9 จุดร่วมสำคัญที่ทำให้นักเทรด "ไร้พรสวรรค์" ปั้นพอร์ตโตร้อยล้าน และเป็น Market Wizards

Image
ผมไม่ได้มีสัญชาตญาณหรือพรสวรรค์ในการเทรดเลยแม้แต่น้อย ผมอยากจะพูดเรื่องนี้ให้ชัดเจนตั้งแต่แรก ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมรู้จักเทรดเดอร์ระดับ "ระดับพรสวรรค์" เพียงไม่กี่คนเท่านั้น แล้วอะไรกันล่ะที่ทำให้พวกเขาแตกต่างจนเรียกได้ว่ามีพรสวรรค์? ไม่ต้องพึ่งพาข้อมูลในการเทรด ไร้ซึ่งความกลัว และมองทุกอย่างด้วยจิตใจที่เที่ยงธรรมขั้นสุด มีพรสวรรค์ในการอ่านและเข้าใจสภาวะการไหลของราคา (Flow) มีพรสวรรค์ในการอ่านและเข้าใจความตื่นตระหนกของตลาด (Panic) พวกเขาสามารถแค่ "ปรากฏตัว" หน้าจอ แล้วเทรดทำกำไรได้ทันที แล้วทำไมผมถึงยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดน่ะหรือ? เพราะถึงแม้เทรดเดอร์ระดับพรสวรรค์จะมีอยู่เพียงน้อยนิด แต่ผมกลับรู้จักเทรดเดอร์ระดับ 7 หลักขึ้นไป (100k - $1M+) อีกกว่า 50 คน... ที่ไม่ ได้ มี พ ร ส ว ร ร ถ์ อะไรพิเศษเลย แล้วอะไรล่ะที่ทำให้พวกเขาโดดเด่นและประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้? 1. จินตภาพและความเชื่ออันแรงกล้า (Visualization & Deep Belief) พวกเขามองเห็นภาพตัวเองประสบความสำเร็จอย่างชัดเจน โดยไม่เคยคิดถึงเส้นทางอื่น และไม่มีแผนสำรองในหัวเลย พวกเขามีความเชื่อมั่นในตัวตนอนาคตของตัวเอง พว...

การเทรดคือการบริหารจัดการจิตใจตัวเอง



การเล่นหุ้นมันเป็นการบริหารจัดการสิ่งที่อยู่ข้างหน้า
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างหน้ากับความฝันที่เรามี

คืออย่างที่บอกไปว่าเราซื้อหุ้นน่ะเราก็หวังให้มันวิ่งขึ้นทำกำไรให้เราใช่ไหมครับ
แต่ว่าบ่อยครั้งมากที่ราคาหุ้นมันไม่ทำตัวตามที่ใจเราหวังไง
มันพร้อมที่จะทำให้เราขาดทุนอยู่ตลอดทุกครั้งที่เราซื้อ
นี่แหละคือปัญหา

มันเป็นความท้าทายว่าใครสามารถบริหารจัดการกับ
สิ่งที่เกิดขึ้นที่มันเป็นความจริง
กับความฝันที่เราอยากจะได้กำไรดีกว่ากัน

คือถ้าเราคิดว่าตลาดหุ้นมันต้องทำให้เราได้กำไรตลอดเวลานี้
ผมว่าคิดแบบนี้ไม่รอด มีโอกาสขาดทุนเละเทะสูงมาก

ซึ่งนี่เป็นความเชื่อของนักเล่นหุ้นมือใหม่ส่วนใหญ่ที่ยังไม่มีประสบการณ์
อ่านหนังสือมามันก็มีแต่ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จใช่ไหมครับ
พอเราเล่นหุ้นเราก็คิดว่าตัวอย่างมันก็ต้องเป็นไปตามทฤษฎีที่เขาบอกในหนังสือแหละ
แต่ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่ใช่อย่างนั้น
มันมีความเหมือนกับทฤษฎีแค่ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์นั้นมันไม่ตรงเลย

แต่เราไม่รู้ไง
เพราะเราไม่รู้ก็เกิดความลำเอียงเอาตำรามาอ้างทำให้เราเสียหายมากขึ้น

ดังนั้นผมเลยอยากนำเสนอท่านแบบนี้ว่า
ให้มองว่าตลาดหุ้นมันมีโอกาสเกิดได้ 2 อย่าง ก็คือว่า
ทำตามใจเรา กับขัดความรู้สึกเรา

ซึ่งมันเป็นเหมือนชีวิตเราอ่ะครับ
เพราะว่าชีวิตเรามันก็ไม่มีอะไรที่มันได้ดั่งใจเราทุกอย่างหรอก
ส่วนใหญ่มักจะขัดใจเราตลอดแหละ

หน้าที่เราก็คือว่าถ้าเกิดความขัดใจแล้วเราจะอยู่กับมันได้ยังไง
เราจะถอยออกมาเพื่อที่จะลดความเจ็บปวดเราดีไหม
หรือว่ายอมทนสู้ต่อไป
ตรงนี้แหละสำคัญ

ซึ่งผมว่าในมุมมองนะ การถอยออกมาจะดีกว่า
เพราะว่ามันมันเป็นสิ่งที่ผมเจอมาโดยตลอดในช่วงเวลา 5-6 ปีที่เล่นหุ้นมา

ก็คือว่าตลาดหุ้นมักจะทำตัวตรงข้ามกับสิ่งที่เราคาดหวังเสมอไง
ดังนั้นแทนที่เราจะสู้แล้วก็พยายามทนดู
มีความหวังว่าราคาหุ้นจะต้องวิ่งทำให้เรามีกำไรนั้น
ผมว่าเป็นวิธีการที่ผิด

ยิ่งทนยิ่งมีความหวัง
ยิ่งเสียหายเยอะ

เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว การยอมรับชะตากรรมว่าเราคิดผิดมันเป็นสิ่งที่สมควรทำมากกว่า
ตรงนี้ล่ะครับที่มันเป็นเหมือนกับเปลี่ยนวิธีคิดของเรา

ว่าแทนที่เราจะสู้กับตลาด ก็เป็นการยอมรับตลาด
โดยการให้ความเสี่ยงนำก่อนโอกาส

คือถ้าเราซื้อแล้วราคาหุ้นไม่ยอมไปต่อทำให้ขาดทุน
เรายอมชักเงินออกมาก่อน
ถ้าทำแบบนี้ได้ผมว่าเราจะมีความสบายใจกับตลาดมากขึ้น
และทำให้เงินต้นของเราไม่เสียหายมาก
เท่ากับการทนสู้ด้วยความหวังว่าตลาดหุ้นจะเข้าข้างเรา


7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

สรุปหนังสือ หุ้นซิ่ง สวิงเทรด (EMA Swing Trade)

ชมฟรี! คอร์สหุ้น ออนไลน์ 170 คลิป จัดเต็ม ไม่มีกั๊ก Free Full Trading Course by Zyo

กราฟหุ้น GFPT ล่าสุด

รวมแนวทางการนับคลื่นจากเซียน Elliott Wave

สรุปเนื้อหามังงะ ตามติดชีวิตนักเทรดฟอเร็กซ์ FX Fighter Kurumi-chan

แนะวิธีดูกราฟหุ้นเบื้องต้น

แนวทางซื้อเพิ่ม หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่ ให้ได้สิบเด้ง