APEX และกระบวนการย่อยแรงขาย

สำหรับคำว่า APEX เนี่ย สำหรับผมแล้ว มันติดใจตรึงตาผมมาตั้งแต่เด็กๆแล้วนะ จำได้เลยว่าตัวเองเห็นโลโก้นี้บนหน้าหนังสือพิมพ์ไทยรัฐในส่วนของโฆษณาหน้าหนังที่กำลังเข้าฉายล่าสุดอยู่เสมอ

พอมีโอกาสมาอาศัยอยู่กรุงเทพ ก็ยิ่งรู้สึกชอบโลโก้นี้อีกมากขึ้น เพราะความที่เขาชอบเอาหนังนอกกระแสมาฉายให้เราได้เสพหนังดีที่มีรสชาติแปลกใหม่ทุกเดือน

นับว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ ซึ่งผมให้ความเคารพต่อหัวจิตหัวใจของผู้บริหารเป็นอย่างมาก ว่าท่านใจถึง+สุดยอดจริงๆ ถ้าใครยังไม่เคยไปใช้บริการ ก็ขอแนะนำให้ไปดูกันหน่อยนะครับ หนังนอกกระแสน่ะ มันคือโลกใหม่ รสใหม่ การเล่าเรื่องแบบใหม่ๆ อยากให้ลองไปดูสักครั้งแล้วจะติดใจ


เอาล่ะ นอกเรื่องไปเยอะแล้ว, กลับมาเข้าประเด็นที่กันเสียทีนะ

ก็ว่าด้วยเรื่องที่มีชื่อเดียวกันกับโรงหนังนี่แหละครับ คือ APEX
APEX ในความหมายของผมแล้ว มันคือ ลักษณะของกลุ่มแท่งเทียนที่แกว่งตัวแคบที่สุดของรอบ หรืออาจจะเป็นแท่งเทียนเดี่ยวก็ได้ ซึ่งมันจะมาพร้อมกับวอลุ่มการซื้อขายที่เบาบางมากๆ ยิ่งแห้งยิ่งดี

ภาพในทางทฤษฎี



APEX จะเป็นจุดสุดท้ายของรูปแบบ VCP (Volatility Contraction Pattern) หรือผมชอบเรียกว่า "กระบวนการย่อยแรงขาย" ที่ชอบเอามาพูดถึงบ่อยๆนั่นแหละครับ มันคือจุดที่การต่อสู้ของ demand กับ supply ถึงวาระสุดท้าย

โดยคนที่ทำเกมส์ในช่วงนี้คือ supply ฝ่ายอยากขาย พวกเขาขาย ขาย ขาย จนหมดหุ้นในมือ แต่ก็ไม่สามารถกดราคาให้ลงไปมากกว่านี้ไปได้อีกแล้ว เรียกว่าหมูจนนาทีสุดท้าย(เชื่อผม ผมทำบ่อยมาก อิอิอิ)

พูดง่ายๆ APEX คือจุดสุดท้ายที่เราต้องหามันให้เจอก่อนที่วันต่อไปมันจะทำแท่งเขียวยาวนั่นเอง

ถ้าเราทำการบ้านดีๆ หุ้นตัวนี้จะอยู่ในพอร์ตเรา ก่อนที่ชื่อมันจะไปติดสแกนของเพจเชียร์หุ้น

เมื่อมันติดสแกนของแต่ละสำนัก สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือ เกินครึ่งของมันทั้งหมด เจอเทขายทำกำไรจากคนที่ทุนต่ำ ทำให้คนที่ follow buy เพื่อหวังจะไปขายแพงกว่า ต้องรีบตัดขาดทุนออกมา ครับ...คนที่เพิ่งรู้ทีหลัง มักจะได้รับผลตอบแทนที่เบาบางเสมอ

ดังนั้น มันจะดีกว่ามั้ย ถ้าเรามีวิธีหาเบาะแสที่จะพาเราไปเจอหุ้นที่ "ราคาบ่มตัวจนสุกงอม" พร้อมวิ่งภายในเวลาไม่กี่วันข้างหน้า

หนึ่งในกระบวนการนั้น ผมขอยกผลประโยชน์ให้ กระบวนการย่อยแรงขาย นี่เองแหละครับ

ก็อย่าเพิ่งเบื่อ pattern นี้กันนะ เพราะผมเห็นว่ามันมีประโยชน์มากเหลือเกิน มันเอาไปประยุกต์ใช้ได้ กับการทำราคาหุ้นได้ดีอย่างน่าประทับใจ

พี่ Mark Minervini ผู้ที่ค้นพบและให้กำเนิด pattern นี้ ชี้เหตุผลที่ทำให้เกิด VCP ว่า มาจากคนที่ติดดอย พวกเขาซื้อตอนที่ราคาทำนิวไฮ แต่จากนั้นมันเจอแรงขายกดลง ทำให้อึดอัดใจ เมื่อขาดทุนก็เสียใจ หมดศรัทธาในตัวหุ้น จดจ่อรอขายเมื่อหุ้นวิ่งกลับมา เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น หลายคนเริ่มถอดใจ ขอแค่เท่าทุนก็เอาแล้ว
พวกนี้แหละที่เป็นคนที่รีบทุ่มขายหุ้นกดราคาไม่ให้ขึ้นไปทำนิวไฮได้ เพราะไม่อยากถือหุ้นต่อไปแล้วนั่นเอง


ส่วนอีกกลุ่มคือ พวกที่ซื้อหุ้นได้ที่ bottom ซึ่งมีกำไรค่อนข้างงาม จิตใจเบิกบานกับกำไรที่ได้ มีบางคนอยากขายออก จึงผสมโรงกับกลุ่มแรกกดดันราคาให้ลงและออกข้างไปอีก

ถ้านักลงทุนสถาบัน/เจ้ามือ เก็บหุ้นจริง การหดตัวจะแคบลง จากซ้ายไปขวา เพราะรายใหญ่เข้ามาช่วยดูดซับแรงขาย
เมื่อหุ้นหดตัวต่อเนื่องหลายครั้ง ก็เป็นกลไกของการเปลี่ยนมือจากรายย่อยมือใหม่ขายหุ้นออกไปให้คนเก็บหุ้นมือเก๋าเกมส์กว่า

ข้อพิสูจน์ว่าแรงขายหยุดไหลเข้าตลาดคือ วอลุ่มหดตัวลงมาก และราคาเคลื่อนไหวสงบลง ไม่สวิงแรง ขึ้นลงในกรอบแคบๆ สื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่อยากเข้ามาเล่น จังหวะนี้ถือว่ามีโอกาสที่หุ้นจะกระชากแรงกลับขึ้นไปได้ทันที

สรุปคือช่วงที่เกิด VCP นี้น่ะ เป็นการโซโล่ของนักอยากขาย ใครมีหุ้นอยู่และอยากขาย ก็พร้อมใจกันปล่อยออกมา ก็มีทั้งที่กำไร และขาดทุนจำใจขายเพราะหลุด stop หรือทนไม่ไหว

ดังนั้น สำหรับคนที่อยากได้หุ้นตัวนี้ จริงๆและเก๋าเกมส์หน่อย พวกเขาจะรอครับ
รอจนกว่า "นักอยากขาย" เหล่านั้นเทหุ้นออกมาจนหมดตูดกันเสียก่อน จึงค่อยเข้าไปสะสม

เบาะแสที่บอกเหตุว่า "นักอยากขาย" หมดตูด ก็ดูง่ายๆครับ คือ
1) ราคาไม่ลงไปทำนิวโลว์อีก เกิดการยกโลว์ขึ้น ไม่จำเป็นต้องยกไฮก็ได้ มีการชนแนวรับอย่างน้อย 2 ครั้งแล้วไม่หลุด ต้องมีแนวรับที่ชัดเจน
2) การแกว่งของราคาแคบลงมากที่สุด ถ้าได้1-2 ช่องต่อวันยิ่งสวย (ต้องดูภาพกว้างหน่อยนะ ในระดับ 3 เดือนเป็นอย่างน้อย) ราคาต้องสวิงขึ้นลงเป็นคลื่นระลอกค่อยๆเตี้ยลง เตี้ยลง จนสุดท้ายไม่แกว่งเลย ทำโดจิได้ยิ่งดี
หรือเราจะใช้เส้น EMA เป็นตัวช่วยก็ได้ครับ ส่วนใหญ่มันจะหยุดไกล้เส้น EMA20 กับ EMA50 ถ้าเห็นมันยืนได้ พอลงมาชนก็เด้ง แบบนี้ก็เข้าเค้าแล้ว
แต่...การแกว่งแคบที่ว่านี้ ต้องเป็นสิ่งที่ไม่ใช่นิสัยเดิมของมันนะครับ
หุ้นบางตัว ถ้าเปิดกราฟย้อนหลังดูก็เห็นแกว่งแคบมาเป็นเดือนๆ แบบนี้ไม่น่าสนใจ เพราะมันเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
3) วอลุ่มยิ่งมายิ่งน้อย ยิ่งแกว่งแคบเท่าไหร่วอลุ่มก็แห้งลงได้อีก

ระยะที่ "นักอยากขาย" หมดตูด = วอลุ่มแห้ง แกว่งแคบ นี้แหละครับ ที่ผมเรียกว่า APEX
จุดที่น่าสุงเกตุอีกอย่างคือ APEX เป็นช่วงที่ นักลงทุนส่วนใหญ่ "ลืม" หุ้นตัวนี้ไปแล้ว
สิ่งที่บ่งบอกว่า แทบไม่มีใครให้ความสนใจกับหุ้นตัวนี้คือ อาการ วอลุ่มแห้ง แกว่งแคบ ติดต่อกันหลายๆวันนี่แหละครับ



แล้ว APEX นี่มันดียังไงเหรอ? บางคนอาจสงสัย
สำหรับผมแล้ว ผมมองว่า มันเป็นระยะที่เราตัดสินใจง่ายที่สุดครับ

ง่ายยังไง?
คือ เมื่อราคาแกว่งแคบลง แคบลง หากเราได้ทุนที่ชิดโลว์ของการแกว่ง(ที่แคบๆ)นั้น
Stop loss ของเราจะแคบไปด้วยครับ

จากเดิมที่ทฤษฎีนักเทคนิคอลทั่วไปบอกเราว่า ถ้าราคามันร่วง จนทำให้คุณขาดทุน 5% หรือ 8% กระทั่ง 10% คุณต้องคัทออกมานะเพราะปล่อยไว้จะเสียหายเยอะ

แต่ส่วนตัวผมมองว่า "มันเยอะไป" ครับ (เพราะตัวเองพลาดและ stop loss บ่อยมาก)
จะดีกว่ามั้ย ถ้าเราจะจำกัดมันไว้ ไม่เกิน 2 ช่อง คือน้อยกว่า 2% ได้ยิ่งดี

ถ้าใครนึกภาพไม่ออกให้ดูภาพจากเพจ ซั่มหุ้น facebook.com/sumhoon นะครับ
คือพอผมเห็นแล้วต้องกด love ให้ทันที เพราะมันใช่มากๆ
(ขออนุญาติแอดมิน เอาภาพมาสนับสนุนแนวคิดนี้หน่อยนะครับ)
รายละเอียดเพิ่มเติม ขอให้ไปอ่านบทความ ทรงหุ้น ที่ซั่มหุ้น ชอบเล่น กันเองนะครับ
ปล. เพจนี้เขาโปรในเรื่องของวอลุ่มมากนะครับ ใครสนใจเรื่องนี้สมควรตามอย่างยิ่ง

คือเราต้องหาจังหวะที่หุ้นมันหมดทางถอยได้อีกแล้ว
หากเราได้ทุนที่อยู่ในกรอบล่างของ "สุดซอย" นั้นได้
ความปลอดภัยที่จะเกิดแก่เงินต้นของเราจะสูงมากครับ

คือถ้าหากต้องขายเพื่อ stop loss ก็เสียไม่เท่า
แต่หากมันดีดไป เราก็ Happy


เอาล่ะมาดูตัวอย่างจริงๆกัน ว่าสิ่งที่ผมอยากจะสื่อนั้น มันเป็นแบบไหน

เคส SR นี่เป็นอีกรูปแบบหนึ่งที่ผมประทับใจมาก
เริ่มแรกราคาเปิด gap แล้ววิ่งแรงต่อเนื่องจาก 2.5 ไป 4 บาท วอลุ่มเข้าต่อเนื่อง
ช่วงนี้มีการเทรดที่คึกคักมาก วอลุ่มการซื้อขายโดดเด่น ใครๆก็พูดถึง

จากนั้นก็ร่วงหนักแบบคาดไม่ถึง ราคาลงจาก 4 บาท มาหยุดที่ 3 บาท ภายในเวลาไม่กี่วัน
คนส่วนใหญ่ขายหุ้นตัวนี้ทิ้ง พร้อมกับคำก่นด่าสาบแช่ง

จากนั้นมันก็เริ่มสะสมแกว่งขึ้นลง ขึ้นลงแบบ VCP ยิ่งมายิ่งแคบ
กรอบราคาที่ย่ำก็ยกขึ้น แคบลงไป จากที่เคยแกว่ง 4-5 ช่องต่อวันก็เหลือแค่ ช่องสองช่องเท่านั้น
ในช่วงนี้ จะรู้เลยว่า "ไม่มีใครเหลียวแล" ทุกคนลืมไปหมดแล้วว่าตัวนี้เคยซิ่งแรงๆมาก่อน
ระยะนี้แหละครับที่ผมเรียกว่า APEX

ดูกราฟวีค คุณจะเห็นชัดเลยว่า สุกจนงอมเต็มที่แล้ว

ดูภาพล่าสุดกัน มีเขียวงอกขึ้นมา+วอลุ่มสูง (ผมเขียนไว้นานแล้วนะ ไม่รู้ตอนนี้เป็นยังไงแล้ว)


SQ ก่อนที่มันจะวิ่งดีๆนั้นน่ะ ราคามันทำ VCP มาก่อน สวิงจากที่กว้างๆ ก็ค่อยๆลงมาแคบลง แคบลง จนกลายเป็นออกข้างแท่งสั้นๆ กระทั่งวันหนึ่งมันก็เขียวยาว วอลุ่มกระฉูด แล้วก็วิ่งต่อเนื่องจนถึงวันนี้

รูปข้างบนอาจดูไม่ชัด เพราะผมลากเส้นมั่วไปหมด มาดูภาพโล้นๆชัดๆกันอีกที
เห็นช่วงที่เขาแกว่งแคบๆ ทำ APEX กันนะครับ


ORI ตัวนี้มีจุดสังเกตุคือราคา ลงไปหยุดบน EMA50
ราคาแกว่งแคบๆ ภายในกรอบระหว่าง EMA20 กับ EMA50
จากกราฟจะรู้เลยว่า EMA50 เป็นแนวรับ เพราะมันลงมาชน 1-3 ครั้งแล้วไม่หลุด
จุดหนีก็คือมันหลุด EMA50 นี่แหละครับ

โชคดีที่วันที่มันเริ่มออกตัวนั้นน่ะ มี big lot เข้ามาที่ราคาเฉลี่ย 11.30 บาท
ทั้งๆ ที่ราคาในกระดานสิบบาท กว่าๆเอง

RCL เคยวิ่งโหด พอคนลืม ก็ดีดแรงเลย

SAMTEL คล้ายกันมาก



ก่อนจบ ก็ขอบอกกันไว้ก่อนว่า กราฟทั้งหมดเป็นตัวอย่างที่สนับสนุนแนวคิดนี้นะครับ ไม่ได้ชี้นำให้ท่านซื้อขายตามแต่ประการใด เครดิตกราฟจากเว็บ siamchart.com และ โปรแกรม Efin Stock pickup ครับ

7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

สรุปหนังสือ The (almost) Complete Guide to Trading

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

1-2-3 Price Pattern เบสิคของการ breakout

วิธีเลือก, ดูแนวโน้ม, Volume และ Price Action ของหุ้น Growth Stocks ตามแนวคิด CANSLIM

เคล็ดการหาหุ้น Demand Passion แรง (วิธีสแกนหุ้นซิ่ง)

EMA20 กับการหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นน้องใหม่ที่กลับตัวจากขาลง

แกะกราฟ 5 หุ้นซิ่งวิ่งแรง UREKA, OCEAN, SEAOIL, FOCUS, PIMO