ตอนนี้ valuation ของทั้ง $ASTS และ $RKLB ยังเป็นแค่ “เศษเสี้ยว” ของ SpaceX

Image
  🔍 Updated Valuation Gap: $ASTS & $RKLB vs SpaceX ลองนึกภาพแบบนี้นะครับ SpaceX = ภูเขาลูกใหญ่ ส่วน $ASTS และ $RKLB = ภูเขาที่กำลังโตเร็วมาก แต่ตลาดยังให้ราคาไม่เต็มมูลค่า ตอนนี้ valuation ของทั้ง $ASTS และ $RKLB ยังเป็นแค่ “เศษเสี้ยว” ของ SpaceX ทั้งที่โมเดลธุรกิจ เทคโนโลยี และโอกาสเติบโต เริ่มเข้าใกล้ “บริษัทระดับโครงสร้างพื้นฐานของโลก” มากขึ้นเรื่อย ๆ นี่แหละคือ Valuation Gap ช่องว่างระหว่าง คุณค่าที่ควรจะเป็น กับ ราคาที่ตลาดให้วันนี้ 🚀 $RKLB Catalysts ปี 2026 (จุดเปลี่ยนสำคัญ) เรื่องราวของ Rocket Lab ในปี 2026 จะโฟกัสที่ “จากผู้เล่นเล็ก → สู่ Space Infrastructure Company” ตัวเร่งหลัก 1) Neutron Rocket ความคืบหน้าการพัฒนา + ผลทดสอบ ถ้า launch แรกสำเร็จ → ตลาดอาจ re-rate หุ้นทันที 2) งบ Q4 & FY 2025 + Guidance ปี 2026 เห็นชัดเรื่องรายได้ และความสามารถทำกำไรในอนาคต 3) สัญญาใหม่ ทั้งด้าน launch และ space systems 4) Golden Dome Project งานด้าน defense / satellite เชิงยุทธศาสตร์ เพิ่ม narrative ด้าน “ความมั่นคงระดับประเทศ” 5) โอกาส M&A ซื้อกิจการเพื่อขยาย ecosystem การ...

Win rate แค่ 25% กำไรเฉลี่ย +6% ต่อเดือน ปั้นพอร์ตเกิน 100% ในปีเดียว

คณิตศาสตร์ง่าย ๆ ของการปั้นพอร์ต ถ้าคุณทำกำไรเฉลี่ย +6% ต่อเดือนแบบทบต้น
จะทำให้ผลตอบแทนรายปีเกิน 100%++

แต่มีน้อยคนนักที่จะเจาะลึกลงไปว่า “+6% ต่อเดือน” แบบนั้น
จริง ๆ แล้วต้องใช้ทักษะการเทรดระดับไหนถึงจะทำได้

แปลจาก https://x.com/jfsrevg/status/1795402485823352987

ลองมาดูตัวอย่างสถานการณ์ที่ค่อนข้างอนุรักษ์นิยม (เน้นความเป็นไปได้จริงมากกว่าความเพ้อฝัน):

ตั้งสมมติฐานว่าคุณมีอัตราชนะ (win rate) แค่ 25%

แต่คุณควบคุมการขาดทุนได้ดี และวางแผนการเทรดอย่างมีวินัย


สนับสนุนโดย อีบุ๊ค "เคล็ดลึก สวิงเทรด ให้ได้กำไรสม่ำเสมอ"  https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTk5MjQzNSI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjMzNjYyMjt9


รายละเอียดมีดังนี้:

1) ความเสี่ยงต่อการเทรดแต่ละครั้ง: ใช้ความเสี่ยงเพียง 0.17% ของเงินทุนทั้งหมดในการเทรดแต่ละครั้ง (หมายถึงถ้าแพ้หนึ่งครั้ง จะเสียเพียง 0.17% ของพอร์ต)

2) จำนวนครั้งที่เทรดต่อเดือน: เทรดทั้งหมด 64 ครั้ง ชนะ 16 ครั้ง แพ้ 48 ครั้ง

3) อัตราชนะ(win rate): เพียง 25% เท่านั้น

4) ผลตอบแทนจากการชนะ: เทรดที่ชนะได้กำไรเฉลี่ย 4.3R (ถือไม่นาน ไม่เกิน 15 วัน)

5) ขาดทุนเฉลี่ย: เทรดที่แพ้จะเสียเฉลี่ยแค่ -0.7R (ถือสั้น ไม่เกิน 4 วัน)

6) Profit Factor: อยู่ที่ 6.14 (หมายถึงทุก ๆ 1 หน่วยของความเสี่ยง คุณสามารถทำกำไรได้ 6.14 หน่วย)

7) Gain to Pain Ratio: 2.1 (สะท้อนว่ากำไรมากกว่าความเจ็บปวดจากการขาดทุน 2 เท่า)


ข้อคิดสำคัญ:

หากคุณใช้โมเดลนี้เป็น “เกณฑ์มาตรฐาน” แล้วค่อย ๆ พัฒนาตัวเลขต่าง ๆ ให้ดีขึ้น
โดยเฉพาะ การควบคุมการขาดทุนให้อยู่ในขอบเขตที่คุมได้

คุณมีโอกาสสูงที่จะทำกำไรรวม +100% ต่อปี แม้ว่าจะมีบางเดือนที่ขาดทุนอยู่บ้างก็ตาม


จำไว้ว่า... คุณไม่จำเป็นต้อง “ถูกเสมอ” เพื่อทำกำไรเยอะ ๆ

แค่ จัดการความเสี่ยงให้เก่งพอ

ชนะให้น้อยแต่ได้หนัก, แพ้ให้บ่อยแต่เจ็บน้อย

นี่แหละคือวิถีของเทรดเดอร์มืออาชีพตัวจริง!

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

ชมฟรี! คอร์สหุ้น ออนไลน์ 170 คลิป จัดเต็ม ไม่มีกั๊ก Free Full Trading Course by Zyo

กราฟหุ้น GFPT ล่าสุด

One Stop Systems ($OSS) — หุ้นเล็กที่อาจกลายเป็นยักษ์ใหญ่แห่งยุค Edge AI

รวมบทความที่เกี่ยวกับ Gap หุ้น & ทฤษฎี Gap หุ้น

(มือใหม่เล่นหุ้น) Wyckoff Logic ของดีที่เม่ามือใหม่เอาไปใช้ได้ง่ายๆ

อธิบาย Wyckoff Accumulation Phase แบบละเอียดยิบ