กฎ 10000 ชั่วโมงสำหรับเทรดเดอร์

"ถ้าคุณไม่พร้อมทุ่มเทเวลาก่อนลงเงิน คุณก็จะได้แค่เล่นปาเป้า
ซึ่งในที่สุดก็จะถูกกำจัดออกไป"
มาร์ค มิเนอร์วินี


ในความรู้สึกของผม กฎ 10,000 ชั่วโมง มันเหมาะสำหรับการเทรดเป็นอย่างยิ่งเลย คือถ้าคุณอยากเป็นเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จนะ อยากให้คุณลองเอากฎหมื่นชั่วโมงนี้ไปใช้ดู

-----------(ขอฝากโฆษณาหนังสือของผู้เขียนสักนิดนะครับ)----------
------- (เป็นหนังสือหุ้นเทคนิคอลเล่มล่าสุด ไม่มีขายตามร้านทั่วๆไป) -------

เล่มดำ (หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่)เป็นเหมือนภาคทฤษฎี พูดในองค์รวม กราฟวีค
เล่มเขียว(หุ้นซิ่ง สวิงเทรด) เป็นงานภาคปฏิบัติ เจาะลึกขึ้น เคสมากขึ้น กราฟรายวันครับ


ซื้อหนังสือเล่มกระดาษ
ติดต่อเพจ facebook.com/zyobooks เท่านั้นครับ


Ebook มีขายที่เว็บ mebmarket.com เท่านั้นครับ
รายละเอียด คลิกที่ชื่อหนังสือเลยครับ
----- (ขอบคุณครับ) ----


เพราะเท่าที่ผมอ่านประวัติของเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่ พวกเขามักจะมีการทุ่มเทเวลาเป็นหมื่นชั่วโมงมาก่อนเสมอ อย่างพี่มาร์ค แกบอกในหนังสือ "เทรดแบบเซียนหุ้นให้ได้กำไรขั้นเทพ" ว่า "หลายปีทีเดียวที่ผมได้ฝึกเทรดหุ้นให้เก่ง ทุ่มเวลา 70-80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ อยู่กับการศึกษากราฟหุ้นและงบการเงินบริษัทจนสว่างคาตา แม้ยังไม่เห็นผลแต่ผมก็มุ่งมั่นไม่เลิก ผมใช้เวลาเป็นปีๆค่อยๆค้นหาวิธีทำให้วิธีการของผมสมบูรณ์ที่สุด ด้วยการวิเคราะห์ความสำเร็จของผม ทว่าที่สำคัญกว่านั้นคือการวิเคราะห์ความล้มเหลวของผมเอง ผมทุ่มเทเวลามากมายเพื่อจะเรียนรู้ว่านักลงทุนที่ยิ่งใหญ่เข้าตลาดอย่างไร สร้างและดำเนินกลยุทธ์การเทรดหุ้นอย่างไร รวมทั้งพัฒนาวินัยอารมณ์ที่จำเป็นสำหรับรูปแบบการเล่นหุ้นของเขาอย่างไร" เห็นชัดนะครับ ว่ากว่าจะเป็นพี่มาร์คในวันนี้ เป็นไอดอลของเทรดเดอร์ทั้งโลก แกก็ฝึกทรด-หาความรู้-พัฒนาตัวเอง มาเป็นหมื่นชั่วโมง มาก่อน

พี่ Dan Zanger ก็เช่นกัน หลังจากที่เข้าสัมมนาคอร์สของปู่โอนีล ได้เรียนรู้ chart pattern บางแบบ จากนั้นเขาก็ใช้เวลานับ 6 เดือนถึงปีเพื่อที่จะเรียนรู้ chart pattern เหล่านั้นรวมถึงหาข้อมูลเพิ่มเติม เขายังใช้เวลา 6 ชั่วโมงในทุกๆวันหยุดเสาร์อาทิตย์เพื่อศึกษา chart pattern และเขายังทำมันต่อเนื่องจนเป็นเวลานับพันชั่วโมง จนกว่าเขาสามารถทำความเข้าใจรูปแบบราคาต่างๆได้ จากนั้นเขาต้องใช้เวลาศึกษาด้วยตนเองร่วม 6 ปีไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Trendline แท่งเทียนรายวัน รูปแบบราคากลับตัว และการพักตัวเพื่อสร้างฐาน(consolidation) ฯลฯ รวมถึงมีการเข้าสัมมนาเกี่ยวกับรูปแบบราคา ปีละ 2 ครั้ง
กว่าจะประสบความสำเร็จ เทรดเดอร์ต้องใช้เวลาร่วมร่วม 4-6 ปีเป็นอย่างน้อย ในช่วง 15 ปีก่อนหน้านี้เขาได้ใช้เวลามากกว่า 10,000 ชั่วโมงเพื่อการศึกษาทุกรูปแบบของ chart pattern ที่มีในตำราทั้งหลาย


กฎ 10,000 ชั่วโมงเนี่ย มันมีต้นต่อมาจากหนังสือของคุณ Malcom Gladwell ชื่อ Outliers ที่พูดถึงผู้ประสบความสำเร็จที่ใช้การฝึกฝนเป็นหมื่นชั่วโมงแล้วได้ดี ซึ่งมันก็ได้สร้างปรากฏการณ์และบอกต่อกันเป็นวงกว้างทั่วโลก


คุณภาพ สำคัญกว่าปริมาณ
แต่ถ้าปริมาณมาพร้อมกับคุณภาพ มันคือขั้นสุด

แต่ก็ไม่ใช่ว่าแนวคิดนี้มันจะใช้ได้ดีไปซะทุกคนนะ คือถ้าคุณโฟกัสที่หมื่นชัวโมงอย่างเดียวแต่ไม่มีพัฒนาการ คุณก็เสียเวลาเปล่า เพราะคนที่เป็นคนทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือคุณ Anders Ericsson นักวิจัยที่เขาทำเรื่องการฝึกซ้อมของนักไวโอลิน ที่คุณ Gladwell ไปเขียนไว้ในหนังสือของเขา บอกว่ามันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ มันต้องมีกระบวนการที่ใช่ด้วย

 พูดง่ายๆคือว่าคนต้นเรื่องออกมาขยายความเพื่อให้โลกมีความกระจ่างมากขึ้นผ่านหนังสือชื่อ Peak : Secrets from the New Science of Expertise ครับ ปกมีหน้าตาแบบนี้

ซึ่งเขาบอกว่าถ้าคุณอยากใช้ประโยชน์จากกฎ 10,000 ชั่วโมงให้ได้ผลมากที่สุด ก็ควรมีปัจจัยสำคัญที่เป็นเบื้องหลังสนับสนุนอยู่ 4 อย่างดังนี้
1) มีเป้าหมายที่เจาะจงและชัดเจน
2) มีสมาธิมีสติในการฝึกซ้อมอย่างเต็มที่
3) มีข้อมูลที่สามารถบอกได้ว่าสิ่งที่ทําไปถูกหรือผิด
4) ระดับความยากของสิ่งที่กำลังฝึกซ้อมต้องเพิ่มขึ้น คือต้องข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปได้ด้วย

จาก 4 ข้อนี้ถ้าเราดูให้ดีนะ มันโคตรเหมาะกับอาชีพเทรดเดอร์ของเราเลย เพราะว่า....
1) มีเป้าหมายที่เจาะจงและชัดเจน
เขาบอกว่าเราต้องมีเป้าหมายที่เป็นภาพใหญ่และเป้าหมายที่ชัดเจนในการฝึกฝนในแต่ละวันด้วย
ตรงนี้ถ้าเรามาเป็นเทรดเดอร์ เราก็มีเป้าหมายว่าเราต้องการจะเป็นผู้มั่งคั่งจากการเทรดใช่ไหมครับ อันนี้ใครๆก็มีเป้าหมายแบบนี้ และถ้าหากคุณอยากเก่งในเรื่องของเทคนิคคอล คุณก็ต้องฝึกในส่วนของการดูกราฟอย่างต่อเนื่อง คือเอากราฟมาดูให้มากที่สุด โดยเฉพาะกราฟของหุ้นที่เป็นผู้ชนะ 

พี่ Dan Zanger เขาก็จะดูเกี่ยวกับ Chart Pattern เป็นหลัก ซึ่งมันก็ต้องอาศัยความสม่ำเสมอในการลงมือทำ ทำทุกวันไปเรื่อยๆ โดยเขาน่าจะมีเป้าหมายว่า ถ้าเขารู้เกี่ยวกับเทคนิคอลคือ Chart Pattern จำมันได้ และเอาไปใช้ได้ มันก็จะทำให้คุณได้จุดซื้อที่ดี ซึ่งซื้อแล้วราคาวิ่งไปทำกำไรให้เลย ตรงนี้แหละคือเป้าหมาย ถ้ามันทำกำไรให้คุณได้เลย พอร์ตคุณก็โต หากคุณสะสมกำไรทุกต้นไปเรื่อยคุณก็สามารถเป็นคนรวยได้ ซึ่งการเป็นคนมั่งคั่งก็คือเป้าหมายหลักของเทรดเดอร์อย่างเราๆนั่นเอง

สำหรับพี่มาร์ค เป้าหมายของเขาก็คือเขาต้องการอิสรภาพทางการเงิน และอิสรภาพส่วนตัว "สิ่งที่ผมหลงไหลที่สุดคืออิสรภาพ อิสภาพในการทำอะไร เมื่อไหร่ ที่ไหนก็ได้ ตามที่ต้องการ"
โดยแกบอกว่า "ผมคิดว่าถ้าได้เรียนรู้วิธีเทรดหุ้นให้ประสบความสําเร็จ ความฝันของผมก็จะเป็นจริงขึ้นได้ ทั้งความฝันเรื่องการมีอิสรภาพทางการเงิน และสิ่งสำคัญยิ่งกว่าก็คืออิสรภาพส่วนตัว นอกจากนี้จะมีใครมาจ้างคนที่ไม่จบชั้นมัธยมอย่างผมทำงานกันเล่า ตลาดหุ้นจึงเป็นสถานที่เดียวที่ผมมองเห็นโอกาสที่เปิดกว้างและไม่ลำเอียง" พูดง่ายๆคือ แกอยากมีอิสภาพมาก แต่ก่อนที่จะได้มา แกต้องยอมขังตัวเองอยู่ในกรงเพื่อเรียนรู้เสียก่อน

เสี่ยยักษ์ก็ไม่ต่างกันครับ ในหนังสือ กูรูหุ้นพันล้าน แกบอกว่า "หลังจากจ่ายค่าเทอมแพง วิชัยตัดสินใจที่จะกลับมาสู้ใหม่ ครั้งนี้เขาให้สัตย์ปฏิญาณไว้กับตัวเองว่า ถ้าวันหนึ่งคนอื่นทำงาน 8 ชั่วโมง เราต้องทำงาน 10 ชั่วโมง ต้องกลับมา “ชนะ” ให้ได้"

จากข้อนี้ ผมคิดว่าพวกเราทุกคน ล้วนมีเป้าหมายกันอยู่แล้ว ดังนั้น คุณได้สิทธิ์ที่จะมีโอกาสประสบความสำเร็จครับ

2) มีสมาธิมีสติในการฝึกซ้อมอย่างเต็มที่
ข้อนี้มันก็ต้องขึ้นอยู่กับตัวคุณนั่นแหละ ว่าคุณมีความจดจ่อ มุ่งมั่นกับสิ่งที่คุณทำแค่ไหน ถ้าคุณเป็นคนสมาธิสั้นก็ยากหน่อย แต่ถ้าหากคุณมีความมุ่งมั่นมีความตั้งใจจริงก็ฉลุย แต่เชื่อผมเถอะ ถ้าคุณหลงไหลอะไรสักอย่าง(มาจากเหตุผลข้อแรก คือเป้าหมายที่เจาะจงชัดเจน) คุณก็สามารถอยู่ร่วมกับมันได้อย่างไม่มีเบื่อ  

ใครก็ตามมีนิสัยที่จับจดกับสิ่งที่ตัวทำซึ่งเกิดจากความชอบ ก็จะทำให้เขาได้เปรียบมหาศาล ก็ต้องออกไปทางเนิร์ดๆหน่อยน่ะครับ คนที่จะทำได้ดี อย่างพี่ Dan Zanger นี่ก็สมาธิจดจ่อมาก

พี่มาร์ค ก็จริงจังมาก "เมื่อคุณมุ่งมั่นต่อวิถีชีวิตที่แน่วแน่ ไม่หวั่นไหว เมื่อคุณมุ่งมั่นสิ่งใดก็ตาม คุณจะไม่เลือกสิ่งอื่นใดเลย นอกจากความสำเร็จ"

ส่วนพี่ David Ryan นี่ก็ถูกนินทาว่า "สงสัยว่าตราบเท่าที่เขายังมีชาร์ทของเขาและเครื่องคอมพิวเตอร์ เขาก็คงเต็มใจที่จะทำงานในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าได้เลยด้วยซ้ำ"

ดังนั้น ถ้าคุณพบว่าตัวเองชอบดูกราฟ ชอบศึกษา ว่างเป็นไม่ได้ ต้องดูกราฟ จดจ่อกับมัน แบบนี้ คุณมีโอกาสประสบความสำเร็จแล้วครับ


3) มีการตรวจสอบที่บอกได้ว่าสิ่งที่ทำไปนั้นถูกหรือผิด
นี่ก็เหมาะสำหรับการเทรดมากเลย เพราะพวกเราเป็นพวกร้อนวิชา พอเรียนรู้อะไรได้ก็อยากจะเอาไปใช้ทันที หากท่านจำ Price Pattern ได้  ตอนใช้แหละจะรู้ว่าสิ่งที่เราเรียนรู้มาน่ะมันถูกหรือผิด ถ้าผิดก็ต้องกลับไปศึกษาหรือหาข้อมูลใหม่เพื่อที่จะเอามาปรับใช้ให้มันดีขึ้น

คำว่าผิด สำหรับทางการเทรด ก็คือ ขาดทุน
"การเล่นหุ้นขาดทุน แสดงว่า คุณยังรู้ไม่จริง" ...จำคำของเสี่ยยักษ์ไว้เลยครับ

คือเราอ่านหนังสือน่ะเรารู้แค่ทฤษฎี เพราะว่าสิ่งที่นักเขียนเข้ามานำเสนอนั้นมันเป็นเคสที่ถูกต้องที่มันเป๊ะกับไอเดียที่เขาต้องการจะสื่อ ซึ่งจริงๆแล้วหุ้นที่จะเป็นไปตามสิ่งที่เขาบอกนั้นมันมีน้อยมาก และที่สำคัญก็คือว่ากราฟที่เขามาให้ดูมันเป็นการวิเคราะห์ย้อนหลัง เขาจะลากเส้นยังไงมันก็ถูกหมดแหละ จะชี้ตรงไหนมาถูกหมด ซึ่งมันจะใช้ไม่ได้เลยกับตอนที่เราอยู่หน้างาน

ดังนั้นการเรียนรู้ในเรื่องของการเทรดนั้น สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการเอาไปประยุกต์ใช้ ตรงนี้แหละที่มันจะทำให้เราก้าวหน้าได้ โดยการประยุกต์ใช้มันจะทำให้เราทราบว่าความรู้จะรู้ได้มานั้นมันถูกหรือผิด มันมีส่วนไหนที่ยังไม่เหมาะสมสำหรับสถานการณ์นั้นบ้าง ซึ่งถ้าเรามีการตรวจสอบตัวเองอยู่ตลอดมีบันทึกการเทรดอยู่ตลอด มันจะทำให้เรารู้ว่าตรงไหนที่เราควรจะปรับ ตรงไหนที่เราควรจะแก้ หรือควรจะเพิ่ม หรือควรจะลด ซึ่งในกระบวนการดังกล่าวเนี่ยมันก็จะกลายเป็นการใช้เวลาใน 10,000 ชั่วโมงนั่นเอง

พี่มาร์คก็บอกว่า "ผมใช้เวลาเป็นปีๆค่อยๆค้นหาวิธีทำให้วิธีการของผมสมบูรณ์ที่สุด ด้วยการวิเคราะห์ความสำเร็จของผม ทว่าที่สำคัญกว่านั้นคือการวิเคราะห์ความล้มเหลวของผมเอง"

คือในความเป็นเทรดเดอร์อย่างพวกเรานั้น เราต้องเผชิญกับความผิดพลาดโดยตลอด ซึ่งมันเป็นเรื่องดี เพราะอย่างที่เสี่ยยักษ์บอกแหละว่า "การเล่นหุ้นขาดทุนแสดงว่าคุณยังรู้ไม่จริง" เมื่อใครก็ตามมีการตรวจสอบและตระหนักรู้ว่าตัวเองมีความผิดพลาดจากนั้นก็พยายามแก้ให้ดีขึ้น คนนั้นมีโอกาสเป็นคนประสบความสำเร็จครับ เพราะยิ่งคุณให้เวลากับสิ่งนี้มาก คุณก็จะยิ่งพัฒนาตัวเองได้อีก

ดังนั้น มันไม่เสียเวลาเปล่าหรอกครับ กับการบันทึกการเทรด การตรวจสอบความผิดพลาดของตัวเอง เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของหมื่นชั่วโมงนั่นเอง มันเป็นหนึงในส่วนประกอบของการเป็นเศรษฐี ท่องคำนี้ไว้เลย


4) ระดับความยากต้องมากกว่าสิ่งที่เราเคยทำได้อยู่แล้ว
ประเด็นการออกจาก Comfort Zone ให้ได้ นี่ก็เหมาะสำหรับการเทรดมากนะครับ คือในการเทรดให้ได้กำไรอย่างสม่ำเสมอนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย สิ่งที่คุณต้องเจอในทุกวัน มันล้วนแต่เป็นความท้าทายใหม่ๆ โจทย์เก่าที่เราคิดว่ามันใช้ได้ คุณอาจเคยกำไรจากหุ้นตัวที่แล้วด้วย Price Pattern แบบนี้ ด้วยการรันเทรนด์แบบนี้ มันก็อาจจะใช้ไม่ได้กับหุ้นตัวต่อไป 

ถ้าหากคุณต้องการจะประสบความสำเร็จในทางการเทรดจริงๆ คุณต้องระลึกเสมอว่าการเทรดในวันนี้หรือวันต่อๆไปมันมีความเป็นพิเศษเฉพาะตัว ซึ่งคุณต้องมีการวางแผนเพื่อที่จะรับมือกับมันให้ได้ ตรงนี้แหละที่มันทำให้เราพัฒนาได้เก่งขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะว่าเราทำทุกวัน เรามีการตรวจสอบกันทุกวัน ยิ่งคุณทำนานมากขึ้นเท่าไหร่ คุณก็จะเห็นโจทย์ที่มากขึ้นเรื่อยๆ 

แน่นอนว่าการที่คุณเจอและแก้โจทย์ยากๆมานับร้อยนับพันเนี่ย คุณก็มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่ทำน้อยกว่าคุณแบบหน้ามือเป็นหลังมือเลย

โจทย์ยากอีกอย่างของข้อนี้ก็คือว่า ตลาดมันไม่ได้วิ่งเป็นเส้นตรง มันมีการขึ้น มีลง มีการออกข้าง ตรงนี้แหละที่ทำให้การเทรดของคุณยากขึ้น แน่นอนว่าคุณต้องเรียนรู้ที่จะเลือกอยู่กับสภาพตลาดแบบไหนและคุณอาจจะรู้มากขึ้น ด้วยการมีกลยุทธ์การเทรดที่เหมาะสมกับตลาดเฉพาะนั้นด้วย นี่ก็คือการพัฒนาของคุณ ซึ่งเป็นประสิทธิภาพ เป็นประสบการณ์ที่คุณทำได้ดีกว่าช่วงปีแรกแรกที่คุณเข้ามาอยู่ในตลาด

ก็อย่างที่บอกแหละตลาดมันยากเสมอ มันยากขึ้นทุกวัน ถ้าคุณอยู่กับมันได้และพัฒนาตัวเองเพื่อที่จะเกาะรถไฟทำเงินไปกับตลาดได้ คุณก็จะต้องเก่งขึ้น และสิ่งนี้แหละจะทำให้คุณมีความมั่งคั่งได้ในที่สุด

ลองทำดูนะครับ ผมว่าพวกคุณมีคุณสมบัติทุกประการ มีความฝัน มีความหลงไหลในกราฟ มีการบันทึกการเทรด อยู่ในตลาดที่ยากขึ้นไปเรื่อยๆ มันถูกทุกข้ออยู่แล้ว สิ่งที่คุณควรทำต่อก็แค่ให้เวลากับมันมากขึ้น ทำไปเรื่อยๆครับ ถ้าทำได้มันคุ้มนะ เอาให้จริง ทำจนครบหมื่นชั่วโมง คุณมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จ ซึ่งนั่นก็หมายความว่าความมั่งคั่งได้เข้ามาเป็นพวกเดียวกับคุณแล้ว

ก็มีคนคำนวนให้แล้ว ว่าถ้าหากเราทุ่มเทฝึกฝนกับสิ่งนั้นวันละกี่ชั่วโมงและจะต้องใช้เวลากี่ปี
    ฝึกวันละ 1 ชม. ใช้เวลา 10000 วัน หรือ 27 ปีกว่าๆ
    ฝึกวันละ 2 ชม. ใช้เวลา 5000 วัน หรือ ราว 14 ปี
    ฝึกวันละ 4 ชม. ใช้เวลา 2500 วัน หรือ ประมาณ 7 ปี
    ฝึกวันละ 8 ชม. ใช้เวลา 1250 วัน หรือ เกือบๆ 4 ปี
    ฝึกวันละ 12 ชม. ใช้เวลา 833 วัน หรือ ประมาณ 2 ปี
แค่ 2-7 ปี มันไม่นานหรอกครับ เมื่อเทียบกับกำไรมหาศาลที่รอคุณอยู่ ถึงตอนนั้น คุณสามารถนั่งเครื่องไปกินข้าวเช้าที่ฮ่องกง ทาน Dinner สุดหรูที่สิงคโปร์ ได้เลยนะ ฟินสุดๆเลยล่ะ

เมื่อคนส่วนใหญ่ชอบรอโอกาส หากคุณอยากได้รับโอกาสก่อน ก็ต้องกล้าก้าวออกไปจากฝูงชน เพื่อให้ถึงโอกาสและได้รับก่อนใคร อย่ารอ แต่จงลงมือทำ ยิ่งคุณทำมากเท่าไหร่ คุณก็จะมีีโชคมากขึ้นเท่านั้น

ขอทิ้งท้ายด้วยประโยคของพี่มาร์คก็แล้วกัน จะได้จบสวย
"ทางเดียวที่จะสะสมประสบการณ์ได้ คือต้องลงมือทำ ทำให้เกิดผลลัพธ์
และเรียนรู้จากผลลัพธ์นั้น ไม่ว่าจะดีหรือร้าย
น่าเสียดายที่ประสบการณ์ไม่สามารถบังคับให้เกิดขึ้นได้ ต้องสร้างเองตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม ขณะที่คุณผจญกับการลองผิดลองถูก และความยากลำบากแสนสาหัสในช่วงการเรียนรู้ ขอให้ระลึกไว้ว่า ....
เมื่อสั่งสมประสบการณ์ได้แล้ว ทักษะการเทรดหุ้นอันช่ำชองนี้ จะติดอยู่กับตัวคุณตลอดไป ไม่มีใครมาฉกฉวยออกไปได้ ไม่มีใครจะมาไล่คนออกจากความเชี่ยวชาญนี้ ในแบบที่หัวหน้าไล่พนักงานออกจากงานได้
มันเป็นเรื่องของคุณกับตลาด สิ่งที่คุณเรียนรู้และประสบการณ์ที่คุณได้มา จะให้ผลไปยาวนานหลายปี แท้จริงแล้วความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมานั้น เป็นเครื่องมือยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับความสําเร็จในชีวิตและในการเทรดหุ้น"

"จงมุ่งมั่นที่จะเป็นนักเทรดหุ้นที่เก่งที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ แล้วเงินก็จะตามมาเอง"

หนังสือ เทรดแบบเซียนหุ้น ให้ได้กำไรขั้นเทพ
หนังสือ Market Wizard
หนังสือ กูรูหุ้น พันล้าน

สนับสนุนโดยหนังสือ "หุ้นซิ่ง สวิงเทรด" และ "หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่"

ติดต่อสั่งซื้อหนังสือทั้งสองเล่ม ได้ที่เพจ zyobooks : facebook.com/zyobooks ครับ

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รีวิวหนังสือหุ้น "เทคนิคอล อนาไลซิส" Technical Analysis of the Financial Markets

สรุปหนังสือ The (almost) Complete Guide to Trading

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

วิธีเลือก, ดูแนวโน้ม, Volume และ Price Action ของหุ้น Growth Stocks ตามแนวคิด CANSLIM

เคล็ดการหาหุ้น Demand Passion แรง (วิธีสแกนหุ้นซิ่ง)

หุ้นจ่อเบรค 14/12/2018

EMA20 กับการหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นน้องใหม่ที่กลับตัวจากขาลง