แนะนำหุ้นกลุ่ม Neo-Clouds 4 กลุ่ม

Image
ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกับกลุ่ม “Neo-Clouds” (หุ้นอย่าง $NBIS $CRWV $APLD $CORZ $CIFR $IREN) ตอนนี้หุ้นกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI ถูกเทขายหนัก ไม่ใช่เพราะ ดีมานด์ AI หายไป แต่เพราะ 3 เรื่องหลัก เงินทุนแพงขึ้น – การสร้าง Data Center และ GPU cluster ต้องใช้เงินมหาศาล การลงทุนหนักขึ้น – โครงการขนาดใหญ่กินเวลาและเงินมาก สรุปจาก  https://x.com/crux_capital_/status/2001270767082963145?s=20 ตลาดเริ่มประเมินความเสี่ยงระยะยาวใหม่ – Infrastructure ต้องใช้เวลาคืนทุนหลายปี หุ้นหลายตัวเลย ร่วงพร้อมกัน แม้ธุรกิจจริงจะแตกต่างกันมาก โครงสร้าง Neo-Clouds แบ่งได้ 4 กลุ่ม 1️⃣ กลุ่ม “Full GPU Cloud” ตัวอย่าง: $NBIS, $CRWV ลักษณะธุรกิจ เป็น Cloud สำหรับ AI เต็มรูปแบบ เป็นเจ้าของ GPU cluster มี software + platform ของตัวเอง ขาย compute ให้ลูกค้าโดยตรง สิ่งที่ตลาดดู GPU deployment เร็วแค่ไหน utilization ของ GPU margin ตอน scale ขึ้น ถ้า AI demand โตจริง → กลุ่มนี้ได้ประโยชน์ตรงที่สุด 2️⃣ กลุ่ม “Infrastructure / Hosting” ตัวอย่าง: $CORZ, $CIFR, $APLD, $WULF ลักษณะธุรกิจ ไม่ได้ขาย cloud แต่ขาย power + data center...

ประสบการณ์ ปั้นพอร์ตโต 200% แล้วคืนกำไรจนหมดตัว และการแก้ตัวใหม่ ของ David Ryan

 


อีบุ๊ก "พ่อลูก Ryan สวิงเทรดปั้นพอร์ต ปีละ 100% อย่างไร"

ลดราคาพิเศษ 20% ภายใน 8-10 กุมภาพันธ์ นี้เท่านั้น

ที่แอพ Meb : https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTk5MjQzNSI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjM0OTAxNDt9

เดวิด ไรอัน ได้เล่าประสบการณ์การเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผมมาจากการศึกษาความผิดพลาดของตัวเองว่า

.....ในปี 1982 ผมมีพอร์ตการลงทุนอยู่แค่บัญชีเดียว ซึ่งตอนนั้นผมมีเงินอยู่ประมาณ 30,000 ดอลลาร์ แล้วตลาดหุ้นก็พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในเดือนสิงหาคมปีนั้น ผมเลยทำกำไรได้ดีมากจนสามารถเพิ่มพอร์ตเป็นสองเท่า

แต่ความจริงแล้ว มันไม่ได้มาจากฝีมือของผมทั้งหมดเลย ผมแค่โชคดีที่อยู่ในตลาดกระทิงรอบใหญ่ ผมยังไม่เข้าใจจริง ๆ ว่ากำลังทำอะไรอยู่เลยด้วยซ้ำ

หลังจากนั้น ผมอยู่ในตลาดมาได้ปีหนึ่ง แล้วตลาดก็เริ่มแย่ลง ไม่มีหุ้นตัวไหนที่ทำกำไรได้อีกแล้ว การเติบโตหยุดชะงัก และผมเริ่มขาดทุนหนักมาก พอร์ตที่เคยขึ้นไปถึง 60,000 ดอลลาร์ ลดลงเหลือเพียง 16,000 ดอลลาร์ นี่มันแทบจะเป็นการล้างพอร์ตเลยก็ว่าได้

สุดท้าย ผมตัดสินใจใช้เวลาทั้งสุดสัปดาห์นั่งวิเคราะห์หุ้นทุกตัวที่ผมซื้อในปีที่ผ่านมา และผมก็พบข้อผิดพลาดที่เกิดซ้ำ ๆ นั่นคือ ผมซื้อหุ้นที่ "แพงเกินไป" หรืออยู่ในระดับราคาที่สูงเกินจุดเหมาะสม

เมื่อรู้แบบนี้ ผมจึงตัดสินใจเปลี่ยนแปลงวิธีการซื้อขายใหม่ ผมจะซื้อหุ้นเฉพาะเมื่อถึง "จุดซื้อที่เหมาะสม" เท่านั้น คือซื้อตอนที่ราคาหุ้นกำลังทะลุแนวต้านขึ้นไปทำจุดสูงสุดใหม่ หรือซื้อเหนือฐานราคาที่แข็งแกร่ง ผมจะเลือกเฉพาะหุ้นที่มีคุณสมบัติที่ใช่

หลังจากนั้นไม่นาน ผมก็เจอหุ้นตัวแรกที่ทำกำไรก้อนใหญ่ให้ผม นั่นคือบริษัท Wards ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น Circuit City และนี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

ตั้งแต่นั้นมา ผมมีสมาธิกับกลยุทธ์ของตัวเองมากขึ้น ผมไม่ซื้อหุ้นที่กำลังปรับฐาน ผมไม่ซื้อหุ้นที่ราคาสูงเกินไป ผมซื้อเฉพาะเมื่อถึงจุดซื้อที่ถูกต้อง ผมไม่สนใจด้วยซ้ำว่าตลาดจะเป็นอย่างไร

ผมโฟกัสแค่ "รูปแบบเดียว" เท่านั้น และพยายามเชี่ยวชาญมันให้ได้ เพราะเวลาที่คุณพยายามทำหลายอย่างเกินไป เช่น ซื้อทั้งหุ้นที่กำลังเบรกเอาท์และหุ้นที่กำลังดึงตัวกลับ (Pullback) หรือใช้หลายกลยุทธ์ปะปนกัน มันจะทำให้คุณสับสนและเกิดปัญหา

ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือทำให้ทุกอย่างเรียบง่าย โฟกัสที่จุดแข็งของตัวเอง และพยายามทำให้มันสมบูรณ์แบบ!

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

ชมฟรี! คอร์สหุ้น ออนไลน์ 170 คลิป จัดเต็ม ไม่มีกั๊ก Free Full Trading Course by Zyo

เส้น EMA ที่เทรดเดอร์เทพนิยมใช้

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

กราฟหุ้น GFPT ล่าสุด

วิธีปั้นพอร์ตเล็ก (ต่ำกว่า $10,000) ให้เติบโต

(มือใหม่เล่นหุ้น) Wyckoff Logic ของดีที่เม่ามือใหม่เอาไปใช้ได้ง่ายๆ

One Stop Systems ($OSS) — หุ้นเล็กที่อาจกลายเป็นยักษ์ใหญ่แห่งยุค Edge AI