The Space Economy คืออะไร? ทำไมจึงเป็นธีมเด่นของปี 2026

Image
  The Space Economy คืออะไร (สั้น ๆ ก่อน) ถ้าเปรียบโลกการลงทุนเป็นเมืองหนึ่ง Space Economy คือ “ย่านใหม่ของเมือง” ที่ยังสร้างไม่เสร็จ แต่คนที่เข้าไปก่อน มีโอกาสได้ที่ดินราคาถูก และโตไปพร้อมเมือง ธุรกิจอวกาศไม่ได้มีแค่ “ยิงจรวด” แต่มันคือระบบเศรษฐกิจทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่ส่งของขึ้นฟ้า → ใช้งาน → เอาข้อมูลกลับมาหาเงินบนโลก ต่อไปมาดูทีละกลุ่ม แบบเข้าใจง่าย ๆ 1) Launch Services Providers คนเปิดประตูสู่อวกาศ ตัวอย่าง: $RKLB Rocket Lab นี่คือบริษัทที่ทำหน้าที่เหมือน “สายการบินของอวกาศ” ใครอยากเอาดาวเทียมขึ้นฟ้า ต้องใช้บริการกลุ่มนี้ก่อนเสมอ 🔹 จุดเด่น ยิ่งดาวเทียมเยอะ → ความต้องการยิงจรวดยิ่งสูง เป็นด่านแรกของทั้งระบบ 🔹 มุมมองนักเทรด ถ้า Space Economy โตจริง กลุ่มนี้คือคนเก็บค่าผ่านทาง 2) Space Infrastructure and Services ช่างก่อสร้างและผู้ดูแลเมืองบนวงโคจร ตัวอย่าง: $RDW, $LUNR, $MNTS, $LLAP, $SIDU บริษัทกลุ่มนี้ไม่ใช่ยิงจรวด แต่คือ สร้างโครงสร้าง ดูแลดาวเทียม ระบบพลังงาน / การเคลื่อนย้ายในอวกาศ 🔹 เปรียบง่าย ๆ เหมือนบริษัทรับเหมาก่อสร้าง + ซ่อมบำรุง ถ้าไม่มีพวกเขา เมืองอวกาศอยู่ไม่ได้ 🔹...

ทำไมเทรดเดอร์มืออาชีพ หลายคน เทรดหุ้นแค่ไม่กี่ตัว — บางคนโฟกัส แค่หุ้นเดียวด้วยซ้ำ?



"Oliver ทำไมคุณถึงเทรดหุ้น Apple เกือบตลอดเวลา?"

Oliver ผมสังเกตมาสักพักแล้วว่าคุณเทรดหุ้น Apple บ่อยมาก เรียกได้ว่า 85-90% ของเวลาทั้งหมดเลยก็ว่าได้ ผมเลยสงสัยว่า ทำไมคุณถึงเลือกเทรดแค่หุ้น Apple ทั้งที่ในแต่ละวันก็มีหุ้นดีๆ อีกมากมายที่น่าจะทำกำไรได้ไม่แพ้กัน?


คำถามนี้ถือเป็นคำถามที่ยอดเยี่ยมมาก เพราะมันเปิดโอกาสให้ผมได้อธิบายสิ่งที่ผมมักพูดคุยกับเทรดเดอร์ของผมบ่อยๆ


ก่อนอื่นเลย ผมเชื่ออย่างแรงกล้าว่า “เทรดเดอร์มืออาชีพ” ที่ประสบความสำเร็จจริงๆ มักจะเป็น “ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน” มากกว่า “นักลองของทั่วไป” ซึ่งความสำเร็จของพวกเขาส่วนใหญ่มาจากการ โฟกัส และ เชี่ยวชาญในสิ่งที่ตัวเองรู้ลึกจริงๆ




แล้วการเป็นผู้เชี่ยวชาญมันหมายความว่าอะไร?

มันหมายความว่า “โลกการเทรดของเขาเล็กมาก”

เล็กจนถึงขนาดที่เทรดเดอร์มืออาชีพหลายคน เทรดหุ้นแค่ไม่กี่ตัว — บางคนโฟกัสแค่หุ้นเดียวด้วยซ้ำ


ลองคิดดูสิครับ “Specialist” ในตลาด NYSE (ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก) ที่อยู่บนสุดของห่วงโซ่ในโลกการเทรด พวกเขาแทบไม่เคยขาดทุนเลย และมีความสม่ำเสมอสูงมาก พวกเขามีความได้เปรียบที่เหนือกว่าเทรดเดอร์ทั่วไปแบบแทบจะไม่ยุติธรรมด้วยซ้ำ

แล้วรู้ไหมครับว่า Specialist เหล่านี้เทรดหุ้นกี่ตัว? แค่ตัวเดียวเท่านั้น!


ต่อมา ถ้าเรามอง “Market Maker” ในตลาด NASDAQ ซึ่งก็เป็นกลุ่มเทรดเดอร์ระดับสูงที่แม่นยำมาก (แม้จะไม่ 100%) พวกเขาก็ยังเทรดหุ้นแค่ประมาณ 2-3 ตัวต่อวันเท่านั้นเอง


ทีนี้ลองย้อนมาดูที่ฝั่งตรงข้าม — “มือใหม่”

มือใหม่เหล่านี้มักคิดว่าตัวเองรู้เยอะ ทั้งที่จริงๆ แล้วความเข้าใจในตลาดยังตื้นมาก พวกเขาอ่านหนังสือเยอะ เข้ากลุ่มแชทเยอะ ไลฟ์เทรดเยอะ แต่ผลลัพธ์ในพอร์ตนั้นยังไม่ไปไหน


รู้ไหมครับว่า มือใหม่เหล่านี้มักพยายามเทรดหุ้นกี่ตัว? เยอะมาก — บางคนดูหุ้นนับร้อยๆ ตัวต่อวัน!

เพราะอะไร? เพราะพวกเขายังไม่ได้เข้าใจว่า “การรู้น้อย แต่รู้ลึก” นั้นมีพลังมากกว่าการรู้กว้างแต่ผิวเผิน


และนี่คือเบาะแสสำคัญที่คนอยากประสบความสำเร็จในตลาดควรเข้าใจ:

ยิ่งเราเข้าใกล้ระดับมืออาชีพมากเท่าไหร่ “จำนวนสิ่งที่เราต้องโฟกัส” ยิ่งน้อยลง

ยิ่งเราเป็นมือใหม่มากเท่าไหร่ “จำนวนสิ่งที่เราสนใจ” จะยิ่งเยอะขึ้นอย่างไร้ทิศทาง


ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆ สมมติว่าคุณได้ทำงานให้กับกองทุนเฮดจ์ฟันด์ขนาดใหญ่ที่มีพอร์ตหุ้น 112 ตัว

คุณคิดว่าผู้จัดการพอร์ตจะบอกคุณว่า “นี่ครับ เทรดได้เลยทั้ง 112 ตัว” อย่างนั้นหรือ?


ไม่ใช่เลยครับ — พวกเขาจะให้คุณรับผิดชอบแค่ 1-3 ตัวเท่านั้น และสั่งให้คุณศึกษาหุ้นเหล่านั้นให้ลึกที่สุดจนรู้จักมันเหมือนญาติสนิท


นั่นแหละคือโลกของมืออาชีพ — โลกที่เรารู้จักหุ้นของเราในระดับที่ “รู้จักบ้านของตัวเอง”

และเมื่อมือใหม่หลงเข้ามาในอาณาจักรของเรา เขาจะไม่มีวันอยู่รอด เพราะเขาไม่รู้จักภูมิประเทศตรงนี้


กลับมาที่คำถามเดิม — ทำไมผมถึงเทรดหุ้น Apple?


เพราะผมรู้จักมันเหมือนรู้จักหลังมือของตัวเอง

ผมเทรดมันมานานกว่า 15 ปี ตั้งแต่ตอนที่ราคายังอยู่ที่ $415 (ก่อนแตกพาร์)


ผมรู้จักพฤติกรรมของมัน รู้ว่าใครเป็นผู้เล่นหลัก รู้ว่ามันขยับยังไงในแต่ละช่วงเวลา และสิ่งเหล่านี้คือ “ขอบเขตแห่งความได้เปรียบ” ที่มือใหม่ไม่มี


ใช่ครับ ผมไม่ได้เทรดแค่ Apple ตัวเดียว

แต่หุ้นที่ผมเทรดมีแค่ประมาณ 10-12 ตัว และผมติดตามพวกมันทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกปี

เหมือนดูแลสมาชิกในครอบครัว


และนั่นคือสิ่งที่ผมสอนลูกศิษย์ของผมทุกคน:

"จงเป็นผู้เชี่ยวชาญ อย่าเป็นนักลองของ"

"จงโฟกัสหุ้นไม่กี่ตัว และรู้จักมันให้ลึกที่สุด"

เพราะนั่นแหละ คือจุดเริ่มต้นของความเป็นมืออาชีพ



เคล็ดลึกเทรดหุ้น True Market Leader

https://www.mebmarket.com/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTk5MjQzNSI7czo3OiJib29rX2lkIjtpOjM2MTk3ODt9


สรุป: ทำไมเทรดเดอร์มืออาชีพควรโฟกัสหุ้นเพียงไม่กี่ตัว

1. มืออาชีพคือ “ผู้เชี่ยวชาญ” ไม่ใช่ “นักลองของ”

เทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จจะโฟกัสหุ้นเพียงไม่กี่ตัว และรู้ลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมของหุ้นเหล่านั้น

ยิ่งรู้จักหุ้นดีเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการเทรด


2. ยิ่งเก่ง ยิ่งโฟกัสน้อยลง

Specialist ในตลาด NYSE เทรดหุ้นแค่ตัวเดียว

Market Maker ใน NASDAQ เทรดเพียง 2-3 ตัว

ตรงกันข้ามกับมือใหม่ ที่พยายามดูหุ้นจำนวนมากแต่ไม่รู้ลึก


3. เปรียบเทียบกับกองทุนใหญ่

เทรดเดอร์ที่เข้าทำงานใน Hedge Fund จะได้รับมอบหมายหุ้นเพียง 1-3 ตัวให้ดูแล

ไม่มีใครในระดับมืออาชีพที่ “เทรดได้หมด” แบบไม่มีทิศทาง


4. การรู้จักหุ้นอย่างลึกซึ้ง = ความได้เปรียบ

Oliver เทรดหุ้น Apple มากกว่า 85% ของเวลา เพราะรู้จักมันอย่างลึกซึ้งกว่าใคร

เขาติดตามหุ้น 10-12 ตัวที่รู้จักเป็นอย่างดีเสมอ


5. คำแนะนำสำหรับนักเทรด

เลือกหุ้น 5-10 ตัว แล้วศึกษาจนรู้จักมันเหมือนคนในครอบครัว

ความเชี่ยวชาญในวงที่แคบ จะสร้างความมั่นใจ ความเข้าใจ และความได้เปรียบในระยะยาว


7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

ชมฟรี! คอร์สหุ้น ออนไลน์ 170 คลิป จัดเต็ม ไม่มีกั๊ก Free Full Trading Course by Zyo

กราฟหุ้น GFPT ล่าสุด

(มือใหม่เล่นหุ้น) Wyckoff Logic ของดีที่เม่ามือใหม่เอาไปใช้ได้ง่ายๆ

อธิบาย Wyckoff Accumulation Phase แบบละเอียดยิบ

คำคมเกี่ยวกับเคล็ดวิชาจากหนังเรื่อง กังฟูแพนด้า

ทฤษฏีวัฏจักรตลาดหุ้น (Market Cycle)