สรุป How I Made $2,000,000 In The Stock Market

โดย เซียว จับอิดนึ้ง facebook.com/zyoit และ เพจ Zyo facebook.com/zyobooks


"ผมค่อยๆทำความเข้าใจกับทิศทางแนวโน้มพร้อมกับตั้งจุดตัดขาดทุนเอาไว้เป็นหลักประกัน"

"ไม่มีเหตุผลที่จะขายหุ้นตอนที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น"

"เป้าหมาย
1) เลือกหุ้นถูกตัว
2) ซื้อถูกเวลา
3) ขาดทุนน้อย
4) กำไรให้มาก"

ภาคแคนาดา
(นักพนัน) เรื่องนี้เกิดขึ้น 50 กว่าปีที่แล้วจริงเหรอ? แต่เอ๊ะทำไมคุ้นๆ
๑) กำไรหุ้นด้วยเหตุบังเอิญ
รับค่าจ้างเป็นใบจองซื้อหุ้นในราคา 50 เซ็นต์ต่อหุ้น แล้วมันวิ่งไปถึง 1.50 เหรียญ กำไรเกือบๆ 8000 เหรียญ หุ้นตัวนั้นคือ BRILUND

๒) เมื่อได้กำไรมาอย่างง่ายๆ ก็อยากได้อีก จึงเข้าไปเล่นหุ้น
- เริ่มจากการถามหุ้นเด็ดจากคนรอบข้าง ใครบอกตัวไหนดีก็ซื้อตาม เคล็ดลับไหนเด็ดก็เอาด้วย แต่ไม่ได้ผล
- กำไร 2-3 จุดก็ขายแล้ว
- ถือหุ้น 25-30 ตัว
- ขาดทุน 3000 เหรียญ แล้วอยากกำไร 5000 เหรียญ เพือเอาคืน
- ขาดทุน 100 เหรียญ ต่อสัปดาห์

๓) หาหุ้นจากข่าวหนังสือพิมพ์ และบทวิเคราะห์
"ซื้อหุ้นตัวนี้ ก่อนจะสายเกินไป"
"หุ้นตัวนี้จะทำให้คุณกำไรได้ถึง 100% หรือมากกว่านั้น"
- อ่านแล้วเชื่อและซื้อตามทันที มั่นใจว่าหุ้นที่ออกข่าวต้องวิ่งแน่ๆ เป็นไปไม่ได้เลยที่หุ้นจะลง
- หุ้นที่ซื้อมักจะปรับตัวลงทันที
- เพราะคนที่ให้ข่าว ซื้อหุ้นเก็บไว้ก่อนแล้ว พอเขาและเท่าคนอื่นมาซื้อตามก็ขายออกให้พวกเขา
- ทุกๆครั้งที่ลงทุน $100 แทบจะขาดทุนทุกๆ  $20 หรือ $30
- แม้ขาดทุนตลอด แต่ก็หวังว่าโชคจะเข้าข้างบ้างสักวันหนึ่ง

๔)  ซื้อหุ้นเพราะชื่อแปลก แล้วกำไรเท่าตัว
- เพราะทุ่มเทศึกษาอ่านคำแนะนำในการลงทุนมาก จึงกลายเป็นผู้รู้ ใครๆก็โทรมาขอคำปรึกษาเรื่องหุ้น
- ยกระดับ ขยายขอบเขตการหาหุ้นด้วยการพบปะสังสรรค์กับนักธุรกิจ ก็ได้ข้อมูลอินไซด์ ความลับที่น่าตื่นเต้นมามากมาย แต่น่าเศร้าที่มันไม่เคยทำเงินให้เขาเลย
๕) จาก  $1100  เหลือ $5800
๖) เริ่มสนใจตลาดหุ้นนิวยอร์ค ขายหุ้นในแคนาดาออกไปจนหมด


ภาค Wall Street
(1.1 ข้อมูลวงใน)
๑) สรุปว่าที่ตัวเองขาดทุนในตลาดหุ้นแคนาดา เพราะเสพติดการพนันมากกว่าลงทุน

๒) ตั้งใจจะเล่นหุ้นให้รอบคอบมากขึ้น พัฒนาแนวทางการเล่นหุ้นให้เหมาะกับตลาด

๓) เพิ่มทุนให้ตัวเองอีก  $10,000 เพื่อสู้ศึกที่ Wall Street

๔) ใช้วิธีการเดิมคือ ถามหาหุ้นเด็ดจากเพื่อน
- หุ้นที่ได้มา วิ่งบวกให้กำไรทันที

๕) ไม่รู้ตัวว่าตลาดเป็นขาขึ้นอย่างร้อนแรง จึงซื้ออะไรก็กำไร
- กำไรแต่ละครั้งมากกว่า $400 จึงคิดเอาเองว่าตัวเป็นคนวงใน
- กำไร กำไร และ กำไร เงิน $10,000 งอกเป็น $14,600
- ทุกครั้งที่กำไรจะยกยอตัวเอง แต่พอขาดทุนจะโทษโบรคเกอร์เสมอ
- โทรหาโบรคเกอร์ 21 ครั้งต่อวัน หากไม่ได้เทรดจะรู้สึกว่าอะไรบางอย่างขาดหายไปจากชีวิต

๖) กำไรเริ่มน้อยลง
- เดือน กรกฏาคม 1954 ผลกำไรสุทธิ $1.89 เท่านั้น

๗) เริ่มศึกษา "พื้นฐาน"
- รู้จักความหมายของคำศัพท์ต่างๆ
- พยายามศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับหุ้น, พันธบัตร, สินทรัพย์, ผลกำไร, ผลตอบแทน
- อ่านหนังสือหุ้นมากขึ้น
- อยากได้หุ้นแบบ BRILUND คือซื้อแล้วกำไรทันที ก็เลยพยายามหาข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เพื่อให้เจอหุ้นที่คล้ายกับ BRILUND อีก
- สมัครรับข้อมูลทางด้านตลาดหุ้นจากที่ต่างๆ
- ได้รับข้อมูลเยอะมาก แต่ไม่ทำเงิน เพราะหุ้นที่เขาให้มา มักจะร่วงมากกว่าวิ่งขึ้น
- กำไรก็รีบขาย ไม่ run trend จึงได้กำไรน้อย

๘) ซื้อถูก ขายแพง
- ต้องการได้หุ้นราคาถูกที่ตลาดยังไม่สนใจ จึงเข้าไปหาและเล่นหุ้นในตลาดรอง เพราะไม่มีคนรู้จักมาก ได้ราคาถูกจริง แต่สภาพคล่องน้อย bid offer ฟันหลอ จึงติดหุ้น ขายไม่ได้ราคา ก็เจ็งอีก

๑๐) "หุ้น STERLING PRECISION มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นที่ 40 ก่อนถึงสิ้นปีนะ เพราะมันได้ซื้อบริษัทดาวรุ่งขนาดเล็กหลายแห่ง และมีโอกาสที่จะเติบโตในไม่ช้า"
เชื่อว่าข้อมูลจากโบรคเกอร์ Wall Street ไม่มีหลอกลวงแน่นอน ก็ซื้อตามทันทีโดยฝันว่ามันต้องไปถึง 40 อีกไม่ช้า ทว่า,มันก็ลงให้ขาดทุนทันที

๑๑) เริ่มรู้ตัวว่าวิธีการหาหุ้นจากวงในไม่ได้ผล
เพราะวงในก็ไม่ได้เก่งอะไร บางทีก็ซื้อช้า หรือขายเร็วไป

(1.2 ดูพื้นฐานประกอบ)
๑๒) จึงร่างกฎให้ตัวเอง และตัดสินใจว่าจะทำตามอย่างเคร่งครัด
- ไม่ทำคำแนะนำจากแหล่งข้อมูล, วิเคราะห์ก่อน
- ไม่ฟังสิ่งที่ Wall Street พูด, ไม่ฟังข่าวลือ
- เล่นหุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐาน ดีกว่าเล่นแบบการพนัน

๑๓) VIRGINIA RAILWAY ทำเงิน เพราะซื้อถือลืม
ซื้อหุ้นทิ้งไว้ แล้วลืม มาดูอีกทีก็กำไรให้ถึง $1,300 กว่า โดยไม่ต้องออกแรงอะไรมากมาย
จึงได้อีกกฎว่า ควรซื้อแล้วถือ มากกว่าคอยเล่นสั้นหลายๆตัว
พอหาเหตุผลว่าทำไมหุ้นตัวนี้ถึงวิ่ง ก็ได้ข้อมูลจากโบรคเกอร์ว่า มันมีปันผล และกำไรเพิ่ม เพราะผลประกอบการที่ผ่านมาดูดี จึงรู้กระจ่างว่า เหตุผลที่ราคาหุ้นปรับตัวเพิ่มนั้น-มาจากปัจจัยด้านพื้นฐาน

๑๔) จึงมุมานะศึกษา และปรับ Mindset ให้เข้ากับแนวทางปัจจัยด้านพื้นฐาน
ใช้เวลาหลายชั่วโมงหลังการซื้อขาย ทำการเปรียบเทียบ สินทรัพย์, หนี้สิน, กำไรสุทธิ, PE ของแต่ละบริษัท แล้วคัดแยกออกมาให้เป็นชุด ดังนี้
- หุ้นที่มีคุณสมบัติระดับดีเยี่ยม
- หุ้นที่มืออาชีพ ชอบเข้าไปเล่น
- หุ้นที่มีราคาขายต่ำกว่ามูลค่าตามบัญชี
- หุ้นที่มีสถานะทางการเงินแข็งแกร่ง
- หุ้นที่ไม่เคยลดเงินปันผลเลย
แล้วจัดเรทออกมา เรท A ดีกว่า เรท B, เรท C ดีกว่า เรท D

๑๕) หลงไหลและมั่นใจกับกลยุทธนี้
เพราะไม่ต้องพึ่งใครอีก ไม่ต้องถามใครอีก
ทำด้วยตัวเองทุกอย่าง ใช้เวลาวิเคราะห์และศึกษาหนักหน่วง และใช้เวลากับมันหลายชั่วโมงต่อวัน

๑๖) เล่นหุ้นผู้นำเท่านั้น
- เขาสังเกตุเห็นหุ้นเคลื่อนไวเป็นชุดๆ เป็นกลุ่มๆอันเป็นส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมเดียวกัน จึงเพิ่มเกณฑ์คัดแยกอีกคือ ต้องหา
a) กลุ่มอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งที่สุด
b) บริษัทที่แข็งแกร่งที่สุดของอุตสาหกรรมนั้น
คือ ๑) เริ่มจากเช็คหุ้นที่มีพฤติกรรมดีกว่าตลาดก่อน (อย่างปัจจุบันก็คือหุ้นที่มีค่า RS หรือ Rank สูงๆ)
๒) ต่อมาก็ดูว่ามีหุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกันนั้นวิ่งด้วยมั้ย
๓) ถ้ามีวิ่งหลายตัว ก็กลับไปโฟกัสตัวที่วิ่งแรงสุด เน้นเล่นตัวนั้น โดยมีความเชื่อว่า "หากผมไม่สามารถทำเงินกับหุ้นตัวนำได้ แน่นอนผมก็ไม่สามารถทำเงินกับหุ้นตัวอื่นๆได้เช่นกัน"
จึงเพียรพยายามเก็บข้อมูลของหุ้นทั้งหมดในตลาด แยกออกมาเป็นชุดเป็นรายอุตสาหกรรม
โดยเปรียบเทียบค่า PE, EPS, ประเมินกำไร/ปันผล
แล้วคัดตัวที่มีค่าดีที่สุดเป็นตัวผู้นำอุตสาหกรรม

๑๗) คำนวนมูลค่า และมั่นใจเกินเหตุ
- แต่พบว่าหุ้นที่เป็นผู้นำ (เรท A) ตัวเลขดีสุด กลับราคาไม่เคลื่อนไหว
จึงเลือกหุ้นเรท B แทน พอคัดเจอตัวดีที่สุด คือ JONES&LAUGHLIN ก็มีไฟมาก รูสึกว่าตัวเองเจอขุมทรัพย์ มั่นใจว่าราคาต้องวิ่งแรงแน่นอน เขาคำนวนมูลค่าของมันได้ $75 แต่ตอนนั้นมันมีราคาแค่ $52

- เพราะมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองวิเคราะห์มาก ว่าหุ้นตัวนำเรท B คือ JONES&LAUGHLIN จะทำเงินให้แน่ จึงไปกู้เงินมาซื้อ (ซื้อตัวเดียวด้วย) แล้วนั่งดูกำไรที่จะเกิดขึ้น นี่แหละ BRILUND ตัวใหม่ของเขา

- แต่ซื้อแล้วมันไม่วิ่งขึ้น กลับวิ่งลงให้ขาดทุน แต่ไม่ยอมขาย เพราะเชื่อมั่นในการวิเคราะห์ของตัวเองมาก มันแค่พักฐาน เดี๋ยวก็ดีดกลับ เพราะมันเป็นหุ้นดี
ซึ่งมันก็ยังลงต่อได้อีก เขาพบว่าทุกๆ 1 จุดของการลง เขาจะขาดทุนจุดละ $1000 เลยทีเดียว
จึงขายหุ้นออก ขาดทุนสุทธิถึง $9,000

๑๘) แก้ตัวหาทางคืนทุน
- หลังจากจ่ายค่าเทอมไป 9000 เหรียญ ก็จิตตกอย่างแรง สงสัยว่าตัวเองเพียรพยายามไปทำไมกัน รู้สึกเข้าตาจน หาทางออกไม่เจอ เพราะเงินก็กู้มา
- เห็นหุ้น TEXAS GULF PRODUCING วิ่งบวกขึ้นอย่างช้าๆเนิบๆ วันแล้ววันเล่า จึงเข้าซื้อเพื่อหวังจะไถ่บาปได้ทุนคืน ซึ่งตอนนั้นไม่ได้ดูพื้นฐาน หรือได้ข่าวลืออะไรเกี่ยวกับมันเลย
- ซื้อแล้วก็กำไรทีละนิด แม้จะอยากขายใจจะขาด ก็ระงับใจ ทนถืออย่างอึดอัดไปถึง 5 สัปดาห์ ได้ส่วนต่างไป 5 เหรียญ ก็สิ้นความอดทน ขายออกมาได้เงินกำไรประมาณ 5000 เหรียญ
- แม้จะไม่ได้กำไรเมาชดเชย ส่วนที่จ่ายค่าเทอมไปทั้งหมด แต่ก็ได้ไอเดียเพิ่ม

๑๙) ย้อนรอยความสำเร็จ เพื่อใช้ซ้ำ
- หลังจากกำไร TEXAS GULF PRODUCING ก็รู้ตัวว่า บางทีการจะทำเงินจากหุ้นได้ ก็ไม่ต้องเรียนรู้การวืเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานก็ได้
- จึงพยายามใช้แนวทางเดียวกันกับที่เคยกำไรจากหุ้น TEXAS GULF PRODUCING คือหาหุ้นที่มีการวิ่งทรงเดียวกับมัน
- เจอหุ้น M&M WOOD WORKING มันวิ่งบวกมาก่อนจาก 15 ไปนิ่งอยู่ที่ 23 อยู่นาน 5 สัปดาห์
จากนั้นก็เข้าซื้อเมื่อเห็นว่ามันวอลุ่มเข้าและราคาก็บวกวิ่งขึ้นต่อ พอซื้อแล้วก็กำไรทันที แต่ก็ยังทนถือ มันก็วิ่งขึ้นพร้อมกับวอลุ่มก็เพิ่มขึ้นตาม ไปขายออกที่ 33 เหรียญ กำไรไปเกือบๆ 3000 เหรียญ

๒๐) กลายเป็นคนวงใน ทั้ๆที่ไม่รู้ข่าวอะไรเลย
การที่เขากำไรหุ้น M&M WOOD WORKING ก็เพราะหลังจากนั้ได้อ่านข่าวเจอว่าบริษัทนี้มีการเสนอขายหุ้นเพื่อในราคาสูงกว่ากระดานอย่างลับๆเพื่อควบรวมกิจการ ราคาหุ้นจึงวิ่งขึ้น แม้เขาจะไม่ได้อยู่ในที่ประชุมเหมือนคนวงใน ก็สามารถทำเงินจากมันได้จากการดูพฤติกรรมของราคา

๒๑) ไม่ดูพื้นฐาน ดูราคากับวอลุ่มพอ
- หากผมศึกษาเรียนรู้การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นกับวอลุ่มด้วยแล้ว ผมก็ไม่มีความจำเป็นที่จะไปสนใจปัจจัยแวดล้อมเรื่องอื่นๆ แค่นี้ก็ได้ผลลัพท์ที่เป็นบวกแล้ว
- เน้นดูหุ้นที่มีวอลุ่มเข้า และราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยคิดเอาเองว่ามันต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลัง ซึ่งน่าจะเป็นข้อมูลดีๆ ก็จะเข้าไปซื้อตามเพื่อเป็นหุ้นส่วนแบบเงียบๆ
- แต่มันไม่วิ่งต่อเสมอไปน่ะสิ บ่อยครั้งซื้อแล้วมันร่วงแรงให้ขายตัดขาดทุนทิ้งเสีย
- การเคลื่อนไหวของหุ้นแต่ละตัว ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ละตัวมีทิศทางแนวโน้มที่แสดงให้เห็นถึงขาขึ้นหรือลง ซึ่งหากแนวโน้มได้ถูกสร้างขึ้นมาแล้ว มันจะเคลื่อนไปตามแนวโน้มนั้นต่อไป โดยมันจะมีกรอบการเคลื่อนไหวในแต่ละช่วงเวลา กรอบที่เขาเรียกมันว่า "กล่อง"

๒๑) กล่อง
- ปกติราคาหุ้นจะไม่มีทางปรับตัวจาก $50 ไป $70 ในพรวดเดียว มันจะทยอยขึ้นเป็นกล่องเป็นกรอบราคา คือขึ้นแล้วย่อแกว่งเป็นกรอบแล้วค่อยดีดขึ้นไปทำจุดูงสุดใหม่, พอวิ่งขึ้นไปได้สักระยะก็เจอขายให้ย่อลงมาทำกรอบใหม่ที่สูงกว่ากล่องเดิม เพราะมันจะต้องมีการปรับตัวลดลงก่อนทำให้คนหวาดกลัวขายหุ้นออก แล้วจากนั้นค่อยดีดขึ้นอย่างเร็ว
- จุดเริ่มสังเกตุคือ วอลุ่มเข้า เป็นแท่งสูงปรี๊ดมากว่าที่ผ่านมาหลายเท่า
- จากนั้นก็ดูการเคลื่อนไหวของมันว่ามีกรอบการแกว่งแค่ไหน ตรงนี้แหละคือ "กล่อง" ของเขา
- เมื่อราคาทะลุกล่องขึ้นไปได้ ก็ซื้อเพราะหวังว่ามันจะขึ้นไปทำกรอบใหม่ พร้อมกันนั้นก็ตั้งจุดตัดขาดทุนที่ระดับราคาใต้กล่องใหม่นั้น อาทิ
ก) เห็นหุ้น CRYSLER เคลื่อนไหวในกล่องที่ราคา 60-65 ก็ให้เฝ้าดูการเคลื่อนไหวของมัน จนเห็นว่าวันหนึ่งวอลุ่มเข้า ราคาวิ่งขึ้นไป ก็สั่งให้มาร์เก็ตติ้งซื้อที่ราคา 67 ตัดขาดทุน 65
ข) หรือ ซื้อหุ้น DAYSTROM ในราคา $44 เพราะคิดว่ามันน่าจะปรับตัวขึ้นไปทำกล่องระหว่าง 45-50 แต่เมื่อมันไม่เป็นอย่างคาด ก็ขายออกที่ 42 1/2
- สิ่งสำคัญอีกอย่าง, ต้องดูว่าตลาดหุ้นเมมีความแข็งแกร่งขึ้น จึงค่อยหาหุ้นที่เข้าสูตร

๒๒) ไม่มีอะไรที่แน่นอนในตลาดหุ้น
- หุ้นทุกๆตัวสามารถเคลื่อนไหวได้ตามใจชอบทุกรูปแบบ
- ต้องยอมรับความผิดพลาด
- ต้องปรับปรุงตัวเอง ลดอีโก้ออกไปให้หมด
- วินิจฉัยหุ้นอย่างเป็นกลาง
- ไม่เสี่ยงเกินความจำเป็น จำกัดให้มันอยู่ในลิมิตที่มนุษย์ปกติเขายอมรับได้
- ตัดขาดทุนให้ไวที่สุด เมื่อราคาลงไปหลุดกล่อง ก็ต้องขายออกให้ไว โดยราคาขายต้องตั้งไว้แล้วตั้งแต่เข้าซื้อ
- ไม่สำคัญว่าคุณจะสร้างบ้านได้ดีแค่ไหน คุณก็คงไม่ลืมที่จะรับมือกับไฟด้วย
- ผมซื้อหุ้นด้วยความเชื่อมั่นเตมเปี่ยมก็ต่อเมื่อผมคิดว่าเป็นฝ่ายถูกและซื้อมันด้วยความใจเย็นโดยไม่มีอีโก้เข้ามาเกี่ยวข้อง-ผมก็ยอมรับที่จะขายขาดทุนเมื่อรู้แล้วว่าเป็นฝ่ายผิด
- หุ้นก็เหมือนคน แต่ละตัวก็มีความต่างกัน บางตัวก็เคลื่อนไหวแบบใจเย็น, บางตัวก็กระโดดขึ้นลงมาก สร้างความหงุดหงิดตึงเครียด ในขณะที่บางตัวก็คาดการณ์ง่าย

๒๓) แก้ปัญหาขายหมู
- ชอบขายหุ้นตอนที่มันวิ่งแรง เพราะกลัว จึงขายเร็วไป
- แก้ด้วยการยกจุดขาดทุนขึ้นไปตามการปรับตัวของราคา หากมันปรับตัวลงจนหลุดกรอบก็จะขายออกทันทีเพื่อรักษากำไรไว้

๒๔) เป้าหมาย
1) เลือกหุ้นถูกตัว
2) ซื้อถูกเวลา
3) ขาดทุนน้อย
4) กำไรมาก"

๒๕) อาวุธ
1) ราคาหุ้นกับวอลุ่ม
2) ทฤษฎีกล่อง
3) การส่งคำสั่งซื้ออัตโนมัติ
4) การตั้งจุดตัดขาดทุนอัตโนมัติ

๒๖) Techno-Fundamentalist
- จะซื้อหุ้นก็ต่อเมื่อมองเห็นว่าผลประกอบการจะมีทิศทางดีขึ้น
- มองหาหุ้นที่มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นในอนาคตและคาดหวังว่ามันจะมีการปฏิวัติผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อที่จะให้ผลประกอบการออกมาดีขึ้น
- ใช้ความรู้ที่เคยศึกษาแต่ละยุคมารวมกัน คือหลักการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานก็สอนให้รู้เกี่ยวกับกลุ่มอุตสาหกรรมกับแนวโน้มผลประกอบการที่จะออกมา + หลักเทคนิคอลรู้ว่าจะตีความการเคลื่อนไหวราคาหุ้นได้อย่างไร เอาทั้งหมดมาต่อเป็นจิ๊กซอว์รวมกัน

๒๗) เมื่อ Overconfidence ตลาดก็เอาเงินคืน
- เพราะความที่สามารถทำกำไรหุ้นตามสูตรกล่องของตัวเอง ได้ถึงครึ่งล้าน จึงเกิดความมั่นใจสุดขีด มองว่าตลาดหุ้นนั้นง่ายมาก จึงเริ่มต้นที่จะ Daytrade เพราะเชื่อว่าตัวเองมีระบบที่วิเศษ หากเอามันไปหาหุ้นจากการจับตาดูการเคลื่อนไหวอย่างไกล้ชิด ก็น่าจะทำเงินได้ทุกวัน
- พอได้ office ให้นั่งเทรดแล้ว กลับไม่ยอมใช้แนวทางารเทรดแบบกล่องที่ทำเงินให้ตัวเองมาโดยตลอด กลับไปตามกระแสมวลชนคือซื้อหุ้นจากข่าววงใน ก็เลยขาดทุนเกือบแสนเหรียญ
- เมื่อขาดทุนก็ไม่ได้โทษตัวเอง โทษคนอื่น
- นักเล่นหุ้นส่วนใหญ่ที่สามารถทำเงินก้อนโตภายในระยะเวลา 9 เดือน มักจะสูญเงินก้อนโตภายใน 9 สัปดาห์

๒๘) ทบทวนตัวเอง และคิดได้อีกครั้ง
- เมื่อกลับมาวิเคราะห์ความผิดพลาดของตัวเอง ก็พบว่า ตอนที่ทำเงินได้เป็นครึ่งล้านนั้น เขาเดินทางอยู่ต่างประเทศ ไม่ได้คุยกับใครเลย หุ้นที่ให้ความสนใจก็มีไม่กี่ตัว ทำให้วิเคราะห์ได้อย่างใจเย็นและเป็นกลาง ไม่มีอะไรมารบกวนหรือใช้ข่าวลือหรืออารมณ์มาเกี่ยวข้อง ทำให้เข้าใจทัศนคติตัวเอง เข้าใจพฤติกรรมหุ้น
- ที่ขาดทุนเพราะมีหลายอย่างมากระทบความคิด ทั้งภาวะรบกวน, ข่าวลือ, มีอารมณ์ตื่นตระหนก แถมข้อมูลที่มากมายถาโถมเข้ามา-มีทั้งย้อนแย้งกัน สับสนวุ่นวายหมด ในที่สุดก็ต้องใช้อารมณ์เป็นตัวตัดสินจนได้รับความเสียหายในที่สุด
- อีกอย่างคือ ชอบกลับไปซื้อหุ้นตัวที่เคยกำไร แต่ก็ขาดทุนหลายรอบ
- ในที่สุดก็ตัดสินใจกลับมาใช้สูตรเดิม คือ รับข่าวสารให้น้อย เล่นหุ้นน้อยตัว ดูพฤติกรรมการเคลื่อนไหวของมันก่อนตัดสินใจว่าคุ้มค่าต่อการเล่นหรือเปล่า
- "ผมจะต้องใช้ระบบการเล่นหุ้นแบบตายตัวเพื่อจะทำให้ผมประสบความสำเร็จด้วยตัวเอง ผมเรียนรู้ว่าหากออกนอกลู่นอกทางก็จะเจอกับปัญหาอีก"

- ไม่มีเหตุผลที่จะขายหุ้นตอนที่ราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น แค่ปล่อยให้มันวิ่งขึ้นต่อไปตามแนวโน้ม คอยตั้งจุดขาดทุนตามไปข้างหลัง หากแนวโน้มมัการปรับตัวเพิ่มขึ้น ก็จะไปซื้อหุ้นเพิ่ม หากทิศทางแนวโน้มปรับตัวสวนทางล่ะ? ก็ให้ทำตัวเหมือนนักย่องเบาน่ะสิ คือหนีให้ไว ด้วยการใช้จุดตัดขาดทุนที่ตั้งไปตามข้างหลังนั้น ถ้าหลุด-ก็ขายออกเพื่อเก็บกำไรออกมา

---------------------------------------------
----------------------------------
---------------------------
สนับสนุนโดย หนังสือหุ้นขาขึ้น ของผู้เขียนเอง
ชื่อ "หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่" และ "หุ้นซิ่ง สวิงเทรด"
หนังสือหุ้นเทคนิค
ทำไมใครๆต่างบอกว่าหนังสือทั้งสองเล่มเป็นการปล่อยของแบบไม่กั๊ก?

"หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่" แนะแนวทางการเทรดหุ้นแนวโน้มขาขึ้น ด้วย กราฟวีค ก็จะเน้นการดูแนวโน้มขาขึ้นด้วย price pattern จากนั้นก็รันเทรนด์ด้วยเส้นค่าเฉลี่ย จบลงที่การขายด้วย price pattern เรียกว่าครบวงจรตั้งแต่ซื้อยันขายเลยครับ อ่านเล่มเดียวจบ
อ่านสรุปหนังสือ หุ้นขาขึ้นรอบใหญ่ ที่ http://zyo71.blogspot.com/2017/09/blog-post_7.html

ส่วน "หุ้นซิ่ง สวิงเทรด" แนะแนวทางการเทรดหุ้นแนวโน้มขาขึ้นด้วยกราฟรายวัน เล่มนี้จะเน้นการดูแท่งเทียน เอามาใช้ในการหาสัญญาณต้นเทรนด์ของขาขึ้น ซื้อหุ้นแบบ buying strength, buy weakness รันเทรนด์ด้วยเส้นค่าเฉลี่ย 10,20,50, 100, 200 วัน ขายหุ้นออกด้วย selling into strength, selling weakness เรียกว่าครบวงจรตั้งแต่ซื้อยันขายเลยครับ อ่านเล่มเดียวจบ
อ่านสรุปหนังสือ หุ้นซิ่ง สวิงเทรด ที่ http://zyo71.blogspot.com/2018/04/ema-swing-trade.html 


สนใจติดต่อสั่งซื้อหนังสือหุ้นทั้งสองเล่ม
ส่งข้อความไปที่เพจ Zyo Books : facebook.com/zyoboooks


7 บทความยอดนิยมในรอบ 30 วันที่ผ่านมา

สรุปหนังสือ The (almost) Complete Guide to Trading

เล่นรอบให้รวยแบบ "ทิวา ชินธาดาพงศ์"

1-2-3 Price Pattern เบสิคของการ breakout

วิธีเลือก, ดูแนวโน้ม, Volume และ Price Action ของหุ้น Growth Stocks ตามแนวคิด CANSLIM

เคล็ดการหาหุ้น Demand Passion แรง (วิธีสแกนหุ้นซิ่ง)

EMA20 กับการหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นน้องใหม่ที่กลับตัวจากขาลง

แกะกราฟ 5 หุ้นซิ่งวิ่งแรง UREKA, OCEAN, SEAOIL, FOCUS, PIMO