TSEM x LWLG: ชิ้นส่วนสุดท้ายของจิ๊กซอว์ AI Silicon Photonics

Image
  ในโลกของ AI วันนี้ ความเร็วของชิปไม่ใช่ปัญหาเดียวอีกต่อไป “ การส่งข้อมูลระหว่างชิป ” กลายเป็นคอขวดที่ใหญ่ที่สุด GPU แรงขึ้นทุกปี แต่ถ้าการเชื่อมต่อระหว่างชิปช้า ศักยภาพของ AI ก็ถูกจำกัดทันที นี่คือเหตุผลที่เทคโนโลยี Silicon Photonics กำลังกลายเป็นหัวใจของโครงสร้างพื้นฐาน AI รุ่นใหม่ และล่าสุด การจับมือกันระหว่าง Tower Semiconductor (TSEM) และ Lightwave Logic (LWLG) กำลังถูกมองว่าเป็น “ ชิ้นส่วนสุดท้ายของระบบนิเวศ AI Optical ” เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เทคโนโลยี แต่มันคือ โอกาสการลงทุนที่นักเทรดกำลังจับตามอง จุดเริ่มต้นของเรื่อง: คอขวดของ AI บริษัทอย่าง NVIDIA กำลังผลักดันระบบ AI Cluster ขนาดมหาศาล แต่ปัญหาที่ตามมาคือ ❌GPU จำนวนมหาศาลต้องสื่อสารกัน ❌ปริมาณข้อมูลระดับ Terabit ต่อวินาที ❌การส่งข้อมูลแบบไฟฟ้าเริ่มใช้พลังงานสูงเกินไป คำตอบคือ ✅การส่งข้อมูลด้วยแสง หรือที่เรียกว่า Silicon Photonics ภารกิจของ TSEM: สร้าง AI Optical Ecosystem ตลอด 12 เดือนที่ผ่านมา Tower Semiconductor กำลังทำสิ่งที่เรียกว่า “Strategic Box Completion” พูดง่าย ๆ คือการรวบรวมพันธมิตรเพื่อสร้าง AI Optical Foundry Pla...

Jason Shapiro เทรดสวนกระแส แต่ไม่เคยทำนายอนาคต



ยินดีต้อนรับกลับมาทุกคน! ผมขอแจ้งข่าวสั้นๆ เกี่ยวกับโปรเจกต์ที่เราตื่นเต้นมาก นั่นคือ Trader Lion Webinar ซึ่งจะมี Jason Shapiro มาแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับ วิธีการตีความและเทรดโดยใช้ข้อมูล COT และการวางสถานะ (Positioning)


เราอยากเชิญชวนให้ทุกคนเข้าร่วมงานนี้ โดยสามารถลงทะเบียนได้ที่ TraderLion.com/University ที่นั่งมีจำนวนจำกัดเพียง 500 คน เท่านั้น และตอนนี้ ผมอยากส่งต่อให้ Jason เพื่อพูดถึงสิ่งที่เขาตั้งใจจะแชร์กับนักเรียนที่เข้าร่วมสัมมนาครั้งนี้




---


Jason Shapiro:

มีสองประเด็นหลักที่ผมจะเน้นในสัมมนาครั้งนี้

1. บทบาทของการเทรดในพอร์ตโฟลิโอและการเติบโตของความมั่งคั่ง

ผมจะอธิบายว่า การเทรดมีผลต่อพอร์ตโฟลิโอโดยรวมและการเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของคุณอย่างไร

รวมถึงวิธีการจัดวางการเทรดให้เหมาะสมกับพอร์ตการลงทุน


eBook "Risk Management: การบริหารจัดการความเสี่ยงเบื้องต้นสำหรับนักเทรด" มีจำหน่ายที่แอพ Meb เท่านั้น https://www.mebmarket.com/?action=book_details&book_id=332340


2. กลยุทธ์การเทรดและวิธีการมองตลาด


ผมจะเน้นเรื่อง "Positioning" (การวางสถานะ) ซึ่งเป็นแนวทางที่ผมใช้ในการวิเคราะห์ตลาด


ผมมองว่า การวางสถานะเป็นปัจจัยที่แท้จริงในการกำหนดมูลค่าของตลาด และสามารถช่วยให้เราเจอโอกาสที่มีอัตราส่วนความเสี่ยง-ผลตอบแทนที่ดี


คนส่วนใหญ่มักมองที่ "ราคา" เป็นหลัก และพยายามใช้แนวคิด Contrarian เช่น "ราคาขึ้นเยอะแล้ว ต้องลงแน่" แล้วรีบเปิด Short ซึ่งอาจทำให้พวกเขาเจ็บหนัก


แต่ผม ไม่ใช่เทรดเดอร์ที่สวนเทรนด์โดยดูแค่ราคา ผมจะมองที่ การวางสถานะของนักลงทุนในตลาด และใช้ ข้อมูล Commitment of Traders (COT) Report เพื่อช่วยวิเคราะห์แนวโน้ม


---


ประวัติของ Jason Shapiro

ปัจจุบันอายุ 56 ปี

เริ่มเทรดตั้งแต่อายุ 22 ปี ในตลาดหุ้นฮ่องกง

เริ่มจากการ เทรดด้วยเงินตัวเอง ก่อนจะขยับไปบริหารเงินลงทุนให้กองทุนขนาดใหญ่

ทำงานใน Hedge Fund มาหลายปี ก่อนจะออกมาตั้งบริษัท CTA (Commodity Trading Advisor) ของตัวเอง ซึ่งปัจจุบันดูแลสินทรัพย์ของนักลงทุนสถาบัน

เขาได้รับการกล่าวถึงในหนังสือ Market Wizards ซึ่งเป็นแหล่งความรู้สำคัญสำหรับเทรดเดอร์

---


สิ่งที่ Jason ต้องการถ่ายทอดในสัมมนา

การเทรดไม่ใช่การพยากรณ์อนาคต

คนที่พยายามคาดเดาตลาดมักเจอปัญหาใหญ่ เพราะในระยะยาว ไม่มีใครสามารถทำนายอนาคตได้อย่างแม่นยำ

บางครั้งคุณอาจเดาถูก เช่น คิดว่าหุ้นจะขึ้นและมันขึ้นจริง แต่ นั่นเป็นแค่เรื่องของโอกาส (เหมือนโยนหัวก้อย) ไม่ใช่เพราะคุณรู้แน่นอน


การเทรดคือการมองหาโอกาสที่มีความเสี่ยง-ผลตอบแทนที่ดี

เทรดเดอร์ที่ดีต้องรู้จัก จัดการความเสี่ยง

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณยอมขาดทุน $1 แต่มีโอกาสทำกำไร $5-$6 นั่นคือโอกาสที่ดีในระยะยาว

วิธีการนี้ช่วยให้คุณสร้าง ผลตอบแทนที่เป็นบวก ในตลาดได้ แม้ว่าจะไม่ได้ชนะทุกครั้ง


สรุป: สิ่งสำคัญของการเทรดไม่ใช่การทำนายอนาคต แต่เป็นการหาสถานการณ์ที่ให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับความเสี่ยง และใช้กลยุทธ์ที่มีโอกาสทำกำไรในระยะยาว


Jason Shapiro:

ผมจะเน้นเรื่อง วิธีที่ผมหาโอกาสเทรดที่ดี แน่นอนว่าผมไม่ใช่คนเดียวที่สามารถหาโอกาสเหล่านี้ได้ แต่ผมมีวิธีเฉพาะของตัวเอง และผมจะมาแบ่งปันให้ทุกคนได้เรียนรู้


ผู้ดำเนินรายการ:

เยี่ยมเลย! ส่วนตัวผมก็ตื่นเต้นที่จะได้เรียนรู้เกี่ยวกับสไตล์การเทรดของคุณในสัมมนานี้ ขอบคุณมาก Jason! สำหรับใครที่สนใจเข้าร่วม สามารถเข้าไปลงทะเบียนได้ที่ TraderLion.com/University หวังว่าจะได้พบทุกคนในงาน แล้วเจอกันเร็วๆ นี้!


---


ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงและการตัดขาดทุน


ผู้ดำเนินรายการ:

จากประสบการณ์ของคุณที่ช่วยเทรดเดอร์หลายๆ คน มีความเข้าใจผิดอะไรบ้างเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงและการตัดขาดทุน โดยเฉพาะในกลุ่มนักเทรดมือใหม่หรือคนที่ยังพัฒนากลยุทธ์ไม่สมบูรณ์? และคุณมีคำแนะนำอย่างไรให้พวกเขาปรับปรุงการบริหารความเสี่ยงให้ดีขึ้น?


Jason Shapiro:

ง่ายๆ เลยครับ "ให้ตัดขาดทุนไปเลย"

ผมเข้าใจว่ามันน่าหงุดหงิด เวลาคุณตัดขาดทุนออกไป แล้วตลาดกลับมาวิ่งไปในทางที่คุณคาดหวังในตอนแรก ซึ่งอาจเกิดขึ้นถึง 80% ของกรณี

แต่สิ่งที่สำคัญคือ อีก 20% ที่ช่วยให้คุณอยู่รอด และไม่โดนล้างพอร์ต

เหมือนที่ผมพูดเสมอว่า "คุณต้องอยู่รอดให้นานพอที่จะโชคดี"

ผมเข้าใจว่ามันเป็นเรื่องยาก เช่น คุณขายหุ้นไปที่ 50 แล้วมันขึ้นไป 60, 70 คุณอาจรู้สึกเสียดายและคิดว่า "น่าจะถือไว้"

แต่ปัญหาคือ ครั้งต่อไปคุณอาจจะไม่ตัดขาดทุน และครั้งนั้นอาจทำให้พอร์ตคุณพัง


ยกตัวอย่าง Nvidia ที่ทุกคนพูดถึงกัน

ถ้าคุณต้องการ Short Nvidia ที่ 400 คุณอาจมีเหตุผลของคุณ

แต่เมื่อมันทำ New All-Time High คุณควรตัดขาดทุนออกไป

ลองดูสิว่า การตัดขาดทุนช่วยให้คุณ รอดพ้นจากการเสียหายหนัก ได้มากแค่ไหน

---


ตัวอย่างนักเทรดที่ล้มเหลวเพราะไม่ตัดขาดทุน

ผมเคยทำวิดีโอเกี่ยวกับพอร์ตโฟลิโอของนักเทรดคนหนึ่ง

คนนี้มีกลยุทธ์ที่ชัดเจน มี เป้าหมายซื้อ เป้าหมายขาย การวางขนาดออเดอร์ และจุด Stop-Loss

แต่พอร์ตของเขา ติดลบเกือบ 70% เพราะเขาไม่ตัดขาดทุน

ตัวอย่างเช่น เขา Short Nvidia ที่ 300 และตั้ง Stop-Loss ไว้ที่ 500 แต่เขาไม่เคยยอมคัทลอสเลย

สุดท้าย เขาถูกลากพอร์ตลงไปเรื่อยๆ เพราะไม่ออกจากออเดอร์ที่ขาดทุน

สิ่งที่ผมทำคือจำลองว่า ถ้าเขายอมตัดขาดทุนตาม Stop-Loss ที่ตั้งไว้แต่แรก

ผลลัพธ์คือ พอร์ตของเขาจะติดลบน้อยลงครึ่งหนึ่ง จาก -70% เหลือแค่ -35%

แม้ว่า Stop-Loss ที่เขาตั้งไว้อาจจะไม่ใช่จุดที่ดีนัก แต่แค่ เคารพมัน ก็สามารถลดการขาดทุนได้ครึ่งหนึ่ง

ซึ่งหมายความว่า กำไรจากการเทรดที่ชนะของเขาจะช่วยพอร์ตฟื้นตัวได้มากขึ้น

---


บทเรียนสำคัญ:

✅ ตัดขาดทุนเมื่อถึงจุดที่กำหนด

✅ อย่าหวังว่าตลาดจะกลับมาทางที่คุณต้องการเสมอ

✅ อยู่รอดให้นานพอเพื่อให้โชคเข้าข้างคุณ

สรุปง่ายๆ "ให้ตัดขาดทุนไปเลย!" 


Jason Shapiro:

ในหนังสือ Market Wizards หลายคนมักพูดถึงผมว่าเป็น "Market Wizard" แต่ผมอยากบอกให้ชัดเจนว่า "ผมไม่ใช่พ่อมดตลาดหุ้น" ผม ไม่ได้ทำนายตลาดเก่งกว่าคนอื่น เลย

แต่ถ้ามีอะไรที่ผมทำได้ดีกว่าคนส่วนใหญ่ ก็คือการตัดขาดทุน


ผมเก่งมากในการตัดขาดทุน

ผมกำหนด จุด Stop-Loss อย่างชัดเจน และ ผมไม่เคยละเมิดมัน

คุณอาจเห็นผมทำพลาดเรื่องอื่นได้ แต่คุณจะ ไม่มีวันเห็นผมไม่ตัดขาดทุน

ถ้าผมจะเป็น Market Wizard สักอย่าง ก็คงเป็นเพราะ "ผมตัดขาดทุนได้ดีกว่าคนส่วนใหญ่" เท่านั้นเอง

แต่ผมไม่ได้ทำนายตลาดเก่งกว่าคนอื่นเลย นี่คือสิ่งที่ผมรับประกันได้


---


บทเรียนจากหนังสือ Market Wizards

ผู้ดำเนินรายการ:

คุณเคยพูดว่าการอ่านหนังสือ Market Wizards ของ Jack Schwager เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการเทรดของคุณ มีข้อคิดอะไรจากหนังสือที่คุณคิดว่าสำคัญและอยากเน้นให้เทรดเดอร์ทุกคนที่กำลังดูอยู่ตอนนี้?


Jason Shapiro:

แนวคิดหลักของหนังสือ คือ การบริหารความเสี่ยงและการตัดขาดทุน

เทรดเดอร์ทุกคนในหนังสือ พูดถึงเรื่องการจัดการความเสี่ยงซ้ำแล้วซ้ำอีก

พวกเขาเน้นเรื่อง การยอมรับความผิดพลาดและตัดขาดทุนได้อย่างเด็ดขาด


และความจริงคือ ผมเองก็ไม่ฟังเรื่องนี้เลยในช่วง 10 ปีแรกของอาชีพเทรดเดอร์ของผม

ผมเป็นเหมือนทุกคน ทำกำไรได้เยอะ แล้วก็เสียคืนหมด

พอร์ตของผม ขึ้นๆ ลงๆ เหมือนรถไฟเหาะ ทำเงินได้เยอะแล้วก็เสียไปหมด

10 ปีผ่านไป ผมยังไปไม่ถึงไหนเลย


จนวันหนึ่งผมคิดว่า "หรือว่าผมต้องเริ่มทำตามที่หนังสือบอกจริงๆ?"

ผมกลับไปอ่าน Market Wizards อีก 10 รอบ

จดบันทึก ทบทวนซ้ำแล้วซ้ำอีก

และนั่นคือจุดที่ทำให้ผมกลายเป็น ผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ และสามารถทำอาชีพนี้ได้จริงๆ


---


ข้อคิดที่สำคัญที่สุดจากหนังสือ Market wizard 

ไม่มีใครในหนังสือที่พูดถึงการทำนายตลาด

เทรดเดอร์ระดับตำนาน ไม่ได้พูดว่าเขารู้ว่าตลาดจะขึ้นหรือลง

สิ่งที่พวกเขาพูดถึงมากที่สุดคือ การขาดทุนของพวกเขา และวิธีที่พวกเขาจัดการกับมัน


การเรียนรู้ที่จะตัดขาดทุน คือ สิ่งที่สำคัญที่สุด

แน่นอนว่ามัน ไม่ใช่เรื่องที่ดูตื่นเต้นหรือเซ็กซี่เลย

คนส่วนใหญ่อยากรู้ว่า "หุ้นตัวไหนจะขึ้น? หุ้นตัวไหนจะลง?"

แต่นั่น ไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้คุณรอดในระยะยาว


สิ่งที่ มีค่าที่สุด และเป็น ข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุด ที่คุณจะมีเหนือเทรดเดอร์คนอื่นในตลาด คือ "ความสามารถในการตัดขาดทุน"


Jason Shapiro:

การ บริหารความเสี่ยงอย่างเคร่งครัด คือข้อได้เปรียบที่ใหญ่ที่สุดที่ผมมี

ผมบอกเสมอว่า ผมไม่มีข้อได้เปรียบในการทำนายอนาคต ดีกว่าคนอื่นเลย

แต่ ข้อได้เปรียบหลักของผม คือ ผมไม่เล่นกับการขาดทุน ถ้าขาดทุน ผม ตัดขาดทุนทันที


"การขาดทุนครั้งแรก คือ การขาดทุนที่ดีที่สุด"

ยิ่งคุณ ยอมรับและตัดขาดทุนได้เร็ว เท่าไหร่ ยิ่งดี

ถ้าคุณเทรดแล้วขาดทุน คุณต้องชินกับมัน

---


อย่าหลงเชื่อเรื่องอัตราการชนะสูงๆ

คนที่บอกว่าพวกเขามี Win Rate 90% ผมรับรองได้เลยว่าพวกเขา โกหก

ถ้าใครบอกว่ามีอัตราการชนะสูงขนาดนั้น มันต้องมีอะไรแอบแฝง แน่นอน


---


สถิติการเทรดของ Jason Shapiro

ผมใช้ กระบวนการเทรดนี้มานานกว่า 23 ปีครึ่ง

อัตราการชนะของผมอยู่ที่ 37% เท่านั้น

แล้วผมทำกำไรได้อย่างไร?

ถ้าผมแพ้ 1 ครั้งแล้วเสียเงิน $1

แต่ครั้งที่ผมชนะ ผมทำเงินได้ $3 - $4

ผมก็ยังทำกำไรได้ แม้อัตราการชนะจะต่ำก็ตาม


ปีที่แล้วเป็นปีที่ดีของผม

อัตราการชนะสูงถึง 48% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของผม

มันเป็น ปีที่ยอดเยี่ยม แต่ผมไม่ได้คาดหวังให้เป็นแบบนั้นทุกปี

โดยปกติแล้ว ผมเชื่อว่าอัตราการชนะของผมจะอยู่ที่ 37% ในระยะยาว

---

บทเรียนสำคัญ

✅ การบริหารความเสี่ยง คือ ข้อได้เปรียบที่แท้จริง

✅ ตัดขาดทุนให้เร็ว อย่าลังเล

✅ อัตราการชนะ ไม่สำคัญเท่ากับอัตราส่วนกำไรต่อขาดทุน (Risk-Reward Ratio)

✅ อย่าหลงเชื่อใครที่บอกว่าชนะ 90% ของเวลา 

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

ชมฟรี! คอร์สหุ้น ออนไลน์ 170 คลิป จัดเต็ม ไม่มีกั๊ก Free Full Trading Course by Zyo

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

เส้น EMA ที่เทรดเดอร์เทพนิยมใช้

กราฟหุ้น GFPT ล่าสุด

(มือใหม่เล่นหุ้น) Wyckoff Logic ของดีที่เม่ามือใหม่เอาไปใช้ได้ง่ายๆ

วิธีปั้นพอร์ตเล็ก (ต่ำกว่า $10,000) ให้เติบโต

One Stop Systems ($OSS) — หุ้นเล็กที่อาจกลายเป็นยักษ์ใหญ่แห่งยุค Edge AI