สรุป The Money Game by Adam Smith การเทรด ลงทุน คือเกมการเงิน

การเทรด ลงทุน คือเกมการเงิน

สรุป The Money Game by Adam Smith
แปลจาก novelinvestor.com/notes/the-money-game-by-adam-smith
- ตลาดหุ้น/เก็งกำไร คือ เกม
- บางคนเข้ามาเล่นเกมเพื่อความสนุก เปลี่ยนบรรยากาศ
- บางคนมาเล่นเกมตามหลักทฤษฎีเกม หลักคณิตศาสตร์เพื่อหาความน่าจะเป็นที่จะได้กำไร
- การลงทุนในตลาดหุ้น คือเกมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะการลงทุน คือการใช้ประโยชน์จากจิตวิทยาฝูงชน เพื่อให้คาดเดาได้ดีกว่าคนส่วนใหญ่(ที่คิดเหมือน ๆ กัน)



- เป้าหมายของคนส่วนใหญ่คือเข้ามาเพื่อทำเงิย แต่บางคนก็เข้ามาเพื่อเล่นเกมเท่านั้น (ซึ่งเขาต้องอยู่ในเกมตลอดเวลา)
- มูลค่าของหุ้นตัวใดตัวหนึ่งนั้น ถามสิบคน ก็จะได้คำตอบที่ไม่เหมือนกัน บางคนใช้หลักการประเมนมูลค่า ส่วนใหญ่ก็ใช้อารมณ์
- อารมณ์มนุษย์ ทำให้ทฤษฎี, กลยุทธ์, หรือมุมมองเกี่ยวกับตลาดที่ไม่สมบูรณ์แบบ, ไม่แม่นยำ, บางครั้งผิด, และไร้เหตุผล อารมณ์ทำให้ตลาดมีชีวิต, ซับซ้อน และเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
- คุณต้องรู้จักตัวเอง ช่างสังเกต ซื่อสัตย์ต่อตนเอง และเรียนรู้จากความผิดพลาด การตัดสินใจเกิดจากอคติของเราเกี่ยวกับการลงทุนนั้น จงเรียนรู้และใช้ประโยชน์จากมัน

กฎข้อ ๑ ถ้าคุณไม่รู้จักตัวเอง ตลาดหุ้น/เก็งกำไร เป็นสถานที่ที่คุณจ่ายแพงเพื่อหาคำตอบ
- วุฒิภาวะทางอารมณ์ การรักษาความนิ่ง วินัย ความอดทน จะมีประโยชน์ในการเอาตัวรอดผ่านสถานการณ์ในเกมการเทรดที่เต็มไปด้วยความเครียด วิตกกังวล
ความวิตกกังวล ความเครียด จนต้องใช้อารมณ์นี่แหละที่ทำให้การลงทุน/เทรด/เก็งกำไรมีค่าใช้จ่ายราคาแพง
- Mass มักจะแพ้ และผิดเสมอ
- ทุกคนมักเชื่อว่าตัวเองเป็น "นักสวนกระแส - contrarian" ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็เป็นส่วนหนึ่งของ mass เพราะโดยธรรมชาติมนุษย์แล้ว เรามักรู้สึกสบายใจเสมอเมื่อเป็นส่วนหนึ่งของ mass
- ในภาวะฟองสบู่ เป็นช่วงที่ทุกคนมีความสุข แล้วจากนั้นราคาก็จะกลับตัวแรง
- ทำไมพวกเขาถึงเล่นเกม? มีหลายเหตุผล ไม่ว่าจะเป็น ต้องการแสดงออก, สร้างภาพ, ทำตามกระแสมวลชน, เป็นคนวงใน, อวดชาวบ้าน ฯลฯ
- มีน้อยคนนักที่เข้ามาเล่นเกมเพื่อเงิน

- ผู้เข้าร่วมทั้งหมด เล่นเกมต่างกัน แต่ละคนสร้างกฎของตนเองขึ้นมา มีคำจำกัดความเกี่ยวกับชัยชนะที่แตกต่างกันไป และพวกเขาก็มักจะเปลี่ยนกฎและคำจำกัดความได้บ่อยตาม performance ของตนเอง
- ความโลภและความกลัว เป็นอารมณ์ที่รุนแรงที่สุด เพราะไม่มีใครชอบที่เห็นคนอื่นได้ดีกว่า เราเกลียด/กลัวความพ่ายแพ้(ขาดทุน)มากกว่าชนะ(กำไร)
- ความโลภและความกลัว และอารมณ์อื่น ๆ มีผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุน เปลี่ยนเป้าหมายและกำหนดลิมิตของความสำเร็จ/ความพยายาม ลังเล ไม่กล้าตัดสินใจ กล้า มั่นใจ มุทะลุ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นอันตรายต่อความสำเร็จในการเทรด/ลงทุน
- ไม่ว่านักลงทุนจะเริ่มต้นสไตล์ไหนก็ตาม พื้นฐาน/เทคนิคอล/ไสยศาสตร์ อีกไม่นานก็จะตัดสินใจเหมือนกัน คือไม่ ผ่านความโลภ ก็ความกลัว
- เป้าหมายสุดท้ายของการลงทุนคือ คือ ความสงบสุข สามารถเลี่ยงความวิตกกังวล ซึ่งคุณต้องรู้ว่าตัวเองเป็นใคร และกำลังทำอะไรอยู่

กฎข้อที่ ๒ ตัวตนของนักลงทุน และกระบวนการลงทุน ต้องแยกจากกันให้เด็ดขาด
- ความผูกพัน หรืออารมณ์ใด ๆ ที่เอาไปใช้ในการลงทุน จะนำพาให้เกิดประสบกาณ์ที่เลวร้ายสำหรับนักลงทุน
- สิ่งสำคัญที่คุณต้องตระหนักให้ชัด คือ "หุ้นไม่รู้ว่าคุณเป็นเจ้าของมัน" มันไม่สนใจคุณ
- คุณต้องไม่ผูกมันตัวเองกับหุ้น สามารถตัดทิ้งมันได้ ถ้ามันไม่ทำเงินให้
- ระวังการตั้งเป้าหมายที่เป็นตัวเลขที่เจาะจง ตั้งง่ายแต่ทำตามได้ยาก เพราะคุณจะปรับมันด้วยความอิจฉา กลัว และความโลภ
- ไม่มีระบบไหนที่เวิร์ค ทำเงินได้ตลอดเวลา/ในตลาดทุกประเภท บางครั้งการอยู่เฉย ๆ ไม่เข้าไปเล่น (ถ้าเห็นว่าเสี่ยงมาก) ก็เป็นเรื่องที่มีประโยชน์มากกว่า
- ปัญหาของบริษัทที่เติบโตสูง คือ มันไม่สามารถรักษาการเติบโตให้ยั่งยืนได้ ถ้าไม่โตราคาหุ้นจะถูกทำลาล้างทันที เพราะมันจะถูกลอกเลียนแบบ มี supply ล้นตลาด การลดราคาเพื่อแข่งขันทางราคาจะตามมา นั่นแหละคืออาถรรพ์ของการเติบโตสูง
- Bias ของ Adam Smith คือ การโฟกัส กระจายความเสี่ยงได้ แต่ต้องลงตัว ไม่มากเกินไปจนได้ผลลัพธ์ไม่คุ้มค่า

กฎข้อ ๓ หาคนฉลาดให้เจอ Find smart people
- ดูความสำเร็จในอดีตของเขา
- หลายคนเลือกที่จะเล่นเกมด้วยการคัดเลือกตัวที่ดีที่สุด (คัดนางงาม) ผ่านการคาดเดาความเห็นของ mass เรากำลังคิดอยู่ว่าคนอื่นกำลังทำอะไรและจะทำอะไร
- การเทรด/ลงทุนให้ได้ชัยชนะ มักจะเป็นการทำตรงข้ามกับคนส่วนใหญ่ (mass) เมื่อคนส่วนใหญ่ขาดทุนหนัก จะมีคนส่วนน้อยได้กำไรจากมัน แต่การคิดสวนมวลชนมักเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ไม่สบายใจ
- หากมีคนบอกว่าระบบหนึ่ง เวิร์คมาก สามารถนำนายว่าคนอื่นทำอะไรอยู่ เมื่อทุกคนใช้มัน ระบบนั้นจะไม่เวิร์คอีกต่อไป
- แนวโน้มจะยังคงไปต่ออย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะกลับตัว
- pattern ในอดีต จะกำหนดท pattern ในอนาคต ซึ่งโมมนตัมจะเห็นชัดผ่านกราฟ
- ไม่มีใครวัดปริมาณอารมณ์ได้ คำนวนไม่ได้ด้วย ราคาหุ้นที่แพงแล้วยังสามารถแพงได้อีก และที่ว่าถูกก็สามารถถูกได้มากกว่านั้นได้เช่นกัน
- ในทุกการเคลื่อนไหวของตลาด จะมีคนโชคดี(ฟลุกกำไร)
- แต่ก็มีนักลงทุนบางคน ประสบความสำเร็จโดยไม่มีระบบใด ๆ เป็นพิเศษ เขาอาจใช้สัญชาตญาณส่วนตัว หรือเข้าถึงข้อมูลได้ดีกว่า
- ความเชื่อมั่นทางตัวเลข มักจะไม่แม่นยำ เพราะตลาดหุ้นนั้นเกิดจากอารมณ์ที่ไม่สามารถวัดได้ ยิ่งใช้คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนมากเท่าไหร่ ผลลัพธ์ก็ยิ่งคล้ายกับการเสี่ยงโชคเท่านั้น
- มาตรฐานทางบัญชีและงบการเงินก็มีความแม่นยำเช่นกัน แต่นั่นก็เป็นข้อมูลในอดีต ไม่มีความสม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเป็นค่าเสื่อมราคา การตัดจำหน่าย การประเมินสินค้าคงคลัง ค่าความนิยม ฯลฯ
- การลงทุนเป็นศิลปะมากกว่าวิทยาศาสตร์
- ตลาดไม่เป็นไปตามตรรกะ มันเป็นไปตามกระแสน้ำที่ลึกลับของจิตวิทยามวลชน
- สภาพคล่องหรือขาดสภาพคล่องเป็นภัยคุกคามที่ใหญ่ที่สุดสำหรับผู้ไล่ตามประสิทธิภาพระยะสั้น หากทุกคนต้องการออกไปและไม่มีใครซื้อ
- จิตวิทยามวลชน จะเป็นตัวขัดขวางความก้าวหน้านักลงทุนรุ่นใหม่ เพราะพวกเขายังใหม่เกินไปที่จะจำช่วงเวลาที่เลวร้ายของตลาด และพวกเขาจะพ่ายแพ้ในตลาดปัจจุบัน ดังนั้นพวกเขาจึงศรัทธาใน คณิตศาสตร์ยุคใหม่ เศรษฐศาสตร์ใหม่ และตลาดใหม่
- การวิเคราะห์ที่ยอดเยี่ยมและเข้าใจง่าย แต่คนส่วนใหญ่จะยังคนไม่เชื่อจนกว่ามันจะพิสูจน์ว่าจริง
- เงินคือ รางวัลของเกมการทำคะแนน เป็นเส้นทางสู่ความร่ำรวย ปริศนาอยู่ที่คุณนิยามถึงความร่ำรวยนั้น คุณสามารถปฏิบัติต่อมันเหมือนผู้ครอบครอง ถือครองเพื่อดูว่าใครสะสมมันมากที่สุด หรือถือจนถึงวาระสุดท้าย หรือแม้กระทั่งเพื่อให้อิสรภาพทางการเงินแก่คุณ


(แนะนำหนังสือของ Zyo)



7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

อธิบาย Wyckoff Accumulation Phase แบบละเอียดยิบ

ชมฟรี! คอร์สหุ้น ออนไลน์ 170 คลิป จัดเต็ม ไม่มีกั๊ก Free Full Trading Course by Zyo

ใช้ EMA200 กับ EMA50 แยกหุ้นว่าช่วงไหนน่าเล่น ช่วงไหนไม่น่าแล

(มือใหม่เล่นหุ้น) Wyckoff Logic ของดีที่เม่ามือใหม่เอาไปใช้ได้ง่ายๆ

ดูยังไงว่าเป็น Cup with Handle pattern?

คำคม การลงทุนของ พี่โจ ลูกอีสาน