การล่าสมบัติของ David Ryan

โดย เซียว จับอิดนึ้ง : facebook.com/zyoit

David Ryan มีความสนใจที่จะเล่นหุ้นตั้งแต่เด็ก เขาเคยคิดอยากจะซื้อหุ้นตั้งแต่อายุ 13 สาเหตุที่เขาสนใจเรื่องของการเล่นหุ้นก็เพราะว่าเขาเป็นคนชอบอ่านหนังสือโดยเฉพาะหนังสือ Wall Street Journal มันทำให้เขาได้รู้จักหุ้นราคา 1 ดอลลาร์ และอยากจะซื้อมาก แต่พ่อบอกว่ามันยังไม่ดีพอให้เขาทำการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับหุ้นนั้นก่อนซื้อ อีกไม่กี่วันเด็กชายไรอันไปเจอบทความเกี่ยวกับบริษัทผลิตขนมหวานและคิดว่าน่าจะเป็นการลงทุนที่สมบูรณ์แบบ พ่อเลยเปิดบัญชีให้เขาลงทุน 10 หุ้น  จากนั้นความสนใจเกี่ยวกับตลาดหุ้นก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเมื่อเขาโตเขาได้สมัครบริการด้านข้อมูลและสัมมนาด้านการลงทุนของปู่โอนีล ตั้งแต่อายุ 16 จนกระทั่งเข้าเรียนมหาลัยเขาก็อ่านหนังสือทุกเล่มเกี่ยวกับตลาดหุ้นเท่าที่เขาจะหามาได้

แน่นอนว่า William o'neil คือไอดอลของเขา หลังจากที่เขาจบมหาลัยก็เดินทางเข้าไปของานทำที่บริษัทของโอนีลทันที โดยเขาไม่เอาค่าจ้างแต่ขอให้ได้ทำงานที่นั่น ซึ่งก็ได้รับการจ้างงาน และด้วยความมุ่งมั่นความกระตือรือร้นของเขาก็ทำให้เขาประสบความสำเร็จในการลงทุนจนได้รับการแต่งตั้งเป็นรองประธานในเวลาแค่ 4 ปีจากนั้น



มีคุณสมบัติของเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จอยู่เต็มเปี่ยม
จากเคสของ David Ryan เราจะพบว่าเขามีคุณสมบัติพื้นฐานที่ถูกต้องของการเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จอยู่ นั่นก็คือ 
๑) มีความหลงใหลต่อการลงทุนหุ้นตั้งแต่ยังเด็กเลย ต้องการจะลงทุนตั้งแต่ยังจำความได้ 
๒) และก็มีความมุ่งมั่นจริงจังให้ความสนใจเกี่ยวกับตลาดหุ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่เคยมีแม้สักวันที่เขาจะไม่ให้ความสนใจมัน ในประวัติถึงกับบอกว่าตอนที่เรียนมหาลัยเขาก็อ่านหนังสือทุกเล่มเกี่ยวกับการลงทุนหุ้นเท่าที่จะหามาได้ แสดงว่าเขาหลงใหลในเรื่องของการลงทุนเป็นอย่างมาก
๓) แน่นอนอีกคุณสมบัติที่จำเป็นสำหรับการเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จก็คือการเป็นหนอนหนังสือ ใช่แล้ว...เขาอ่านทุกเล่มที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับตลาดหุ้นก็แสดงว่า เขาชอบอ่านหนังสือมาก ซึ่งคนที่ปลูกฟังเขาก็น่าจะเป็นพ่อเขาเองนั่นแหละที่เป็นตัวอย่าง ตั้งแต่เด็กเข้าอ่านหนังสือ Wall Street journal ได้แล้ว (ซึ่งก็น่าจะเอาอย่างพ่อที่ทำตัวอย่างให้เห็นทุกวัน) ยิ่งโตมาก็ยิ่งอ่านมากขึ้น การที่เขาได้อ่านหนังสือมากขึ้นนี่เองมันทำให้เขาเห็นโอกาสที่ดีๆมากมาย
๔) เขาหลงใหลในการเทรดมาก จากข้อสังเกตของผู้เขียนหนังสือ market Wizard ยังบอกว่าที่ทำงานเขานั้นไม่ได้มีเครื่องอำนวยความสะดวกอะไรที่ดีเยี่ยมเลย จึงเขียนลงไปว่า "สงสัยว่าตราบเท่าที่เขายังมีชาร์ทของเขาและเครื่องคอมพิวเตอร์ เขาก็คงเต็มใจที่จะทำงานในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าได้เลยด้วยซ้ำ" นี่ก็ย้ำชัดว่าพี่ไรอันชอบการเทรดซะเหลือเกิน



Passion : การลงทุนในหุ้นเหมือนการล่าสมบัติ
การล่าสมบัติ ถ้านึกถึงคำนี้ ความเป็นเด็กน่าจะสื่อได้ดีที่สุด ดังนั้น ประโยค "การลงทุนในหุ้นเหมือนการล่าสมบัติ" ของพี่ไรอันนั้น มันน่าจะเป็นภาพสะท้อนที่ถูกปูให้เขาตั้งแต่เด็ก ซึ่งคนทำให้ก็น่าจะเป็นพ่อของเขาเอง แม้จะไม่มีรายละเอียดที่บอกว่าพ่อแม่เขาทำงานอะไร แต่ก็พอเดาออกว่าพ่อของพี่ไรอันน่าจะทำงานเกี่ยวกับการลงทุนนี่แหละ ไม่งั้นคงไม่อ่านหนังสือ Wall Street journal ให้ลูกเห็นและเอาอย่าง ซึ่งแน่นอนว่าพ่อน่าปลูกฝังให้เด็กชายเดวิดรู้จักกับการลงทุนตั้แต่เด็ก ผ่านการชวนลูกเล่นเกมล่าสมบัติ ซึ่งอาจจะเป็นการหาหุ้นที่น่าลงทุนผ่านการอ่านหนังสือพิมพ์

ที่ผมตั้งข้อสังเกตแบบนี้ก็เพราะว่า ในหนังสือ Market Wizard บอกไว้ว่าตอนอายุ 13 ก็บอกพ่ออยากซื้อหุ้นที่มีราคา 1 เหรียญจากข้อมูลในหนังสือพิมพ์ที่เพิ่งอ่าน แสดงว่าพ่อกับลูกน่าจะคุยกันเรื่องนี้มาโดยตลอด ซึ่งตอนนั้นพ่อก็สอนว่า "ลูกต้องทำการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับบริษัทนั้นให้ดีเสียก่อน" 
ยิ่งต่อมา เขาไปเจอหุ้นที่ผลิตขนมหวาน ก็ชอบเพราะกินบ่อย จึงเอาไปบอกพ่อว่าต้องการซื้อ ก็ได้รับการอนุมัติ ให้ซื้อตั้ง 10 หุ้น แสดงว่าพ่อเป็นผู้ปลูกฝังและปูทางให้ลูกเอาดีในทางนี้อย่างแน่นอน

ตรงนี้เองที่ทำให้พี่ไรอัน มี passion อย่างแรงกล้าที่จะเอาชนะในเกมหุ้นให้ได้ โดย "สมบัติ" ในความหมายของเขา นั่นคือ "หุ้นผู้ชนะ" ซึ่งเขาได้ไปเรียนรู้จากปู่โอนีลตั้งแต่อายุ 16 นั่นเอง

CANSLIM พ่อทุกสถาบัน
เพราะการที่เขามีความหลงใหลเขาชอบอ่านหนังสือ รวมถึงการได้ไปทำงานได้อาจารย์ดีอย่างปู่โอนีล, David Ryan จึงได้อาวุธดี โดยเฉพาะแนวทางการหาหุ้นทั้งแบบเทคนิคอลและพื้นฐาน ตามหลัก CANSLIM  และเอาหลักการนี้ไปแข่งขันจนสร้างชื่อเสียงขึ้นมาด้วยการเป็นแชมป์ลงทุนแห่งอเมริกา(U.S. Investing Championship) ในสาขาการเทรดหุ้นถึง 3 ครั้งด้วยกัน
มีอีกสองคนที่ใช้ CANSLIM เป็นอาวุธในการแข่ง คือ Dan Zanger กับ Mark Minervini ก็เป็นชนะเลิศ นี่หมายความว่าแนวคิดนี้ดีจริง

ตอนนี้พี่ไรอันได้ออกมาจากบริษัทของปู่โอนีลแล้ว และก็มาตั้งบริษัทเองซึ่งผลประกอบการของเขาก็ยังอยู่ในระดับขั้นดีเลิศเหมือนเดิม



เทพก็เคยขาดทุนมาก่อน
จากที่อ่านมาเราคงคิดว่าชีวิตของพี่ไรอันนั้น ช่างเพียบพร้อมเสียเหลือเกิน มีพื้นฐานที่ดี เทรดก็เป็นผู้ชนะมาโดยตลอด แต่บอกเลยว่ามันยังไม่ใช่ทั้งหมด เทพอย่างเขาก็เคยขาดทุนมาก่อนเช่นกัน

ในช่วงแรกของการเทรดนั้นเขาก็แพ้เหมือนกันเขาเปิดบัญชีไปสองหมื่นเหรียญในช่วงต้นที่เข้ามาร่วมงานกับบริษัทของปู่โอนีล ในช่วงแรกเงิน 20,000 เพิ่มไปเป็น 52,000 เหรียญในปีต่อมา แต่จากนั้นก็เสียกำไรคืนให้ตลาดไปหมดรวมทั้งเงินต้นอีกด้วยบัญชีเขาลดลงมาเป็น 16,000 ดอลลาร์เลยทีเดียว

แน่นอนว่าเมื่อรู้ว่าตัวเองกำลังเป็นคนผิดเขาเลยนั่งศึกษาข้อผิดพลาดของตัวเองซึ่งเขาก็ทำทุกครั้งตั้งแต่เขาขาดทุนเป็นครั้งแรกซึ่งเขาพบว่าความร้ายแรงที่สุดของเขาคือเขาไม่รู้จักกาละเทศะ ก็คือว่าเขาไม่ได้เลือกว่าควรเล่นเวลาไหนแต่เขาจะเล่นหุ้นตลอดเวลา ไม่ว่าตลาดจะเป็นขาลงเขาก็ยังเล่นเต็มพอร์ท (ซึ่งในช่วงที่ตลาดเป็นขาลงนั้นมั่นใจได้เลยว่าเขาไม่สามารถที่จะกำไรกับหุ้นได้ทุกตัวไหมว่าหุ้นตัวนั้นมันจะมีกราฟสวยพึ่ง Breakout จากฐานราคาก็ตามแต่มันก็มีโอกาสที่จะล้มเหลวมากกว่าไปต่อทำกำไรให้กับเขาอย่างมากมาย)

และข้อผิดพลาดอีกอย่างก็คือเขาซื้อหุ้นในตอนที่ราคาเลยระดับที่ breakout ขึ้นไปมากแล้ว คือเขาซื้อตอนที่ราคาสูงขึ้นมาจากฐานราคา 15 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นจึงต้องมีความเสี่ยงจากการเทรดนั้นอย่างมากมาย

เมื่อเขารู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อนตรงไหนแล้วความผิดพลาดทั้งหมดถูกบันทึกเอาไว้ เขาจึงคิดจะเริ่มต้นใหม่ด้วยการขายอสังหาบางชิ้นของตนเองและเอาเงินก้อนนั้นมาเพิ่มในบัญชีหุ้น

ที่เขามั่นใจอย่างนั้นเพราะว่านอกจากการเรียนรู้จากความผิดพลาด แล้วเขาก็ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการเทรดอย่างหนักมาก และตั้งใจว่าตัวเองจะต้องมีวินัยอย่างเคร่งครัด

เมื่อตัวเองมีปณิธานแบบนั้นแล้ว เขาจึงพิสูจน์ตัวเองด้วยการเข้าร่วมการแข่งขันการลงทุนแห่งอเมริกา (U.S. Investing Championship) ซึ่งเขาชนะด้วยผลตอบแทน 161 เปอร์เซ็นต์ และในปีต่อต่อไปก็ได้ผลตอบแทนมากกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเขาก็ชนะอีก 2 ครั้ง
ตรงนี้แหละที่เป็นตัวพิสูจน์ว่าสิ่งที่เขาได้ตระหนักรู้ถึงความผิดพลาดของตัวเอง และพยายามที่จะศึกษาอย่างหนักรวมถึงมีวินัยต่อตัวเองอย่างเคร่งครัดเขาถึงทำได้สำเร็จ

การได้ทำงานร่วมกับปู่โอนีล ทำให้ David Ryan ได้ทักษะที่โดดเด่นอย่างหนึ่ง ก็คือเขามีข้อมูลหุ้นที่เป็นผู้ชนะให้ศึกษามากมาย ไม่ว่าจะเป็นทางด้านกราฟ หรือด้านของพื้นฐาน คือเขาจะรู้และเห็นจุดร่วมเลยว่าหุ้นผู้ชนะมีกราฟแบบไหน มันวิ่งขึ้นยังไง มันเกาะเส้นค่าเฉลี่ยเส้นไหนขึ้น ก็อย่างที่เราได้เห็นจากหนังสือคัดหุ้นชั้นยอดด้วยระบบชั้นเยี่ยม ในช่วงกราฟช่วงแรกของหนังสือนั่นเองครับ นั่นแหละคือลักษณะของหุ้นผู้ชนะที่แสดงออกผ่านกราฟ มันจะเกาะเส้นค่าเฉลี่ย 10 สัปดาห์ขึ้นไปอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งจบรอบก็หลุดเช่นนี้ลงมาและจบเลย

David Ryan ก็ใช้ข้อมูลนี้ในการคัดหุ้นชั้นยอด แล้วเอาไปใช้เทรดแข่งขันจนชนะด้วยนั่นเอง
อีกประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเขา พี่ไรอันบอกว่าคุณสามารถเรียนรู้ได้มากที่สุดจากตลาด คือทุกครั้งที่เขาซื้อหุ้นเขาจะเขียนเหตุผลลงไปว่าทำไมถึงซื้อมัน ด้วยการปริ้นกราฟออกมาแล้วเขียนเหตุผลประกอบลงไปบนนั้น การที่เขาทำแบบนี้เขาบอกว่ามันจะช่วยฝังลักษณะการวิเคราะห์ของหุ้นผู้ชนะลงไปในใจของเขา และสำคัญที่สุดก็คือการบันทึกเหตุผลที่ซื้อลงไป-มันจะทำให้เขารู้ว่าได้ผิดพลาดจากเรื่องอะไรบ้าง ซึ่งมันจะทำให้เขาได้มีโอกาสกลับมาทบทวนความผิดพลาดนั้น และก็ปรับปรุงให้มันดีขึ้น
ซึ่งการได้บันทึกลงไปบนกระดาษมันก็เป็นเหมือนกับการตอกย้ำว่าตรงนี้นายเคยทำผิดพลาดมาแล้วนะนายไม่ควรทำพลาดเรื่องเดิมอีก

Win/Loss Ratio = 50 : 50 (ตอนนี้เทพก็ยังขาดทุน)
นี่เป็นยอดนักเทรดอีกท่านที่ออกมาเผยว่าเขาชนะแค่ครึ่งเดียวเท่านั้น
ทำไมเขายังอยู่รอดได้ และทำกำไรอย่างโดดเด่น?
วิธีการก็เรียบง่ายมาก คือ "ตัดขาดทุนให้เร็วที่สุด" พี่ไรอัน บอกว่า เขาไม่รีรอที่จะตัดขาดทุน โดยเขาให้ลิมิตของความเสียหายอยู่ที่ 7% เท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม น้อยครั้งนักที่เขาจะปล่อยให้เสียหายถึงระดับนั้น แสดงว่าขาดทุนแค่ 3-5% นี่ก็น่าจะสาดทิ้งหมดแม็กแน่นอนครับ

ชนะแค่ครึ่งเดียว ตัดขาดทุนบ่อย แล้วรวยได้ไงวะ? บางท่านอาจสงสัย
พี่ไรอันบอกว่า ในแต่ละปีเขาจะได้หุ้นเด้ง 2-3 เท่า เป็นประจำทุกปี แม้ว่าปีนึงจะได้เด้งไม่กี่ตัว ก็สามารถชดเชยการขาดทุนระดับ 3-5% ที่มากมายนั้นได้

ผมขอมโนแบบนี้นะ สมมุติว่าปีนึงเขาเทรด 100 ตัว 
ขาดทุนไปเสีย 50 ตัว แต่รีบขายตัดขาดทุน ไม่ให้เกิน 7%
กำไร 50 ตัว ก็มีตัวที่กำไร 5%-20% ซะส่วนใหญ่ เฉลี่ย 10% ก็จะไปถัวส่วนที่ต้อง stop loss นั้น 
แต่เพราะในแต่ละปีเขาก็ได้หุ้นที่เป็นผู้ชนะ วิ่งแรง บวกเป็นเด้ง ให้เขาสองสามตัว แค่นี้พอร์ตก็โตได้แล้ว

จากข้อมูลที่ว่ามาทั้งหมด มันจึงตรงกับคำกล่าวของพี่ไรอันที่ว่าด้วยการถือหุ้น ว่า
๑) หุ้นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ ถือ 6-12 เดือน ชุดนี้แหละที่ได้เป็นเด้ง ปั้นพอร์ตให้โต
๒) หุ้นไม่แข็งแกร่งมาก ถือประมาณ 3 เดือน พวกนี้ก็น่าจะทำกำไรให้ ไม่เกิน 20%
๓) หุ้นที่ต้องตัดขาดทุน ทนไม่ถึง 2 สัปดาห์ คือถ้าซื้อแล้วขาดทุน แกสาดลูกเดียวไม่ให้ลุกลามถึง 7%

"จงอดทนต่อหุ้นขาขึ้น(ทำกำไรให้เรา)แต่อย่าให้เวลากับหุ้นขาลง(สร้างความเสียหายให้เรา)"


ยอมรับความผิดพลาด และเรียนรู้จากมัน
เขาสามารถหาความผิดพลาดของตัวเองได้จากบันทึกการเทรด
จึง List ความผิดพลาดของตัวเองและแนวทางการแก้ปัญหาออกมาดังนี้
ความผิดพลาด
๑) เข้าซื้อหุ้นเพราะกลัวตกรถ ทำให้ได้ต้นทุนที่สูงกว่าจุด breakout 15-20% ซึ่งทำให้ต้องเจอการเขย่า จนต้องตัดขาดทุนออกมาด้วยความสูญเสียที่มากเกินความจำเป็น
๒)  ไม่รู้จักกาละเทศะ พยายามเล่นหุ้นตลอดเวลา แม้แต่ช่วงตลาดไร้แนวโน้มและขาลง จึงทำให้เขาต้องขาดทุน คืนกำไรให้กับตลาดไปจนหมด

หนทางแก้ไข
1) ไม่ซื้อหุ้นที่ราคาวิ่งห่างจากจุดบริการของฐานราคามากเกินไป
2) ยึดมั่นในหลักเกณฑ์ของการคัดสรรหุ้นที่ได้เรียนมาจากปู่โอนีล
3) มีวินัยให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ยิ่งคุณมีวินัยและเคร่งครัดกับมันมาก คุณก็จะทำได้ดีมากขึ้นเท่านั้นในตลาด
4) ไม่สนใจข่าวลือหรือข้อมูลลับที่คนอื่นมาบอกคุณเพราะมันไม่มีประโยชน์ไม่เป็นวิทยาศาสตร์สู้เราหาหุ้นเองและค้นข้อมูลเองจะดีกว่าเพราะเราจะได้รู้ที่มาและที่ไปรวมถึงวางแผนการเทรดเองได้ด้วย

Wisdom ของ David Ryan
ถ้าท่านจำ DIKW model ที่ผมเคยเขียนถึงไว้ได้ หน้าตาแบบนี้

ก็น่าจะรู้จักคำว่า Wisdom ดีมันก็คือการเอาความรู้ที่ตัวเองได้ศึกษามาไปปรับและประยุกต์ใช้เพื่อให้เหมาะกับนิสัยของตัวเอง ซึ่งมันเป็นขั้นสุดของกระบวนการเรียนรู้ ซึ่ง wisdom ของพี่ไรอัน ก็คือการปรับปรุงแนวทางการซื้อขายที่หลากหลายขึ้น

เริ่มจากหนังสือที่แกชอบก่อน
- How to make money in stock (คัดหุ้นชั้นยอดด้วยระบบชั้นเยี่ยม-บ้านเรามีขายนะครับ) อ่าน สรุป CAN SLIM คัดหุ้นยอดด้วยระบบชั้นเยี่ยม
- How i made two million dollars in the stock market (บ้านเราก็เคยมีขาย ชื่อ ผมทำเงิน 2 ล้านในตลาดหุ้นได้อย่างไร) อ่านสรุปหนังสือได้ที่นี่
- Reminescense of a stock operator บ้านเราไม่มีขายแล้ว  อ่านสรุป "บันทึกลับเซียนหุ้น ได้ที่นี่
- Stan Weinstein, "Secrets for Profiting in Bull and Bear Markets" อ่านสรุป Stan Weinstein' Method
- How to trade in stocks (Institute for economic & financial research)
- Richard Love, "Super Performance Stocks"
- Kermit Zieg, "Profile of a Growth Stock"
- Marty Zweig, "Winning on Wall Street"
- Frost & Prechter, "Elliot Wave Principle"
- Beckman, "Super Timing"
หนังสือพวกนี้แหละครับที่เป็นพื้นฐานให้แกเอาไปใช้เทรด

แต่ด้วยความที่พี่ไรอันมีการตรวจสอบผลงานของตัวเองตลอด จึงต้องมีการพบจุดอ่อนของความรู้ที่ได้มานั้นแน่นอน เพราะนิสัยของแต่ละคนก็ต่างกันไป จึงไม่อาจลอกแบบกันได้ 100% คนที่จะไปได้ไกลจริงต้องมีการปรับวิธีการให้เหมาะกับตัวเอง ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ wisdom ที่เขาจะรู้ได้เฉพาะตัวเท่านั้น

ถ้าเราจำแนวทางการซื้อหุ้นของปู่โอนีลผู้เป็นต้นฉบับ ก็จะพบว่าแกชอบซื้อตอนที่ราคา breakout แต่เมื่อพี่เค้าได้เอาไปใช้ก็พบจุดอ่อน(ในมุมมองของเขานะ) โดยเขาให้ชื่อใหม่ว่า ‘CANTSLIM’ เพราะมีหุ้นหลายตัวที่เขาพบว่าหลังจาก breakout ขึ้นไปแล้วมันไม่ยอมไปต่อ ขึ้นได้ไม่กี่วันก็ร่วงกลับตัวลงไปอยู่ที่เดิม ซ้ำร้ายลงต่อให้ขาดทุนไปซะงั้น

ด้วยเหตุนี้ แกจึงไม่เล่นเฉพาะ breakout แต่จะซื้อตอนย่อด้วย โดยแกบอกว่า(ส่วนใหญ่ผมแปลไม่ออก)
I’m looking for much different entry points. You could probably change the name to ‘CANTSLIM’ – a lot of stocks break out, go a few days, and the stocks turn and go right back down.

I’m looking to buy much, much more on pullbacks – pullbacks of 10, 15, 20, 25 per cent. The risk is a lot lower down there than it is buying breakouts; with breakouts you’re just going to get whipsawed and take loss after loss after loss. There are few breakouts this year that have worked. There will be a time when breakouts will work again for many stocks but this is not that type of market.
ที่มา http://www.newtraderu.com/2013/04/27/3409/

พูดง่ายๆคือแกไม่ยึดติดความรู้จากอาจารย์เดียว ถ้าพบว่าแนวคิดที่ได้มานั้น มันไม่สมบูรณ์ ไม่ตรงกับจริตของเขา ก็จะพยายามหาแนวทางอื่นมาช่วยปกปิดจุดอ่อน เพื่อให้มันพาเขาไปสู่จุดหมายได้ไงครับ นั่นคือได้สมบัติที่เขาต้องการ คือเป็นผู้ชนะ เป็นผู้มั่งคั่งจากการเทรดในบั้นปลาย

ส่งท้ายด้วยประโยคทองของพี่ไรอัน ที่ผมชอบมาก
"สำหรับผม(การเทรด)มันก็เหมือนกับการล่าสมบัติขนาดยักษ์ ตรงไหนสักแห่งนี้(เขาตบสมุดชาร์ทรายสัปดาห์) มันมีหุ้นที่จะเป็นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ และผมกำลังพยายามที่จะค้นพบ"

คุณล่ะ หาหุ้นผู้ชนะที่ยิ่งใหญ่ตัวต่อไป เจอหรือยัง?

ที่มา
http://www.newtraderu.com/2013/04/27/3409/
https://dinosaurtrader.blogspot.com/2009/03/david-ryan-market-wizard.html
หนังสือ Market Wizard

อ่านแนวคิดเพิ่มเติม การเล่นหุ้นแบบ David Ryan

สนับสนุนโดยหนังสือ "หุ้นซิ่ง สวิงเทรด" และ "หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่"

ติดต่อสั่งซื้อหนังสือทั้งสองเล่ม ได้ที่เพจ zyobooks : facebook.com/zyobooks ครับ

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รีวิวหนังสือหุ้น "เทคนิคอล อนาไลซิส" Technical Analysis of the Financial Markets

สรุปหนังสือ The (almost) Complete Guide to Trading

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

วิธีเลือก, ดูแนวโน้ม, Volume และ Price Action ของหุ้น Growth Stocks ตามแนวคิด CANSLIM

เคล็ดการหาหุ้น Demand Passion แรง (วิธีสแกนหุ้นซิ่ง)

หุ้นจ่อเบรค 14/12/2018

EMA20 กับการหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นน้องใหม่ที่กลับตัวจากขาลง