14/01/2026 ใน X มีการพูดถึงหุ้นตัวไหนที่มีตัวเร่งบ้าง?

(ที่มา Grok) จากโพสต์ต่าง ๆ บน X วันนี้ (14 มกราคม 2026) มีการพูดถึงหุ้นหลายตัวที่เกี่ยวข้องกับ "ตัวเร่ง" (catalyst) เช่น ข่าวสาร เหตุการณ์ หรือปัจจัยที่อาจส่งผลต่อราคาหุ้น โดยส่วนใหญ่เป็นหุ้นสหรัฐฯ ในกลุ่มเทคโนโลยีเทค และเหมืองแร่ ส่วนหุ้นไทยยังไม่ค่อยเห็นการพูดถึงชัดเจนในหัวข้อนี้ (อาจเพราะตลาดไทยยังไม่คึกคักมากนักวันนี้) แต่ถ้ามีอัปเดตเพิ่มเติมจะแจ้งนะครับ นี่คือสรุปหลัก ๆ ที่ถูกพูดถึงบ่อย: หุ้นเทคและเฮลธ์แคร์ (มีการพูดถึง catalyst จากข่าว clinical trials, FDA, หรือ revenue updates บ่อยที่สุด) $XAIR (Beyond Air) : พุ่งแรง +150% จากข่าวดี  มีคนพูดถึงเป็น mover ตัวหลักของวันนี้จาก catalyst ข่าวบริษัท. $BCTX (BriaCell Therapeutics) : +36% จากข่าวบวก @StockPulseApp ถือเป็น catalyst-driven play. $ATON (Aton Resources) : +54% จากข่าวบริษัท  มีการ mention ซ้ำ ๆ ว่าเป็นหุ้นที่มี momentum จาก news. $XENE (Xenon Pharmaceuticals) : พูดถึง catalyst จาก Phase 3 data ที่คาดในเดือนมีนาคม 2026 @Andre_AGTC และมีเงินสดพอรองรับจนถึง 2027. หุ้นอื่นในกลุ่มนี้ที่ถูกพูดถึง catalyst ปีนี้/ปีหน้า ...

ผมใช้เวลา 15 ปี กว่าจะกลายเป็นหนึ่งในเทรดเดอร์ระดับโลก และสร้างกำไรกว่า 100 ล้านดอลลาร์จากการเทรดได้

บทความนี้สรุปจากคลิป 15 Years of Trading Advice in 15 Minutes That Made Me $100M
โดย Lance Breitstein



ผมใช้เวลา 15 ปี กว่าจะกลายเป็นหนึ่งในเทรดเดอร์ระดับโลก และสร้างกำไรกว่า 100 ล้านดอลลาร์จากการเทรดได้ วันนี้ผมอยากมาช่วยคุณ “กดข้ามด่าน” เส้นทางการเรียนรู้ ด้วยการเล่า บทเรียนที่สำคัญที่สุด ของผมในแต่ละปี จากประสบการณ์ 15 ปีของการเทรด


สนับสนุนโดย อีบุ๊ก Growth Mindset สำหรับ นักเทรดผู้มุ่งมั่น

โปรโมชั่นพิเศษ ลดราคา 20% จากราคาปก จาก 120 เหลือ 96 บาท

เฉพาะ 15-17 สิงหาคมนี้ เท่านั้น

ที่ แอพ Meb https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTk5MjQzNSI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjM4ODI0Mjt9


ผมชื่อ Lance Brightstein อดีตเทรดเดอร์อันดับต้น ๆ ของ Exillium และยังเป็นเมนเทอร์ให้กับเทรดเดอร์ที่ทำกำไรระดับเจ็ดถึงแปดหลักต่อปี และใช่ครับ...ตอนเริ่มแรก ผมก็แย่มากเหมือนกัน


ผมเริ่มเทรดในปี 2011 และบทเรียนแรกคือ คุณต้องเชื่อมั่นในกระบวนการ และโฟกัสที่การพัฒนาตัวเองทุกวัน ตอนนั้นผมเริ่มต้นได้แย่มาก การเทรดจริงมันเร็วมากจนผมทำผิดซ้ำ ๆ ไม่กล้าเข้าออเดอร์ ไล่ตามราคา และดันทุรังถือขาดทุนเกินจุดตัดขาดทุน แต่เมื่อผมถอยออกมาเพื่อสร้าง “กรอบการพัฒนา” ที่เป็นระบบ ผมถึงเริ่มเห็นความก้าวหน้า แม้ตอนนั้นยังไม่ได้กำไร แต่เปอร์เซ็นต์ชนะ และจำนวนวันที่ปิดบวก เริ่มดีขึ้น นั่นคือสัญญาณว่าผมเดินมาถูกทางแล้ว


---


https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTk5MjQzNSI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjM3MzIxNzt9


---

ปีที่ 2 – 2012

ผมสร้างแนวคิด “เครื่องสล็อตเสีย” (Broken Slot Machine) นั่นคือ เลือกเทรดแค่หุ้นไม่กี่ตัวที่เด่นจริง ๆ เพราะผมเห็นว่า ส่วนใหญ่กำไรของบริษัท มาจากแค่ไม่กี่ดีลต่อวัน ในขณะที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่กลับเสียเงินไปกับหุ้นตัวอื่น ๆ ผมจึงโฟกัสเฉพาะ หุ้น In-Play — หุ้นที่มีกราฟโดดเด่น ปริมาณการซื้อขายสูง ความผันผวนแรง หรือมีข่าวสดใหม่ สิ่งนี้กลายเป็นหลักการที่ผมยังใช้มาจนถึงทุกวันนี้


---

Trader’s Journey: กว่าจะสำเร็จ...นักเทรดต้องเจออะไรบ้าง? มีจำหน่ายเป็นอีบุ๊กที่ https://www.mebmarket.com/?action=book_details&book_id=270047

---

ปีที่ 3 – 2013

นี่คือปีที่ผม “ทะลุเพดาน” ได้สำเร็จ ผมเริ่มสร้าง Playbook หรือ “สมุดเกมเทรด” ของตัวเอง โดยเลือกเพียง 2 กลยุทธ์ที่ง่ายและทำกำไรได้จริง กลยุทธ์แรกคือเล่นรีบาวด์ (Mean Reversion) กับหุ้นเทคโนโลยีที่เปิดตลาดแล้วแกว่งแรง อีกกลยุทธ์คือเล่นสวนเมื่อหุ้นขึ้นแรงหลายวันเกินไป ผมโฟกัสแค่สองอย่างนี้ ค่อย ๆ เพิ่มขนาดไม้ และที่สำคัญคือพยายามลดความผิดพลาดที่ไม่จำเป็น นี่แหละครับที่ทำให้ผมเริ่ม มีกำไรสม่ำเสมอ และเริ่มมี “เช็คเงินเดือน” จากการเทรด


---


ปีที่ 4 – 2014

คุณอาจคิดว่าพอเริ่มมีกำไรแล้ว ทุกอย่างจะราบรื่น แต่ต้นปีนั้น ผมเกือบพังทั้งอาชีพ เพราะขาดทุนเกิน $100,000 จากข่าวบริษัท Allergan ที่ประกาศหลังตลาดปิด ผมดันถือชอร์ตอยู่พอดี ช่วงเวลานี้สั่นคลอนความมั่นใจสุด ๆ แต่ผมก็สร้าง กฎการรับมือ Drawdown เช่น การตั้งลิมิตขาดทุนต่อวัน ต่อสัปดาห์ ต่อเดือน และบังคับหยุดทันทีหากเกิน นี่กลายเป็นเกราะป้องกันอาชีพของผม และช่วยลูกศิษย์ผมอีกหลายคนไม่ให้หมดอนาคตเช่นกัน


---


ปีที่ 5 – 2015

ผมได้แนวคิดใหม่ที่เรียกว่า “Bobblehead Concept” นั่นคือการโฟกัสที่ Expected Value หรือมูลค่าที่คาดหวังในการเทรดแต่ละวัน แทนที่จะยึดติดกับกำไรขาดทุน ผมถามตัวเองทุกวันว่า วันนี้ฉันเรียนรู้อะไรใหม่หรือเปล่า? ฉันพัฒนาขึ้นไหม? นี่(คือ Growth Mindset) ทำให้ผมมองการเทรดเหมือนการฝึกซ้อมระยะยาว แทนที่จะย่ำแย่เพราะวันแดง


---


ปีที่ 6 – 2016

ผมย้ายไปช่วยเปิดออฟฟิศใหม่ที่ชิคาโก และเรียนรู้ว่า สภาพแวดล้อมมีผลต่อความสำเร็จอย่างมาก การเทรดไม่ใช่กีฬาคนเดียวเสมอไป เมื่อคุณอยู่กับทีมที่เก่งและผลักดันกัน คุณจะเติบโตเร็วขึ้น ผมจึงแนะนำเทรดเดอร์ทุกคนให้เข้ามีทติ้งหรือกลุ่มคอมมูนิตี้ เพราะคุณจะเก่งขึ้นและไม่เหงา


---


ปีที่ 7 – 2017

ผมได้แนวคิด “Daily Report Card” จาก Dr. Christine Berger แห่ง SMB Capital คือการให้คะแนนตัวเองทุกวัน ไม่ใช่แค่คิดเอาเองว่าทำได้ดีหรือไม่ดี แต่เขียนลงไปเลยว่า “วันนี้ฉันทำอะไรดี อะไรพลาด พรุ่งนี้จะปรับยังไง” การทบทวนแบบนี้เปลี่ยนผมอย่างสิ้นเชิง และเป็นหนึ่งในกุญแจที่พาผมไปถึงกำไร $100 ล้าน


“Daily Report Card” คืออะไร?

“Daily Report Card” (หรือ DRC) คือ การบ้านประจำวันของนักเทรด ที่ให้คุณ สะท้อนผลการเทรดของตัวเองแบบมีระบบ ไม่ใช่แค่คิดเอาเองว่า “วันนี้โอเค” หรือ “วันนี้แย่” แต่เป็นการ ให้คะแนนตัวเองในหมวดหมู่สำคัญ ๆ เช่น

✅ การวางแผนก่อนเปิดตลาด (Preparation)

✅ การเข้าตามระบบ (Execution)

✅ การบริหารความเสี่ยง (Risk Management)

✅ การควบคุมอารมณ์ (Psychology/Discipline)

✅ การเรียนรู้และปรับปรุง (Review & Improvement)

คุณจะเขียนออกมาเลยว่า วันนี้ฉันทำอะไรดี, พลาดตรงไหน, และพรุ่งนี้จะปรับปรุงยังไง


🧠 ทำไมมันถึงสำคัญ?

การเทรดเหมือนกับการเป็น “นักกีฬาอาชีพ”

นักกีฬาทุกคนหลังแข่งต้องดูวิดีโอเกมย้อนหลัง → เพื่อหาจุดบกพร่อง

นักเทรดก็เช่นกัน → ถ้าไม่รีวิวการเล่นของตัวเอง คุณจะวนลูปผิดพลาดเดิม ๆ


Daily Report Card จะช่วย:

สร้าง Feedback Loop → คุณเรียนรู้เร็วขึ้นเพราะรู้จุดที่ต้องแก้ทันที

ทำให้โฟกัสที่กระบวนการ ไม่ใช่แค่ P&L → วันแดงก็ยังมีคุณค่าเพราะคุณได้เรียนรู้

ลดการหลอกตัวเอง → เพราะคุณต้องเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่ใช่คิดลอย ๆ

สะสมความก้าวหน้าเล็ก ๆ ทุกวัน → สุดท้ายกลายเป็นการพัฒนายิ่งใหญ่


✍️ ตัวอย่างการเขียน Daily Report Card

หลังปิดตลาด คุณอาจเขียนแบบนี้ (สั้น ๆ ก็ได้):

วันนี้ (17 ส.ค. 2025):

✅ ดี: เตรียมแผนชัดเจน 3 ตัว, เข้าตามระบบ 2 เทรดแรก

❌ พลาด: ไล่ราคาใน AAPL เพราะกลัวตกรถ, ไม่กด Stop Loss ตามที่วางไว้

🎯 พรุ่งนี้: จะเตือนตัวเองด้วย Sticky Note บนหน้าจอว่า “ไม่ไล่ราคา” และจะซ้อมกด Stop ใน Replay ก่อนนอน


🔑 สรุป

“Daily Report Card” ไม่ใช่แค่สมุดบันทึก แต่คือ กระจกที่สะท้อนนักเทรดในตัวคุณ

ใครก็ตามที่ทำสิ่งนี้อย่างจริงจังทุกวัน จะเห็นพัฒนาการเร็วขึ้นแบบก้าวกระโดด

---


ปีที่ 8 – 2018

ผมเลิกพยายาม “จับมีดร่วง” (Catch Falling Knife) แล้วหันมาเล่นฝั่ง Right Side of the V คือรอให้หุ้นลงแรงจนหมดแรง แล้วค่อยเข้าเมื่อการกลับตัวเริ่มชัดเจน วิธีนี้ทำให้ความเสี่ยงลดลง Win Rate สูงขึ้น และผมเริ่มไต่อันดับขึ้นอย่างรวดเร็วใน Trillium


---


ปีที่ 9 – 2019

ปีนี้คือจุดเปลี่ยนใหญ่ เพราะผมได้อ่านหนังสือ Atomic Habits ของ James Clear และนำหลักการ พัฒนาขึ้นวันละ 1% (อ่าน Kaizen Trader) มาใช้กับการเทรด ช่วงเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่พัฒนาได้ทุกวัน พอสะสมต่อเนื่อง ก็นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่


ทุกเช้าผมเริ่มต้นด้วยคำถามง่าย ๆ ว่า “วันนี้ฉันจะปรับอะไรให้การเทรดดีขึ้น 1% ได้บ้าง?” ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงด้านเทคโนโลยี เพิ่มแท็กใหม่ ๆ ในซอฟต์แวร์จดบันทึก คิดไอเดียเทรดใหม่ ๆ หรือหาข่าวปัจจัยกระตุ้น (Catalyst) เพิ่มเติม ทุกอย่างสะสมเป็นพลังทบต้น ผมไม่เคยออกจากออฟฟิศจนกว่าจะทำอะไรสักอย่างที่ทำให้ตัวเองเก่งขึ้น 1% เมื่อเวลาผ่านไป การปรับเล็ก ๆ เหล่านี้ กลายเป็นการพัฒนา “ขอบเขตความได้เปรียบ” ที่ยิ่งใหญ่


---


ปีที่ 10 – 2020

นี่คือปีแห่งโอกาสไม่ธรรมดา ความผันผวนสูงจนแทบทุกวันมีจังหวะดี ๆ ให้เล่น สิ่งที่ทำให้ผมแตกต่างจากเทรดเดอร์ส่วนอื่น ไม่ใช่แค่การเห็นโอกาส แต่คือการ กล้าใส่เงินให้มากขึ้นแบบทวีคูณ เมื่อเห็นว่าเป็นจังหวะ A+ Setup ผมก็กดคันเร่งให้สุด ขนาดการเล่นของผมไม่ได้เพิ่มขึ้นแบบเส้นตรง แต่เป็นการ “ทบแรง” เมื่อมั่นใจจริง ๆ แน่นอนครับ นี่ไม่ใช่สิ่งที่มือใหม่ควรทำ คุณต้องเชี่ยวชาญ Setup ของตัวเองก่อน แต่เทรดเดอร์ระดับท็อปทุกคนที่ผมรู้จัก ต่างก็ใช้กลยุทธ์การ “ใส่เงินแบบทวีคูณ” Position Sizing ในจังหวะที่ใช่


---


อีบุ๊ก เคล็ดลึก Position Size ปั้นพอร์ตเล็กให้เติบใหญ่ อย่างมั่นคง

มีจำหน่ายที่  https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTk5MjQzNSI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjM1OTI2OTt9

---


ปีที่ 11 – 2021

ทักษะเทคนิคต่าง ๆ ของผมเข้าที่หมดแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ จิตวิทยาและการจัดการสภาพจิตใจ เพราะต่อให้คุณมี Edge ดีแค่ไหน หากจิตใจไม่นิ่ง คุณก็จะพลาดโอกาสตรงหน้า ผมเริ่มทำงานกับโค้ชด้าน Performance และ Health เพื่อดูแลทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ใช่เพื่อความฟรุ้งฟริ้ง แต่มันคือสิ่งจำเป็นหากคุณต้องการเล่นในระดับสูงสุด ทุกวันผมจะทบทวนว่า วันนี้ฉันนอนพอไหม? มีสมาธิไหม? หลังจากชนะใหญ่ ฉันยังคุมอารมณ์ได้หรือเปล่า? การมี “จิตใจที่นิ่ง” คือกุญแจสำคัญในการคงความสม่ำเสมอ


---



อีบุ๊ก สโตอิกศาสตร์ สำหรับนักเทรด : เก็บเกี่ยวกำไร เย็นใจ ในเกมที่ไม่แน่นอน

จำหน่ายแล้วที่ https://www.mebmarket.com/?action=book_details&book_id=319842 

---


ปีที่ 12 – 2022

ปีนี้เหมือนการถูกน้ำเย็นสาดใส่ หลังจากปีทองของ 2020–2021 ตลาดเริ่มเงียบ รูปแบบที่เคยทำกำไรได้หยุดทำงาน เทรดเดอร์หลายคนติดอยู่กับ Playbook เดิม ๆ แต่ผมเลือกที่จะ ปรับตัวอย่างรวดเร็ว ผมตรวจสอบว่าอะไรไม่เวิร์ก ก็ตัดทิ้งอย่างไร้ปรานี และสร้างระบบใหม่ที่เหมาะกับตลาดปัจจุบัน บทเรียนคือ การเอาตัวรอดในตลาด ไม่ใช่เรื่องบุกตะลุยเสมอไป แต่คือการ “ปรับตามตลาด” ให้เร็วกว่าใคร


---


ปีที่ 13 – 2023

ผมพิสูจน์ตัวเองในสาย Intraday Trading ได้มากพอแล้ว แต่ผมเริ่มโหยหาสมดุลชีวิต ผมจึงหันไปเน้น Swing Trading ถือหุ้นข้ามวัน รวมกับการขาย Options Premium สิ่งนี้ช่วยให้ผมได้ “ถอยออกมา มองภาพกว้าง” ใช้เวลาน้อยลง หน้าจอไม่กักขังผมอีก 10 ชั่วโมงต่อวัน ที่น่าทึ่งคือ P\&L ไม่ได้ลดลงเลย การเทรดยาวขึ้นทำให้ผมใจเย็นขึ้น ชัดเจนขึ้น และมีชีวิตที่ยั่งยืนกว่า


---


สนับสนุนโดย อีบุ๊ค "เคล็ดลึก สวิงเทรด ให้ได้กำไรสม่ำเสมอ"  https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTk5MjQzNSI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjMzNjYyMjt9 


---


ปีที่ 14 – 2024

ผมผลักดันตัวเองไปไกลกว่าแค่หุ้นธรรมดา ผมหันไปศึกษา Options, Futures และการเทรดข้ามคืน แต่ละผลิตภัณฑ์มีความเฉพาะตัว มี Edge ที่ต่างกัน สิ่งนี้ไม่ใช่แค่เพิ่มเครื่องมือ แต่มันคือการสร้าง พอร์ตโฟลิโอทักษะที่หลากหลาย ให้ปรับใช้ตามสถานการณ์ ยิ่งคุณเปิดรับตลาดและผลิตภัณฑ์มากเท่าไร คุณก็ยิ่งมีโอกาสสร้างกำไรมากขึ้น


---


ปีที่ 15 – 2025 (ปัจจุบัน)

แม้จะผ่านมา 15 ปีแล้ว แต่บทเรียนที่ผมยังต้องทวนเสมอคือ “ทันทีที่คุณคิดว่ารู้หมดแล้ว นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของการถดถอย” ปีนี้ผมใช้เวลามากขึ้นกับการสร้างเครือข่ายกับเทรดเดอร์ระดับท็อป การถามคำถาม และการเป็นเมนเทอร์ให้คนรุ่นใหม่ ผมยังคงปรับระบบ ปรับกลยุทธ์ และรูทีนอยู่เสมอ เพราะการเทรดไม่มีเส้นชัย


มองย้อนกลับไป สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่เงินหรือชื่อเสียง แต่มันคือ การเติบโต จากเด็กใหม่ที่สับสน ไปจนถึงเมนเทอร์ผู้ถ่ายทอดบทเรียน ทุกปีมาพร้อมทั้งความล้มเหลวและความก้าวหน้า ทุกครั้งคือการเปลี่ยนมุมมอง ที่ช่วยสร้างผมขึ้นมาเป็นคนที่ผมเป็นในวันนี้


การเดินทางนี้ไม่เคยเกี่ยวกับการหาทางลัด แต่มันคือการสร้างความเชี่ยวชาญทีละก้อน ๆ อิฐ พัฒนาตัวเองทุกวันไม่หยุด ตลาดเปลี่ยน เราเปลี่ยน Edge ก็เปลี่ยน แต่ถ้าคุณยังคงมุ่งมั่นที่จะเติบโต ทบทวน และผลักดันขีดจำกัดของตัวเองทุกวัน รางวัลทั้งทางการเงินและชีวิตจะยิ่งใหญ่เกินคาด


“ความยิ่งใหญ่ในการเทรด ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วขณะเดียว แต่มันถูกสร้างขึ้นด้วยการขัดเกลาที่ไม่หยุดหย่อนตลอดเวลา”

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

ชมฟรี! คอร์สหุ้น ออนไลน์ 170 คลิป จัดเต็ม ไม่มีกั๊ก Free Full Trading Course by Zyo

กราฟหุ้น GFPT ล่าสุด

อธิบาย Wyckoff Accumulation Phase แบบละเอียดยิบ

(มือใหม่เล่นหุ้น) Wyckoff Logic ของดีที่เม่ามือใหม่เอาไปใช้ได้ง่ายๆ

คำคมเกี่ยวกับเคล็ดวิชาจากหนังเรื่อง กังฟูแพนด้า

ทฤษฏีวัฏจักรตลาดหุ้น (Market Cycle)