ศัพท์เฉพาะของอุตสาหกรรม Photonics

Image
Education Saturday: Photonics Glossary & Key Terms (ฉบับนักเทรด) ลองนึกภาพแบบนี้ก่อน เมื่อก่อน “ไฟฟ้า + สายทองแดง” คือพระเอกของดาต้าเซ็นเตอร์ แต่วันนี้ AI ทำให้ความเร็วพุ่งจนทองแดงเริ่มชนกำแพง พระเอกคนใหม่เลยชื่อว่า Photonics — การใช้แสงแทนไฟฟ้า  ถ้าคุณติดตามหุ้นอย่าง$LITE, $COHR, $POET, $AAOI, $ALMU ศัพท์ข้างล่างนี้คือของที่ต้องได้ยินแน่นอนบน earnings call 1) Photonics – หัวใจของยุค AI Photonics คือการใช้ “แสง” ส่งข้อมูล ยิ่ง AI ใหญ่ขึ้น เร็วขึ้น เครือข่ายก็ยิ่งต้องพึ่งแสงมากขึ้น 👉 เทรนด์นี้ทำให้ Optical = โครงสร้างพื้นฐานใหม่ของ AI 2) Laser – ต้นน้ำของทุกอย่าง เลเซอร์คือแหล่งกำเนิดแสง ถ้าเลเซอร์ขาด → ทั้งระบบขาด 👉 เวลาเลเซอร์ตึง ซัพพลายเออร์ต้นน้ำจะมี pricing power ทันที 3) Indium Phosphide (InP) – วัตถุดิบหายาก InP ใช้ทำเลเซอร์ประสิทธิภาพสูงสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ขยายกำลังผลิตยาก 👉 ใครคุม InP ได้ = Margin ดี + อำนาจต่อรองสูง 4) EML – เลเซอร์เกรดพรีเมียม EML คือเลเซอร์ที่รวมการส่งสัญญาณไว้บนชิปเดียว ใช้กับ 800G / 1.6T 👉 ซับซ้อนกว่า → ราคาสูงกว่า → Value ต่อชิ้นมากกว่า 5) CW...

Position Sizing - แบ่งขาย เข้า - ออก หรือ Fixed?

Position Sizing - Scale In, Scale Out or Fixed?

สรุปจาก https://x.com/SteveDJacobs/status/1957033301777986026


อีบุ๊ก เคล็ดลึก Position Size ปั้นพอร์ตเล็กให้เติบใหญ่ อย่างมั่นคง

มีจำหน่ายที่  https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTk5MjQzNSI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjM1OTI2OTt9


เมื่อคุณมี “กลยุทธ์การเทรด” แล้ว คำถามถัดมาที่สำคัญคือ

“แต่ละไม้ควรลงทุนเท่าไหร่?”


เพราะไม่ว่าจะเข้าถูกจังหวะแค่ไหน ถ้าไซส์ใหญ่เกินไป คุณจะเจ็บหนัก แต่ถ้าเล็กเกินไป ผลตอบแทนก็ไม่คุ้ม


มี 3 วิธีหลักที่นักเทรดใช้กัน:

1) Fixed Size – ลงทุนคงที่

แบ่งเป็น 2 แบบย่อย

(i) Fixed Capital per Trade

จัดสรรเงินจำนวนเท่ากันทุกครั้ง เช่น พอร์ต $100,000 ลงไม้ละ 5% = $5,000 ไม่ว่าจะเป็นหุ้นตัวไหน

✔️ ง่าย

❌ ไม่คำนึงถึง “ความผันผวน” ของหุ้น (หุ้นทุกตัวไม่ได้เสี่ยงเท่ากัน)


(ii) Fixed Risk per Trade

กำหนดก่อนเลยว่าจะเสี่ยง “กี่ % ของพอร์ต” ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง เช่น ยอมเสีย 1R = 1% ของพอร์ต

แล้วคำนวณ Position Size จากจุด Stop Loss และความผันผวน (ATR/ADR)

✔️ เหมาะสมกว่าเพราะอิงความเสี่ยงจริง

✔️ ช่วยควบคุมการขาดทุน

❌ ต้องมีวินัยและคำนวณละเอียด


2) Scale Out – ทยอยขายออก

เข้าซื้อทีเดียวเต็มไซส์ (เช่น 10% ของพอร์ต)

พอราคาขึ้นตามเป้าใน 3–5 วันแรก → ขายออกบางส่วน (เช่น 1/3–1/2) เพื่อ “ล็อกกำไร”

ขยับ Stop Loss ขึ้นมาที่ Break-even หรือสูงกว่า = ทำให้ “ขาดทุนยากขึ้น”


ข้อดี: ลดความกดดัน ปล่อยส่วนที่เหลือวิ่งได้สบายใจ (“free-roll”)

ข้อเสีย: ความเสี่ยงยังสูงในวันแรก ๆ เพราะคุณถือเต็มไซส์ตั้งแต่ต้น


3) Scale In – ทยอยซื้อเพิ่ม

เริ่มจาก “ไม้เล็ก” (เช่น 2.5% ของพอร์ต)

ถ้าหุ้นขึ้นต่อ และปิดสูงกว่าราคาซื้อเฉลี่ย + ยังไม่ Over-extended → ค่อย ๆ เติมเพิ่ม

แต่ละครั้งที่เพิ่ม ต้องปรับ Stop Loss ตามราคาทุนล่าสุด


ข้อดี: เริ่มเล็ก ความเสี่ยงน้อย รอให้ตลาดยืนยันก่อน

ข้อเสีย: ถ้าหุ้นพุ่งแรงเร็ว อาจไม่มีโอกาสเติมเพิ่ม


กฎสำคัญร่วมกัน

ไม่ว่าคุณจะใช้ Fixed, Scale In หรือ Scale Out ควรยึดกฎเหล่านี้:

ตัดขาดทุนไว เสียเล็ก ๆ ดีกว่าเสียใหญ่

ปล่อยให้กำไรโต อย่ารีบขายดอกไม้แล้วไปรดน้ำวัชพืช (Peter Lynch)

อย่าเติมขาดทุน (“Losers average losers”)

ถ้าจะเติม ต้องเติม หุ้นที่ชนะ และมี Setup ใหม่ที่คุณก็จะซื้อแม้ยังไม่ได้ถือ

คิดเป็น Risk/Reward (R) อย่างน้อย 1:2 หรือดีกว่า

อย่าตกเป็นเหยื่อ FOMO – ตลาดมีโอกาสใหม่เสมอ


สรุป

มือใหม่ ควรเริ่มจาก Fixed Risk per Trade → ง่ายต่อการควบคุมอารมณ์และความเสียหาย

เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น → ลองใช้ Scale In เพื่อเพิ่ม Exposure กับหุ้นที่ใช่

หรือใช้ Scale Out เพื่อลดความเสี่ยงและทำให้ “ทุนทางจิตใจ” เบาลง


สุดท้าย ไม่มีวิธีไหนดีที่สุดตลอดเวลา เลือกวิธีที่เหมาะกับบุคลิก, วินัย และเป้าหมายของคุณเองครับ

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

ชมฟรี! คอร์สหุ้น ออนไลน์ 170 คลิป จัดเต็ม ไม่มีกั๊ก Free Full Trading Course by Zyo

กราฟหุ้น GFPT ล่าสุด

One Stop Systems ($OSS) — หุ้นเล็กที่อาจกลายเป็นยักษ์ใหญ่แห่งยุค Edge AI

รวมบทความที่เกี่ยวกับ Gap หุ้น & ทฤษฎี Gap หุ้น

(มือใหม่เล่นหุ้น) Wyckoff Logic ของดีที่เม่ามือใหม่เอาไปใช้ได้ง่ายๆ

อธิบาย Wyckoff Accumulation Phase แบบละเอียดยิบ