสามารถทำให้ไได้เงินมากกว่าที่ขาดทุน แค่นี้ผมก็ชนะแล้ว


ผมหมายถึงในช่วงแรกเริ่มน่ะ ตอนที่คุณหมดตัวเพราะเชื่อโบรกเกอร์ แล้วจากนั้นคุณมีการพัฒนาตนเองให้เป็นนักเทรดที่ดีขึ้นได้อย่างไร?
- มันเป็นกระบวนการที่ช้า และค่อยเป็นค่อยไปหลายปีเลย ผมใช้เวลาหลายปีในการวิจัย สร้างประสบการณ์จากการเทรด ยังได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับตลาดหุ้น และบุคคลที่ประสบความสำเร็จทุกเล่ม
แต่จากหนังสือหลายร้อยเล่มที่ผมอ่าน มีไม่เกินสิบที่ส่งอิทธิพลต่อผมจริงๆ แต่อย่างไรก็ตามไม่มีแม้แต่สักเล่มที่เลวร้าย แค่คุณได้ข้อคิดเพียงแค่หนึ่งประโยคจากมัน ก็ถือว่าคุ้มแล้ว เพราะบางครั้งแค่ประโยคเดียวก็อาจจะเปลี่ยนชีวิตคุณได้เลย



น่าสนใจ บอกผมหน่อยสิว่าประโยคเปลี่ยนชีวิตของคุณคืออะไร?
- "ดอกผลของความสำเร็จนั้นเกิดจากสัดส่วนโดยตรงจากความซื่อสัตย์และความจริงใจที่เกิดจากความพยายามในการติดตามผลงานของตัวคุณเอง ทำตามสิ่งที่คุณคิด, และเข้าถึงข้อสรุปของตัวคุณเอง"
("The fruits of your success will be in direct ratio to the honesty and sincerity of your own effort in keeping your own records, doing your own thinking, and reaching your own conclusions.")
พูดง่ายๆคือ ยอมรับผิดชอบ 100% ต่อผลลัพธ์ที่เกิดกับตัวคุณ


จากหนังสือ?
How to Trade in Stocks โดย Jesse Livermore.


(ผมเคยทำสรุปไว้นะ บทความนี้ zyo71.com/2017/09/how-to-trade-in-stocks-by-jesse.html )


มีบทเรียนอื่นมั้ยที่คุณได้จากเล่มนี้?
- มันมีหลายเรื่อง เบสิกคืออย่าไปฟังความเห็นใครเพราะตลาดไม่เคยผิด เขายังพูดถึงว่าทำไมเราต้องมีความอดทน ไม่เพียงแค่อดทนรอการเคลื่อนไหวที่จะเข้าซื้อ แต่ยังรวมถึงการทนรวยเมื่อได้หุ้นผู้ชนะ มันบอกผมตรงๆว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการปกป้องกำไรไม่ใช่ความรู้สึกของตัวเอง


คุณเปลี่ยนเรื่องอะไรบ้างหลังจากที่อ่านหนังสือของลิเวอร์มอร์?
- ผมประหลาดใจในความทันสมัยของมัน เป็นแรงบันดาลใจให้ผมย้อนกลับไปดูหุ้นในช่วงต้นปี 1900 และก่อนหน้านี้ ก็พบว่าตลาดไม่เปลี่ยนไปเลย น่าประหลาดใจที่บางเรื่องเราคิดตรงกัน


 เช่นเรื่อง?
- ความสำคัญของการบริหารเงินทุน


แน่นอน เพราะว่าลิเวร์มอร์ไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย
- จริงๆแล้ว เขาตัดขาดทุนเป็นประจำอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าบางช่วงเขาเทรดแบบการพนัน ตอนนั้นเองที่เขาขาดทุนหนัก


แล้วอะไรอื่นอีกที่ช่วยให้คุณกลายเป็นนักเทรดที่ประสบความสำเร็จ?
- เล่นโปกเกอร์ ผมคิดว่าถ้าคุณอยากเป็นนักเทรดควรหัดเล่นไว้


ลองอธิบาย?
- ครั้งแรกที่ผมดูเกมโป๊กเกอร์อย่างจริงจังในคาสิโน ผมสังเกตเห็นว่าคนที่ชนะจะทำเงินได้เฉลี่ยมากกว่า 50 เหรียญ แต่พอแพ้จะเสียแค่ 50 เซ็นต์เท่านั้นเอง มันทำให้ผมมีความคิดเรื่องของโอกาสที่จะชนะเพื่อให้ได้รางวัลเป็นร้อยเท่า แค่ผมหมอบ 50 ครั้ง และชนะเพียงครั้งเดียว ผมก็ยังเท่าทุน มันยอดเยี่ยมมาก นั่นคือวิธีที่ผมเริ่มเล่นโป๊กเกอร์ ด้วยกลยุทธ์ก็คือจะสู้เมื่อมีโอกาสชนะสูงมากเท่านั้น


ทำไมทุกคนไม่สามารถหมอบได้ แม้ไพ่ในมือไม่ดี?
- เพราะพวกเขาไม่มีวินัยไง และเขายังอยากเล่นต่อ
หัวใจของมันคือคุณต้องรู้ว่าตอนไหนควรอยู่เฉยๆ
คนส่วนใหญ่ แม้จะมีกลยุทธ์ที่ชนะเลิศ แต่ก็ไม่สามารถทำตามได้เพราะขาดวินัย
ยกตัวอย่าง ทุกคนรู้วิธีการลดน้ำหนัก คือกินให้น้อยและออกกำลังกาย แต่ทำไมส่วนใหญ่ยังน้ำหนักเกิน(สมมุติฐานว่าพวกเขาไม่ได้เป็นโรค) ก็เพราะพวกเขาขาดวินัยไง



ผมขอเดาว่า ในทางการเทรดหุ้นก็คือ ถ้ารู้ว่าขาดทุนก็รีบตัดขายให้เสียหายน้อย แต่ถ้าราคาหุ้นทำกำไรให้ก็ต้องกล้าปล่อยให้มันวิ่งไกลๆ
- ใช่แล้ว มีคำพูดที่ว่า "การทำความผิดเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่รู้ว่าผิดก็ยังทู่ซี้ทำต่อ เป็นสิ่งที่ไม่ควรยิ่ง"
ถ้าคุณอยากเล่นทุกเกมให้ประสบความสำเร็จ คุณต้องมีทักษะบางอย่าง, มีการเจาะจง แต่นอกเหนือจากนั้นมันคือการบริหารเงิน มันใช้ได้ทั้งในการเล่นโป๊กเกอร์และการเทรด
หัวใจคือการบริหารโอกาสขาดทุน นักเทรดที่ดีเขาจะมองโอกาสขาดทุนไว้ก่อนว่าจะมีเท่าไหร่ แล้วเตรียมรับมันไว้ เขาไม่กังวลเรื่องว่ามันจะกำไรมากเท่า

คุณไม่สามารถได้ชัยถ้าไร้ซึ่งการป้องกันที่ดี ผมชอบเดิมพันทีมฟุตบอลที่มีเกมรับที่ดี หากการเทรดครั้งนั้นมันไม่ได้ผล ผมจะรีบตัดขาดทุน มันทำให้ผมเสียเงินน้อย และในอนาคตคุณก็ต้องยอมเสียแบบนี้อีกหลายครั้ง




ถ้าคุณต้องตัดขาดทุนไปแล้ว 5 ครั้ง 
ครั้งต่อไปมันจะไม่ยากมากขึ้นเหรอถ้าคุณอยากจะชนะ?
- ไม่ยากหรอก กลับไปเทียบกับโป๊กเกอร์อีกครั้ง ทุกครั้งของการเทรดคือความน่าจะเป็น ครั้งที่แล้วแพ้ก็จบไป ครั้งใหม่ก็มีความน่าจะเป็นอีก คุณก็แค่ตัดสินใจให้ถูกตามข้อมูลที่ได้มา ดังนั้นถ้าผมยังแพ้อีก ก็ต้องยอมรับมัน
ก่อนหน้านี้ หลังจากที่ผมตัดขาดทุนหุ้นตัวหนึ่งไปแล้ว ผมจะลืมมันไปเลย แต่หลายครั้งจากนั้นผมเริ่มสังเกตเห็นว่าหุ้นที่ผมตัดขาดทุนไปมันวิ่งขึ้นแรงไปสองหรือสามเท่าจากนั้น มันทำให้ผมต้องพัฒนาแผนเพื่อให้กลับไปซื้อหุ้นที่ตัดขาดทุนไปแล้วได้อีกครั้ง


ผมเดาว่ามันเป็นเรื่องของสภาพจิตที่เรายอมรับได้ยาก
หากต้องซื้อหุ้นที่ราคาแพงกว่าการซื้อครั้งก่อน?
- ใช่, แต่ถ้ามันยังพลาดอีก คุณก็แค่ขายมันออก แล้วก็รอรอบที่สาม ผมจะพยายามจนกว่าจะสำเร็จ บางครั้งหุ้นที่คุณตัดขาดทุนบ่อยมาก มันก็อาจกลายเป็นหุ้นผู้ชนะที่สุดยอดได้


ยกตัวอย่างที่ละเอียดกว่านี้อีกสักนิด?
- เช่น ผมซื้อหุ้นเพราะสัญญาณซื้อจากระบบของผมเอง และตลาดก็ย่อมามากพอแล้ว โดยหุ้นตัวนั้นก็มีการกลับตัวและปิดไกล้จุดสูงสุดเดิม ลักษณะการเคลื่อนไหวราคาเหมือนเป็นการเขย่า เพื่อให้คนหมดใจขายหุ้นออก และมันน่าจะพ้อมวิ่งขึ้นไป การซื้อหุ้นที่ระดับราคานั้นก็น่าจะทำให้เราได้เปรียบมากกว่าตอนที่ผมซื้อครั้งก่อน


สถานการณ์แบบนี้ คุณจะซื้อที่ราคาปิดเลย หรือว่าจะรอราคาเปิดวันต่อไป?
- แล้วแต่ ผมมีการระบุจุดเข้าซื้อที่ชัดเจน ซึ่งต้องตรงกันถึงจะเข้าซื้อได้


คุณหมายถึง set up?
- เป็นเรื่องของเงื่อนไขเบื้องต้น ในรูปแบบของการเคลื่อนไหวราคาภาพใหญ่ และมันต้องมีเงื่อนไขทางด้านพื้นฐานด้วย จุดเข้าซื้อของผมต้องขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของราคาอย่างเคร่งครัด


ผมเดาว่า price action คุณใช้เพื่อยืนยันในการส่งคำสั่งซื้อ มันเป็นการเคลื่อนไหวระยะสั้นกว่าตอนที่คุณใช้สแกนหาหุ้นที่น่าสนใจ ใช่มั้ย?
- ถูกต้องครับ


หรือจะพูดอีกอย่างว่า คุณอาจเรียกว่ามันเป็นการประกบคู่กันระหว่างเงื่อนไขในการเข้าซื้อและ price action(price action sandwich)?
- ใช่ price action sandwich ตั้งชื่อได้ดี


มีจุดเปลี่ยนที่สำคัญอีกมั้ยที่ย้ายคุณจากผู้แพ้ไปเป็นผู้ชนะ?
- หลังจากหมดตัวครั้งแรก ผมก็กลับไปวิเคราะห์ทุกๆการเทรดของตัวเองในก่อนหน้านั้น
ผมให้ความสนใจเป็นพิเศษในหุ้นที่เพิ่งขายออกไป ว่ามันจะเด้งหรือร่วงต่อ

หลังจากที่ขายเก็บกำไรไปแล้ว มันกลับตัวลงแรงหรือดีดไปนิวไฮ
ผมได้รับข้อมูลมากมายจากการศึกษาครั้งนั้น คือผมมักจะถือหุ้นที่ขาดทุนไว้นานเกินไป
พอรู้ผลลัพธ์เช่นนั้นก็คิดต่อ พบว่า ถ้าผมแค่ตัดขาดทุนตอนที่ยังติดลบแค่ 10% มันสามารถเพิ่มกำไรให้ผมได้ถึง 70% เลยทีเดียว




แต่คุณก็ต้องไม่ลิมว่ามันมีบางตัวที่คัทแล้วเด้ง?
- คุณพูดถูก และนั่นเป็นอีกเรื่องที่ผมต้องตรวจสอบ 
ก็พบว่ามันไม่ต่างกันมากนัก หุ้นที่คัทแล้วเด้งมีไม่กี่ตัวเท่านั้น จึงได้ข้อสรุปว่าเราไม่จำเป็นที่จะต้องทนเจ็บปวดจากการกลัวคัทแล้วเด้งเลย เพราะส่วนใหญ่แล้วยิ่งทนถือยิ่งลบหนัก ซ้ำร้ายการทนถือหุ้นที่ขาดทุนเอาไว้มันทำให้ผมเยโอกาสที่จะเอาเงินสดไปทำกำไรหุ้นตัวใหม่ เมื่อเทียบแบบนี้แล้วการตัดขาดทุนจึงเป็นเรื่องที่ดีกว่า


จากความเห็นของคุณก่อนหน้านี้ คล้ายกับว่าคุณจะตัดขาดทุนไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำไปนะ ตกลงแล้วคุณจะตัดสินใจวางจุดตัดขาดทุนยังไง?
- ถ้าตลาดเป็นช่วงเริ่มต้นของขาขึ้น ผมจะให้จุดขาดทุนกว้างกว่าในตอนที่ผมคิดว่าตลาดอยู่ในช่วงกลาง-ปลายขาขึ้น
หัวใจของหลักการ stop loss คือ มันจะเป็นส่วนหนึ่งของกำไรที่คาดหวัง (พูดง่ายๆคือ ถ้าคุณอยากได้กำไรจากหุ้นตัวนั้นคำใหญ่ ก็ต้องยอมให้การแกว่งกว้างกว่า ตัวที่คุณคิดแค่จะเล่นสั้นๆ)


ยังมีประสบการณ์อื่นที่เปลี่ยนแปลงตัวคุณจากผู้แพ้เป็นผู้ชนะอีกมั้ย?
- ผมเรียนรู้จะไม่กะเก็งบังคับกำไรที่ควรจะได้ มันเป็นช่วงฤดูร้อนในปี 1995 ผมทำกำไรให้พอร์ตโต 100% ไปแล้ว ซึ่งมันเป็นเป้าหมายที่ตั้งไว้ ผมจึงตั้งใจจะหยุดแค่นั้น แต่ก็มีเพื่อนมาถามผมว่า ทำไมไม่คิดว่าตัวเองจะทำได้ถึง 200% บ้างเหรอ? นั่นทำให้ผมคิดได้ว่าเขาพูดถูก สิ้นปีนั้นผมทำกำไรได้ 407%


ระหว่างพื้นฐานกับเทคนิคอล คุณให้น้ำหนักกับฝั่งไหนมากกว่ากัน?
- พูดยากนะ ผมคิดว่า 50-50 แต่ผมก็ไม่เคยเสี่ยงกับหุ้นที่มีพื้นฐานดีแต่ราคาไม่วิ่งนะ ผมยินดีพิจารณาซื้อหุ้นที่พื้นฐานยังไม่ชัดเจนนักแต่ว่ามันยืนได้ดีกว่าตลาดเฉลี่ย(Relative strength) ในกลุ่ม 2% ของผู้นำตลาด


ไหงเป็นงั้น?
- เพราะการเคลื่อนไหวของราคาอาจจะบอกคุณว่าหุ้นกำลังบ่งบอกว่าพื้นฐานอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่ภายในคนนอกยังไม่รับรู้ การที่หุ้นพื้นฐานอ่อนแอแต่ราคาแข็งแรงมักเกิขึ้นกับบริษัทที่กำลังเทิร์นอะราวด์เพราะมีศักยภาพใหม่ที่คนนอกยังไม่รู้ก็เป็นได้


คุณดูกราฟกี่ตัวในแต่ะวัน?
- ผมจะใช้คอมพิวเตอร์สแกนหยาบๆประมาณหมื่นกราฟต่อวัน และจะจำกัดวงแคบลงดูแบบละเอียดประมาณ 800 หุ้น

ทุกคืนผมจะดูกราฟทั้งหมด แต่บอกเลยว่าสายตาผมสแกนได้ไวมาก โดยเฉลี่ยผมจะพบหุ้น 30-40 ตัวที่มีทรงกราฟน่าสนใจ จากนั้นจึงลงรายละเอียดในเรื่องพื้นฐานของมัน ถ้าเห็นว่าเข้าเกณฑ์ผมจะซื้อในวันถัดไป


ดูย้อนหลังไปไกลแค่ไหน?
- ภาพใหญ่ยาวสุด 10 ปี แล้วเจาะดูการเคลื่อนไหวภายในวัน
แต่ผมมักจะดูจาก 5 ปี - 1 ปี และ กราฟระหว่างวัน


 แล้ว price pattern แบบไหนที่คุณมองหา?
- ผมไม่สนใจ chart pattern ทั่วไป เพราะไม่เห็นประโยชน์


แล้วมองหาอะไร?
- มีหลาย pattern ที่ผมสังเกตเห็นและพบว่ามันมีประโยชน์ ซึ่งมันดูซับซ้อนกว่า pattern ทั่วไป ผมได้ลิสต์และตั้งชื่อมันเอาไว้ พวกนี้เกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตั้งแต่ปี 1800 จนถึงวันนี้ก็ยังมี ซึ่งผมจะมองหาพวกนี้แหละ ก็ไม่รู้ว่าทำไมทุกคนบนโลกนี้มองข้ามันไปได้ยังไง


มันมีกี่แบบ?
- ประมาณยี่สิบ


ยกตัวอย่างให้หน่อยสักแบบ?
- ผมไม่บอกคุณแน่


แล้วคุณไปค้นพบมันได้ยังไง?
- ผมก็เริ่มด้วยรูปแบบพื้นฐานนี่แหละ ซึ่งมันก็ใช้ได้ดีบางครั้งเท่านั้น ซึ่งผมจะไปโฟกัสเฉพาะตอนที่มันใช้ได้ ผมพยายามหาวิธีที่ตลาดพยายามหลอกลวงให้นักลงทุนเข้าใจผิดหรือผิดหวัง จากนั้นพวกเขาก็จะมาบอกว่ามันคือสัญญาณหลอก ซึ่งจริงๆแล้วมันเป็นความซับซ้อนที่มากกว่าเดิม ซึ่งมันได้สร้างความน่าเชื่อถือมากกว่าสัญญาณทั่วไป


ยกตัวอย่างเช่น?
- สมมุติว่ามีหุ้นที่เพิ่ง breakout จากกรอบการเทรดด้วยวอลุ่มสูง มันดูดีมาก คนก็เข้าซื้อกันใหญ่ แต่จากนั้นมันกลับตัวแรง เกิด false breakout สถานการณ์แบบนี้ทำให้คนส่วนใหญ่มองว่าหุ้นเสียทรงไปแล้ว แต่อย่างไรก็ตามการทะลุในครั้งแรกมันอาจจะเป็นแค่การเริ่มต้นของการสร้างรูปแบบราคาที่ซับซ้อน ที่มีความน่าเชื่อถือมากกว่าทำลายตัวเอง


ช่วยลงรายละเอียดให้ลึกกว่านี้ได้มั้ย?
- ผมไม่อยากทำเช่นนั้นหรอก ผมไม่อยากเปิดเผยมัน เพราะคิดว่าคน 99% ที่ได้รู้จักมันก็ไม่สามารถเข้าใจในแบบที่ผมเห็น


เมื่อคิดแบบนั้น แล้วทำไมไม่ยอมเปิดเผย?
- เพราะนั่นไม่ใช่สิ่งสำคัญที่จะทำให้การเทรดประสบความสำเร็จไง สิ่งสำคัญคือการควบคุมการขาดทุนและวางแผน นอกจากนี้คนประสบความสำเร็จต้องพัฒนาวิธีการของตนเอง สิ่งที่พัฒนาวิธีการของตัวเองขึ้นมา คนอื่นเอาไปใช้อาจจะไม่เวิร์คก็ได้

ผมเดาว่าคุณใช้หลักการนี้ในการเข้าเทรด และก็ยังใช้มันเป็นจุดออกอีกด้วยใช่มั้ย?
- ใช่

ออกด้วยรูปแบบเดียวกันที่เข้า?
- ทั้งใช่และไม่ใช่ รูปแบบเดียวกันสามารถตีความได้แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่ามันเกิดตรงไหน ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามันเกิดในช่วงที่ราคาพักฐานในระหว่างขาขึ้น มันต้องใช้การตีความที่ละเอียดและเจาะจง คุณไม่สามารถตีความสุ่มสี่สุ่มห้าโดยไม่พิจารณาสภาพแวดล้อมประกอบไม่ได้


ก่อนหน้านี้ คุณบอกว่าไม่ได้สนใจ chart pattern แบบทั่วไป นั่นหมายความว่าคุณไม่ได้ให้ความสำคัญกับการ breakout ไปทำจุดสูงสุดใหม่ ใช่หรือไม่?
- ไม่ หุ้นที่ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่จะเป็นสัญญาณ bullish เพราะตลาดได้กำจัด supply ออกไปได้หมด คนที่ซื้อก่อนหน้านี้มชที่ขาดทุนกำลังหาจุดออก นีคือเหตุผลที่หุ้นมักจะวิ่งขึ้นเร็วมากเมื่อมีการทะลุขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ ณ จุดนั้นจะมีแต่นักลงทุนที่เบิกบานเพราะกำไร ไม่มีคนน่าสงสารเหลืออยู่อีก


แต่หุ้นที่ขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ได้ มักจะไม่กลับลงไปเล่นในกรอบเดิม ไม่ใช่เหรอ?
- เหตุการณ์นี้มักจะไม่ค่อยเกิดขึ้น ถ้าหากคุณซื้อตอนที่ราคาทะลุขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่หลังจากที่ก่อนหน้านี้มันย่อไปที่ขาแรกของการขึ้น ในกรณีนี้มักจะพุ่งขึ้นเร็วหลังจากที่มันทะลุทำจุดสูงสุดใหม่ได้ ซึ่งใครก็ตามที่รอซื้อตอนย่อ มักจะไม่ได้หุ้น


ตอนไหนที่การ breakout มักล้มเหลว?
- ในช่วงท้ายของตลาดขาขึ้น หลังจากที่ตลาดวิ่งขึ้นแรงอย่างไม่น่าเชื่อ
Chart patterns จะใช้ได้ดีก็ต่อเมื่อคุณรู้จักประยุกต์ใช้มัน ไม่งั้นมันก็ไม่ต่างไปจากการเล่นปาเป้าเลย


มีคำแนะนำสำหรับนักเทรดหน้าใหม่ที่อยากประสบความสำเร็จ?
- ก่อนอื่นให้เข้าใจว่าคุณจะทำผิดพลาดอยู่เสมอ วิธีที่คุณจะป้องกันไม่ให้ความผิดพลาดกลายเป็นภัยพิบัติก็คือคุณต้องรีบยอมรับตอนที่มันยังเสียหายน้อย

เน้นการเรียนรู้สไตล์เดียว ที่เหมาะกับบุคลิกของคุณ ที่มันเป็นกระบวนการที่ใช้ได้ทั้งชีวิต คนส่วนใหญ่ไม่สามารถอดทนได้ตลอดรอดฝั่งของช่วงเวลาการเรียนรู้ เขาอยากชนะทันที เมื่อกระบวนการที่ได้เรียนรู้ไม่ประสบความสำเร็จตามคาาดหวังก็ล้มเลิก มองหาวิธีอื่น นั่นทำให้พวกเขาทำผลงานได้ปานกลาง ความจริงคือคุณต้องใช้เวลาที่นานมากในการพัฒนาวิธีการที่เหนือกว่าคนทั่วไป และระหว่างทางคุณต้องเจอกับช่วงที่ทำผลงานได้ไม่ดี แต่เชื่อมั้ยช่วงเวลานั้นแหละที่มันให้ข้อมูลที่มีค่าที่สุดแก่คุณ



แล้ว?
- คุณต้องมีแผนรองรับทุกกรณี คุณต้องมีแผนฉุกเฉินรองรับ มันคือแผนการณ์ที่คุณจะใช้เพื่อจำกัดการสูญเสียถ้าเกิดว่าตลาดเฉลยออกมาว่าคุณคิดผิด และคุณต้องวางแผนจะเข้าซื้อใหม่ถ้าราคากลับตัว ไม่งั้นคุณก็ไม่กล้าเข้าปล่อยให้หุ้นตัวนั้นวิ่งบวกไป 50% หรือ 100% โดยที่คุณได้แต่มองมัน


แสดงว่าคุณโดนเขย่าให้ขายหุ้นออก แล้วก็กลับไปซื้อหุ้นตัวเดิมหลายรอบ?
- แน่นอน แต่ผมไม่ซีเรียสกับมัน ผมยอมตัดขาดทุนห้าครั้งติดต่อกัน ยอมขาดทุนเล็กน้อยหลายครั้งมากกว่าขาดทุนครั้งใหญ่


มีแผนฉุกเฉินอื่นๆอีกบ้างมั้ย?
- แผน take profit หุ้นผู้ชนะ
มีอยู่ ๒ แบบ คือ ขายแบบ selling into strength หรือ selling into weakness ซึ่งคุณต้องมีทั้งสองแผน
(ผมได้อธิบายอย่างละเอียดในหนังสือ หุ้นซิ่ง สวิงเทรดครับ)


ยังมีคำแนะนำอื่นๆสำหรับนักเทรดมือใหม่อีกมั้ย?
- มือใหม่หลายคนอาจมีปัญหาในการรักษากำไรที่ได้มา คุณต้องหาทางปกป้องมันให้ได้ หากหุ้นวิ่งขึ้นและคุณไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี การทยอยขายเพื่อเก็บกำไรเป็นสิ่งที่ควรทำ


อะไรคือสิ่งที่นักเทรดชอบทำพลาดกัน?
- พวกเขาให้อีโก้นำทาง นักลงทุนคนหนึ่งใช้เวลาวันละหลายชั่วโมงในการหาหุ้น วิจัยข้อมูลอย่างระมัดระวัง ดูรายงานการเงิน คำนวนมูลค่าที่เหมาะสม อาจลองใช้สินค้าของบริษัท จากนั้นอีกไม่นานหลังจากที่เขาซื้อหุ้นไป หุ้นที่เขามั่นใจกลับวิ่งลงทำให้ขาดทุน ซึ่งมันไม่น่าจะเป็นไปได้สำหรับเขา จึงพยายามแก้ตัวด้วยการโทรไปปรึกษาโบรกเกอร์ ผู้รู้ และค้นหาข้อมูลเพิ่มจากอินเตอร์เน็ท เพื่อมองหาความเห็นที่ตรงกับความต้องการของเขา เพื่อทที่จะทำให้เกิดความมั่นใจในการถือต่อ แต่เขาละเลยความเห็นของตลาดไป ซึ่งราคาหุ้นก็ยังลงต่อ ทำให้ยิ่งนานวันก็ยิ่งติดดอยสูงมาก ในที่สุดก็โยนผ้ายอมแพ้และรู้สึกขวัญเสียอย่างจับใจ ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากการที่เขาไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง

ความผิดพลาดอีกประการก็คือ นักลงทุนชอบทำตามคำแนะนำของคนอื่น เขาคิดเองไม่เป็น เรื่องนี้ผมเคยพลาดในช่วงที่กำลังเรียนรู้วิธีการเทรด ผมไปเป็นเพื่อนที่เป็นโบรกเกอร์และเปิดบัญชีกับเขา เราเล่นเกมที่เรียกว่า "ถากถางคนที่ซื้อหุ้นแล้วราคาไม่วิ่ง" เมื่อผมมีหุ้นที่ขาดทุนก็เลยอายไม่กล้าโทรบอกเขาให้ขายหุ้น เพราะรู้ว่าเขาจะเกทับผมหนักแน่ ทั้งที่หสกหุ้นที่ผมซื้อไปมันขาดทุน 5% หรือ 10% และคิดว่าควรขายออกแท้ๆ แต่ผมไม่ยอมทำ กลับรอให้มันฟื้นกลับมาเท่าทุน จึงไม่ยอมโทรให้ขายตัดขาดทุน จากนั้นราคาหุ้นยังลงต่อได้อีก ยิ่งร่วงหนัก ก็ยิ่งขายหุ้นออกยากมากขึ้นเท่านั้น
ในที่สุดผมก็ได้เรียนรู้ว่าคุณต้องเพิกเฉยต่อสิ่งที่คนอื่นคิด

หลายคนเข้ามาเทรดแบบไม่ตั้งใจ จึงปฎิบัติต่อการเทรดแบบงานอดิเรกแทนที่จะทำธุรกิจ ซึ่งงานอดิเรกมีค่าใช้จ่ายแน่ๆ ทำให้แนวทางการเทรดของเขาเป็นไปแบบมักง่าย ไม่ต้องวิเคราะห์อะไรหลังการซื้อขาย ซึ่งมันเป็นการกำจัดครูที่ดีที่สุดออกไป ไม่สนใจความผิดพลาด รีบลืมมันไป แทนที่จะเรียนรู้จากมัน ซึ่งนั่นคือความผิดพลาดครั้งใหญ่


ผู้คนมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการเทรดอย่างไรบ้าง?
- พวกเขาคิดว่ามันง่ายมากๆที่จะรวยจากการเทรด บางคนเคยถามผมว่าพวกเขาสามารถใช้เวลาอยู่ร่วมกับผมสักสัปดาห์ได้มั้ย หรือไม่ก็แสดงวิธีการให้เขาเห็นถึงวิธีการเทรดยังไงให้ได้กำไร
คุณรู้มั้ยว่านี่คือการดูถูกอย่างแรง
มันเหมือนกับการไปให้หมอผ่าตัดเปลี่ยนสมอง และบอกให้เขาสอนวิธีการผ่าตัดสมองให้เขาเข้าใจและทำได้ในเวลาแค่ 2-3 วัน

ความบ้าคลั่งของตลาดหุ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฟองสบู่ดอทคอมและหุ้นอินเตอร์เน็ทตัวอื่นๆ มันได้หลอกลวงทำให้ผู้คนเชื่อว่าการเทรดนั้นมันง่าย บางคนซื้อหุ้น Yahoo แล้วได้กำไรไปสี่เท่า ซึ่งสูงกว่าผู้จัดการกองทุนที่เก่งที่สุด และคิดว่าเขาเป็นอัจฉริยะ


สัญชาติญาณมีคามสำคัญต่อการเป็นนักเทรดที่ประสบความสำเร็จยังไง?
- มนุษย์ทั่วไปมักจะโทษสาเหตุที่ทำให้ตัวเองมีผลงานที่ไม่ดี ดังนั้นการเที่คุณจะเป็นนักเทรดที่ประสบความสำเร็จ คุณต้องมีเงื่อไขในการตอบสนองต่อมันที่ตรงข้ามกับคนส่วนใหญ่ อะไรที่คนวาวนใหญ่รู้สึกดี คุณต้องตัดสินใจทำตรงข้ามคือขาย และเมื่อพวกเขารู้สึกแย่ท่านต้องซื้อเพิ่ม
แต่นั่นมันเป็นแค่ไอเดียเบื้องต้น ที่คุณต้องฝึกมันจนกว่าคุณจะมีทักษะในการตอบสนองที่ตรงกันข้าม เมื่อสัญชาติญาณของคุณถูกต้อง ตอนที่คุณรู้สึกดีก็ต้องกล้า long และเมื่อคุณรู้สึกแย่ก็ให้ short sell


อะไรทำให้คุณแตกต่างจากนักเทรดที่ประสบความสำเร็จน้อยกว่า?
- วินัย ผมมั่นใจว่าไม่มีใครมีวินัยมากกว่าผมอีกแล้ว เพราะเมื่อทำการเทรด ผมจะมีแผนรองรับสำหรับผลลัพธ์ที่จะเกิดทั้งหมด ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องที่เป็นข้อยกเว้น ถ้าผมนึกถึง ก็จะมีแผนสำหรับมันด้วย

มีอีกมั้ย?
- ผมเทรดเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพ เมื่อคุณต้องเทรดเลี้ยงตัว คุณต้องหาหาทางที่จะทำให้ได้ผลสอดคล้องกับมันให้ได้
คุณต้องหาให้ได้ว่าเมื่อไหร่ที่คุณคิดผิด เมื่อราคาหุ้นวิ่งลง นั่นคือสิ่งที่คุณจำเป็นต้องรู้


ปีหนึ่ง คุณพักร้อนบ่อยมั้ย?
- ผมไม่พักร้อนในช่วงที่ตลาดเปิดทำการ ผมไม่เคยพลาดการเทรดแม้แต่วันเดียวมากว่าสิบปีแล้ว
(I don't take vacations during trading days. I haven't missed a day in the market in over ten years.)



แม้แต่ตอนที่คุณป่วย?
- ใช่ ตอนผมเป็นปอดบวม ก็ยังเทรดทั้งที่ร่างกสายผมสูงถึง 105 องศา


กิจวัตรประจำวันของคุณมีอะไรบ้าง?
- ผมเริ่มทำงาน 8 โมงเช้า และทำไปจนถึง 1 ทุ่ม
จากนั้นผมใช้เวลาประมาณชั่วโมงในการกินและออกกำลังกาย และกลับมาทำงานจาก 4 ทุ่ม ถึงตี 1 ทำอย่างนี้ทุกวันทำการ
วันอาทิตย์ผมยังทำงานจากเที่ยงวันยันเที่ยงคืน
มีแค่วันเสาร์เท่านั้นที่ผมพักผ่อน
ไม่มีพักร้อน ทำงาน 6 วันต่อสัปดาห์ และ 14 ชั่วโมงต่อวัน
(ครับ ผมเชื่อแล้วว่าทำไมพี่ถึงได้เจ๋งขนาดนี้)

คุณไม่รู้สึกอยากพักผ่อนยาวๆบ้างเลยเหรอ?
- ความรู้สึกอยากเป็นนักเทรดที่ดีที่สุดมันมีเหนือกว่าความรู้สึกอยากพักผ่อนน่ะ
ผมไม่อยากออกไปไหนเพื่อทำสิ่งที่ไร้สาระ


(ความเห็นของผู้สัมภาษณ์)
ผมจะชอบเขามากขึ้นถ้าหากเขาเปิดเผยวิธีการเลือกหุ้นและวิธีการจับจังหวะเทรด
แต่ผมก็เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาบอกว่าสิ่งสำคัญที่สุดที่เขาให้ได้ ก็คือปรัชญาการเทรดของเขา
โดยหลักการมีดังนี้
๑) ควบคุมการขาดทุนของคุณอย่างจริงจัง
๒) พัฒนาวิธีการที่เหมาะกับบุคลิกของคุณเอง และเป็นเทพในสไตล์นั้นให้ได้
๓) ทำวิจัยด้วยตัวเอง เองทำตามความคิดของตนเอง และอย่าไปรับอิทธิพลจากความคิดเห็นของคนอื่น
๔) มีแผนฉุกเฉินสำหรับทุกเหตุการณ์ที่เป็นไปได้ ซึ่งรวมถึงวิธีการกลับเข้าไปซื้อหุ้นคืน หากตัดขาดทุนแล้วมันเด้ง และมีแผนถึงการขายทำกำไรหากการเทรดมันทำเงินให้
๕) รักษาวินัยให้ทำตามแผนอย่างเคร่งครัด - โดยไม่มีข้อยกเว้น!

ใช่, ผมรู้ว่าประเด็นเหล่านี้ เช่นการมีวินัย และการควบคุมการสูญเสียมันเป็นเรื่องที่ใครๆก็แนะนำมันตั้งแต่โบราณ แต่มันก็ยังสำคัญที่สุดอยู่ดี

ทำไมผมคิดว่าเรื่องนั้นเป็นความคิดโบราณ?
ความจริงก็คือการมีวินัยและการตัดขาดทุนเป็นปัจจัยสองอย่างที่ถูกกล่าวถึงบ่อยที่สุด มันเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในการเทรด โดยเทรดเดอร์ที่ผมสัมภาษณ์ทั้งในหนังสือเล่มนี้และหนังสือเล่มก่อนหน้าก็บอกกันเหมือนกัน

ปัญหาคือนักเทรดและนักลงทุนเคยได้ยินคำแนะนำนี้บ่อยครั้งจนคิดว่ามันไม่สำคัญ - และนั่นจะเป็นความผิดพลาดที่สำคัญ 

แบบฝึกหัดหนึ่งที่ Minervini ทำนั้นพิสูจน์ได้ว่ามีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเขาคือการวิเคราะห์การเทรดในอดีตของเขา ข้อมูลเชิงลึกของการวิเคราะห์นี้ได้เปลี่ยนรูปแบบการเทรดของเขาไปตลอดกาลและช่วยให้เขาสร้างการเปลี่ยนผ่านจากนักเทรดที่มีผลงานระดับธรรมดากลายเป็นนักเทรดที่มีผลงานขั้นเทพ

ในกรณีของมิเนอร์วินี เขาพบว่าด้วยการตั้งเพดานจำกัดเปอร์เซ็นต์การขาดทุนสุดในการเทรดของเขา ส่งผลให้สามารถเพิ่มผลตอบแทนโดยรวมของเขาได้อย่างมาก แม้ว่ามันอาจจะทำให้เขาพลาดหุ้นผู้ชนะบางตัวไปก็ตาม แต่การค้นพบนี้ทำให้เขาสามารถทำกำไรได้มากขึ้นด้วยการทำให้ลดความร้ายแรงจากการขาดทุนลงไปได้เยอะมาก ดังนั้นการวิเคราะห์การซื้อขายในอดีตของเราอาจเผยให้เห็นรูปแบบที่ชี้ให้เห็นวิธีการปรับปรุงประสิทธิภาพของตัวเราเองได้อย่างมาก

น่าสนใจว่าวิธีการที่มิเนอร์วินีได้พัฒนาขึ้นนั้น เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับแนวทางสัญชาตญาณของเขาในฐานะมือใหม่ ซึ่งเป็นการซื้อหุ้นราคาต่ำที่สร้างจุดต่ำสุดใหม่ 
สิ่งนี้ไม่เพียงทำให้เขาต้องปรับตัวเพื่อปรับเปลี่ยนวิธีการเข้าซื้อของตน แต่ยังมีความยืดหยุ่นในการเรียนรู้ว่าความคิดดั้งเดิมของเขาผิดอย่างสิ้นเชิง 
ความล้มเหลวในช่วงต้นไม่ได้เป็นตัวขัดขวางความสำเร็จในระยะยาว ตราบใดที่คนๆ หนึ่งยอมรับ และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง




(เซียว จับอิดนึ้ง ขาย) แหมบทความนี้...มันช่างเข้าทางหนังสือใหม่ของผมยิ่งนัก
ความรู้หุ้นมูลค่า 1 ล้านบาท คือความล้มเหลวในช่วงต้นของผมครับ
และผมก็คิดว่านักเทรดส่วนใหญ่ก็เป็นแบบผม 
หลายคนท้อแท้ หมดใจ และอยากเลิก

แต่ผมอยากให้ท่านทนต่ออีกนิด ลองเดินตามทางของไอดอลของเราดู
เริ่มต้นที่กลับไปเรียนรู้ความผิดพลาดแบบที่ผมทำ
(ครับ..ผมเขียนออกมาได้เป็นเล่มเลย)

และหลังจากที่ท่านค้นลงลึกลงไปถึงความผิดพลาดแล้วแก้ไขมันได้นะ
ผมมั่นใจว่าทางเดินต่อไปจะไม่ยากเหมือนที่ผ่านมาอีก
แค่ท่านพยายามปรับตัวเองให้เป็นนักเทรดที่ดีขึ้น
โดยเริ่มต้นจากการจำกัดการขาดทุนให้น้อยลง
ซึ่งผมเองก็พยายามทำมันอยู่ และอยากให้ท่านทำด้วยครับ



(ขอลักไก่โฆษณา หนังสือ ของผมเอง)

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

วิธีทำเงินจาก $10,000 เป็น $42,000,000,000 ของ Dan Zanger

Manas Arora : ผมรวยเพราะเทรดสไตล์ Mark Minervini

สรุป Trading in The Zone แบบเจาะประเด็นเข้มข้น

เบสิก Swing Trade แบบ Buy on Dip สไตล์ Gil Morales

หุ้นนำตลาด @ 15/2/2019

แนะวิธีดูกราฟหุ้นเบื้องต้น

สรุปหนังสือ Market Wizards - พ่อมดก็เคยเจ๊งหุ้นมาก่อน