20 Habits of Highly Successful Traders

โดย เซียว : facebook.com/zyoit

๑) เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ จะทนรวย เมื่อกำไร แต่จะรีบขายเมื่อขาดทุน
เซียนหุ้น ไม่ได้เทรดชนะทุกตาหรอก เขาก็มีแพ้กับชนะปนกันไป
แต่เมื่แพ้ เขาจะรีบตัดขาดทุนให้เสียหายน้อยสุด
แต่ถ้าหากชนะพวกเขาจะพยายามรันเทรนด์ให้ได้มากที่สุด
จากภาพคือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นแนวคิดของพวกเขา
เขาเทรด 13 ครั้ง ชนะแค่ 3 แต่แพ้ไป 10 แต่เมื่อเขาตัดขาดทุนให้เสียหายน้อยไม่กี่เปอร์เซ็นต์
แต่พอได้กำไร เขารันให้ได้กำไรหลายสิบเปอร์เซ็นต์ 
ในที่สุดผลประกอบการจึงกลายเป็นบวก

๒) เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ จะมุ่งมั่นทำเงินเท่านั้น ไม่แคร์ว่าตัวเองต้องถูกตลอดเวลา
การพยายามที่จะเป็นคนสมบูรณ์แบบ เป็นปมในใจมนุษย์ทุกคน ไม่มีใครต้องการเป็นคนผิด หรือคิดผิด
แต่ตลาดหุ้น มันเป็นเกมส์ที่ต้องมีคนได้และคนเสีย คนซื้อและคนขาย ไม่มีความจริงใจในเกมส์นี้
และท่านก็ไม่ใช่คนที่เก่งทีสุดในตลาด
เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ ก็ไม่ใช่คนที่เก่งที่สุดในตลาด แต่อยู่รอดได็ ก็เพราะยอมรับในสิ่งที่เขาควบคุมไม่ได้ คือเขาไม่สามารถที่จะชนะได้ทุกตา เมื่อแพ้ก็รีบหมอบ
แต่หากตาไหนเข้าทางเขา ก็จะพยายามอดทนให้ได้กำไรมากทีสุด
ครับ เขาเน้นที่การทำเงินจากตลาด ไม่ใช่เอาแต่ทะเลาะกับตลาดเพื่อพิสูจน์ว่าตัวเองเป็นคนถูก

๓) เทรดเดอร์ที่ร่ำรวย จะมองกราฟเป็นแค่รูปภาพ แต่เทรดเดอร์ทั่วไป มองหาจุดซื้อและขาย

๔) ก่อนที่จะเข้าซื้อ พวกเขาจะรู้จุดขายหุ้นออก ไม่ว่าผลจะออกมา กำไร หรือ ขาดทุน

๕) พวกเขายึดมั่นในวิธีคิดเดิม ไม่ว่าก่อนหน้านั้นจะเทรดขาดทุนไปสี่ครั้ง แต่ครั้งที่ห้าก็ยังจะใช้แนวทางเดิมเพื่อเทรด

๖) กราฟของพวกเขาไม่รก ใช้อินดิเคเตอร์เท่าที่จำเป็น

๗) พวกเขารู้ว่าในโลกของการเทรดนั้น "ทุกอย่างล้วนไม่แน่นอน" จึงต้องตื่นตัวตลอดเวลา

๘) ตลาดหุ้นเป็นสถานที่ทำงานของพวกเขา เป็นที่ที่พวกเขาต้องไปเข้าร่วมวงเพื่อทำเงิน ไม่ใช่เป็นแค่คนดู

๙) พวกเขาไม่ให้ความสำคัญกับการพยายามซื้อที่จุดสูงสุด และหาหนทางขายที่จุดสูงสุด ไม่กลัวซื้อแพง-ถ้าเชื่อว่ามันจะไปได้แพงกว่า ไม่กลัวขายหมูเพราะเชื่อว่ายังมีโอกาสดีๆรอเขาอยู่อีกมาก
ที่เขาไม่ได้ action ที่จุดสูง-ต่ำสุด เพราะยังไม่มีการยืนยันสำหรับเขา
การจะเป็นจุดสูง-ต่ำสุดได้ มันต้องอาศัยการเคลื่อนไหวหลังจากนั้นไงครับ มันจะไม่สูงสุดถ้าวันต่อมาราคาไม่ร่วงลง และหลายวันต่อมา มันลงต่อไปอีก ในทางกลับกัน มันยังจะไม่ใช่จุดต่ำสุดถ้าวันต่อไปราคาไม่ดีดขึ้นไปทำนิวไฮ และยกไฮยกโลว์
พวกเขาเน้นที่ "โอกาส" และ "กำไร" เท่านั้น 
การซื้อได้ที่ตุดต่ำสุดและขายที่จุดสูงสุดมีความสำคัญสำหรับคนขี้โม้เท่านั้น

๑๐) พวกเขาไม่มีอคติเกี่ยงกับความถูก-แพง ของราคาหุ้น
หุ้นที่ราคาร่วงลงไปถึงระดับสลึง มันมีเหตุผลที่ควรจะมีมูลค่าเท่านั้น
หุ้นที่ราคาวิ่งขึ้นไปเป็นร้อย มันก็มีความสมเหตุสมผลของมัน
การมีอคติเกี่ยวกับราคาถูก-แพง ทำให้เทรดเดอร์บางส่วน หลงไปซื้อหุ้นต่ำบาทเพราะคิดว่าถูกมาก จากนั้นเขาก็พบว่า มันยังถูกได้อีก เพราะมันลงต่อ
ในทางกลับกัน พวกเขาไม่กล้าซื้อหุ้นเกินสิบบาท ยิ่งเป็นร้อย ก็ไม่สนใจ ทั้งที่ความจริงแล้วหุ้นพวกนี้ สภาพคล่องน้อยกว่า เวลาวิ่งก็ซิ่งไวกว่าแท้ๆ

๑๑) พวกเขาพร้อมที่จะเปลี่ยนข้างไปตามตลาด
ถ้าตลาดเป็นขาขึ้น พวกเขาก็พร้อมซื้อ
ถ้าตลาดเป็นขาลง พวกเขาก็พร้อมขาย
ไม่สวนตลาด แค่พยายามเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกระแสตลาด เพื่อทำเงิน

๑๒) เมื่อเทรดแพ้ จะไม่พยายามเอาคืน ด้วยการทุ่ม แต่จะลดจำนวนเงินลง
แต่เมื่อเทรดชนะ พวกเขายินดีเพิ่มเงินให้มากขึ้น
เหตุผลที่ทำแบบนี้ เพราะพวกเขาต้องการอยู่รอด เหมือนกบที่ยามหน้าแล้งก็จำศีล พอเข้าหน้าฝนจึงออกมาหากินและแพร่พันธุ์ 
เทรดเดอร์ที่ฉลาด เมื่อเทรดแพ้ติดต่อกัน เขาก็ตระหนักรู้ว่าช่วงนี้ไม่ค่อยดี จึงเล่นแบบตอดๆ เพื่อรอ
แต่ถ้าเขาพบว่าช่วงใหนที่โอกาสมาเข้าทางเขา เขามีโอกาสชนะ ก็พร้อมทุ่ม

๑๓) พวกเขารู้ว่าในอนาคตยังมีโอกาสดีๆ รอเขาอยู่เสมอ
หน้าที่ของเขาก็แค่ รักษาเงินต้นเอาไว้ เพื่อจัดเต็มสำหรับโอกาสที่ดีๆในวันข้างหน้า
พวกเขาจึงไม่กลัวตกรถ ไม่กลัวขายหมู ไม่กลับคัทแล้วเด้ง

๑๔) พวกเขาไม่ซื้อถัวเฉลี่ยขาดทุน
เพราะพวกเขาตัดขาดทุนไปตั้งนานแล้ว ไม่ปล่อยให้ราคาร่วงลงจนเสียหายเรื้อรังแน่นอน
ที่พวกเขากล้าตัดขาดทุน เพราะพวกเขายอมรับว่าตัวเองไม่สมบูรณ์แบบไง พวกเขาสามารถผิดได้ ผิดแล้วก็ยอมรับผิด ขายเอาเงินต้นออกมาก่อน แล้วรอโอกาสดีๆที่ตลาดจะให้ในอนาคต

๑๕) พวกเขาไม่ตั้งเป้าหมายเป็นจำนวนเงิน แต่จะทำตามแผนการเทรดเท่านั้น
คนที่ตั้งเป้าว่าจะทำเงินให้ได้วันละเท่านั้นเท่านี้ มักจะล้มเหลวเพราะ fix กับเป้าหมายเกินไป จนลืมให้ความสำคัญกับกระแสของตลาด พอราคาไม่ถึงเป้าก็ไม่อยากขาย-ทั้งๆที่ตลาดไปต่อไม่ไหวแล้ว แบบนี้นานๆไปก็ต้องพังอยู่ดี

๑๖) พวกเขาอ่านหนังสือ เกี่ยวกับ mobsและ riots (ก็คือหนังสือที่ว่าด้วยการชุมนุม-จิตวิทยาฝูงชน) 
เพราะการเคลื่อนไหวของราคาในตลาดหุ้นก็ไม่ต่างไปจากสงคราม หรือการจลาจลดีๆนี่เอง การทำความเข้าใจจิตวิทยาฝูง ก็จะทำให้พวกเขาอ่านอารมณ์ตลาดได้ดีขึ้น

17.They provide liquidity to the markets while watching price and volume
18.They have a way to gauge fear, greed and speed of the markets: Tick charts 233, 612

๑๙) They practice reading the right side of the chart, not the left
พวกเขาจะพยายามเดาอารมณ์ตลาดในอนาคตอันไกล้ มากกว่าที่ดูอดีต
ทำให้นึกถึงคำพี่มาร์คว่า "หัวใจหลักคือ ไม่ต้องรู้ชัดว่าหุ้นจะทำอะไรต่อ แต่รู้ว่าหุ้นควรจะทำอะไร
จากนั้นก็เป็นเรื่องของการพิจารณาว่ารถไฟจะมาตรงเวลาหรือไม่"

๒๐) ไม้ตายในการเทรดได้เงินของคุณ ควรอธิบายให้คนที่ไม่รู้เรื่องเข้าใจแบบง่ายๆได้

๒๑) จำนวนเงินที่เข้าเทรดแต่ละตัว ต้องขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของหุ้นตัวนั้น

๒๒) กำหนดเป้าหมายกำไรให้เป็นช่วง อย่า fix

๒๓) (ถ้ากำไรแล้ว) ให้พยายามถือยาว สักเดือนก็ยังดี

๒๔) Confident decision makers in the face of imconplete information

๒๕) ขาดทุนไม่ได้หมายว่าคุณแพ้
เมื่อราคาไม่ไปตามที่คาดหวัง ให้คุณขาดทุน ก็แค่ stop loss แล้วรอโอกาสใหม่ อย่าเถียงตลาด

๒๖) ซื้อเมื่อราคาทำจุดสูงสุดใหม่ - ขายเมื่อราคาทำจุดต่ำสุดใหม่
 เพราะเมื่อราคมีโมเมนตัมแล้ว ของแพงก็สามารถแพงได้อีก และของถูกก็สามารถถูกได้อีกเช่นกัน

๒๗) หน้าที่ของเทรเดอร์ ไม่ใช่แค่ ซื้อๆ-ขายๆ
แต่ต้องหาโอกาสทำเงินที่ถูกต้องด้วย
ถ้าไม่มีหุ้นทรงสวยๆให้เล่น ก็อยู่เฉยๆ จะได้ไม่เสียเงิน

๒๘) เขียนบันทึกการเทรด ทุกๆตัวที่เข้า
ไม่ว่าจะเป็น ราคา, วิธีคิด(เหตุผลที่ซื้อ-ขาย), ข่าว และทัศนคติ

๒๙) พวกเขาจะเชื่อมั่นและ ทนรวยไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยยะ ถึงตัดสินใจขาย

๓๐) A winning trade does not result in taking on extra risk the next trade
ครั้งนี้เทรดแพ้แล้วอย่าทุ่มพนันกับครั้งหน้า ได้ไม่คุ้มเสียหรอก

๓๑) เทรดตามการตอบสนองต่อข่าว ไม่ใช่เทรดตามข่าว
.
1.Wealthy traders are patient with winning trades and are enormously impatient with losing trades
2.They realize that making money is more important that being right
3.They look at charts as a picture of where traders are lining up to buy or sell
4.Before they enter any trade they know exactly where they will exit for either a gain or a loss
5.They approach trade number 5 with the same mindset they did on the trade 4 previous losing trades
6.They use "naked" charts and focus on zones
7.They realized a long time ago that being uncomfortable trading is OK
8.The markets are their workplace. They are a participant, not an on-looker.
9.They stopped trying to pick tops and bottoms.
10.They stopped thinking about the market being "cheap" or "expensive"
11.They are willing to change sides if the market tells them to do so
12.They trade aggressively when trading well and modestly when they are not
13.They realize the market will be open again tomorrow
14.They never add to a losing trade... EVER
15.Cash is the goal, but never the measure of success
16.They read about mobs and riots
17.They provide liquidity to the markets while watching price and volume
18.They have a way to gauge fear, greed and speed of the markets: Tick charts 233, 612
19.They practice reading the right side of the chart, not the left
20.Every wealthy trader has an "edge" they can explain to their mothers
21.Their position size is calculated exactly on risk tollerance
22.Profit targets are based on average range or something objective
23.One or two trades a month make their month
24.Confident decision makers in the face of imconplete information
25.A losing trade does not mean they are a loser
26.They buy higher highs and sell lower lows
27.Their business isn't trading, it's finding the right trades
28.They write down or record every trade, price, thoughts, news, attitude
29.Their conviction on an active trade remains unless something major changes
30.A winning trade does not result in taking on extra risk the next trade
31.They trade the reaction, not the news

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รีวิวหนังสือหุ้น "เทคนิคอล อนาไลซิส" Technical Analysis of the Financial Markets

สรุปหนังสือ The (almost) Complete Guide to Trading

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

วิธีเลือก, ดูแนวโน้ม, Volume และ Price Action ของหุ้น Growth Stocks ตามแนวคิด CANSLIM

เคล็ดการหาหุ้น Demand Passion แรง (วิธีสแกนหุ้นซิ่ง)

หุ้นจ่อเบรค 14/12/2018

EMA20 กับการหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นน้องใหม่ที่กลับตัวจากขาลง