แนะนำ อีบุ๊ค เล่มใหม่ครับ "ปรัชญาสโตอิก เข้าใจง่าย ชนะตลาดได้ สำหรับนักเทรดมือใหม่"

Image
  แนะนำ อีบุ๊ค เล่มใหม่ครับ " ปรัชญาสโตอิก เข้าใจง่าย ชนะตลาดได้ สำหรับนักเทรดมือใหม่ " เชิญชวนให้นักเทรดมือใหม่ ทำความรู้จักปรัชญาสโตอิก และนำไปประยุกต์ใช้กับการเทรด แบบเข้าใจง่ายๆ ครับ หลังจากที่ผมเขียนหนังสือ Stoic Kickoff ไปแล้ว พบว่า ชอบการนำเสนอ แบบนั้น เข้าใจง่ายดี เลยขอต่อยอด เขียนสโตอิก สำหรับนักเทรดมือใหม่ ให้มือใหม่เข้าใจปรัชญานี้แบบง่ายๆ จึงกลายเป็นเล่มนี้ขึ้นมา ถ้าคุณชอบแนวทางการนำเสนอแบบ Stoic Kickoff ผมคิดว่า คุณน่าจะชอบเล่มนี้เหมือนกันแน่นอน " การเทรด คือ สนามฝึกสโตอิก ที่ง่ายและดีที่สุด " ผมเชื่อแบบนี้ครับ ดังนั้น จึงอยากนำเสนอ เพื่อให้คุณเปิดใจเรียนรู้  และนำเอา ปรัชญาสโตอิก ไปใช้ร่วมกับการเทรดดูครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน! ซื้ออ่านได้แล้วที่ https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTk5MjQzNSI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjQ2NTcyOTt9

Position Sizing - แบ่งขาย เข้า - ออก หรือ Fixed?

Position Sizing - Scale In, Scale Out or Fixed?

สรุปจาก https://x.com/SteveDJacobs/status/1957033301777986026


อีบุ๊ก เคล็ดลึก Position Size ปั้นพอร์ตเล็กให้เติบใหญ่ อย่างมั่นคง

มีจำหน่ายที่  https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTk5MjQzNSI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjM1OTI2OTt9


เมื่อคุณมี “กลยุทธ์การเทรด” แล้ว คำถามถัดมาที่สำคัญคือ

“แต่ละไม้ควรลงทุนเท่าไหร่?”


เพราะไม่ว่าจะเข้าถูกจังหวะแค่ไหน ถ้าไซส์ใหญ่เกินไป คุณจะเจ็บหนัก แต่ถ้าเล็กเกินไป ผลตอบแทนก็ไม่คุ้ม


มี 3 วิธีหลักที่นักเทรดใช้กัน:

1) Fixed Size – ลงทุนคงที่

แบ่งเป็น 2 แบบย่อย

(i) Fixed Capital per Trade

จัดสรรเงินจำนวนเท่ากันทุกครั้ง เช่น พอร์ต $100,000 ลงไม้ละ 5% = $5,000 ไม่ว่าจะเป็นหุ้นตัวไหน

✔️ ง่าย

❌ ไม่คำนึงถึง “ความผันผวน” ของหุ้น (หุ้นทุกตัวไม่ได้เสี่ยงเท่ากัน)


(ii) Fixed Risk per Trade

กำหนดก่อนเลยว่าจะเสี่ยง “กี่ % ของพอร์ต” ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง เช่น ยอมเสีย 1R = 1% ของพอร์ต

แล้วคำนวณ Position Size จากจุด Stop Loss และความผันผวน (ATR/ADR)

✔️ เหมาะสมกว่าเพราะอิงความเสี่ยงจริง

✔️ ช่วยควบคุมการขาดทุน

❌ ต้องมีวินัยและคำนวณละเอียด


2) Scale Out – ทยอยขายออก

เข้าซื้อทีเดียวเต็มไซส์ (เช่น 10% ของพอร์ต)

พอราคาขึ้นตามเป้าใน 3–5 วันแรก → ขายออกบางส่วน (เช่น 1/3–1/2) เพื่อ “ล็อกกำไร”

ขยับ Stop Loss ขึ้นมาที่ Break-even หรือสูงกว่า = ทำให้ “ขาดทุนยากขึ้น”


ข้อดี: ลดความกดดัน ปล่อยส่วนที่เหลือวิ่งได้สบายใจ (“free-roll”)

ข้อเสีย: ความเสี่ยงยังสูงในวันแรก ๆ เพราะคุณถือเต็มไซส์ตั้งแต่ต้น


3) Scale In – ทยอยซื้อเพิ่ม

เริ่มจาก “ไม้เล็ก” (เช่น 2.5% ของพอร์ต)

ถ้าหุ้นขึ้นต่อ และปิดสูงกว่าราคาซื้อเฉลี่ย + ยังไม่ Over-extended → ค่อย ๆ เติมเพิ่ม

แต่ละครั้งที่เพิ่ม ต้องปรับ Stop Loss ตามราคาทุนล่าสุด


ข้อดี: เริ่มเล็ก ความเสี่ยงน้อย รอให้ตลาดยืนยันก่อน

ข้อเสีย: ถ้าหุ้นพุ่งแรงเร็ว อาจไม่มีโอกาสเติมเพิ่ม


กฎสำคัญร่วมกัน

ไม่ว่าคุณจะใช้ Fixed, Scale In หรือ Scale Out ควรยึดกฎเหล่านี้:

ตัดขาดทุนไว เสียเล็ก ๆ ดีกว่าเสียใหญ่

ปล่อยให้กำไรโต อย่ารีบขายดอกไม้แล้วไปรดน้ำวัชพืช (Peter Lynch)

อย่าเติมขาดทุน (“Losers average losers”)

ถ้าจะเติม ต้องเติม หุ้นที่ชนะ และมี Setup ใหม่ที่คุณก็จะซื้อแม้ยังไม่ได้ถือ

คิดเป็น Risk/Reward (R) อย่างน้อย 1:2 หรือดีกว่า

อย่าตกเป็นเหยื่อ FOMO – ตลาดมีโอกาสใหม่เสมอ


สรุป

มือใหม่ ควรเริ่มจาก Fixed Risk per Trade → ง่ายต่อการควบคุมอารมณ์และความเสียหาย

เมื่อมีประสบการณ์มากขึ้น → ลองใช้ Scale In เพื่อเพิ่ม Exposure กับหุ้นที่ใช่

หรือใช้ Scale Out เพื่อลดความเสี่ยงและทำให้ “ทุนทางจิตใจ” เบาลง


สุดท้าย ไม่มีวิธีไหนดีที่สุดตลอดเวลา เลือกวิธีที่เหมาะกับบุคลิก, วินัย และเป้าหมายของคุณเองครับ

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

ดอกผลของการทำการบ้าน คือเงินล้านที่รอคุณอยู่

ขั้นตอนการทำราคาของ Market Maker

ชมฟรี! คอร์สหุ้น ออนไลน์ 170 คลิป จัดเต็ม ไม่มีกั๊ก Free Full Trading Course by Zyo

กราฟหุ้น GFPT ล่าสุด

(มือใหม่เล่นหุ้น) Wyckoff Logic ของดีที่เม่ามือใหม่เอาไปใช้ได้ง่ายๆ

(แปลไทยโดย AI) KRISTJAN KULLAMÄGI @ Market Wizards: The Next Generation

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave