ศัตรูตัวใหญ่ที่สุด 3 ประการของเทรดเดอร์ผู้ทะเยอทะยาน

Image
  ศัตรูตัวใหญ่ที่สุด 3 ประการของเทรดเดอร์ผู้ทะเยอทะยาน ได้แก่: 1. กลัวการสูญเสีย 2. ต้องถูกเสมอ 3. ใช้เลเวอเรจมากเกินไป - Peter Brandt . การเทรดเป็นกิจกรรมที่ต้องมีความรอบคอบสูงและเข้าใจถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง นี่คือเหตุผลที่ทำไมลุงปีเตอร์ จึงบอกเช่นนี้ . 1. **กลัวการขาดทุน (Fear of Losses)**:     - **สาเหตุ**: การขาดทุนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในการซื้อขาย และนักเทรดทุกคนต้องเผชิญ การกลัวการขาดทุนมักจะทำให้นักเทรดไม่กล้าที่จะทำการซื้อขายหรือปิดการซื้อขายก่อนเวลาอันควร เพื่อหลีกเลี่ยงการขาดทุน     - **ผลกระทบ**: การกลัวการขาดทุนทำให้นักเทรดไม่สามารถทนต่อความผันผวนของตลาดได้ ส่งผลให้พลาดโอกาสในการทำกำไรที่ดี นอกจากนี้ยังอาจทำให้นักเทรดเลือกที่จะไม่ทำการซื้อขายเลย ซึ่งทำให้ขาดโอกาสในการสร้างผลตอบแทน . 2. **ความต้องการที่จะถูกเสมอ (Need to be Right)**:     - **สาเหตุ**: การที่นักเทรดต้องการที่จะถูกเสมอในการทำนายทิศทางของตลาดเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความมั่นใจเกินไปในการตัดสินใจ ซึ่งอาจนำไปสู่การยึดติดกับมุมมองของตนเองโดยไม่ยอมรับข้อมูลใหม่ ๆ หรือไม่ปรับกลยุทธ์     - **ผลกระทบ**: ความต้องการที่

บทสัมภาษณ์ Dan Zanger : แนวทางการ Swing Trade ตั้งแต่หาหุ้น ซื้อ ถือ ขาย


นี่เป็นอีกบทสัมภาษณ์ ของ newtraderu.com ชื่อ Rich Trader: Dan Zanger Interview
ถามโดย Larry Jacobs



๑) กลยุทธ์การเทรดเป็นแบบไหน เปลี่ยนไปหรือเปล่า?
- เหมือนเดิม คือหาหุ้นที่เติบโตเร็ว และเป็นผู้นำในกลุ่มอุตสาหกรรมนั้น


๒) หลังจากตลาดปิด ทำอะไรบ้าง?
ทำการบ้านด้วยการเปิดกราฟดูทรงหุ้น คัดเอาตัวที่ทำ pattern สวยๆ แต่นั่นยังไม่พอ คุณต้องค้นต่อไปว่า มีสตอรี่อะไรมั้ยที่จะทำให้มันวิ่ง แล้วจากนั้นค่อยดูกราฟเพื่อหาการสร้างฐาน
แม้ว่าผมจะพลาดการวิ่งรอบแรก แต่ผมจะเฝ้ามันเป็นเดือนจากนั้นเพื่อหาจังหวะเข้าซื้อที่ดีและเสี่ยงต่ำ ทั้งการ breakout และ breakdown


๓) คุณคิดว่าอะไรที่ทำให้ราคาหุ้นวิ่ง?
- ผมจะดูเงินก้อนใหญ่ เมื่อสถาบันซื้อหุ้นด้วยวอลุ่มที่สูง ผมจะซื้อตามเขา วอลุ่มคือสิ่งสำคัญที่สุดในสายตาผม


๔) มีวิธีหรือตัวช่วยดูวอลุ่มมั้ย?
ทำการบ้านเอาสิ ถ้าคุณรู้ว่ามันมีสตอรี่ด้วยล่ะก็ยิ่งดีใหญ่
ผมใช้เวลา 12 ชั่วโมงต่อวันเพื่อศึกษาชาร์ท ดูนิสัยวอลุ่ม และการเคลื่อนไหวราคาเมื่อตลาดเปิด
ทุกครั้งที่ตลาดเปิดมันคือทุกอย่างสำหรับผม เพราะผมต้องการดูนิสัยหุ้น นิสัยหุ้นคือทุกอย่างสำหรับผม


๕) เมื่อวอลุ่มเข้า แล้ว pattern แบบไหนที่คุณชอบ?
แล้วแต่สถานการณ์นะ ผมชอบ bull flag pattern, channel ก็ดี, cup with handle ก็ไม่เลว
โดย cup with handle จะทรงประสิทธิภาพสุด เมื่อราคาเปิด gap ในวันที่ประกาศงบ แต่ถ้ามันเกิดในช่วงระหว่างนั้น ผมถือว่าเป็นสัญญาณขาย(อ้าว)
การที่ราคา breakout pattern ไม่ได้การันตีว่ามันจะเป็นหุ้นผู้ชนะหรอกนะ มือใหม่มักคิดว่า price pattern เป็นอะไรที่แม่นเป๊ะ ซึ่งผมบอกว่าคุณเข้าใจผิด เพราะ price pattern มันเป็นแค่อินดิเคเตอร์ที่เตือนไวสุด (leading indicator) ว่าราคาหุ้นพร้อมวิ่ง แต่ท่านต้องอย่าปักใจเชื่อมาก ให้เตรียมรับความล้มเหลวด้วย ให้ระวังและ stop loss ให้ไว
ถ้ามันจะวิ่งจริง วอลุ่มต้องมาทะลักล้นจริงๆ (ซึ่งผมก็ขอเสริมว่า ก็อย่าไปเชื่อมากเช่นกัน)


๖) breakout แล้วแบ่งไม้ซื้อยังไง?
- ถ้าราคาเบรก ผมจะทดสอบด้วยการซื้อ 30-50% ของยอดเงินที่วางแผนไว้ สมมุติว่าผมตั้งใจซื้อหุ้น google จำนวน 200,000 หุ้น ผมจะซื้อไม้แรก 70,000 - 100,000 หุ้น ถ้าเห็นราคาหุ้นทำตัวน่าสนใจ จากนั้นผมจะรอดูการเคลื่อนไหวใน 1-2 ชั่วโมงจากนั้น เมื่อมันวิ่งขึ้นต่อ(ทำนิวไฮแบบดุดัน)พร้อมวอลุ่มสูง ผมจะเข้าเพิ่มอีก 30,000 - 40,000 หุ้น ให้ได้ 75%
จากนั้นผมอาจจะรออีก 4-5 วัน เพื่อดูว่าหุ้นทำไงต่อ ถ้าทำดีผมจะเข้าอีก 25% ที่เหลือ


๗) ถือนานมั้ย?
- ขึ้นอยู่กับสภาพตลาด
ถ้ามัน breakout ฐานราคา ปกติผมถือแค่ 3-5 วัน จนถึง 2 สัปดาห์ เท่านั้น
และถ้าตลาดมันเพิ่งฟื้นตัวจกการพักฐานแบบสวยๆ ผมก็จะถือ 10-15 สัปดาห์
การตัดสินใจพวกนี้มันมาจากประสบการณ์ล้วนๆเลย


๘) stop loss ยังไง?
- ถ้าหุ้นทำตัวไม่น่าไว้ใจ ผมขาย
ถ้ากำไรแล้ว ผมจะไม่รอให้ราคาหุ้นย่อมาถึงระดับ breakout เด็ดขาด ขายก่อน
ถ้าคุณอยากทำเงินจากการเล่นหุ้น คุณต้องมีหุ้นที่วิ่งขึ้น ยิ่งมันวิ่งขึ้นนานเานไหร่ คุณก็จะมีกำไรมากเท่านั้น
แต่ถ้ามัน breakout แล้วซึมลง ผมขายทิ้ง
ผมต้องการเก็บเงินผมไว้ในหุ้นที่วิ่งขึ้นต่อเนื่องเท่านั้น

ส่วนการ stop loss นั้น
ถ้าหุ้นตัวที่ผมซื้อไป มันร่วงลงไปอยู่ต่ำกว่าทุน ผมขาย
แล้วจากนั้นถ้ามันฟื้นตัวกลับไปใหม่ เคลียร์แท่งขายไปได้ ผมซื้อคืน

สมมุติถ้าราคาหุ้น breakout 60 วิ่งไปถึง 63
แต่จากนั้นเกิดข่าวร้าย มันร่วงลงไป 58 ผมขายทิ้งไปก่อน
รอจนกว่ามันดีดกลับขึ้นไปที่ 63 อีกครั้ง ผมจะซื้อคืนตอนที่มันผ่าน 63.10 อันเป็นนิวไฮ


๙) ทำไมเทรดเดอร์ทั่วไปไม่เทพแบบคุณ?
พวกเขาไม่มี ความพากเพียร อุตสาหะ, ไม่ได้ทำการบ้าน
ขยันทำการบ้าน ทำให้หนัก ทำทุกวัน คือกุญแจให้ผมประสบความสำเร็จ
ผมเห็นว่าเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ทุ่มเทเวลาให้กับสิ่งนี้มากนัก พวกเขาไม่มีความปรารถนาที่จะเรียนรู้ ขาดการโฟกัสที่แน่วแน่ ว่าแบบไหนมันเวิร์ค ทำไมถึงเวิร์ค อะไรทำให้ไม่เวิร์ค ทำไม่ถึงไม่เวิร์ค ให้ทุ่มเท สละเวลาเป็นปีเพื่อเรียนรู้สิ่งเหล่านี้
คนทั่วไปมองว่าการเทรดมันง่าย จึงเข้ามาขาดทุนให้ตลาดในเวลาไม่นาน แล้วบอกใครต่อใครว่าฉันจะไม่เข้ามายุ่งกับมันอีก
ผมบอกคุณเลยว่า ถ้าคุณไม่พยายามเอาชนะให้ได้ คุณก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จ


๑๐) จะเป็นเทรดเดอร์ที่ดี ใช้เวลานานมั้ย?
- ไม่อาจระบุแน่นอนได้ แต่โดยปกติแล้ว 4-6 ปี เป็นอย่างน้อย

คุณมีการเปลี่ยนแปลงหลังจากที่เคยคุยกัน ๒ ปีก่อนหน้านี้มั้ย?
- ผมเทรดออปชั่น (ไม่ขอลงรายละเอียด เพราะไม่เคยเล่น)


๑๑) คุณมีกระบวนการป้องกันความตื่นตระหนกเกี่ยวกับพวกก่อนการร้ายมั้ย?
- ไม่มี แต่ผมมีกฎว่าจะไม่ใช้มาร์จิ้น เพราะถ้าราคาหุ้นเกิด panic ร่วงแรง คุณหมดตัวแน่ (แถมเป็นหนี้อีกต่างหาก)



(โฆษณา)


7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

ชมฟรี! คอร์สหุ้น ออนไลน์ 170 คลิป จัดเต็ม ไม่มีกั๊ก Free Full Trading Course by Zyo

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

อธิบาย Wyckoff Accumulation Phase แบบละเอียดยิบ

(มือใหม่เล่นหุ้น) Wyckoff Logic ของดีที่เม่ามือใหม่เอาไปใช้ได้ง่ายๆ

วิธีการอ่านสัญญาณแท่งเทียน (Candlesticks Reading) สำหรับมือใหม่

คำคมเกี่ยวกับเคล็ดวิชาจากหนังเรื่อง กังฟูแพนด้า

VCP (Volatility Contraction Pattern) และรูปแบบที่คล้ายกัน