หลักและกฎ 11 ข้อสำหรับการเทรดแบบ Marty Schwartz

โดย เซียว จับอิดนึ้ง : facebook.com/zyoit


บทความนี้แปลจาก http://www.tradeciety.com/the-11-trading-rules-and-principles-of-a-market-wizard-marty-schwartz/
คิดว่าเทรดเดอร์ผู้ไฝ่รู้ส่วนใหญ่น่าจะคุ้นเคยกับชื่อ Marty Schwartz กันดีอยู่แล้ว
เขาเป็หนึ่งใน Market Wizard ผู้โด่งดังไปทั่วโลก
สไตล์การทำเงินของเขาคือ การเล่นสั้น เข้าไวออกไว ตัดขาดทุนเร็ว
หนังสือที่สร้างชื่อให้เขาคือ Pit Bull : Lessons from Wall Street's Champion Day Trader


แต่กว่าจะได้มีชื่อเสียงกระเดื่องเรืองไกลแบบนี้นะ เขาใช้เวลาเรียนรู้และจ่ายค่าเทอมไปให้ Wall street ไปมากมาย เรียกได้ว่าเกือบล้มละลาย ใน 10 ปีแรก
แต่ด้วยความที่เขาเป็นคนไม่ยอมแพ้ ก็มุมานะศึกษาพัฒนา จนได้ค้นพบหนทางของตัวเอง คือหนทางในการเก็งกำไรโดยใช้เทคนิคคอล ที่เหมาะสมกับตัวของเขาเอง

พอได้ท่าไม้ตายที่ใช่แล้ว ก็กลายเสือติดปีก
เขาสามารถทำเงินได้ถึง $600,000 และเบิ้ลเป็นเท่าตัวในปีถัดมา
เขาโม้ด้วยว่าเคยทำเงินได้ถึง $70,000 ในการเทรดเพียงหนึ่งวัน
นอกจากนี้ Marty Schwartz ยังได้ตำแหน่งแชมป์การเทรดในรายการ U.S. Investing Championship ในปี 1984 ด้วย

นี่เป็น 11 ข้อที่ตกผลึกจากประสบการณ์ของเขา

#1 An object in motion will stay in motion
ข้อแรกนี้เขาเชื่อเหมือนทฤษฎี Dow คือการเคลื่อนที่ของราคาจะยังคงวิ่งไปตามแนวโน้มนั้นไปได้เรื่อยๆ ตราบจนกว่าจะมีของหนักมาขวางไม่ให้ไปต่อ
พูดง่ายๆ หุ้นที่ทำนิวไฮได้ มันก็จะนิวไฮไปได้อีก
ตรงกันข้ามหุ้นที่นิวโลว์ มันยังจะโลว์ได้อีกเช่นกัน
ถ้าคุณยังพยายามจะซื้อที่จุดต่ำสุด หรือขายที่จุดสูงสุด คุณก็จะพบว่าตัวเองอยู่คนละฝั่งกับตลาดอยู่เรื่อยไป ถ้าอยากจะได้กำไร จงเดินไปตามกระแสของแนวโน้มดีที่สุด

#2 The Magic T Indicator
ในที่นี้, มันคือ Terry Laundry T Theory
ต้องออกตัวก่อนว่าผมไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้มาก่อน ก็ด้นเอาตอนนี้เลย จึงออกจะมั่วๆไปพอสมควร
จากการค้น google หน้าตาของมันเป็นแบบนี้
โดยแนวคิดของทฤษฎีนี้คือ Markets spend the same amount of time going up and down
น่าจะหมายความว่า ตลาดมันจะใช้เวลาย่อและเด้งเป็นระยะเวลาเท่าๆกัน (นึกถึงภาพตัว T ไว้ครับ)
โดยในที่นี้คุณต้องใช้ Long Term T Theory Oscillator เป็นตัวช่วย (ผมไม่มีนะ ต้องหากันเอาเอง)
ซึ่งถ้าดูไอเดียของหลักการนี้ ก็จะเอามาเป็นตัวช่วยในการจับจังหวะซื้อหือขายหุ้น เช่นถ้าช่วงเวลานี้อินดิเคเตอร์มันย่อแล้ว เดี๋ยวพอมันเด้งก็จะใช้ระยะเวลาเท่าๆกัน อะไรประมาณนี้
แต่กระนั้น, เขาก็ไม่ได้คิดที่จะหาจุดสูงสุดหรือต่ำสุดของการสวิงนะ เพียงแค่หาแนวโน้มหลักให้เจอ แล้วก็เข้าร่วมวงทำเงินกับมันให้นานที่สุด


#3 Red light / Green light
ตัวช่วยในการหาไฟเขียวกับไฟแดง ก็คือเส้น Exponential moving average (EMA) 10
หลักการง่ายๆคือ Long เมื่อราคาวิ่งเหนือ EMA10 และ Short เมื่อราคาวิ่งใต้ EMA10
ใช้ได้ทั้งกราฟ Daily chart หรือ Weekly chart ให้ใช้การเคลื่อนไหวของราคากับเส้นค่าเฉลี่ยนี้ เป็นไกด์สำหรับการเข้าไปลงทุน (นี่ก็ตามแนวโน้มอีกแล้ว)


#4 Don’t put stops below the low and above the high in a range
เขาแนะนำให้นำเส้นค่าเฉลี่ยมาช่วย คือถ้าเห็นว่าราคาย่อลงมาชนเส้นค่าเฉลี่ยถี่ขึ้น ให้ระวังตัวและเตรียมพร้อมที่จะออกจากการเทรดให้ได้ทุกเมื่อ
ถ้าคุณพบว่าระดับ stop loss ที่ตั้งไว้ ถูกทดสอบบ่อยๆ ก็ให้ระวังดีๆ เฝ้าอย่าให้คลาดสายตา


#5 Put/Call contrarian indicator
นี่เป็นอีกอินดิเคเตอร์อีกตัวที่เขาใช้ Put/Call ratio (ซึ่งผมก็ไม่เคยใช้เช่นกัน)
สูตรคือ Put/Call Ratio = Put Volume / Call Volume
มันเป็นหลักการของเหล่าชาวสวน หรือ Contrarians พวกนี้จะใช้อารมณ์ตลาดเป็นตัวช่วยในการจับจังหวะเข้าเทรด อารมณ์เหมือนเจอ overbought ให้ขาย หรือ oversold ก็ให้ซื้อสวน
บอกตรงๆว่าพยายามทำความเข้าใจ แต่ไม่เก็ท ใครสนใจก็อ่านต่อได้ตามลิงค์นี้ http://stockcharts.com/school/doku.php?id=chart_school:market_indicators:put_call_ratio
แต่ถ้าจะให้สรุปไอเดีย ก็ยังเป็นการเอามาันมารับใช้เพื่อหาแนวโน้มอยู่ดีครับ

#6 Understand the news
เขาจะดูปฏิกริยาของราคาที่ได้รับผลกระทบจากข่าว เพื่อดูความแข็งแรงและอารมณ์ตลาด
ข้อมูลที่สร้างความประหลาดใจและความเบี่ยงเบนอย่างมีนัยสำคัญจากความคาดหวัง - สามารถขับเคลื่อนให้ตลาดวิ่งได้ สิ่งที่ใครๆรู้อยู่แล้วมักจะไม่มีค่า

Mindset and psychology

#7 Connect with your charts and work ethic
การลงรายละเอียดในกราฟด้วยมือตัวเอง (ลงทุนวาดมือ - หรือปัจจุบันน่าจะเป็นการปริ้นกราฟใส่กระดาษแล้วลากเส้นหาเบาะแสด้วยตัวเอง) เป็นหนึ่งในปัจจัยของความสำเร็จ แม้มันจะใช้เวลามากขึ้นแต่ก็ทำให้เห็นรายละเอียดได้รอบด้านกว่าเดิม
เทรดเดอร์ส่วนใหญ่มันจะใช้วิธีสุ่มแสกนไปเรื่อยๆจนกว่าจะเจอสิ่งที่ตัวเองต้องการ ซึ่งใครๆก็ทำกัน ดังนั้น, ถ้าคุณใส่ใจในรายละเอียดที่มากกว่าคนส่วนใหญ่เขาทำ คุณก็จะเห็นโอกาสที่มากกว่าใคร
ทำแบบนี้ให้เป็นนิสัย นี่แหละคือสิ่งที่คัดแยกเทรดเดอร์ผู้แพ้กับผู้ชนะออกจากกัน

#8 Use a checklist and a trade plan
ก่อนตัดสินใจลงมือเทรด เขามีเคล็ดลับ 2 อย่าง
๑) สิ่งที่เขาจะเทรด ต้องผ่านการทำการบ้านมาแล้วอย่างดี (ก็คือจากกราฟที่เขาวาดเองนั่นแหละ) ซึ่งต้องผ่าน Checklist ทั้งหมดที่ตั้งไว้
๒) ต้องมีแผนไว้ก่อนแล้ว การมีแผนจะทำให้คุณกล้าและอดทนต่อปัญหาหน้างาน


#9 Before putting on a position always ask, ‘Do I really want to have this position?’”
การที่จะเทรด ให้ถามตัวเองก่อนเสมอว่า "ไม้นี้มึงอยากเข้าจริงๆใช่มั้ย?"
การถอยออกมาดูภาพรวมก่อนลงมือ ถือเป็นอีกส่วนสำคัญของการเทรดที่ประสบความสำเร็จ
ดู checklist, ดูแผนการเทรด ว่ามันมีการละเมิดบ้างหรือเปล่า
อาจจะดูเหมือนย้ำคิดย้ำทำนะ แต่ก็ควรยึดหลักการนี้ให้แน่นหนา เพราะบ่อยครั้งที่อารมณ์มักจะมีอำนาจเหนือวินัย ดังนั้น,กายถอยออกมาตั้งคำถามก่อนลงมือ ถือว่าจำเป็นและควรทำอย่างยิ่ง


#10 “My biggest losses have always followed my largest profits.”
ชนะแล้วอย่าเหลิง เพราะเมื่อไหร่ทีคุณมีความมั่นใจเกินพอดี เมื่อนั้นตลาดจะเอาคืนอย่างสาสม
เมื่อเทรดเดอร์กำไรต่อเนื่อง มักจะคิดว่าตัวเองกลายร่างเป็นเทพไปแล้ว จึงหลงลืมวินัย และกฎที่ตัวเองใช้จนกำไรมามากมาย เมื่อคุณไม่ทำตามกฎ เมื่อคุณไม่มีความอดทนพอ ตลาดก็จะสั่งสอนคุณ


#11 Your greatest enemy as a trader
เทรดเดอร์ส่วนใหญ่มักจะคิดเพียงอย่างเดียวคือ "เอาชนะตลาด" ด้วยการอยู่ฝั่งตรงข้ามกับตลาด
เขาต้องการพิสูจน์ว่าตัวเองถูก แต่ตลาดผิด ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ฉลาดเลย
อย่าพิสูจน์ตัวเอง แต่จงฟังสัญญาณกระแสเงินจากตลาดแล้วเข้าร่วมวงกับมัน

ก่อนจบมี 2 ข้อเสนอแนะสำหรับทุกคน
1) อย่าปล่อยให้อีโก้ มีอิทธิพลเหนือแผนการเทรด
2) คุณต้องรับผิดชอบต่อทุกการเทรดของคุณ

สุดท้ายก็ขอลอกภาพนี้มาแปะไว้ด้วยเลย เพราะน่าสนใจ
ในโลกของการเทรด มันมีสิ่งที่คุณควบคุมได้และไม่ได้ จงแยกแยกแยะและยอมรับมัน

สิ่งที่คุณควบคุมไม่ได้คือ
1) การเคลื่อนไหวของราคา (อะไรก็เกิดขึ้นได้ในตลาด สิ่งที่คาดไว้อาจจะไม่ใช่ก็ได้)
2) ผลของการเทรด (เป้าที่ตั้งไว้ อาจจะไม่เป็นดังหวัง ต้องยอมรับมัน และเอาใหม่)
อย่าไปซีเรียสกับพวกนี้ให้มาก ถ้าคุณกล้าก้มหน้าก้มตายอมรับมันได้ ก็จะมีความสุข


แต่ให้ใส่ใจและมีวินัยกับสิ่งที่คุณควบคุมได้ต่อไปนี้ เพราะมันจะเป็นตัวกำหนดอนาคตคุณได้
1) เมื่อไหรที่ควรเทรด
2) เมื่อไหรที่ไม่ควรเทรด
3) สิ่งที่คุณกำลังจะเทรด
4) จุดออก
5) ความเสี่ยง
6) การระบุสิ่งที่แลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
7) การเลือกเครื่องมือ
8) ความรู้สึกต่อผลของการเทรด
9) การเรียนรู้

-------------------------------------------
----------------------
----------------------
สนับสนุนโดยหนังสือหุ้นเทคนิคอลที่ปล่อยของแบบไม่มีกั๊ก
หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่ และ หุ้นซิ่ง สวิงเทรด



ทำไมใครๆต่างบอกว่าหนังสือหุ้นทั้งสองเล่มเป็นการปล่อยของแบบไม่กั๊ก?
อ่านที่มาจากบทความนี้ครับ หนังสือหุ้นเทคนิคอลที่ปล่อยของแบบไม่มีกั๊ก

สนใจติดต่อสั่งซื้อหนังสือหุ้นทั้งสองเล่ม
ที่เพจ Zyo Books : facebook.com/zyoboooks


"ส่งข้อความ" สั่งได้ที่เพจ zyobooks : facebook.com/zyobooks ครับ

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รีวิวหนังสือหุ้น "เทคนิคอล อนาไลซิส" Technical Analysis of the Financial Markets

สรุปหนังสือ The (almost) Complete Guide to Trading

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

วิธีเลือก, ดูแนวโน้ม, Volume และ Price Action ของหุ้น Growth Stocks ตามแนวคิด CANSLIM

เคล็ดการหาหุ้น Demand Passion แรง (วิธีสแกนหุ้นซิ่ง)

หุ้นจ่อเบรค 14/12/2018

EMA20 กับการหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นน้องใหม่ที่กลับตัวจากขาลง