รวมสูตรเจ๊งหุ้น (How to lose money in the stock market)

แปลและรวบรวมโดย เซียว จับอิดนึ้ง facebook.com/zyoit
วันนี้ผมจะมาขอโชว์ความสามารถพิเศษของผมเอง ที่เก่งมากในการพลิกโอกาสให้เป็นวิกฤติ
จึงสามารถทำเงินจาก 2,000,000 บาท ให้กลายเป็น 200,000 บาทภายในเวลาแค่ 4 ปีเท่านั้น




ก่อนที่ผมจะเข้ามาเล่นหุ้น เคยประสบความสำเร็จจากการทำงานด้านออนไลน์ เงินก้อนสองล้านก็เอามาจากการทำงานนั้นแหละครับ ด้วยความที่ผมคิดว่า เงินก้อนนี้ถ้าเอาไปฝากธนาคารคงไม่ได้กำไรสักเท่าไหร่ แม้ว่าเราจะได้ดอกเบี้ยเงินฝาก แต่ค่าของมันก็จะลดลงเพราะเงินเฟ้อ

อย่ากระนั้นเลย ผมเลยค้นหาวิธีการ "ลงทุน" ที่สามารถทำให้เงินผมเติบโต สร้างความมั่งคั่ง โดยที่ผมไม่ต้องทำงานอีก ครับ...."ผมอยากมีอิสภาพทางการเงิน"

หนังสือเล่มแรกที่ผมอ่านคือ "ตีแตก" โอ้โห บอกคุณตรงๆเลยว่า นี่คืออนาคตของผม เขาเขียนมาเพื่อผมชัดๆ และแนวทางก็โคตรง่าย หาหุ้น PE ต่ำ ซื้อแล้วถือ ไม่กี่ปีก็รวย ซื้อหุ้นมีสินทรัพย์ซ่อนอยู่ในราคาต่ำๆ พอตลาดเจอว่าเป็นของดี ผมก็รวยแล้ว มันยอดมาก

ตอนนั้นพอผมอ่านจบแค่ครึ่งเล่ม ก็ประกาศกับเพื่อนๆพี่ๆว่า ผมต้องรวยแน่ ไม่มีเหตุผลที่ผมจะไม่รวย ผมจะมีเงินเป็นร้อยล้าน แม้จะมีการทัดทานจากพี่ๆว่าหุ้นมันเล่นยากมาก เดี๋ยวมึงก็เจ๊ง แต่ผมไม่เชื่อ เพราะคิดว่าพวกเขาอ่านน้อย ไม่เคยเจอสุดยอดหนังสือที่อยู่ในมือผม

หลังจากเปิดพอร์ตอย่างรีบเร่ง ศึกษาวิธีการโอนเงินเข้าบัญชีโบรคเกอร์แล้วผมก็ลุยเลย
หาหุ้นที่ PE ต่ำๆ อนาคตมีโอกาสเติบโต ถ้าจำไม่ผิด ตอนนั้นผมเลือก
๑) SOLAR (ราคาประมาณ 4 บาท) เพราะคิดว่าเป็นผู้นำทางธุรกิจโซล่าร์เซลส์ ต่อไปคนต้องใช้ไฟฟ้ามากขึ้นแน่
๒) IFEC (ราคาประมาณ 3 บาท) ที่ตอนนั้นทำเครื่องถ่ายเอกสารมีการจ่ายเงินปันผลดีมาก นอกจากนี้ก็
๓) ยังมี IEC นิดหน่อย(ราคาประมาณ 0.40 บาท)  เพราะคิดว่ามันลงมาต่ำสุดแล้ว ที่เหลือก็มีซื้อแบบลองวิชากราฟไปประปราย



แต่จุดเปลี่ยนที่มำให้ผมทำเงินแบบพลิกพอร์ตคือ หนังสือหุ้นหลายเด้ง มันสุดยอดมาก ทำให้ผมทิ้งหนังสือ ตีแตก ไปเลย เพราะใครจะอยากรวยช้ากันล่ะ หุ้น SOLAR กับ IFEC ที่ซื้อมาไว้หลายเดือน มันก็ไม่ยอมไปไหน ตัวแรกวิ่งขึ้นอยู่แต่ช้ามาก ส่วน IFEC ซึมๆบวกๆลบๆ
มันทำให้ผมหันมาดู IEC อย่างจริงจัง พี่เค้ากล้าซื้อเพราะมองว่าราคาไม่มีทางต่ำไปกว่านี้อีกแล้ว ผมก็พยายามตั้งให้ได้ 0.03 บาทอยู่นะ แต่ไม่เคยได้ เลยตัดใจซื้อที่ 0.04 นี่แหละ แม้ว่าถ้ามันวิ่งถึง 0.10 ผมจะกำไรน้อยกว่าใครก็ตาม

สารภาพว่าตอนนั้นผมไม่เคยคิดว่ามันจะลง ไม่เคยคิดว่ามันจะต้องถูกให้ออกจากตลาด
มีช่วงหนึ่งจากนั้นราคา IEC ร่วงจากกรอบ 0.04 ไปเล่นใน 0.02-0.03 เพราะงบไม่ไดี ผมตัดสินใจขาย SOLAR กับ IFEC ออกมาเพื่อถัว IEC ตัวเดียว เมื่อพยายามต่อคิวซื้อ 0.02 ไม่ได้ ผมก็เลยตัดใจซื้อที่ 0.03 มันไปเลย แม้ว่าพอมันดีดถึง 0.10  หรือ 1 บาท ผมจะกำไรน้อยกว่าเพื่อก็ตาม

คิดดูสิ ผมเคยฝันกลางวันว่าถ้า IEC วิ่งไปถึง 1 บาท ผมจะรวยแค่ไหน พระเจ้าเท่านั้นที่สามารถรับรู้ความอ่มเอมฟินเฟ่อร์ของผมในตอนนั้นได้

แต่โชคร้ายที่ผมไม่เคยคิดซื้อหุ้นเพิ่มทุนของ IEC เลย แม้จะได้ทุนที่ถูกกว่าเดิม คือประมาณ 0.025 แต่ผมก็ไม่สนเพราะขี้เกียจทำเรื่อง โอนเงิน อะไรวุ่นวาย

บางคนอาจจะถามว่าตอนที่ราคาขึ้นไปเขี่ย 0.09 ผมได้ขายมั้ย?
เปล่าเลย ช่วงแรก ผมไปขายที่ 0.02 เพราะอึดอัด ยอมขาดทุน 50% เพื่อขอชีวิตคืน
ต่อมาก่อนที่ราคาจะดีดไป 0.09 นั้นผมก็มีเหลือส่วนหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้ขาย เพราะอะไรครับ? ผมขาดทุนจากการ cut loss ที่ 0.02 ไปมาก ราคาขึ้นมาเท่าตัวแต่หุ้นผมมีนิดเดียว มันยังไม่ลบล้างยอดขาดทุนตอนนั้ได้เลย เดาออกใช่มั้ยครับว่าผมไม่ยอมขาย รอให้อย่างน้อย 0.20 ผมขายแน่ เอ๊ะ...หรือว่านี่จะเป็นการวิ่งรอบใหญ่ของมัน ทำไมผมไม่รอขายที่ 1 บาทไปเลยล่ะ? ได้กำไรแบบทบต้นทบดอกเลยนะ ดังนั้นแค่ราคาวิ่งขึ้นถึงแค่ 0.09 ยังไม่ทำให้ผมตกใจขายได้

แต่พระเจ้า...จากนั้นมันไม่ยอมไปต่อ ค่อยๆร่วงลง ลง ลง และ ลง ไปอยู่ที่เดิม
ผมเริ่มนั่งเขกกระโหลกตัวเอง ที่ไม่ยอมขายตอนนั้น



ปีต่อมา ผมก็มีแจ๊คพ็อตอีก คือ PAE ผมได้ไอเดียจากหนังสือเล่มหนึ่ง ก็แนวเดียวกับหุ้น 5 เด้งเลย ให้หาหุ้นที่ขาดทุนหนักๆราคาร่วงหนักๆ แต่ภายในมีความพยายามปรับปรุงกิจการให้ดีขึ้นซื้อแล้วถือไว้เลย คุณมีโอกาสได้ 10 เด้งแบบผู้เขียน ผมก็ได้หุ้น KMC (ในขณะนั้น ตอนนี้ AQ) กับ PAE และ SSI
- KMC เปลี่ยนผู้บริหาร ดูเหมือนจะเก่ง โปรไฟล์แน่น น่าจะ turnaround ได้
- ส่วน PAE นี่เป๊ะเลย ขาดทุนหนักมาก ใครๆก็บอกว่าราคาได้ซึมซับความเสียหายไปหมดแล้ว จากนี้ไปมันมีโอกาสขึ้นมากกว่าลง
- SSI ตัวนี้มีเซียนหุ้นท่านหนึ่งที่เคยทำกำไรจากหุ้นได้เป็น 500 ล้าน การที่เขาเลือกซื้อหุ้นตัวนี้ แถมไม่ซื้อเปล่าแกออกสื่อเขียนบทความเชียร์หุ้นตัวนี้อย่างออกหน้าออกตา ผมก็จะรออะไรล่ะ นี่มันเพชรชัดๆ


PAE น่ะ ผมซื้อที่ราคาประมาณ 90 สตางค์ เพราะตอนนั้นราคาวอลุ่มเข้า ทำท่าพร้อมขึ้นจากการนอนก้นด้วย มันต้องเป็นต้นเทรนด์ชัดๆ ผมก็อัดตัวนี้ไปครึ่งพอร์ต

แต่จากนั้นมันไม่ยอมไปต่อ แต่ร่วงสวนลงไปทำนิวโลว์ ตอนนั้นผมไม่ตกใจ เพราะคิดว่ามันเป็นการเขย่า เดี๋ยวก็ดีดกลับขึ้นไป แต่พระเจ้า...มันกลับไม่เด้งขึ้น เสือกร่วงลงไปทำนิวโลว์ ผมทำยังไงรู้มั้ยครับ ซื้อเพิ่มสิ ถัวเพราะมองว่ามันถึงจุดต่ำสุดแล้ว พอเด้งขึ้น เราจะกำไรมากกว่าเดิม

ซึ่งผมไม่เคยได้กำไรมากกว่าเดิมเลย มันลงเอาลงเอา ยิ่งทุกครั้งที่งบออก ไม่รู้ว่ามันหาอะไรมาใส่ในงบทำให้ขาดทุนเพิ่มได้อีก ซึ่งผมก็ยังถัวอีกนะ จนเงินเกือบทั้งหมดมารวมในหุ้นตัวนี้ร่วมๆ 80% ของพอร์ต
ผมตัดขายขาดทุนตัวนี้ไปที่ประมาณ 60 สตางค์ เงินหายไปหลายแสนเลย


SSI ก็เช่นกัน ผมซื้อที่ประมาณ 60 สตางค์ เพราะคิดว่าเป็นราคาทุนระดับเดียวกันกับเซียน ตอนนั้นผมตาม facebook ตามดูคลิปสัมภาษณ์ของเขาตลอด เพื่อยืนยันว่าเขายังไม่ทิ้งหุ้น
จากนั้นมาไม่นาน ก็ไม่รู้ว่าใครขายก่อนกัน ผมออกที่ 40 สตางค์ หายไปอีกเป็นแสน


ปีล่าสุด ผมก็เอาอีก COMAN ตัวนี้มีอคติอย่างแรง เพราะเคยทำงานด้านขาย software มาก่อน พบมันเป็นธุรกิจเสือนอนกิน ลงทุนครั้งเดียว ยิ่งขายได้เยอะก็ยิ่งมีส่วนต่างกำไรมาก ก็คิอดว่า COMAN น่าจะเป็นยังงั้น จำได้ว่าซื้อตอนเปิด gap ข้าม 11 บาทได้ ก็คิดว่าใช่แน่ ต้นเทรด์แน่

แต่ที่ไหนได้ มันไม่มีแรงไปต่อ จากนั้นก็ลงไปทำนิวโลว์ ผมก็ไม่ยอมแพ้เพราะคิดว่าธุรกิจนี้มันมีความสามารถในการทำเงิน จึงขายตัวอื่นที่กำไรเอามาเข้าตัวนี้เพิ่ม จนได้ประมาณ 30% แต่พอประกาศงบจากนั้น มันไม่ดีขึ้น แถมราคาร่วงต่อก็เลยตัดขายขาดทุนเกือบๆ 30%

นี่คือ big shot ของผมในทางลงครับ มันบ่อนทำลายเงินใพอร์ตของผมอย่างไม่เหลือดี
ตอนนั้นผมจำได้ว่า โกรธ คนทำราคา เกลียดตลาด เกลียดนักเล่นหุ้นด้วยกัน ทำไมพวกมึงไม่หยุดขายเสียที แต่ผมไม่เคยโทษหนังสือเลยนะครับ คือเขาก็เขียนไปตามสิ่งที่เขาเจอ ปัญหาก็คือตัวผมเองนี่แหละที่อ่านไม่แตกเอง อยากรวยไวเกินกว่าความรู้ จึงได้สาเหตุที่ทำผมขาดทุนหนัก ดังนี้

๑) ต้องการรวยเร็ว อยากได้แจ๊คพ็อต โดยที่ไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรมาก 
ซึ่งเป็นวิธีการที่ผิด กว่าที่คนเก่งๆเขาจะได้หุ้นดีๆ big shot สักตัว เขาต้องทำการบ้านมาอย่างหนัก มองแล้วมองอีก มองรอบด้าน พยายามหาข้อเสีย เพื่อดึงสติตัวเอง แต่ผมไม่ทำแบบนั้นไง อ่านข่าว หรือฟังใครมา ขอแค่ชื่อหุ้นพอ เดี๋ยวเรื่องมโน ผมเขียนบทเอง ผลก็คือขาดทุนเละ

๒) เล่นหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง
หุ้นต่ำบาท หุ้นขาดทุนสะสม หุ้นที่มีปัญหาทางด้านการเงิน ผู้บริหารขาดคุณสมบัติ ชอบนัก ซื้อแล้วก็ฝันว่ามันจะไปเต็มบาท ไม่เคยคิดว่ามันจะลง ไม่คิดว่ามันจะขาดทุน ฝันกลางวันกำไรเป็นเด้งอย่างเดียว ผลก็คือ การที่หุ้นตัวหนึ่งมันร่วงเป็นขาลงมาเป็นปี ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก มันต้องมีปัญหาร้ายแรงแน่ๆ เราไม่ควรไปยุ่งกับมัน เพราะโอกาสขาดทุนมี 99.99% เลยทีเดียว แต่เม่าโง่บัดซบอย่างผมเสือกคาดหวังว่าจะเป็นคนที่ได้ประโยชน์จาก 0.001% นั้น จ๊าดง่าวจริงๆ

๓) ถัวเฉลี่ยขาลง
นี่แหละที่เป็นสาเหตุหลักของการระเบิดพอร์ต ให้เละเป็นถังขี้ ซึ่งมันไม่ได้เกิดแบบไร้สาเหตุนะครับ มันก็มาจากข้อแรกแหละ คือ อยากรวยเร็ว มองโลกในแง่ดี มั่นใจตัวเองในทางที่ผิดๆ
เมื่อมีความเชื่อที่ผิด คุณก็เตลิดเลย overtrade ซื้อเยอะเกินไป จึงต้องขาดทุนเยอะเกินเหตุ ซึ่งเทท่าที่สังเกตตัวเองนะ ตอนซื้อเราไม่กลัวขาดทุนเพิ่มหรอก เพราะคิดว่าต่อไปตลาดต้องอยู่ข้างเรา เดี๋ยวมันต้องเด้งกลับขึ้นไป เดี๋ยวเราต้องได้กำไร แต่ที่ไหนได้ มันยังไม่ยอมหยุดลง ในที่สุดก็ทนไม่ไหว ขาดทุน 30-50% ค่อยกล้าขาย

๔) มักง่าย
นี่เป็นข้อสรุปครับ เพราะมักง่าย คิดว่าการเล่นหุ้นมันง่าย มันต้อมีทางลัดสิ ฉันต้องพิสูจน์ว่าเก่งกว่าเซียน เขาพยายามมานับสิบปีกว่าจะรวย แต่เรา 10 วันก็จะเอารวยกว่าเก่งกว่าแล้ว
ไม่โง่จริงคิดไม่ได้นะครับแบบนี้

ปล. ทั้งหมดทั้งมวล เป็นความผิดของผมเองล้วนๆนะครับ หนังสือที่ยกมาอ้างไม่ผิด มันเป็นแค่ข้อมูลหรือ data เท่านั้นเอง หุ้นก็ไม่ผิด เพราะมันก็ไม่ได้บังคับให้ผมซื้อแม้แต่นิด



ผมอ่านไม่แตกเอง มักง่ายไม่ละเอียดเอง จึงได้แต่กระพี้เอามาใช้งาน ผลงานจึงเละอย่างที่เห็น
ตอนนี้ผมเปลี่ยนไปแล้วนะ สิ่งที่ทำมาทั้งหมดเป็นแค่อดีต ที่ผมเอาไว้เตือนใจตัวเองว่าอย่าทำผิดซ้ำๆแบบนั้นอีก มันทำให้ผม...
๑) เห็นค่าของสัญญาณขาดทุน ให้รีบตัดขาดทุนตั้งแต่เนิ่นๆ
๒) อ่านหนังสือมากขึ้น ทำความเข้าใจว่ากว่าเซียนจะประสบความสำเร็จ ต้องใช้เวลามากแค่ไหน
๓) หลีกเลี่ยงหุ้นที่มีความเสี่ยง ไม่เล่นอีกเลย
๔) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะการเทรดของตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะการหาหุ้นเอง
๕) ไม่ถัวเฉลี่ยขาลง ไม่ซื้อหุ้นเยอะเกินลิมิตของความเสี่ยง
๖) มีแผนการเล่นแบบป้องกันตัว โดยเฉพาะการ stop loss
ก็หวังว่าความผิดพลาดของผมจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับท่านอื่นๆบ้างไม่มากก็น้อยครับ

Update : ความเห็นจากผู้อ่าน





How ‘The Cycle of Doom’ Kills 95% of New Traders
มีคนบอกว่าเทรดเดอร์หน้าใหม่ 95% จะขาดทุน
และเกินครึ่งของจำนวนนี้จะหมดตัวภายในเวลาแค่ 2 ปี ด้วยสิ่งที่เรียกว่า Cycle of Doom
ทำไมถึงเป็นเช่นนี้?
ผู้เขียนก็คือ John Stuart แห่งเว็บ moneylab.co.za บอกว่าพวกเขาทำความผิดพลาด ๓ ประการ คือ

๑) เสาะหา holy grail(หาทางลัด)
พวกอยากรวยเร็ว รวยง่าย ไม้เดียวรวย จึงพยายามสืบเสาะค้นหาระบบที่คิดว่ายอดเยี่ยมที่สุด เอาแบบที่ว่าไม่ต้องเสียเวลาหาหุ้น ให้เงินทำงาน จึงทุ่มเทเวลาทั้งหมดเข้าเว็บ, ฟอรั่ม, เข้าสัมมนา, โหลฟรี ebooks, ร่วมอีเวนต์ของตลาดหุ้น, เข้ากลุ่มนักเทรด, ซื้อหนังสือ, ฯลฯ
เพราะเชื่อว่ามันต้องมีสูตรสำเร็จ สูตรลับทำเงินซ่อนอยู่
อะไรที่เป็น holy grail ใส่เงินปุ๊ปกำไรสิบเด้งภายในไม่กี่วัน
พอได้มาก็ไม่เคยทดสอบย้อนหลัง, ไม่หาเหตุผลเพิ่มเติม, ไม่ทำความเข้าใจ พี่เค้าซัดเลย กลัวรวยช้า
เหตุผลที่ทำแบบนั้นเพราะคิดว่า "ถ้าสูตรนี้ มีคนใช้แล้วเวิร์ค ทำแล้วรวย(โดยเฉพาะ top trader) ฉันทำตามก็ต้องรวยด้วยสิ จะคิดมากทำไม" (ลึกๆคือพวกเขาอยากพิสูจน์ว่าเขาสามารถรวยเร็วกว่าเหล่า top trader ที่เป็นเจ้าของสูตร เพรารู้ความลับแล้ว การรวยลัดก็ง่ายสิ)

ซึ่งความเชื่อข้อนี้มันนำไปสู่ความผิดพลาดข้อต่อไป

๒) ลงมือทำทันทีโดยไม่ได้ทดสอบ(กลัวรวยช้า)
เมื่อได้สูตรลับมา พวกเขาก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังถือล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งอยู่ในมือ
รีบเข้าไปดูกราฟหุ้น หาตัวที่ตรงกับสูตรลับนั้น
พอเจอก็ทุ่มซื้อทันที กะแทงแล้วรวยทันที ตอนที่คลิกส่งคำสั่งซื้อ ภาพรถหรู บ้านเดี่ยวผุดขึ้นกระจ่างชัดในหัว
แต่หลังจากซื้อไป ราคาเริ่มขยับขึ้นไปนิดหน่อย...
จากนั้นก็ ร่วงพรวด...
ขาดทุนเป็นสิบเปอร์เซ็นต์ในไม่กี่วัน
แต่พวกเขากลับไม่ยี่ระ ดีเสียอีกจะได้ทุนต่ำลง เดี๋ยวพอราคาวิ่งขึ้นนะ กำไรเพิ่ม
จึงเอาเงินก้อนใหม่เข้ามาเพิ่ม
กระนั้น, ปัญหาก็คือ ยิ่งซื้อเพิ่ม ราคากลับร่วงต่อ
แม้จะรู้สึกผิดหวัง แต่พวกเขาก็ยังมองโลกในแง่ดี "ไม่ขายไม่ขาดทุนน่า เดี๋ยวมันก็กลับมา ของดี ต้องอดทนหน่อย"
แต่วันนั้นก็ไม่มาเสียที พวกเขาเริ่มสงสัยใน holy grail นั้น
เริ่มไปตั้งกระทู้ถามเพื่อนๆเม่าว่า สูตร/ระบบนี้มันใช้ดีกับหุ้นไทยจริงหรือเปล่า?
พวกเขาสูญเสียความเชื่อมั่นในระบบไปแล้ว และจากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนที่ ๓

๓) ตำหนิ(โทษคนอื่น)
อารมณ์ขึ้นเลย
- สูตรนี้ pattern นี้ มันไม่เวิร์คหรอก ใช้กับหุ้นไทยไม่ได้
- หุ้นขาขึ้น-ขึ้นไปก่ายหน้าผากสิ
- breakout = ดอย
ฯลฯ
พอด่า ระบายสมใจ สิ่งที่เขาทำคืออะไรรู้มั้ย?
กลับไปข้อหนึ่ง คือหาสูตรใหม่ pattern ทำเงินใหม่ holy grail จอกใหม่
หาเงินก้อนใหม่เข้ามาอีก(เพราะตัวก่อนไม่ขายไม่ขาดทุน)
ขาดทุนตัวใหม่อีก ด่าสูตรใหม่อีกแล้ว
กลับไปหาสูตรใหม่ วนลูปอยู่อย่างนี้

ทำยังไงถึงจจะหยุดกงล้อของการทำลายพอร์ตนี้?
๑) ตัดขาดทุนก่อน
๒) เข้าใจว่าทุกสูตรสำเร็จในโลกนี้ ล้วนไม่สมบูณ์แบบ โอกาสชนะกับแพ้เท่ากันคือ 50-50
๓) เข้าใจว่าการสร้างกลยุทธ์/แผนการเทรดให้ประสบความสำเร็จนั้น มันต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก คุณต้องมีแผนในกระดาษไว้ก่อนแล้ว stop loss, take profit, จุดเข้า, จำนวนเงินที่ซื้อ, ระยะเวลาในการถือ รวมถึงจิตวิทยาและการจัดการอารมณ์ในระหว่างนั้น พวกนี้คุณต้องตอบให้ได้ทั้งหมดก่อนเข้าซื้อ

เพื่อที่จะทำให้ครบทุกข้อ คุณต้องอุทิศเวลาและความพยายามในการหาข้อมูล, วิเคราะห์ และการทดลอง trial and error

กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวหรอกนะ
ประโยคนี้ เทรดเดอร์มือใหม่ไม่ชอบเอามากๆ เพราะขัดใจวัยรุ่นอย่างแรง
แต่มันคือความจริง เพราะเวลา,ความพยายาม, ความละเอียด และความอดทน คือสิ่งที่คัดแยกนักเทรดผู้แพ้กับเทรดเดอร์ผู้ชนะอย่างสม่ำเสมอได้
ผู้แพ้มักง่ายด่วนได้ ผู้ชนะทำงานเป็นสเต็ปและอดทน

อาจจะฟังดูไม่เข้าหูนะ แต่ถ้าไม่อยากถูกกวาดล้าง คุณต้องรีบปรับตัว



3 ความผิดพลาดง่าวๆที่ให้เม่าหมดตัว
3 Common Psychological TRADING Mistakes

ผมดูคลิปนี้แล้วชอบมาก คิดว่าน่าจะมีประโยชน์กับคนหมู่มาก จึงลองแปลและใส่ไข่เพิ่มเพื่อให้เห็นภาพและเหมาะกับบ้านเรามากขึ้น
อยากให้อ่านกัน
(ปล. ง่าว แปลว่าไม่ฉลาด เป็นภาษาเหนือ)

สามข้อนี้มันเป็นปัญหาสากลนะ ไม่ว่าเม่าชาติไหนก็ต้องเจอ ส่วนใหญ่หมดตัวแพ้ตั้งแต่ปากทางเข้าก็เพราะคิดแบบนี้กันทั้งนั้น
อาจจะแรงไปนิดนะ แต่อยากให้คิดได้กันครับ เพราะมันเป็นเรื่องที่บางทีเราก็นึกไม่ถึง มือมันลั่น อารมณ์มันพาให้เสียหาย ลองอ่านและแชร์ให้เพื่อนจำไว้หน่อยก็ดีครับครั้งหน้าถ้าเจอจะได้ดึงสติตัวเองไว้ทัน


1. ต้องซื้อเพราะกลัวตกรถ
Fear Of Missing Out Trading (F.O.M.O. Trading) ซื้อเพราะกลัวตกรถ คือมองโลกในแง่ดีจัด เห็นอะไรเป็นโอกาสไปหมดอยากซื้อ ฟังเซียนคนโน้นใครคนนั้นพูดมาก็เชื่อหมดใจ อยากซื้อไปหมด ยิ่งมีงาน SET in the city ทีไร ได้หุ้นเป็นร้อย ผลก็คือมีหุ้นในพอร์ตเป็นสิบห้าสิบตัว พอมีตัวกำไรก็ไม่ค่อยเก็บไว้หรอก รีบขาย เอาเงินไว้เข้าตัวใหม่ที่เพิ่งได้ข่าวมา พวกขาดทุนเก็บไว้ก่อน ไม่ขายไม่ขาดทุน ในที่สุดเงินสดของคุณก็จะหายไปเรื่อยๆ เพราะขาดทุนก็ไม่กล้าขาย เงินจม พอเติมเงินก็เล่นแบบเดิมอีก ยิ่งเสียหายไปกันใหญ่

วิธีแก้คือ
- ให้นึกถึง วอร์เรน บัฟเฟต์ เขาออกมายอมรับว่าพลาดหุ้น google กับ amazon เพราะไม่ชอบหุ้นเทคโนโลยี แต่กระนั้นเขาก็ไม่ได้ซีเรียสกับสิ่งนี้ เพราะเชื่อว่ายังมีหุ้นดีๆให้เขาเล่นอีกมาก ค่อยๆหาและรอเดี๋ยวก็เจอของดี
คนเก่งเขารู้วิธีหาปลาเองไง จึงไม่แคร์คนอื่น "กูก็มีแนวทางของกูเอง มึงเชื่อก็ซื้อไป เรื่องของมึงสิ" แปลเป็นไทยน่าจะออกมาทรงนี้
- ปลีกตัวออกจากกลุ่มโซเชียลเสียบ้างก็ดี เพราะมันมีบางคนที่กำไรแล้วคุย ก็ไม่รู้ว่ามันเล่นจริงหรือเปล่า ซื้อร้อยหุ้นแล้วมาอวดก็มีไม่น้อย เจอพวกนี้บ่อยมันทำให้เราใจเสียและอยากจะได้อย่างเขาบ้าง เดี๋ยวทนไม่ไหวไปซื้อตามที่ดอยอีก
- ตั้งปณิธานว่า "เราต้องยืนบนลำแข้งของตัวเองให้ได้"  พยายามลองหาหุ้นเอง สร้างแนวทางและกฎการเทรดของตัวเอง เมื่อเรามีหลักยึดก็จะไม่ไหวเอนไปตามลมปากของคนอื่นครับ
- สำหรับคนที่ดูกราฟเป็นนะครับ การที่ราคาวิ่งเขียวยาวนั้นมันน่าสนใจจริง จนคุณรู้สึกคันไม้คันมืออยากตาม แต่ให้คิดสักนิดว่าการที่ราคาวิ่งแรง คนที่เขากำไรเยอะๆใครๆก็อยากขายแล้วครับ ตั้งคำถามตัวเองก่อนซื้อว่า เข้าตอนนี้มีโอกาสดอยสูงมั้ย น่ากลัวไปมั้ย ถ้าคิดว่าเสี่ยง แต่ก็ยังอยากได้ ก็ให้รอดูทรงตอนมันย่อครับ ถ้าย่อไม่ลึกก็ตาม แต่เกินครึ่งครับหุ้นที่ทำแท่งเขียวยาวเฟื้อย มักจะขึ้นแบบไม่ยั่งยืนหรอก คนที่กำไรหนำใจ พร้อมปล่อยทุกราคา ดังนั้นอย่าตาม รอดูทรงมันก่อน หัวเราะทีหลังดังกว่า ประโยคนี้ใช้ได้ผลเสมอครับ


2. ต้องซื้อเพื่อเอาคืนให้ได้ในทันที
เมื่อขาดทุนหนัก อยากเอาส่วนที่เสียหายคืน คุณจึงต้องจัดหนัก รีบซื้อทันทีด้วยเงินเยอะๆหวังจะได้กำไรทบต้นทบดอก
ไม่รู้ตัวเองเลยว่ากำลังใช้อารมณ์อยู่เหนือเหตุผลอย่างแรง แบบนี้ตายสถานเดียว

วิธีแก้คือ คุณต้องดึงสติให้กลับมาใช้เหตุผลได้ก่อน
- เทรดด้วยเงินน้อยลง ค่อยๆเก็บกำไร ขาดทุนก็รีบคัท เน้นเพิ่มกำไรทบต้น เดี๋ยวก็ได้คืนเอง
- มองภาพใหญ่ไว้ กำไรระยะยาว รวยยั่งยืน อย่าไปคิดว่าฉันต้องกำไรทุกวันทุกไม้ แบบนี้จบไม่สวยแน่นอน มองกำไรในระยะเดือน ไตรมาส หรือปี ไม่ใช่ทุกวัน เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงไม่มีใครกำไรทุกไม้ทุกตัวทุกวันได้หรอก มีได้ก็มีเสีย แต่ถ้าเสียแล้วรีบตัดทิ้งกำไรให้ได้เยอะๆ แบบนี้ยืนระยะได้ยาว
- แค้นนี้สิบปียังไม่สาย การที่คุณขาดทุนหนัก แสดงว่าคุณพลาดครั้งใหญ่ครับ ซึ่งปัญหานั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ดังนั้นคุณต้องใช้เวลาทบทวนและแก้ไขปัญหาครับ การที่คุณยังไม่รู้ว่าตัวเองมีจุดอ่อนตรงไหน ไม่รู้แนวทางป้องกัน เข้าไปสู้เดี๋ยวก็เจออีก
ในตลาดหุ้นเขาไม่ได้แบ่งคู่ชกนะครับ ฝั่งตรงข้ามคุณเขี้ยวๆทั้งนั้นแหละ เผลอนิดเดียวเขาเอาคุณตายเลยนะจะบอกให้ ฉะนั้นก็อย่ารีบเอาคืนครับ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เวลา ไม่ใช่เงิน แต่เป็นวิธีคิดของตัวคุณเอง ซึ่งวิธีแก้ดีสุดคือคุณต้องหยุดเพื่อทบทวน และปรับปรุงตัวเอง

- อีกอย่างที่ผมอยากแนะนำ ถ้าขาดทุนไปแล้ว อย่าเพิ่งรีบเติมเงิน ให้ใช้เงินที่เหลือสู้แค่นั้นพอ และก็ใช้เวลาที่ว่างทั้งหมดเรียนรู้เพื่อเอาคืนให้ได้  เพราะถ้าเราไม่รู้จุดบกพร่องตัวเองนะ ไม่รู้วิธีแก้นะ เติมอีกล้านก็หมดในเวลาไม่นาน แต่หากคุณสู้เทรดด้วยเงินที่เหลือแล้วพอร์ตกลับมาฟื้นตัวขึ้นได้ทีละนิดๆ จนถึงระดับที่คุณคิดว่าอยู่ตัวแล้ว ค่อยเติม แบบนี้จะเป็นมือชีพกว่า และยั่งยืนกว่าครับ
เพราะถ้าหากคุณยังไม่รู้ตัวว่าตนเองคือปัญหานะ รบร้อยครั้งก็แพ้ทุกครั้ง
(ที่ผมแนะท่านแบบนี้ เพราะผมก็กำลังดัดสันดานตัวเองด้วยวิธีนี้อยู่ครับ)


3. ซื้อเพราะหวังว่าคราวนี้โชคจะต้องเข้าข้างเราบ้าง
Gambler's Fallacy เทรดแบบเล่นการพนันหวังว่าโชคจะเข้าข้างในครั้งต่อไป
เชื่อว่าพอขาดทุนต่อเนื่องแล้วเสือกเชื่อว่าครั้งต่อไปต้องเป็นตาของฉันแน่ จึงขายบ้านขายรถมาเล่นกับตัวนั้นเพื่อเอาคืน ทั้งที่ความจริงแล้วการเทรดครั้งใหม่มันไม่เกี่ยวกับครั้งก่อนเลย มึงคิดไปเองทั้งนั้น

วิธีแก้คือ
- หมั่นดึงสติ พร่ำบอกตัวเองว่า ทุกการเทรดมันมีอิสระต่อกัน ไม่เกี่ยวข้องกันใดๆทั้งสิ้น
- เชื่อมั่นว่าเราคือผู้กำหนดชะตากรรมของตัว พระเจ้าก็ช่วยไม่ได้ เพราะท่านก็กำลังเล่นเสียอยู่เหมือนกัน
- ตลาดหุ้นไม่มีที่ว่างให้คนอ่อนแอหรอกนะ เหมือนที่บอกไว้ข้อที่แล้ว คนในตลาดล้วนเขี้ยว ทุกคนล้วนต้องการกำไร ถ้าทุกคนก็ได้เงิน แล้วใครจะเสียเงินล่ะ แน่นอน...คนอ่อนแอที่สุดไง อ่อนแอประเภทเชื่อว่าแพ้มาหลายครั้งแล้วต่อไปต้องชนะสักครั้งแล้วล่ะ ถามง่ายๆเลยว่าเขาจะรู้มั้ยว่าคุณขาดทุนหนัก ไปโพสต์พันทิพยังงั้นเหรอ? บ้าหรือเปล่า? ไม่มีใครช่วยคุณได้หรอก 80% ไม่สนใจ อีก 20% แอบหัวเราะให้กับความหายนะของคุณ

ปัญหาอยู่ที่ตัวคุณเอง ไม่ใช่เจ้ามือ ผิดเองต้องแก้เอง โตแล้วนะ
จำให้ขึ้นใจ ตลาดหุ้นไม่มีที่ว่างให้คนอ่อนแอ



บาป ๑๐ อย่างของการเทรด
เอาจากหลายๆแหล่งมารวมกัน ก็เลยได้หลายบาป

7 Deadly Sins of Trading
https://www.dailyforex.com/forex-articles/2016/03/the-seven-deadly-sins-of-trading/56718
การเทรดเป็นธุรกิจที่ยอดเยี่ยม ไม่มีสินค้าคงคลังให้ต้องกังวล ไม่มีพนักงาน ไม่มีใครอยู่เหนือหัวคุณ คุณสามารถตั้งเวลาเข้างานของคุณเองได้ , กำไรไม่มีเพดาน ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม, การเทรดก็เหมือนกับกิจการธุรกิจอื่น ๆ คุณต้องรู้ว่าต้องทำอะไรเพื่อที่จะให้ตัวเองมีโอกาสประสบความสำเร็จ การเทรดเช่นเดียวกับกิจการทางธุรกิจอื่นๆที่เต็มไปด้วยอันตราย พฤติกรรมการเทรดที่ไม่ดีสามารถทำลายพอร์ตของคนที่ไม่ระวังตัวได้อย่างรวดเร็ว ความสำเร็จของการเทรดมาจากการทำงานหนัก การทุ่มเทและการฝึกปฏิบัติ และการเรียนรู้เป็นเวลานาน

ในฐานะที่เป็นเทรดเดอร์ หากต้องการมีผลกำไรที่สม่ำเสมอ เราต้องมีระเบียบวินัยและปฏิบัติตามขั้นตอนการดำเนินการอย่างเคร่งครัด มุ่งเน้นและหลีกเลี่ยงบาป 7 ประการดังนี้

บาปข้อที่ ๑) เทรดโดยไม่มีแผน
นักเทรดส่วนใหญ่พยายามซื้อขายโดยไม่มีแผน พวกเขาได้ยินอะไรบางอย่างมา(อาจเป็นข่าวลือ) หรือพวกเขาคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตลาดใหญ่ไปแล้ว น่าจะถึงตาบ้านเรา และพวกเขาก็รู้แล้วว่าราคาจะไปทางไหนด้วย
มันจะดีมากถ้าคุณมีแผนรองรับสิ่งที่คุณเชื่อ แต่อนิจจาเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่คิดจะทำ

เทรดเดอร์ส่วนใหญ่มักจะเทรดได้กำไรดีในโปรแกรมซื้อขายจำลอง แต่เมื่อใช้เงินจริงมันกลายเป็นคนละเรื่องเพราะขาดทุนเละ ซึ่งมันจะจะไม่เกิดขึ้นหากพวกเขามีแผนการเทรด

หากคุณต้องการเป็นเทรดเดอร์ที่ดี คุณต้องสร้างแผนการเทรดสำหรับตัวคุณเอง แผนของคุณควรจะครอบคลุมถึง:
a) วิธีการและโซนที่คุณจะเข้าเทรด
b) ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในแต่ละการเทรด?
c) เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงต่อบัญชี?
d) เมื่อหุ้นวิ่งผิดทางให้ขาดทุน คุณจะออกตรงไหน?
e) เมื่อหุ้นวิ่งถูกทางทำกำไร คุณจะขายตรงไหน?
f) ซื้อแล้วถ้าราคาไม่ไปไหน จะให้เวลามันกี่วัน?
g) win/loss ratio, โอกาสเทรดชนะกับแพ้?
ถ้าตอบคำถามพวกนี้ไม่ได้หมด ก็อย่าไปเทรดเลย ไม่ใช่การเทรดแบบมืออาชีพแล้วล่ะ
ถ้าคุณเทรดแบบงานอดิเรก ผลตอบแทนก็จะได้แบบงานอดิเรก ซึ่งไม่มีใครรวยจากมัน

บาปข้อที่ ๒) ถัวเฉลี่ยขาดทุน
เมื่อขาดทุนแล้ว พวกเขายังดื้อที่จะสู้ต่อ เถียงตลาดด้วยการซื้อถัวเฉลี่ย ซึ่งมักจะกลายเป็นปัญหาใหญ่โตเพราะราคามักจะลงต่อได้อีก ถ้าหากคุณเล่นมาร์จินด้วยก็มีโอกาสโดน force sell ให้ต้องขายขาดทุนไปแบบไม่มีทางเลือก

บาปข้อที่ ๓) อวดดี
นักเทรดส่วนใหญ่จะมีบุคลิกแบบ A คือชอบอวดเมื่อเทรดชนะ แถมยังคิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น เก่งกว่าตลาดไปทันที มีภูมิคุ้มกัน จะเทรดยังไงก็ทำเงินได้ เมื่อมีความเชื่อมั่นมากเกินเหตุ ก็จะทำให้ไม่เคารพแผนการเทรด เข้าเสี่ยงแบบไม่จำเป็น เพิ่มเงินซื้อจะเอารวยไว
ผลก็คือ ตลาดไม่ได้ง่ายทุกตา เจอแจ๊คพ็อตเข้าให้ กำไรที่เพิ่งได้มาก็คืนให้ตลาดไปจนหมด ซ้ำร้ายจ่ายดอกทบไปอีกก้อนใหญ่

บาปข้อที่ ๔) โลภ
แม้ว่าราคาจะวิ่งไปถึงเป้า take profit แล้ว แต่ไม่ยอมขาย โลภ-อยากได้กำไรเพิ่มอีกนิด
พอได้เพิ่ม ก็อยากได้อีก ต่อราคาไปเรื่อย เมื่อราคาจบเวฟ 5 แล้วเป็นไงล่ะ ร่วงหนักเป็นคนขี้แตกเลย กำไรที่เคยได้เป็นเปอร์เซ็นต์สวยๆ ลดเหลือนิดเดียวเอง น่าอายมั้ยล่ะ ซ้ำร้ายบางคนทำอะไรไม่ถูก เจอหักมุมแรงมาก กำไรหายไวเกิน ทำใจลำบาก อยากต่อราคาให้เด้งกลับไปเท่าเดิมแล้วขายแน่ แต่ที่ไหนได้ เมื่อมันเป็นขาลงไปแล้ว ก็ยากฟื้นกลับ กว่าจะตัดใจได้ก็กลายเป็นขายขาดทุนไป-นี่แหละ กำไรไม่ยอมขาย

บาปข้อที่ ๕) ไม่ยอมขายเก็บเงินสดออกมาบ้าง
มันรู้สึกดีนะ ที่เราเห็นกำไรที่เป็นเปร์เซ็นต์ในพอร์ตของเราเติบโตไปเรื่อย มันเป็นพัฒนาการที่ยอดเยี่ยม ยืนยันว่าสูตรของเราใช้ได้
แต่ๆๆๆๆ คุณต้องรู้จักขายเอาเงินสดมาเก็บไว้บ้างนะ อย่างน้อยก็ให้มันเป็นหมือนค่าเหนื่อยของคุณเอง จำไว้ว่าเลขเปอร์เซ็นต์กำไรในกระดานหุ้นนั้นมันสวิงขึ้นลงได้ แกว่งตามสภาพตลาด ถ้าหากวันดีคืนดีตลาดเกิดผิดสำแดงขึ้นมา กำไรอาจจะหายไปในพริบตาก็ได้ ตัวเลขหรือจะสู้เงินจริง

บาปข้อที่ ๖) ขาดความอดทน
นี่เป็นสิ่งที่เทรดเดอร์ทำกันได้ยากมาก คือขาดความอดทน คันก่อนถึงเวลา ไม่สามารรถนั่งเฉยๆรอดูสัญญาณยืนยันแล้วลงมือได้ มือมักจะลั่นก่อนเวลาอันควรเสมอ
ซึ่งสิ่งเล็กๆน้อยๆนี่แหละ ที่คุณคิดว่าไม่น่าจะเป็นอะไร มันกลับส่งผลร้ายแรงต่อพอร์ต ดีหน่อยก็ตัดขาดทุนไว แต่ถ้าต้อง stop loss ทุกวัน ก็พังได้เหมือนกัน แต่ถ้าหากซวยก็ถึงกับเข่าอ่อนก็มี
จำไว้ว่า ถ้าคุณเป็นนักเทรด แล้วรอคอยไม่เป็น ไม่เคารพวินับ คุณก็เป็นนักพนันดีๆนี่เอง

บาปข้อที่๗) เปลี่ยนแผนระหว่างเกม
ที่เห็นบ่อยคือ เปลี่ยนจากการเทรด เป็นลงทุน อธิบายง่ายกว่านั้นคือ ตอนแรกกะจะเล่นสั้น แต่พอขาดทุนแล้วก็อยากเป็นวีไอไปซะอย่างนั้น
ตรงนี้แหละบาปหนักเลย คือการที่คุณซื้อหุ้นเพราะต้องการเทรด มันก็ชัดเจนแล้วว่าคุณอยากเล่นสั้น การบ้านที่คุณทำก็เป็นเรื่องฉาบฉวย ดูกราฟระยะสั้น พื้นฐานไม่สนอยู่แล้ว แต่พอขาดทุนกลับงอแงไม่อยากขาย อายชาวบ้านเดี๋ยวเขาจะหาว่าป๊อดหรือไงไม่ทราบ
ความจริงแล้วการซื้อแล้วถือก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรหรอก มันดีด้วยซ้ำไป สำหรับหุ้นที่มีพื้นฐานดี แต่ถ้าเจอตัวห่วยๆที่เป็นขาลงเข้าไป แม้แต่ตัวเดียวก็ทำให้เข่าทรุดได้เลยนะจะบอกให้

บาปข้อที่ ๘) ขาดทุนแล้วรีบเอาคืนทันที(เทรดด้วยอารมณ์)
สาเหตุที่คุณต้องเอาคืน ก็เพราะขาดทุน พอขาดทุนก็อยากแก้ตัวทันที กลายเป็นว่าขาดความรอบคอบไป เพราะตอนนั้นไม่ได้ใช้สมองแล้ว อารมณ์ขับเคลื่อนล้วนๆ
การเทรดด้วยอารมณ์ ถือเป็นเรื่องใหญ่ ที่นักเทรดหน้าใหม่ทำกัน
เพราะตอนนั้นคุณเริ่มหน้ามืด ไม่สนใจแผนของตัวเองอีกต่อไป
เข้าเทรดในจังหวะที่ไม่ควรเข้า
ไม่มีการคัดกรองรายละเอียดของลักษณะพื้นฐานของหุ้นให้ดีก่อน
เมื่อคุณไม่ละเอียด เทรดแบบสะเพร่า ตลาดก็ต้องกวาดคุณออกไป

บาปข้อที่๙) เชื่องช้า
ความชักช้า ยึกยัก ไม่กล้าตัดสินใจ เป็นสาเหตุที่ทำให้นักเทรดส่วนใหญ่ไม่สามารถทำเงินได้แบบจริงจัง
ง่ายเลยคือ ไม่รู้ว่าจะทำยังไงเมื่อพอร์ตเริ่มขาดทุน
แม้เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะมี stop loss และตั้งใจว่าจะทำตาม เพราะการตัดขาดทุนไม่น่าจะยาก พวกเขาคิดยังงั้น นั่นไงฉันตั้งไว้แล้ว พอราคาลงมาถึงระดับนี้ ฉันจะขายทันที!
แต่ในช่วงเทรดจริง มันไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะในแผนคุณยังไม่เห็นความเสียหายของเงินจริง
ที่สำคัญคือ คุณไม่คิดว่าตัวเองจะต้องขาดทุนเสียด้วยซ้ำ
ดังนั้น เมื่อคุณขาดทุนจริง ก็เกิดอาการชะงัก ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้จะขายตรงไหน ลืมแผนที่เตรียมไว้เสียสิ้น แม้บางคนจะจำได้แต่ก็ไม่ยอมขาย เพราะมัวแต่หลอกตัวเองว่ามันอาจจะเขย่าก็ได้ รอดูอีกสักนิดเผื่อจะเด้งกลับ แต่ที่ไหนได้ มันลงแรง ร่วงหนักให้ขาดทุนเพิ่ม จนอาการหนัก
เมื่อคุณเพิกเฉยไม่ยอมขาย คนอื่นที่มีสติเขาก็ขายครับ ไม่ต้องโทษใคร โทษตัวเองนี่แหละที่เชื่องช้า
อย่ามัวแต่เผาแบงค์เล่นแบบไม่ตั้งใจอีกเลย

บาปที่ ๑๐) ต้องชนะทุกตา
เทรดเดอร์หน้าใหม่มักจะก้มหน้าก้มตาควานหา Holy grail สูตรลับที่จะทำให้เขาได้กำไรโดยที่ไม่ขาดทุนเลยแม้แต่ครั้งเดียว
นี่คือความเชื่อที่ผิด เพราะมันไม่หรอกสูตรพิสดารแบบนั้น
เมื่อคุณเป็นเทรดเดอร์ ยังไงคุณก็จะต้องขาดทุน ตราบใดที่คุณยังเทรด
คุณต้องยอมรับมันให้ได้ และจำกัดมันให้เสียน้อยที่สุด ไม่ให้เกิดความเสียหายหนัก
ถ้าคุณได้ยินนักเทรดบางคนบอกว่าเขาไม่เคยเทรดขาดทุนเลย ก็ปล่อยเขาไป เพราะความภูมิใจนั้นจะอยู่กับเขาได้อีกไม่นาน

บาปที่ ๑๑) Overtrade
Overtrade เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้นักเทรดหน้าใหม่ต้องสูญเงินง่ายที่สุด
มันเหมือนกับว่าไม่ใช่ปัญหาสำหรับพวกเขา เพราะให้ความสำคัญกับโอกาสในการทำเงินที่แสดงตัวยั่วให้ซื้ออย่างขวักไขว่
แต่ไอ้ความที่คุณเห็นโอกาสแล้วรีบกระโจนเข้าไปตะครุบนี่แหละ มันเป็นปัญหา เพราะว่าคุณจะไม่มีเวลาไตรตรองกับมันเลย ไม่มีแผน ไม่มีเป้า ไม่มี stop loss ที่หนักแน่น
เกือบทุกครั้งมันจึงลงเอยด้วยการ ผิดจังหวะ และต้องตัดขาดทุน รู้ตัวไวก็ขาดทุนน้อย ราคาร่วงเร็วดูไม่ทันก็ขาดทุนเยอะ แทนที่คุณจะสะสมกำไร กลับต้องตัดขาดทุนเฉือนเนื้อตัวเองทิ้งทุกวัน แบบนี้ยิ่งนานสถานการณ์ก็ยิ่งเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ


แถมของพี่ CWAY



สถิติ ๒๔ ข้อ ที่นักวิทยาศาสตร์พบว่า....
ทำไม Trader ส่วนใหญ่ถึงไม่ประสบความสำเร็จ

ไปอ่านเจอบทความหนึ่งที่เป็น สถิติ ๒๔ ข้อ ที่นักวิทยาศาสตร์พบว่าทำไม Trader ส่วนใหญ่ถึงขาดทุน คิดว่าน่าสนใจจึงเอามาแปลให้ท่านอ่านกัน
 ก็ไม่ครบทุกข้อหรอกนะ เพราะอังกฤษของผมไม่แข็งแรง ใครพอแปลได้ก็ช่วยเสริมให้หน่อยก็แล้วกันนะครับ ที่มาคือเว็บนี้ครับ
https://www.tradeciety.com/24-statistics-why-most-traders-lose-money/

ทำไมเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ถึงขาดทุน?
นักวิทยาศาสตร์พบว่า 95% ของเทรดเดอร์ทั้งหมดล้มเหลวจากการเทรด นี่คือสถิติการเทรดที่มีการรวบรวมไว้มากที่สุดในอินเทอร์เนต
แต่กระนั้นมันก็ไม่มีงานวิจัยที่พิสูจน์ได้ว่ามันถูกต้องจริงๆ แต่มันก็สามารถเป็นข้อมูลให้รู้ว่า 24 ข้อต่อไปนี้ มันอาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่มีนัยยะก็เป็นได้

๑) 80 % ของ Day Traderต้องหมดตัวและขาดทุนจนต้องออกจากตลาดภายใน 2 ปีแรกเท่านั้น

๒) ภายใน 1 เดือนนักเดย์เทรดจะที่มีเงินเหลือ(พอเทรด)คงอยู่เพียง 40% และภายใน 3 ปีจะเหลือเพียง 13 % ที่ยังมีเงินเหลือพอเทรดได้ และในที่สุดภายใน 5 ปีก็จะเหลือแค่ 7 %

๓) Traders sell winners at a 50% higher rate than losers. 60% of sales are winners, while 40% of sales are losers

๔)The average individual investor under performs a market index by 1.5% per year. Active traders under perform by 6.5% annually.

๕) Day trader ที่อยู่รอดในตลาดและมีผลงานการเทรดที่ดีในอดีต จะยังสร้างผลตอบแทนได้ดีในอนาคต

๖) เทรดเดอร์ที่ผลประกอบการติดลบ จะยังสามารถเทรดติดต่อกันได้ถึงสิบปี

๗) Profitable day traders make up a small proportion of all traders – 1.6% in the average year.However, these day traders are very active – accounting for 12% of all day trading activity

๘) เทรดเดอร์ที่ได้กำไร จะเพิ่มจำนวนการเทรดมากกว่าคนขาดทุน

๙) คนจน มีแนวโน้มที่จะซื้อหุ้นแบบแทงหวยเพิ่มขึ้น(หุ้นปั่น)? (Poor individuals tend to spend a greater proportion of their income on lottery purchases and their demand for lottery increases with a decline in their income. )

๑๐) นักลงทุน,ยิ่งประสบความสำเร็จมากก็ยิ่งลงทุนในสิ่งที่เสี่ยงน้อย Investors with a large differential between their existing economic conditions and their aspiration levels hold riskier stocks in their portfolios.

๑๑) ผู้ชาย เทรดมากกว่าผู้หญิง คนโสดเทรดมากกว่าคนแต่งงานแล้ว

๑๒) Poor, young men, who live in urban areas and belong to specific minority groups invest more in stocks with lottery-type features. เทรดเดอร์หนุ่มสาวที่มีพื้นเพจากนอกเมือง มักจะเล่นหุ้นในลักษณะของการแทงหวย(หุ้นปั่น)
๑๓) คนที่เล่นหุ้นแบบการพนัน จะทำเงินได้น้อยกว่าคนที่ตั้งใจลงทุน

๑๔) เทรดเดอร์ส่วนใหญ่จะรีบขายหุ้นที่กำไรออกอย่างเร็ว แต่มักจะยอมทนถือหุ้นที่ขาดทุนเอาไว้นานกว่ามาก

๑๕) Trading in Taiwan dropped by about 25% when a lottery was introduced in April 2002. ในเดือนเมษาปี 2002 มีการเริ่มออก  lottery  ปริมาณการเทรดในไต้หวันลดลงทันทีถึง 25%

๑๖) During periods with unusually large lottery jackpot, individual investor trading declines. ในช่วงที่ล็อตเตอรี่ออกแจ็คพ็อดรางวัลใหญ่ จำนวนเทรดเดอร์รายย่อยจะลดลง

๑๗) เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ชอบกลับไปซื้อหุ้นที่ตัวเองเคยกำไร มากกว่าซื้อตัวที่เคยขาดทุน

๑๘) An increase in search frequency [in a specific instrument] predicts higher returns in the following two weeks.

๑๙) Individual investors trade more actively when their most recent trades were successful. เทรดเดอร์รายย่อยจะเทรดบ่อยขึ้น หลังจากที่เขาเพิ่งเทรดชนะ

๒๐) Traders don’t learn about trading. “Trading to learn” is no more rational or profitable than playing roulette to learn for the individual investor. เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนรู้เรื่องการเทรดมาก่อน แต่พวกเขาจะเทรดไปเรียนรู้ไป มันจึงไม่ต่างจากการเล่นรูเล็ตไปเรียนรู้ไป

๒๑) The average day trader loses money by a considerable margin after adjusting for transaction costs. Day trader ส่วนใหญ่มักจะเสียเงินเนื่องจากการจ่ายค่าคอมมิชชชั่นเป็นจำนวนมาก

๒๒) [In Taiwan] the losses of individual investors are about 2% of GDP.

๒๓) Investors overweight stocks in the industry in which they are employed. เทรดเดอร์จะชอบทุ่มซื้อหุ้นที่อยู่ในอุตสาหกรรมที่เขาทำงานอยู่

๒๔) Traders with a high-IQ tend to hold more mutual funds and larger number of stocks. Therefore, benefit more from diversification effects. เทรดเดอร์ที่ไอคิวสูงจะมีแนวโน้มถือกองทุนและซื้อหุ้นปริมาณมาก เนื่องจากพวกเขาต้องการประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยง

สรุป ทำไมเทรดเดอร์ส่วนใหญ่ถึงขาดทุน
พวกเขาไม่ได้ทำการวิจัย-หาข้อมูลเกี่ยวกับหุ้นที่ต้องการลงทนมาก่อน พวกเขาใช้อารมณ์ในการเทรดเพราะต้องการความตื่นเต้นมากกว่าผลกำไร  พวกเขาต้องการกำไรก้อนใหญ่จากเงินไม่กี่บาทของตัวเอง(อยากได้แจ็คพ็อตแบบเล่นหวย)

ทั้งนี้, เพราะพวกเขาลืม/หรือไม่รูว่า กว่าที่เทรดเดอร์จะปะสบคามสำเร็จได้นั้น มันต้องใช้เวลา ต้องทุ่มเทและเรียนรู้ พัฒนาตัวเองหลายปีติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้น ก่อนเทรด ควรใช้เวลาในการคิดวิเคราะห์วิจัยในสิ่งที่คุณกำลังซื้อ มีความหวังต่อสิ่งที่คุณกำลังเทรดในแง่จริง อย่าเพ้อฝันที่จะได้กำไรเป็นล้านในชั่วข้ามคืน


10 Reasons Traders Lose Money In The Market
10 เหตุผลที่ทำให้เทรดเดอร์ขาดทุน
https://www.seeitmarket.com/10-reasons-traders-lose-money-trading-market-13891/
ความสามารถในการอ่านกราฟ, การวิเคราะห์พื้นฐาน และประสบการณ์ในการอ่าน price action  คุณอาจคิดว่าทักษะเหล่านี้คือปัจจัยหลักที่จะช่วยให้เทรดเดอร์ทำกำไรได้จนร่ำรวย
แต่ข่าวร้ายก็คือ มันไม่ช่วยอะไรได้มากนักหรอก เงินของคนส่วนใหญ่มักจะไหลเข้าไปหากระเป๋าของคนกลุ่มน้อยเสมอ แม้แต่ professional money manager ส่วนใหญ่ยังมีผลงานแพ้ดัชนีตลาด (benchmark index) เลยล่ะคุณ

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
ถ้าบอกว่าความฉลาดคือปัจจัย - คนที่มีไอคิวสูงก็น่าจะทำเงินได้มากที่สุด
ถ้าบอกว่าทักษะในการอ่านกราฟคือสิ่งสำคัญ - คนที่สามารถแกะกราฟซับซ้อนได้ก็น่าจะมั่งคั่งที่สุด
แต่ความจริงแล้ว ทั้งหมดนั้นไม่ใช่เลย ผลงานการเทรดไม่เป็นไปในทางเดียวกันกับทักษะหรือคุณสมบัติเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย เพราะมันยังมีส่วนประกอบทางด้านจิตใจเข้ามาข้องแวะด้วย ต่อไปนี้คือข้อผิดพลาดร้ายแรง ๑๐ ข้อ ที่เทรดเดอร์เข้าใจผิด จนทำให้เสียเงินของตนเอง ย้ายไปเข้ากระเป๋าของคนที่เก๋ากว่าในที่สุด

๑) ไม่มีแผนการเทรด
เทรดเดอร์มืออาชีพ เขาจะมีแผนการเทรดที่ระบุ จุดเข้า จุดออก และจำนวนเงินที่เข้าซื้อ(บนความได้เปรียบและคำนวนความเสี่ยงรอบด้านแล้ว) ก่อนที่จะเข้าเทรด
แต่เมื่อนักเล่นหุ้นหน้าใหม่เข้ามาเทรดโดยปราศจากแผนแล้ว การเทรดของเขาก็จะเป็นไปในรูปแบบของการสุ่ม แม้จะมีได้กำไรแต่ในที่สุดก็จะคืนกลับไปให้ตลาด และคนที่ได้กำไรก้อนนั้นไปก็คือคนที่ตั้งใจ-รอบคอบ-มืออาชีพมากกว่า

๒) ไม่มีสูตรสำเร็จของตัวเอง
เทรดเดอร์ที่ทำเงินได้สม่ำเสมอและต่อเนื่อง จะมีสูตรทำเงินของตนเอง มีกฎเพื่อควบคุมการกระทำ มีตะแกรงร่อนหุ้นที่เข้าสูตร, จุดเข้าซื้อ-ขายออก ซึ่งมาจากการทำการบ้านอย่างเข้มข้น อีกทั้งพวกเขายังให้ความสำคัญต่อการทำตามกฎ สามารถควบคุมตนเองให้อยู่ในเกมตลอดเวลา

๓) เทรดเกินตัว
นี่เป็นความผิดพลาดที่ใหญ่สุดของเทรดเดอร์หน้าใหม่ เขามักจะทุ่มเงินก้อนใหญ่เข้าซื้อหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากเกินไป โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเมื่อราคาวิ่งผิดทางทำให้ขาดทุน
ครั้นพอขาดทุน พวกเขาก็จะเครียดกับสิ่งที่เกิดขึ้น ความกังวล ความกลัว ทำให้มีการใช้อารมณ์เข้ามาช่วยเทรด ซึ่งยิ่งทำให้ความเสียหายร้ายแรงคูณสอง และอาจทำให้พวกเขาต้องหมดตัว ไม่สามารถทำการเทรดต่อไปได้เลยก็มีมากมาย
ตรงกันข้ามกับเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ เขามีกฎบังคับ-จำกัดวงเงินเอาไว้ไม่ให้เข้าเทรดหุ้นตัวใดตัวหนึ่งเกินลิมิต เพราะพวกเขารู้ว่าทุกการเทรดมีโอกาสผิดพลาดเสมอ ถ้าผิดพลาด-เขาจะยอมให้เกิดความเสียหายต่อพอร์ตตัวเองได้แค่ไหน(มักไม่เกิน 2% เท่านั้น) 

๔) ไม่ทำตามแผนที่วางไว้
ก่อนตลาดเปิด พวกเขาทำการบ้าน เตรียมตัวมาอย่างดิบดี จะทำอย่างโน้น action อย่างนี้ แต่พอติ๊กเกอร์ราคาเริ่มวิ่งเท่านั้นแหละ สมองตื่นตัว-ตื่นเต้นเกินงาม หลงแสงสี มือลั่น สมองลืมแผนที่วางเอาไว้หมดสิ้น ก็กลับไปสู่อีหรอบเดิมคือเทรดแบบสุ่ม ผลงานที่ได้ก็เลยสุ่มสี่สุ่มห้า ขาดทุนเละ
เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ เขาจะเอาจริงเรื่อการบังคับตัวเองให้อยู่ในกรอบ ในร่องในรอยอย่างมาก เขาจำเป็นต้องทำตามแผน ต้องมีวินัย ถ้าเทรดแบบไร้หลักการ เขาก็ไม่ต่างอะไรจากผีพนันเลย

๕) ปรารถนาที่จะเป็นฝ่ายถูกมากกว่าอยากทำเงิน
เมื่ออยากเป็นฝ่ายถูกเขาก็จะเถียงตลาด ขาดทุนก็ไม่ยอมขายออก เพราะไม่อยากกลายเป็นคนผิด เลยดันทุรังถือหุ้นขาดทุนเอาไว้ วันดีคืนดีก็เอาเงินก้อนใหม่มาถัวเฉลี่ยขาลงได้อีก ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายเข้าไปใหญ่

๖) กลัวขาดทุน ทำให้รีบขายไวเกิน
พอกำไรก็รีบขาย แต่ขาดทุนกลับเก็บเอาไว้ นี่เป็นคำกระแนะกระแหนที่เทรดเดอร์มือเก๋าประสบความสำเร็จได้วิพากษ์นักเล่นหุ้นหน้าใหม่

ซึ่งมันก็จริงเลย ถ้าคุณอยากมั่งคั่ง ก็ต้องทนรวยให้ได้กำไรมากที่สุด แค่สองช่องสามช่องไม่พอกินหรอกครับมันไม่ถึง 3% ต้วยซ้ำไปมั้ง เพราะพอคุณขาดทุนทีก็โน่นลบ 10% ขึ้น แบบนี้ทำไปทำมาก็มีแต่เข้าเนื้อ ในที่สุดก็ต้องโดนจตลาดถีบออกไปภายในสองปีจนได้

เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ ที่เขาสร้างความมั่งคั่งได้จากการเทรดหุ้น ก็เพราะว่าเขามักจะได้ big shot จากหุ้นวิ่งรอบใหญ่เป็นประจำ ซึ่งนอกเหนือจากการรู้จักพื้นฐานของการทำธุรกิจเป็นอย่างดีแล้ว เขาก็ต้องรู้จักทนรวยได้นาน จนกว่าจะมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือว่าควรขายได้แล้ว ถึง take profit

๗) ไม่รีบตัดขาดทุนตั้งแต่เสียหายน้อยๆ
ตอนที่วางแผนก่อนเทรดน่ะ คุณมีระดับตัดขาดทุนที่ดีแล้ว อาทิ 5%
แต่พอราคาร่วงจริงๆถึงระดับนี้แล้วกลับทำไม่รู้ไม่ชี้ไปซะงั้น ความเสียหายจึงลุกลามใหญ่โตไปโน่น 10% ก็ยังดื้อตาใสได้อีก ยิ่งขาดทุนมากเท่าไหร่ ธุรกิจของคุณยิ่งพังมากเท่านั้น

ลองนึกถึงหุ้นเน่าเศษสลึงสักตัวดูสิ ที่ราคามัน 0.0x นั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลย ก็เริ่มต้นจากความไร้บระสิทธิภาพของการทำธุรกิจนี่แหละ ไปๆมาๆ ยอดขาดทุนสะสมก็ล้ำหน้ากำไร ใครๆก็ไม่อยากถือหุ้นกันสิ ขนาดรายใหญ่ยังขายทิ้งไปหมดเลย เป็นหุ้นหัวเน่าไปเลย

ดังนั้น ถ้าคุณไม่อยากเป็นหมาหัวเน่า ก็รีบตัดขาดทุนตามกฎตั้งแต่ยังเสียหายน้อยๆ พอกำไรตัวใหม่จะได้เฉลี่ยให้เป็นบวกง่ายขึ้น ไม่ต้องพยายามมาก

๘) ไม่มีแผนรับมือกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
ในตลาดหุ้น อะไรก็เกิดขึ้นได้ วันดีคืนดี เครื่องบินชนตึก หุ้นร่วงระนาว
การรู้จักป้องกันความเสี่ยง, มี stop loss, และกำหนดเงินเข้าซื้อที่คำนึงถึงความเสี่ยง(ไม่ all-in)  หรือแม้กระทั่งมีเงินสดสำรอง 30% เสมอ ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น

๙) โอหัง (Overconfidence)
ถ้าคุณไม่รู้จักอาการนี้ ลองชนะติดต่อกันดูสิ พี่โอ(หัง)คนนี้เขาออกมาแน่
เขาคนนี้จะแสดงออกว่าตัวเองเก่งที่สุดในโลก (เพราะเพิ่งชนะตลาดมาไง) จึงคิดว่าตัวเองเอาอยู่ทุกสถานการณ์ ทุก price pattern เมื่อนั้นแหละความหละหลวมก็เกิด พอคุณไม่รอบคอบ ตลาดก็สอยคุณร่วงนับสิบทันที กำไรที่เพิ่งได้อย่างโหฬาร ก็ส่งคืนตลาดไปในชั่วพริบตา
ดังนั้น เทรดเดอร์ที่เขาเทรดชนะอย่างสม่ำเสมอ จะมองว่าทุกๆการเทรดมันคือเหตุการณ์ใหม่ ไม่เกี่ยวเนื่องกับการชนะครั้งก่อน(แน่นอนว่าการขาดทุนก็เช่นกัน-เขาไม่คิดว่าพอขาดทุนสามครั้งติด แมทช์หน้าฉันต้องได้บ้าง-ไม่มีหรอก) เขาจึงต้องตั้งการ์ดป้องกันเหมือนเดิม เพราะรู้ดีว่าเมื่อไหร่ที่เขาหละหลวม ตลาดก็พร้อมเล่นงานเขาทันที

๑๐) ถือความคิดตัวเองเป็นใหญ่
เป็นปัญหาของคนที่เคยโดนเอาใจแต่เด็ก พอมาเล่นหุ้นก็มีความเชื่อมั่นในความเห็นตัวเองสูงมาก มองกาฟรู้เลยว่าราคาจะต้องวิ่งไปทางนี้แน่นอน 100% ไม่มีทางเป็นอื่น หรือ ราคาลงมาถึงจุดต่ำสุดแล้วซื้อได้เลย โอกาสขาดทุนน้อยมาก
คนที่คิดแบบนี้เหมาะสำหรับเป็นกูรูหุ้น หรือนักข่าว แต่ไม่เหมาะสำหรับเป็นนักเทรด เพราะถ้าคนที่เขาเทรดจริง จะไม่เชื่อแบบผิดๆอย่างนี้ เนื่องจจากตลาดหุ้นอะไรก็เกิดขึ้นได้ สิ่งที่เราคิดมีโอกาสผิดสูงมาก ถ้าไม่เริ่มยอมรับตรงนี้ให้ได้นะ เตรียมเจ๊งได้เลย

สรุปคือ
ถ้าอยากเป็นนักเทรดที่ประสบความสำเร็จระยะยาว ต้องเลี่ยงทำทั้งสิบข้อนี้ให้หมด
โดยให้ยึดหลักการใหม่นี้แทน
๑) ปฏิบัติตามแผนอย่างเคร่งครัด
๒) มีสูตรทำเงินของตัวเอง
๓) มีการบริหารจัดการความเสี่ยง
๔) ให้ความสำคัญต่อการรักษาเงินต้นเป็นอันดับแรก
๕) ไหลไปตามกระแสตลาด ไม่คิดเองเอาเอง
๖) สำนึกตัวเองว่าไม่เก่ง สามารถทำผิดได้ตลอด เมื่อผิดแล้วต้องรีบตัดขาดทุน
๗) ไม่หยุดเรียนรู้
๘) เจียมตัว และยืดหยุ่น
๙) มองการเทรดเป็นเกมระยะยาว ไม่รีบรวยเร็ว
ถ้าเปลี่ยนตัวเองให้ทำได้ทั้งหมด ๙ ข้อนี้ คุณก็มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง



7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รีวิวหนังสือหุ้น "เทคนิคอล อนาไลซิส" Technical Analysis of the Financial Markets

สรุปหนังสือ The (almost) Complete Guide to Trading

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

วิธีเลือก, ดูแนวโน้ม, Volume และ Price Action ของหุ้น Growth Stocks ตามแนวคิด CANSLIM

เคล็ดการหาหุ้น Demand Passion แรง (วิธีสแกนหุ้นซิ่ง)

EMA20 กับการหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นน้องใหม่ที่กลับตัวจากขาลง

แกะกราฟ 5 หุ้นซิ่งวิ่งแรง UREKA, OCEAN, SEAOIL, FOCUS, PIMO